ลิขิตเทพพันธนาการมาร

    ตอนที่ 50 - ย่างเงาลอดจันทร์

    วันที่แปดใต้หุบเขาเริ่มต้นด้วยเส้นจันทร์เสี้ยวที่หายไปจากพื้นหิน


    ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา เย่เทียนคุ้นเคยกับเส้นสีเงินเส้นนั้นราวกับมันเป็นขอบสะพานให้เขาวางเท้า ทุกครั้งที่ก้าวพลาด เส้นนั้นจะบอกเขาว่าร่างเอียงตรงไหน เงาสั่นเมื่อใด และวงปราณย้อนทางแตกก่อนหรือหลังเท้าแตะพื้น แต่เช้าวันนี้ ไป๋หลีอิงลบมันออกจนหมด เหลือเพียงพื้นหินดำว่างเปล่าระหว่างเขากับขอบวงแสง


    ไป๋หลีอิงยืนอยู่ตรงหน้าเขา วันนี้นางไม่ได้พิงแท่นหิน แม้ใบหน้ายังซีดและริมฝีปากยังไร้สีเลือดกว่าคนปกติ แต่นางยืนได้มั่นคงขึ้นกว่าวันก่อน ซองเข็มจันทร์ผูกอยู่ข้างเอว อาภรณ์ขาวเงินที่ขาดบางส่วนถูกจัดให้เรียบร้อยเท่าที่ทำได้ ใต้แสงสีเงินอ่อน ๆ รอบตัว นางดูเหมือนคนที่บาดเจ็บหนักแต่ยังไม่ยอมให้บาดแผลมีสิทธิ์สั่งร่างกายของตน


    “วันนี้ข้าจะสอนท่าร่างของก้าวที่เจ้าฝึกมาเจ็ดวัน” นางกล่าว


    เย่เทียนยืนนิ่ง ลมหายใจจมลงต่ำโดยไม่ต้องให้นางเตือน ทางซ่อนข้างลำตัวซ้ายยังตึงอยู่เล็กน้อย แต่ไม่ปวดแปลบเหมือนช่วงแรกอีกแล้ว วงปราณย้อนทางในร่างหมุนช้า ๆ เหมือนล้อไม้ที่เพิ่งถูกขัดจนเริ่มไม่ฝืดเกินไป


    “ย่างเงาลอดจันทร์” เขากล่าวเบา ๆ


    ไป๋หลีอิงพยักหน้า “ชื่อเดิมของมัน”


    ไป๋หลีอิงยกมือขึ้น แสงสีเงินบาง ๆ ก่อตัวเป็นเงาร่างเล็ก ๆ สองเงาในอากาศ เงาหนึ่งยืนอยู่กับที่ อีกเงาเคลื่อนออกไปครึ่งก้าว แต่เงาแรกยังค้างอยู่ตำแหน่งเดิมชั่วลมหายใจหนึ่งก่อนจางหาย


    “ย่างเงาลอดจันทร์ไม่ใช่การวิ่งเร็ว” นางกล่าว “ไม่ใช่การกระโดดไกล ไม่ใช่การหลบด้วยความตกใจ และไม่ใช่การเอาแรงขาฝืนร่างให้พุ่งออกไป แก่นของมันคือทำให้คู่ต่อสู้ไล่ตามเงาเดิมของเจ้า ขณะที่ร่างเจ้าออกจากที่นั่นไปแล้ว”


    เย่เทียนมองเงาในอากาศอย่างตั้งใจ “เหมือนทำให้เงาตามไม่ทันหนึ่งลมหายใจ”


    “ใช่”


    นางกวาดมือเบา ๆ เงาทั้งสองสลายไป เหลือเพียงประกายสีเงินบางส่วนที่ลอยอยู่ระหว่างคนทั้งคู่


    “แต่เจ้าต้องจำให้ดี วิชานี้เดิมทีไม่ได้เกิดจากวงปราณย้อนทางของเจ้า ผู้ที่ใช้มันในสายของข้าอาศัยจังหวะแสง เงา ลมหายใจ และรากพลังอีกแบบหนึ่ง”


    เย่เทียนเงยหน้าขึ้น “เช่นนั้นข้าใช้ในรูปแบบเดิมไม่ได้?”


    “ใช้ได้เพียงเปลือก” ไป๋หลีอิงตอบอย่างไม่อ้อมค้อม “รากพลังของเจ้าไม่เหมือนคนในสายของข้า จำเป็นต้องมีการดัดแปลงเล็กน้อย”


    “ดังนั้น ข้าจะไม่ให้เจ้าลอกวิชาเดิม” นางกล่าว “ข้าจะให้เจ้าใช้แก่นของมันผ่านวงปราณย้อนทางของเจ้าเอง”


    เย่เทียนฟังจนคำว่า “ย่างเงาลอดจันทร์” ในใจเปลี่ยนไปทันที มันไม่ใช่ท่าที่เขาเพียงเรียนจากนางแล้วทำตาม หากเป็นสิ่งที่ต้องถูกแปลงผ่านร่างของเขาก่อนจึงจะใช้ได้จริง


    “ต้องเริ่มอย่างไร”


    ไป๋หลีอิงชี้ลงที่ท้องน้อยของเขาโดยไม่สัมผัสตัว “สำหรับเจ้า จุดเริ่มไม่ใช่ขา ไม่ใช่ไหล่ และไม่ใช่ตา เริ่มจากโคจรวงปราณย้อนทาง ผ่านรากซ่อน แล้ววกกลับสู่ทางหลัก และก้าวออกไปโดยที่ยังโคจรปราณไม่เต็มรูป”


    เย่เทียนขมวดคิ้วเล็กน้อย


    “ถ้ารอจนโคจรปราณจนเต็มวง ร่างจะหนักเกินไป” นางอธิบาย “ถ้าก้าวก่อนวงตั้งรูป ร่างกับปราณจะแยกกัน เจ้าต้องก้าวในช่วงที่วงปราณกำลังวกกลับ แต่ยังเหลือช่องว่างหนึ่งเสี้ยว นั่นคือจังหวะที่เงาไล่ตามจับเจ้าไม่ทัน”


    คำอธิบายครั้งนี้ไม่ใช่เพียงหลักกว้าง ๆ อีกต่อไป มันเป็นจุดที่แคบจนเกือบจับไม่ได้ เป็นเสี้ยวลมหายใจระหว่าง “เร็วเกินไป” กับ “ช้าเกินไป” และเย่เทียนรู้จากการล้มตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมาว่าเสี้ยวเล็ก ๆ นั้นโหดร้ายเพียงใด


    “ลอง”


    คำเดียวจากไป๋หลีอิงทำให้เขาหลับตาลงครึ่งหนึ่ง


    เย่เทียนปล่อยลมหายใจภายในจมลงต่ำ วงปราณย้อนทางเริ่มหมุนจากท้องน้อย ผ่านทางซ่อนข้างลำตัวซ้าย ความตึงแผ่ขึ้นมาอย่างคุ้นเคย เขารอให้แรงนั้นวกกลับสู่ทางหลัก


    เขาก้าวออกไป


    เร็วเกินไป


    ไหล่ซ้ายกระตุกเล็กน้อย วงปราณในร่างแตกออกก่อนเท้าจะแตะพื้นเต็มฝ่า เย่เทียนเซไปด้านข้าง มือขวายันพื้นหินไว้ได้ทัน เขาสูดลมหายใจลึก แล้วค่อย ๆ ยืนกลับขึ้นมา


    ไป๋หลีอิงมองไหล่เขา “ลองใหม่”


    เย่เทียนพยักหน้า “อีกครั้ง”


    ครั้งที่สอง เขาช้าเกินไป วงปราณย้อนทางโคจรเต็มวงก่อนเท้าขยับ ร่างของเขาหนักลงเหมือนข้อเท้าถูกหินดึงไว้ เขาขยับได้เพียงครึ่งก้าวก็ต้องหยุด


    ครั้งที่สาม เขาพยายามกดแรงต่ำให้มากขึ้น แต่กลายเป็นมากเกินไป ความเย็นในท้องน้อยขยับแรงจนปลายนิ้วชา ไป๋หลีอิงเพียงมองเขานิ่ง ๆ ปล่อยให้เขาดึงตัวเองกลับ เย่เทียนกัดฟัน ตัดวงปราณก่อนถูกความเย็นดึงลงลึก ปราณพื้นฐานกระจายกลับไปทั่วท้องน้อยอย่างกระจัดกระจาย


    “ดี” นางกล่าว


    เย่เทียนรู้ทันทีว่านางไม่ได้ชมท่า เขาทำพลาด แต่เขาหยุดทันก่อนพัง นั่นคือสิ่งที่นางยอมรับ


    เขาเริ่มใหม่อีกครั้ง


    พื้นหินว่างเปล่าตรงหน้ากลายเป็นสนามที่ยากกว่าเส้นจันทร์เสี้ยวทั้งหมดที่เคยฝึก ไม่มีเส้นนำ ไม่มีจุดวางเท้า มีเพียงจังหวะในร่างและสายตาของไป๋หลีอิงที่จับความผิดพลาดได้ก่อนเขาจะรู้ตัวเสียอีก บางครั้งเขาเกือบทำได้ แต่ดีใจเร็วไปจนลมหายใจเสีย บางครั้งเขารักษาวงปราณไว้ได้ แต่ร่างภายนอกแข็งเกินไป เงาบนพื้นจึงสั่นก่อนตัวขยับ บางครั้งทุกอย่างเหมือนจะถูกต้อง แต่ความเย็นลึกในท้องน้อยเคาะขึ้นมาเพียงนิดเดียวก็ทำให้เขาต้องหยุด


    ไม่รู้ผ่านไปกี่รอบ เหงื่อเย็นไหลลงมาตามสันกรามของเย่เทียน ทางซ่อนข้างลำตัวซ้ายเริ่มปวดตื้อ ไป๋หลีอิงจึงให้เขาพัก นางแตะน้ำค้างจันทร์เย็นเพียงหยดเล็กมากลงบนตำแหน่งนั้น ความเย็นละเอียดซึมเข้าไปสมานรอยปริที่เพิ่งเกิด เย่เทียนเห็นของเหลวสีเงินในถ้วยลดลงอีกเล็กน้อย ถึงจะเสียดายแต่สิ่งเดียวที่เขาทำได้ตอนนี้คืออย่าให้มันสูญเปล่า


    “อีกครั้ง” นางกล่าว “ฟังร่างของเจ้าเอง”


    เย่เทียนหลับตาลง


    คราวนี้เขาไม่มองพื้น เขาฟังเพียงวงปราณในร่าง ท้องน้อยรับแรงต่ำ ทางซ่อนอุ่นขึ้น วงปราณย้อนทางเริ่มวกกลับสู่ทางหลัก วงปราณยังโคจรไม่เต็มรูป ยังมีช่องว่างเล็กมากเหมือนรอยแยกระหว่างลมหายใจเข้าและออก


    เขาก้าว


    เท้าของเขาแตะพื้นอย่างเงียบเชียบ


    ในเสี้ยวขณะนั้น ร่างของเขาเบาขึ้นจนแทบไม่เหมือนเดินบนหิน แรงไล่ตามบางอย่างยังจับตำแหน่งเดิมไว้ ขณะที่ตัวเขาออกจากตรงนั้นไปแล้วครึ่งก้าว เงาบนพื้นช้ากว่าร่างจริงครึ่งลมหายใจ ก่อนจะตามกลับมาทันอย่างรวดเร็ว


    หมอกดำด้านนอกพลันขยับ


    ริ้วหมอกบางเส้นพุ่งเข้ามาถึงขอบวงแสงเหมือนกำลังทดสอบรอยที่เขาทิ้งไว้ มันเฉียดผ่านตำแหน่งที่เย่เทียนเพิ่งยืนอยู่เมื่อครู่ หากเขายังอยู่ตรงนั้น ชายเสื้อคงถูกแตะแล้ว แต่เขาไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว


    เย่เทียนยืนห่างออกไปครึ่งก้าว หัวใจเต้นแรงจนเสียงดังอยู่ในหู วงปราณย้อนทางสั่นรุนแรง เขารีบกดแรงกลับลงต่ำ หยุดก่อนทางซ่อนจะปริ


    ไป๋หลีอิงยกมือขึ้น ม่านจันทราสว่างวูบ ริ้วหมอกถูกผลักกลับออกไป ทุกอย่างกลับสู่ความเงียบเดิม แต่ความเงียบครั้งนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว


    เย่เทียนรู้ว่าเขาแตะประตูของวิชาได้แล้ว


    ไม่สมบูรณ์ ไม่มั่นคง และยังอันตรายเกินกว่าจะใช้ต่อเนื่อง แต่หนึ่งจังหวะนั้นเกิดขึ้นจริง


    เขาหันไปหาไป๋หลีอิง “ข้าทำได้หรือไม่”


    นางมองพื้นที่เขาเพิ่งเคลื่อนผ่าน ไม่ได้มองเขาในทันที


    “หนึ่งจังหวะ” นางตอบ “ยังห่างจากคำว่าทำได้”


    น้ำเสียงยังเย็น แต่เย่เทียนไม่ได้เสียกำลังใจ เขารู้เองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นยังเปราะบางมาก หากไม่มีคำสอนของนาง หากไม่มีวงปราณย้อนทางที่ฝึกมาหลายวัน เขาไม่มีทางก้าวแบบนั้นได้


    ไป๋หลีอิงเดินไปยังตำแหน่งเดิมที่เงาของเขาค้างไว้ นางย่อตัวลง ใช้ปลายนิ้วแตะพื้นหิน


    เย่เทียนมองตาม แล้วเห็นรอยสีเงินบางเฉียบค้างอยู่บนพื้น รูปร่างคล้ายจันทร์เสี้ยวเล็กมากจนเกือบกลืนไปกับเงา หากไม่ตั้งใจมองคงคิดว่าเป็นแสงสะท้อนจากม่าน แต่รอยนั้นไม่ได้สั่นตามแสง มันฝังอยู่ในเงา เหมือนเศษจันทร์ที่ถูกทิ้งไว้หลังการก้าวเมื่อครู่


    “นั่นคืออะไร” เขาถามเสียงเบาลง


    ไป๋หลีอิงวางปลายนิ้วลงบนรอยนั้น แสงสีเงินดับลงทันที


    “ร่องรอยของรูปวิชา..คนทั่วไปไม่เห็น ผู้ฝึกธรรมดาอาจเห็นเพียงเงาเบี้ยวไปชั่วขณะ”


    “แล้วผู้ฝึกระดับสูง?”


    คราวนี้ไป๋หลีอิงลุกขึ้นช้า ๆ ความเงียบของนางยาวพอให้คำตอบมาถึงก่อนเสียง


    “บางคนจำได้”


    เย่เทียนมองนาง “เป็นวิชาของท่านหรือ”


    ไป๋หลีอิงไม่ได้ตอบทันที นางมองพื้นหินที่รอยจันทร์เพิ่งดับไป แล้วจึงหันกลับมามองเขา


    “เป็นวิชาที่ไม่ควรถูกพบอยู่ในคนนอกจากเมืองห่างไกล”


    คำตอบนั้นไม่ได้ยืนยันตรง ๆ แต่หนักกว่าการยืนยันเสียอีก เย่เทียนเข้าใจทันทีว่า ย่างเงาลอดจันทร์ไม่ใช่เพียงท่าร่างสำหรับเอาตัวรอดใต้หุบเขา มันมีที่มา มีร่องรอย และอาจพาอันตรายมาถึงทั้งเขาและนาง หากใช้ผิดที่ผิดเวลา


    “จำไว้” ไป๋หลีอิงกล่าว “ข้าสอนท่าร่างนี้ให้เจ้าก็เพื่อใช้เอาตัวรอด แต่หากไม่จำเป็น ห้ามใช้ย่างเงาลอดจันทร์เต็มรูปต่อหน้าผู้ฝึกระดับสูง”


    “แล้วถ้าจำเป็นต้องใช้?”


    “ใช้ให้รอดก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะหนีจากผลที่ตามมาอย่างไร”


    เขามองพื้นที่ไร้รอยแล้วถามในที่สุด “หากผลลัพธ์ที่ตามมาร้ายแรงเช่นนั้น ท่านยังสอนข้าทำไม”


    ไป๋หลีอิงมองเขาโดยไม่หลบ


    “เพราะเจ้าต้องรอด”


    คำตอบสั้นมาก แต่ตัดทุกสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปจนหมด


    “ข้าจะสอนแก่นของมันให้เจ้า” นางกล่าว “แต่รูปของมันต้องกลายเป็นของเจ้าเอง หากเจ้าลอกเงาของข้า วันหนึ่งคนที่รู้จักเงานั้นจะตามมาถึงตัวเจ้า หากเจ้าทำให้มันกลายเป็นก้าวของเจ้าเอง ต่อให้พวกเขาเห็น ก็อาจต้องลังเล”


    “เพราะหากข้ายังมองเห็นร่องรอยของมันได้” นางกล่าว “คนที่กำลังตามหาข้า ก็อาจมองเห็นได้เช่นกัน”


    เย่เทียนรู้สึกเย็นลงทั้งแผ่นหลัง


    เขาเพิ่งเรียนรู้ก้าวแรกของย่างเงาลอดจันทร์ และในวันเดียวกันนั้นเอง เขาก็ได้รู้ว่าวิชานี้ไม่ได้เชื่อมเขาเพียงกับทางรอด แต่มันเชื่อมเขากับโลกของไป๋หลีอิง โลกที่ใหญ่กว่าเมืองชิงหลานมาก และอันตรายกว่าที่เขามีสิทธิ์เข้าใจในตอนนี้


    ไป๋หลีอิงหันกลับมามองเขา ดวงตาของนางยังสงบ แต่ในความสงบนั้นมีเงาของการตัดสินใจบางอย่าง


    “เย่เทียน” นางกล่าว “จากนี้ไป เจ้าจะไม่เพียงเรียนให้ใช้ได้”


    เขารอฟังโดยไม่รู้ตัวว่าตนกลั้นลมหายใจอยู่


    “เจ้าต้องเรียนให้ซ่อนมันได้ด้วย”