บทที่ 13 : ปรากฏการณ์สะท้านนภา ศิลาทดสอบ์แตกสลาย!
การเดินทางบนหลังกระเรียนิญญาเมฆาดำเนินไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วยิ่งนัก ทิวทัศน์เบื้องล่างแปรเปลี่ยนจากเทือกเขาสลับซับซ้อน เป็ที่ราบกว้างใหญ่ และทะเลสาบอันเวิ้งว้าง เวลาสิบวันผ่านพ้นไปประดุจสายน้ำไหล ทว่าสำหรับซูหลงอวิ๋น ่เวลานี้มิได้สูญเปล่าเลยแม้แต่น้อย
เด็กหนุ่มนั่งขัดสมาธิอยู่บนหลังอันกว้างใหญ่ของสัตว์อสูรพาหนะ ปิดเปลือกตาลงเข้าสู่สภาวะลืมเลือนสรรพสิ่งรอบกาย ลมหายใจเข้าออกสอดคล้องกับจังหวะการกระพือปีกของกระเรียนิญญา 'เคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาล' โคจรอย่างเงียบเชียบภายในจุดตันเถียน ขัดเกลาพลังปราณขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่แปดสูงสุดให้ควบแน่นและบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น
เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลกที่สถิตอยู่ในร่าง บัดนี้ผสานเข้ากับลมปราณสีทองอย่างกลมกลืน ไร้ซึ่งการต่อต้าน ทุกครั้งที่ลมปราณไหลเวียนผ่านเส้นชีพจร ความหนาวเหน็บอันเป็นิรันดร์จะช่วยชำระล้างสิ่งเจือปนและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ผนังเส้นเื ทำให้กายเนื้อของซูหลงอวิ๋นในยามนี้ แข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าสัตว์อสูรระดับเดียวกันหลายเท่านัก
ผู้าุโเจี้ยนที่นั่งอยู่ไม่ไกล ลอบสังเกตเด็กหนุ่มอยู่เงียบๆ แววตาชราภาพทอประกายชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
"สิบวันมานี้ เขามิได้ขยับเขยื้อนหรือเอ่ยปากบ่นถึงความเหนื่อยล้าเลยแม้แต่น้อย จิตใจมุ่งมั่นตั้งมั่นอยู่แต่กับการบ่มเพาะ อัจฉริยะที่มีพร์นั้นหาได้ไม่ยากนัก ทว่าอัจฉริยะที่ทั้งมีพร์และมีความเพียรพยายามดุจหินผาเช่นนี้ ร้อยปี... ไม่สิ พันปีก็ยากจะพบเจอสักคน สำนักกระบี่์ของเรา ได้เก็บสมบัติล้ำค่ามาเสียแล้ว!"
ในวันที่สิบของการเดินทาง ท่ามกลางทะเลหมอกสีขาวบริสุทธิ์ที่ลอยเอื่อยอยู่บนท้องฟ้าเบื้องหน้า ผู้าุโเจี้ยนก็ลุกขึ้นยืน กระแอมไอเบาๆ เพื่อปลุกเด็กหนุ่มออกจากสมาธิ
"ซูหลงอวิ๋น ลืมตาขึ้นเถิด เบื้องหน้าของพวกเรา คือจุดหมายปลายทางแล้ว"
ซูหลงอวิ๋นค่อยๆ ลืมตาขึ้น ั์ตาสีดำสนิททอประกายลึกล้ำวาบผ่านก่อนจะกลับมาสงบนิ่ง เขาลุกขึ้นยืนเคียงข้างผู้าุโเจี้ยน ทอดสายตามองฝ่าม่านหมอกหนาทึบออกไป
ทันใดนั้น กระเรียนิญญาเมฆาก็ส่งเสียงร้องกังวาน แหวกทะลวงทะเลหมอกออกเป็ช่องกว้าง เผยให้เห็นภาพความยิ่งใหญ่อลังการที่ซ่อนเร้นอยู่เื้ั!
"นี่คือ..." ซูหลงอวิ๋นหรี่ตาลงเล็กน้อย แม้ในความทรงจำของจักรพรรดิเทพยุทธ์จะเคยเห็น์และจักรวาลมานับไม่ถ้วน ทว่าสำหรับภาพเบื้องหน้า ก็ยังถือว่ายิ่งใหญ่สมฐานะขุมกำลังระดับสูงสุดของโลกปุถุชนแคว้นนี้
เบื้องหน้าของพวกเขา คือเทือกเขาขนาดั์ที่ลอยตระหง่านอยู่เหนือพื้นดินนับหมื่นจั้ง! ยอดเขาทั้งเก้าสิบเก้ายอด มิได้มีรูปร่างกลมมนหรือขรุขระเยี่ยงูเาทั่วไป ทว่ายอดเขาแต่ละลูก กลับมีรูปลักษณ์ประดุจ 'กระบี่ั์' ที่แทงทะลุขึ้นมาจากผืนปฐี พุ่งตรงสู่สรวง์!
ยอดเขากระบี่ทั้งเก้าสิบเก้าลูกตั้งตระหง่านล้อมรอบเกาะลอยฟ้าขนาดมหึมาที่อยู่ใจกลาง บนเกาะนั้นเต็มไปด้วยตำหนักหยกขาว วิหารทองคำ และหอคอยศิลาที่ส่องประกายเรืองรอง กลิ่นอายพลังปราณิญญาบริสุทธิ์ลอยอบอวลจนกลายเป็สายหมอกเจ็ดสี เข้มข้นกว่าปราณในเมืองหลินสุ่ยถึงสิบเท่าตัว!
"ยินดีต้อนรับสู่สำนักกระบี่์!" ผู้าุโเจี้ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
"ยอดเขาทั้งเก้าสิบเก้า คือยอดเขาของผู้สืบทอดและผู้าุโระดับสูง ส่วนเกาะลอยฟ้าตรงกลาง คือศูนย์กลางของสำนัก เป็ที่ตั้งของหอตำรา หอโอสถ และลานประลองหลัก"
ซูหลงอวิ๋นพยักหน้าช้าๆ ดวงตาของเขาเปิดใช้ 'เนตรแห่งค่ายกล' โดยสัญชาตญาณ สิ่งที่เขามองเห็นเหนือเทือกเขาเหล่านี้ คือค่ายกลกระบี่สังหารระดับสูงที่ครอบคลุมพื้นที่นับหมื่นลี้ รังสีทำลายล้างที่ซ่อนเร้นอยู่ในอากาศ มากพอที่จะบดขยี้ผู้บุกรุกระดับิญญาก่อกำเนิดให้แหลกเป็ผุยผงในพริบตา
'เป็ค่ายกลกระบี่ที่ใช้ภูมิประเทศเป็แก่นกลาง ไม่เลวเลยทีเดียว ทว่ายังขาดความยืดหยุ่น หากข้าใช้แิมิติแทรกซึมเข้าไป ก็สามารถรื้อถอนแก่นค่ายกลนี้ได้ภายในครึ่งก้านธูป' ซูหลงอวิ๋นประเมินในใจอย่างเยือกเย็น ทว่าภายนอกยังคงรักษามารยาทอันดีงามเอาไว้
กระเรียนิญญาเมฆาร่อนลงสู่ลานศิลาหยกขาวอันกว้างใหญ่ที่บริเวณเชิงเขาของเกาะลอยฟ้า ลานแห่งนี้มีนามว่า 'ลานกระบี่รับอรุณ' เป็สถานที่สำหรับต้อนรับบุคคลภายนอกและจัดการทดสอบศิษย์ใหม่
ในยามนี้บนลานกระบี่รับอรุณเนืองแน่นไปด้วยผู้คนนับหมื่น! พวกเขาล้วนเป็ผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์จากทั่วทุกสารทิศของแคว้นวายุคลั่ง ที่ดั้นด้นเดินทางมาเพื่อไขว่คว้าโอกาสในการก้าวผ่าน 'ประตูั' แห่งนี้ ทว่าใบหน้าของส่วนใหญ่นั้นเต็มไปด้วยความผิดหวังและโศกเศร้า บ่งบอกว่าพวกเขาพ่ายแพ้ต่อการทดสอบสุดหฤโหด
ผู้าุโเจี้ยนมิได้นำซูหลงอวิ๋นไปต่อแถวปะปนกับฝูงชนนับหมื่นเ่าั้ ท่านสะบัดแขนเสื้อ นำทางเด็กหนุ่มเดินฝ่าฝูงชน มุ่งหน้าตรงไปยังเขตหวงห้ามชั้นใน ซึ่งเป็ลานหินอ่อนยกระดับที่ถูกคุ้มกันด้วยผู้พิทักษ์ชุดเกราะเงิน
"ผู้าุโเจี้ยน!" ผู้พิทักษ์เมื่อเห็นป้ายหยกประจำตัวของท่าน ก็รีบประสานมือคารวะและหลีกทางให้ทันที
เมื่อก้าวขึ้นมาบนลานหินอ่อนยกระดับ ซูหลงอวิ๋นก็พบกับกลุ่มคนจำนวนไม่มากนัก ราวๆ ห้าสิบคน ทว่าแต่ละคนล้วนแผ่กลิ่นอายพลังปราณที่แข็งแกร่ง บ่งบอกว่าพวกเขาคือเหล่า 'อัจฉริยะ' ที่ผ่านการคัดเลือกเบื้องต้นมาแล้ว และกำลังรอรับการทดสอบขั้นสุดท้าย เพื่อตัดสินว่าจะได้เป็ศิษย์สายนอก ศิษย์สายใน หรือแม้กระทั่งศิษย์สืบทอด
ใจกลางลานหินอ่อน มีศิลาสีดำทะมึนขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ ความสูงของมันราวสิบจั้ง บนพื้นผิวศิลาสลักลวดลายดาราจักรและกระบี่โบราณอันวิจิตรบรรจง นี่คือ 'ศิลาทดสอบ์' สมบัติวิเศษที่ใช้ประเมินรากฐาน พร์ และสายเืของผู้ฝึกยุทธ์
ข้างศิลาทดสอบ์ มีผู้าุโชุดเทาผู้หนึ่งยืนอยู่ ใบหน้าของเขาดุดันและเย่อหยิ่ง นามของเขาคือ 'ผู้าุโจ้าว' ผู้รับผิดชอบการคุมสอบในวันนี้
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมมาก!"
เสียงหัวเราะกังวานของผู้าุโจ้าวดังขึ้น ขณะที่ท่านกำลังลูบเครามองดูชายหนุ่มชุดขาวผู้หนึ่งที่ยืนวางมือทาบอยู่บนศิลาทดสอบ์ ชายหนุ่มผู้นั้นมีใบหน้าหล่อเหลา ท่าทางหยิ่งยโสประดุจคุณชายจากตระกูลชนชั้นสูง นามของเขาคือ 'มู่หรงเฟิง' อัจฉริยะอันดับหนึ่งจากตระกูลมู่หรงแห่งเมืองหลวง!
บนศิลาทดสอบ์ แสงสีเงินสว่างวาบขึ้นมาทีละดวง... หนึ่งดวง... สองดวง... จนกระทั่งหยุดอยู่ที่ เจ็ดดวง! แสงทั้งเจ็ดดวงส่องประกายเจิดจ้า ก่อเกิดเป็เงาร่างของกระบี่วายุลอยวนอยู่เหนือศิลา
"ดวงดาวเจ็ดดวง! กายากระบี่วายุโดยกำเนิด! พร์ระดับเจ็ดดาว!" ผู้าุโจ้าวประกาศเสียงก้อง "มู่หรงเฟิง เ้าผ่านการทดสอบ! ด้วยพร์ระดับนี้ เ้าจะได้รับสถานะ 'ศิษย์สายในระดับสูง' ทันที และเมื่อเข้าสู่สำนัก ข้าจะรับเ้าเป็ศิษย์สืบทอดของข้าเอง!"
ฝูงชนรอบลานทดสอบต่างฮือฮาด้วยความอิจฉาริษยา พร์ระดับเจ็ดดาวนั้นนับว่าหาได้ยากยิ่ง ในรอบสิบปีอาจจะปรากฏสักคน การได้เป็ศิษย์สืบทอดของผู้าุโั้แ่ยังไม่เข้าสำนัก นับว่าก้าวขึ้น์ในพริบตา!
มู่หรงเฟิงดึงมือกลับ เชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ "ขอบคุณผู้าุโจ้าว ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน"
ในขณะที่มู่หรงเฟิงกำลังดื่มด่ำกับสายตาชื่นชมของผู้อื่น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นผู้าุโเจี้ยนที่กำลังเดินนำซูหลงอวิ๋นเข้ามายังลานทดสอบ มู่หรงเฟิงกวาดสายตามองเด็กหนุ่มในชุดเสื้อผ้าที่แม้จะสะอาด แต่ก็ดูเรียบง่ายไร้ราคา รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นบนมุมปาก
"โอ้? ท่านผู้าุโเจี้ยน กลับมาจากการคัดเลือกศิษย์ที่เมืองชายแดนอันห่างไกลแล้วรึขอรับ?" ผู้าุโจ้าวหันมาทักทาย น้ำเสียงแฝงไปด้วยการประชดประชัน "ดูเหมือนปีนี้ ท่านจะได้ 'เพชรเม็ดงาม' มากระมัง ทว่าดูจากรูปลักษณ์และเสื้อผ้าแล้ว... ข้าเกรงว่าท่านจะเก็บก้อนกรวดมาปะปนกับหยกเสียมากกว่านะ ฮ่าฮ่าฮ่า"
ผู้าุโและศิษย์คนอื่นๆ ต่างหัวเราะเบาๆ ในสายตาของพวกเขากลุ่มชนชั้นสูง ซูหลงอวิ๋นที่มาจากเมืองเล็กๆ ย่อมไม่มีทางเทียบเคียงกับอัจฉริยะจากเมืองหลวงได้อย่างแน่นอน
ผู้าุโเจี้ยนมิได้โกรธเคือง ท่านเพียงแค่ยิ้มบางๆ "ก้อนกรวดหรือหยกงาม ย่อมมิอาจประเมินด้วยสายตาที่ตื้นเขิน ผู้าุโจ้าว... ท่านมัวแต่ชื่นชมเจ็ดดาวของมู่หรงเฟิง จนลืมไปแล้วกระมัง ว่า์นั้นกว้างใหญ่เพียงใด"
"ท่านหมายความว่า เด็กหนุ่มบ้านนอกผู้นี้ จะมีพร์เหนือกว่ามู่หรงเฟิงที่กายากระบี่วายุอย่างนั้นรึ? ช่างไร้สาระสิ้นดี!" ผู้าุโจ้าวแค่นเสียง
"เช่นนั้นก็เชิญ! ให้ศิษย์ของท่านมาทดสอบดูสิ ข้าอยากจะรู้จับใจนัก ว่าเมืองหลินสุ่ยอันต่ำต้อย จะปั้นอัจฉริยะระดับใดออกมาได้!"
มู่หรงเฟิงกอดอก มองเหยียดซูหลงอวิ๋น "เ้าบ้านนอก หากทดสอบออกมาได้ไม่ถึงสามดาว ก็เตรียมตัวเก็บของกลับไปไถนาที่บ้านเกิดเ้าเถิด สำนักกระบี่์มิใช่สถานที่ให้พวกไร้ค่ามาชุบตัว"
ซูหลงอวิ๋นยืนนิ่งรับฟังคำถากถางด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว สำหรับราชสีห์ การที่สุนัขเห่าหอนอยู่เบื้องล่าง ย่อมมิใช่เื่ที่ต้องลดตัวลงไปคำรามตอบโต้ เขาเพียงแต่ก้าวเท้าเดินอย่างเชื่องช้า ตรงไปยังศิลาทดสอบ์
"ซูหลงอวิ๋น... วางมือของเ้าลงบนแผ่นศิลา ถ่ายทอดปราณยุทธ์และเจตจำนงของเ้าเข้าไป ไม่ต้องกังวลสิ่งใด ปล่อยให้ศิลาทำหน้าที่ของมัน" ผู้าุโเจี้ยนกล่าวให้กำลังใจ ท่านเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองเห็นที่เมืองหลินสุ่ยอย่างเต็มเปี่ยม
ซูหลงอวิ๋นหยุดยืนเบื้องหน้าศิลาสีดำทะมึน เขาสูดลมหายใจเข้าลึก
'ศิลาทดสอบ์... เป็เพียงสมบัติวิเศษระดับปฐีที่ใช้ตรวจจับความบริสุทธิ์ของรากฐานและสายเื... หากข้าปลดปล่อยพลังของเคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาล หรือแิแห่งมิติและทำลายล้างออกไปทั้งหมด ศิลานี้คงต้องะเิเป็ผุยผง และนำพาความวุ่นวายระดับโลกมาสู่ตัวข้าเป็แน่'
เด็กหนุ่มครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว 'การทำตัวโดดเด่นนั้นดี แต่การแสดงไพ่ตายทั้งหมดให้ศัตรูเห็น ย่อมเป็เื่โง่เขลา... ข้าจะกดข่มเคล็ดวิชาเทวะเอาไว้ ปลดปล่อยเพียงความบริสุทธิ์ของปราณยุทธ์ และ 'เสี้ยว' ของแิแห่งความแหลมคมก็พอ!'
คิดได้ดังนั้น ซูหลงอวิ๋นก็โคจรลมปราณ สะกดกลั้นพลังอำนาจแห่งจักรพรรดิเทพยุทธ์ให้ดำดิ่งลึกลงไปในทะเลิญญา ก่อนจะค่อยๆ ยกมือขวาขึ้น ทาบประทับลงบนพื้นผิวเย็นเยียบของศิลาทดสอบ์
วูบ...
ความเงียบเข้าปกคลุมลานประลอง ทุกสายตาจับจ้องไปที่ศิลาสีดำ
หนึ่งลมหายใจ... สองลมหายใจ... สามลมหายใจผ่านไป...
ศิลาทดสอบ์กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ! ไม่มีแม้แต่แสงกะพริบ หรือเสียงกังวานใดๆ เกิดขึ้น มันยังคงมืดมิดและเงียบสงบราวกับก้อนหินไร้ค่าข้างทาง
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของมู่หรงเฟิงดังขึ้นทำลายความเงียบ "ข้าก็นึกว่าจะมีดีอันใด ที่แท้ก็เป็แค่เศษสวะที่ไม่มีแม้แต่พร์ระดับหนึ่งดาว! ผู้าุโเจี้ยน ท่านคงจะตาฝาดไปแล้วกระมัง ถึงได้พาคนไร้ค่าเช่นนี้มาเหยียบย่ำลานศักดิ์สิทธิ์ของเรา!"
ผู้าุโจ้าวส่ายหน้าอย่างดูแคลน "ผู้าุโเจี้ยน ท่านทำให้สำนักกระบี่์ต้องขายหน้ายิ่งนัก นำตัวสวะผู้นี้กลับไปซะ! ที่นี่ไม่มีที่ว่างสำหรับผู้ที่ศิลาไม่ยอมรับ!"
ผู้าุโเจี้ยนขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสน "เป็ไปไม่ได้... ข้าเห็นกับตาว่าเขาสามารถสังหารแก่นแท้ทองคำได้ รากฐานของเขาต้องลึกล้ำหาใดเปรียบ เหตุใดศิลาจึงไม่ตอบสนอง?"
บนลานทดสอบ ซูหลงอวิ๋นยังคงยืนนิ่ง มือขวาแนบชิดกับศิลา มุมปากของเขากระตุกเล็กน้อย
'บัดซบ... ข้าคงจะกดข่มพลังมากเกินไป จนศิลาปัญญาอ่อนนี่ััอะไรไม่ได้เลยงั้นรึ? ช่างเถิด ในเมื่อต้องเล่นละคร ก็ต้องเล่นให้สมบทบาท... ข้าจะคลายผนึกออกสักหนึ่งในหมื่นส่วนก็แล้วกัน!'
ซูหลงอวิ๋นคลายการสะกดกลั้นในจุดตันเถียนลงเพียงนิดเดียว ปล่อยให้ปราณยุทธ์สีทองที่ถูกหล่อหลอมด้วยคัมภีร์เทวะ หยดไหลผ่านฝ่ามือเข้าสู่ศิลาทดสอบ์
ตึกตัก...
ราวกับมีเสียงหัวใจเต้นดังก้องออกมาจากภายในศิลาั์!
พริบตาต่อมา สิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดก็บังเกิดขึ้น!
ซูมมม!!!
ศิลาทดสอบ์ที่เคยมืดมิด พลันะเิแสงสว่างจ้าออกมาราวกับดวงอาทิตย์จุติลงมาบนโลกมนุษย์! แสงนั้นมิใช่แสงสีเงินเยี่ยงคนทั่วไป ทว่ามันคือ แสงสีทองอร่ามที่แฝงไปด้วยรัศมีแห่งความเป็ราชันย์!
ดาวดวงที่หนึ่งสว่างขึ้น... ตามด้วยดวงที่สอง... สาม... สี่... ห้า... หก... เจ็ด!
เพียงชั่วพริบตาเดียวแสงดาราเจ็ดดวงก็สว่างโรจน์ กลบรัศมีเจ็ดดาวที่มู่หรงเฟิงเคยทำไว้จนหมองหม่นประดุจแสงหิ่งห้อยแข่งกับแสงจันทร์!
รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของมู่หรงเฟิงแข็งค้าง ดวงตาของมันเบิกกว้างจนแทบฉีกขาด "จะ... เจ็ดดาว! เป็ไปได้อย่างไร! ไอ้บ้านนอกนี่เนี่ยนะ!"
ผู้าุโจ้าวอ้าปากค้าง หนวดเคราสั่นสะท้าน "พะ... พร์ระดับเจ็ดดาวเช่นกัน! ซ้ำยังเป็แสงสีทองบริสุทธิ์! นี่มัน..."
ทว่า คำพูดของผู้าุโจ้าวยังไม่ทันจบประโยค...
ปัง!
ดาวดวงที่แปด สว่างวาบขึ้นมาท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน!
ปัง!
และดาวดวงที่เก้า... สว่างเจิดจ้าขึ้นมาเป็ดวงสุดท้าย!
เก้าดาว! พร์ระดับสูงสุดเท่าที่ศิลาทดสอบ์จะสามารถรองรับได้! ในประวัติศาสตร์หมื่นปีของสำนักกระบี่์ ผู้ที่สามารถเปล่งแสงเก้าดาวได้ มีเพียงปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักเพียงคนเดียวเท่านั้น!
"กะ... เก้าดาว! ์! นี่มันสัตว์ประหลาดกลับชาติมาเกิด!" ผู้าุโเจี้ยนะโลั่นด้วยความปีติยินดีจนแทบคลุ้มคลั่ง น้ำตาแห่งความปิติรื้นขึ้นมาในดวงตา
ผู้ฝึกยุทธ์นับหมื่นบนลานกระบี่รับอรุณ รวมถึงเหล่าผู้พิทักษ์ ต่างทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นโดยสัญชาตญาณ แรงกดดันทางสายเืและรากฐานที่เปล่งออกมาจากศิลา ทำให้พวกเขาไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้!
ทว่า ปรากฏการณ์สะท้านนภายังมิหยุดเพียงแค่นั้น!
ครืดดด... แกรก...
เสียงแตกร้าวอันน่าขนลุกดังขึ้นจากศิลาทดสอบ์สีดำทะมึน! รอยร้าวขนาดเล็กเริ่มปรากฏขึ้นรอบๆ ฝ่ามือของซูหลงอวิ๋น และขยายตัวลุกลามไปทั่วทั้งแผ่นศิลาประดุจใยแมงมุม!
แสงสีทองอัดแน่นจนถึงขีดจำกัด พลันะเิทะลวงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกม่านเมฆาออกเป็ช่องกว้าง ก่อเกิดเป็ภาพนิมิต 'กระบี่ั์สีทอง' ที่ยาวกว่าหมื่นจั้ง ลอยตระหง่านอยู่เหนือสำนักกระบี่์ กลิ่นอายแห่งการทำลายล้างและความแหลมคมระดับเทวะ กดทับลงมาจนเกาะลอยฟ้าสั่นะเื!
"ศิลา... ศิลาทดสอบกำลังจะแตก! พลังของเขามันทะลุขีดจำกัดเก้าดาวไปแล้ว! ก้าวข้ามเก้าดาว! นี่มันพร์ระดับใดกัน!" ผู้าุโจ้าวกรีดร้องเสียงหลง ขาทั้งสองข้างอ่อนระทวยทรุดลงไปกองกับพื้น ความหยิ่งยโสที่เคยมีมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความหวาดหวั่นจับขั้วหัวใจ
มู่หรงเฟิงที่เคยอวดเบ่ง บัดนี้คุกเข่าหมอบกราบอยู่กับพื้น เืไหลซึมออกจากมุมปากเพราะทนรับแรงกดดันจากภาพนิมิตกระบี่ั์ไม่ไหว มันเพิ่งตระหนักได้ว่า ตนเองได้ไปล่วงเกินตัวตนระดับที่ไม่อาจเอื้อมถึงเข้าให้แล้ว!
ซูหลงอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย 'แย่ล่ะ กดข่มไว้ตั้งเก้าในสิบส่วนแล้ว ศิลาขยะนี่ยังรับไม่ไหวอีกรึ ขืนปล่อยให้แตกกระจาย คงเป็เื่ใหญ่แน่'
เด็กหนุ่มรีบดึงมือกลับและตัดการเชื่อมต่อของลมปราณทันที
วิ้ง...
ภาพนิมิตกระบี่ั์สีทองบนท้องฟ้าสลายตัวไปราวกับหมอกควัน แสงสีทองบนศิลาทดสอบค่อยๆ หรี่ลงและดับวูบไป ทิ้งไว้เพียงศิลาสีดำที่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวลึก บ่งบอกว่ามันได้รับความเสียหายอย่างหนักและอาจไม่สามารถใช้งานได้อีก
ความเงียบสงัดระดับสุสานเข้าปกคลุมลานทดสอบอีกครั้ง... ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียง แม้แต่ลมหายใจก็ยังต้องสะกดกลั้นเอาไว้ ทุกสายตาจับจ้องมาที่เด็กหนุ่มในชุดเรียบง่าย ผู้เพิ่งจะสร้างปาฏิหาริย์และทำลายสมบัติวิเศษระดับปฐีด้วยการวางมือเพียงครั้งเดียว!
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!
ทันใดนั้น เงาร่างทรงพลังนับสิบสายก็พุ่งทะยานลงมาจากยอดเขาสูงตระหง่าน พวกเขาคือเหล่า 'ผู้าุโสูงสุด' ของสำนักกระบี่์ ที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการบ่มเพาะเพราะแรงสั่นะเืของภาพนิมิต!
ผู้นำของกลุ่มคือ ชายชราผมขาวโพลนในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ผู้มีกลิ่นอายพลังเหนือล้ำกว่าแก่นแท้ทองคำไปไกลลิบ... ท่านคือ 'เ้าสำนักกระบี่์' ตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในแคว้นวายุคลั่ง!
เ้าสำนักร่อนลงเบื้องหน้าซูหลงอวิ๋น ดวงตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับร้อยปีจ้องมองเด็กหนุ่มด้วยความตื่นเต้นอย่างหาที่สุดมิได้ ท่านมิได้ถือตัวหรือแสดงอำนาจ กลับประสานมือคารวะเด็กหนุ่มรุ่นหลานด้วยความเคารพในพร์ที่์ประทานมา!
"เด็กน้อย... เ้ามีนามว่ากระไร?" เ้าสำนักเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเมตตาและสั่นเครือเล็กน้อย
ซูหลงอวิ๋นประสานมือตอบกลับอย่างนอบน้อมทว่าไม่อ่อนน้อมจนเกินงาม "ผู้น้อย ซูหลงอวิ๋น ขอรับ"
"ซูหลงอวิ๋น... ดี! ชื่อดี! ช่างเป็ัทะยานเมฆาโดยแท้!" เ้าสำนักหัวเราะก้อง ท่านหันไปประกาศกร้าวต่อหน้าผู้คนนับหมื่น "ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ซูหลงอวิ๋น คือ 'ศิษย์สืบทอดหลักอันดับหนึ่ง' แห่งสำนักกระบี่์! เขาจะได้รับสิทธิ์ยอดเขา 'ัผงาด' เป็การส่วนตัว และสามารถเข้าถึงทรัพยากรทุกอย่างของสำนักได้อย่างไร้ขีดจำกัด! ผู้ใดกล้าล่วงเกินเขา เท่ากับล่วงเกินข้า!"
คำประกาศของเ้าสำนักเปรียบดั่งอสนีบาตฟาดลงกลางใจทุกคน ศิษย์สืบทอดหลักอันดับหนึ่ง! ทรัพยากรไร้ขีดจำกัด! นี่คือสถานะที่เทียบเท่ากับผู้าุโสูงสุด และอยู่เหนือกว่าศิษย์ทุกคนในสำนักร้อยเท่าพันทวี!
ผู้าุโจ้าวและมู่หรงเฟิงหน้าซีดเป็ไก่ต้ม พวกมันรู้ชะตากรรมของตนเองแล้วว่า การไปหาเื่อัจฉริยะระดับนี้ อนาคตในสำนักของพวกมันย่อมมืดมนอย่างแน่นอน
ซูหลงอวิ๋นรับป้ายหยกประจำตัวศิษย์สืบทอดสีทองอร่ามมาถือไว้ มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มเ็าที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
'สำนักกระบี่์... บันไดขั้นที่สองของข้า ถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว ทรัพยากรทั้งหมดในที่แห่งนี้ จะต้องกลายเป็เชื้อเพลิง ผลักดันให้ข้าทะลวงสู่ขอบเขตแก่นแท้ทองคำ และเหนือยิ่งขึ้นไป!'