หลังจากที่แอเรียสเดินหนีจากโซเฟียร์แล้วก็ไม่ได้มีผู้ใดกล้าเดินเข้ามาทักทายเขาอีก แม้แต่สาวงามอย่างคุณหนูแห่งตระกูลฮอบสันยังถูกเมินเฉยจากแอเรียส หากพวกมันเองเข้าไปทักทายบ้างก็คงจะไม่วายต้องถูกแอเรียสเมินเฉยอีกเป็นแน่
แต่การกระทำของแอเรียสก็ได้สร้างความไม่พอใจให้กับใครบางคน
“ เจ้าแอเรียสนั่นมันคิดว่ามันเป็นใครกันถึงกล้าที่จะมาทำห้คุณหนูโซเฟียร์ของข้าต้องเสียหน้าเช่นนี้ !! เจ้าคนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง“
ชายหนุ่มผู้หนึ่งสบถออกมาด้วยความหงุดหงิด มันเองหลงรักโซเฟียร์มาเนิ่นนานแล้ว เหตุผลที่มันเข้าร่วมงานประลองในครั้งนี้ก็เพียงเพราะว่าอยากจะได้เจอโซเฟียร์แบบใกล้ชิดก็เพียงเท่านั้น เมื่อมันเห็นแอเรียสหักหน้าโซเฟียร์ต่อหน้าผู้คนเช่นนี้จึงทำให้มันเองรู้สึกไม่พอใจนัก หากไม่ติดที่ว่ามันเองเป็นเพียงแค่นักเวทฝึกหัดระดับสามแล้วล่ะก็มันคงจะวิ่งเข้าไปจัดการแอเรียสเพื่อหวังเอาความดีความชอบจากโซเฟียร์ไปแล้ว
“ แอเรียสเองก็เป็นถึงทายาทแห่งตระกูลสการ์เชีย หากนับด้วยศักดิ์ฐานะของเขาแล้วข้าก็ไม่เห็นว่าเขาจะด้อยไปกว่าคุณหนูโซเฟียร์ของเจ้าตรงไหน คำว่าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงของเจ้าข้าว่าคงจะไม่เหมาะนัก และอีกอย่างข้าว่าเจ้าคงจะหลงลืมไปสินะว่าไม่กี่เดือนก่อนคุณหนูโซเฟียร์ของเจ้าพึ่งจะไปขอถอนหมั้นกับแอเรียส หากเขาจะเอาคืนด้วยการหักหน้าโซเฟียร์เช่นนี้ข้าว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร“
ดูเหมือนสหายของมันที่ยืนอยู่ข้างกันจะไม่ได้เห็นด้วยกับความคิดของมัน แม้มันจะรู้สึกโกรธที่โดนขัดคอเช่นนี้แต่มันเองก็ไม่รู้จะใช้คำพูดใดไปเถียงกับสหายของมัน เพราะทุกคำพูดที่สหายของมันกล่าวมาก็เป็นเรื่องจริงทั้งหมด
ผู้คนรอบข้างเองเมื่อได้ฟังคำพูดดังกล่าวก็เริ่มมีหลายคนที่พยักหน้าอย่างเห็นด้วย หลายคนเริ่มเข้าใจการกระทำของแอเรียสมากขึ้น ที่เขาทำไปหาใช่เพราะความหยิ่งยโสแต่อย่างใด แต่นี่เป็นการเอาคืนเพื่อศักดิ์ศรีของเขาที่เคยสูญเสียไปเท่านั้น
ทุกที่ที่แอเรียสเดินผ่านไปเขาจะกลายเป็นจุดสนใจแม้จะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม เขากลายเป็นดาวเด่นในงานประลองครั้งนี้อย่างช่วยไม่ได้ ทุกสายตาต่างจับจ้องมาทางเด็กหนุ่มด้วยความสนใจ แต่แอเรียสก็หาได้สนใจผู้ใดมากนัก ในใจของเขาจดจ่ออยู่เพียงที่เดียวเท่านั้น
“ ท่านพ่อท่านแม่ ขออภัยที่ข้าทำให้พวกท่านต้องเป็นห่วง ..คาราวะท่านปู่ พวกท่านสบายดีกันใช่รึไม่ ขออภัยที่ข้าหายตัวไปโดยไม่ได้บอกกล่าว “
แอเรียสเดินมาหยุดอยู่ใกล้ๆกับที่นั่งของเหล่าผู้คนตระกูลสการ์เชียก่อนจะเอ่ยคำทักทายออกมาพร้อมรอยยิ้มอย่างอบอุ่น แววตามีความสำนึกผิดอยู่เล็กน้อย แต่เมื่อเขาเหลือบมองไปทางเมอร์สันดวงตาของเขาก็วูบขึ้นด้วยความแค้นก่อนที่มันจะจางหายไปในเวลาไม่นาน
“ เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นห่วงเจ้าเพียงใด เจ้าไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนใช่หรือไม่ มีสัตว์อสูรตัวไหนทำร้ายเจ้าบ้างรึเปล่า “
มาเรียโผเข้ามากอดแอเรียสด้วยความคิดถึงและความห่วงใย หยดน้ำตาเล็กๆเอ่อล้นอยู่ในดวงตาคู่นั้น สองมือจับประคองดูแอเรียสว่ามีตรงไหนที่บาดเจ็บอยู่บ้างหรือไม่ ภาพตรงหน้ามันทำให้แอเรียสรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
“ข้าไม่เป็นอะไรหรอกท่านแม่ “
แอเรียสยิ้มเล็กๆออกมาพร้อมเอ่ยตอบ เขาไม่อยากให้มาเรียเป็นกังวลกับเขามากนัก
“ ใจเย็นๆน่ามาเรีย แอเรียสคงจะยังเหน็ดเหนื่อยจากการประลองอย่าพึ่งไปซักไซ้อะไรมากเลย “
อัลเบิร์ตพูดเพื่อปลอบประโลมมาเรีย
“ เจ้าหายไปไหนของเจ้ามาแอเรียส รู้หรือไม่ว่าผู้คนในตระกูลต่างเฝ้าตามหาเจ้ากันให้วุ่นวายไปหมด วันที่เจ้าหายตัวไปมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่“
ฟาร์ฮานเอ่ยปากถาม
“ ข้าว่าพวกเราควรกลับไปคุยที่ตระกูลจะเหมาะสมกว่า ที่นี่คงพูดคุยไม่สะดวกนัก “
แอเรียสเอ่ยตอบพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบข้างเพื่อบอกแก่ฟาร์ฮานว่าสิ่งที่เขาจะเอ่ยออกมามันไม่ควรที่จะกล่าวในที่สาธารณะเช่นนี้ ฟาร์ฮานเองก็พยักหน้าอย่างรู้ความหมายที่แอเรียสต้องการจะสื่อ เขาร่ำลาดยุคโคเว่นก่อนที่จะพาแอเรียสเดินทางกลับไปยังตระกูลสการ์เชีย
หลังจากที่แอเรียสกลับไปแล้ว
“ เจสซิก้าทำไมข้าจึงรู้สึกว่าข้าเคยพบเจอเด็กหนุ่มที่ชื่อว่าแอเรียสมาก่อนหน้านี้“
เสียงอันไพเราะเอ่ยออกมาจากเด็กสาวหน้าตางดงามนางหนึ่ง นางนั่งชมการประลองอยู่ไม่ห่างจากดยุคโคเว่นมากนัก ข้างกายนางมีอัศวินสาวผู้หนึ่งคอยอารักษ์ขาดูแลความปลอดภัยอยู่ไม่ห่าง
“เมื่อหนึ่งเดือนก่อนมีข่าวว่าทายาทของตระกูลสการ์เชียที่ชื่อว่าแอเรียสนั่นหายตัวไปจากตระกูล ก็เลยมีการประกาศตามหาตัวเขาแถมยังตั้งรางวัลสำหรับผู้ที่พบเจอตัวเขาอีกด้วย บางทีคุณหนูอาจจะคุ้นหน้าเขาจากป้ายประกาศที่ติดอยู่ทั่วเมืองก็ได้ แต่ข้าเองก็ยังสงสัยว่าเหตุใดคนที่หายตัวไปนับเดือนจึงมาโผล่อยู่ในงานประลองได้ แต่ข้าว่าคุณหนูอย่าไปสนใจเจ้าคนพรรค์นั้นเลย “
เจสสิก้ากล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่มีความขุ่นมัวปะปนอยู่เล็กน้อย นางเองก็จดจำได้ว่าไม่เคยพบเจอทายาทตระกูลสการ์เชียผู้นี้มาก่อน แต่นางกลับรู้สึกเกลียดขี้หน้าเด็กหนุ่มผู้นี้อย่างบอกไม่ถูก มันเป็นความรู้สึกที่มีขึ้นอย่างน่าแปลกประหลาด แต่ส่วนหนึ่งภายในใจของนางก็รู้สึกชื่นชมในความแข็งแกร่งและพรสวรรค์ของแอเรียสอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
การแสดงออกของเจสสิก้าทำให้หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าคุณหนูอดไม่ได้ที่จะต้องขมวดคิ้วเล็กๆแล้วหันมาจ้องมองเจสสิก้าด้วยความสงสัย
หากแอเรียสสังเกตุเห็นใบหน้าของหญิงสาวทั้งสองคนนี้เขาเองจะต้องจดจำพวกนางทั้งสองคนได้อย่างแน่นอน โชคร้ายที่เขารีบร้อนจนเกินที่จะสังเกตผู้คนที่อยู่บนที่นั่งชมการประลองนอกจากพ่อและแม่ของเขา หญิงสาวที่มีใบหน้างดงามราวกับดวงจันทร์ที่ส่องสว่างกลางท้องนภาในยามราตรีที่ถูกเรียกว่าคุณหนูนั้นคือหญิงสาวที่ชื่อว่าเฮเลน่าเป็นหญิงสาวคนเดียวกับที่แอเรียสเคยช่วยชีวิตเอาไว้จากฝูงจิ้งจอกอัคคี ส่วนหญิงสาวที่สวมใส่ชุดเกราะอัศวินดูท่าทางดุดันราวกับนักรบผู้นั้นคือเจสซิก้าผู้ที่เคยหันปลายหอกเข้าหาเขาด้วยความเข้าใจผิดนั่นเอง
หลังจากงานประลองที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและความตื่นเต้นได้จบลง ชาวเมืองเบอร์เนียทั้งหลายต่างไม่เคยรับรู้เลยว่าภัยร้ายกำลังย่างกายเข้ามาใกล้เมืองเบอเนียร์เข้าไปทุกทีแล้ว
หมอกดำอันขุ่นมัวไปด้วยความโกรธา ราตรีอันมืดมิดไปด้วยเวทมนตร์อันมืดดำ เปลวไฟสีดำแห่งความแค้นที่กำลังเผาไหม้อยู่ในจิตใจ เป้าหมายของมันคือเมืองเบอเนียร์แห่งนี้
ร่างของนักเวทผู้หนึ่งเคลื่อนที่อย่างเร่งร้อนมาทางดยุคโคเว่น มันหอบหายใจออกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อย ที่กลางแผ่นหลังของมันมีร่องรอยบาดแผลคล้ายกับรอยกรงเล็บของสัตว์ป่าขนาดใหญ่ แม้จะเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้าเพียงใดแต่มันก็ไม่ได้หยุดพักแม้แต่ก้าวเดียว เป้าหมายของมันอยู่ที่งานประลอง
ในที่สุดมันก็มาถึงเป้าหมายที่มันต้องการ มันคุกเข่าลงอยู่เบื้องหน้าดยุคโคเว่นด้วยความเคารพและความเหนื่อยล้า เสียงของเข่าที่กระทบกับพื้นอย่างแรงโลหิตยังคงไหลรินออกมาจากบาดแผลมันอย่างไม่มีหยุดหย่อน ใบหน้าของมันซีดเซียวราวกับว่าจะหมดลม โลหิตสายเล็กๆยังคงไหลออกมาจากมุมปากสีขาวซีดนั่น
“ ฮาวใครทำอะไรเจ้า!? “
ดยุคโคเว่นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เร่งรีบและเป็นห่วง เมื่อเห็นนักเวทผู้นั้นดยุคโดเว่นก็จดจำได้ทันทีว่าเขาคือหนึ่งในทหารของตระกูลฮาร์เก็น
“ รายงานท่านดยุค!! ตอนนี้มีผู้ร้ายเข้ามาบุกชิงตัวนักโทษไปจากคุกทมิฬ! “
ฮาวเอ่ยคำรายงานด้วยน้ำเสียงร้อนรน มันหอบออกมาเป็นระยะด้วยความเหนื่อยล้า
“ เจ้าว่ายังไงนะ ผู้ใดบังอาจที่จะลบหลู่ตระกูลฮาร์เกน!! แล้วตอนนี้พวกมันอยู่ที่ใด !? “
ทันทีที่ได้ฟังคำรายงานดยุคโคเว่นก็มีท่าทีเปลี่ยนไปทันที พลังเวทแผ่ของระดับอัศวินแผ่ออกมาจากร่างของดยุคโคเว่น ดวงตาเต็มไปด้วยเพลิงความโกรธที่คุกรุ่น ดวงตาคู่นั้นมันราวกับพญาราชสีห์ที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวยามเมื่อถูกหมาในที่แสนต่ำต้อยบุกรุกถิ่น คุกทมิฬที่กล่าวถึงนั้นคือคุกที่ตั้งอยู่บริเวณของตระกูลฮาร์เกน การที่มีผู้ใดบุกเขามาชิงตัวนักโทษไปจากคุกซึ่งตั้งอยู่ภายในตระกูลฮาร์เก็นเช่นนี้นับว่าเป็นการหยามเกียรติของดยุคโคเว่นอย่างไม่ต้องสงสัย
ท่าทางที่เปลี่ยนไปของดยุคโคเว่นทำให้ผู้คนรอบข้างต้องหันมาดูด้วยความสนใจทันทีแต่บางคนก็เลือกที่จะถอยห่างออกมาแทน
“ ตอนนี้พวกมันหนีไปแล้วขอรับ แต่ท่านเนสโต้กำลังไล่ตามพวกมันไปอยู่ “
ฮาวเอ่ยรายงานสถานการณ์ต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ลมร้อนที่พ่นออกมาจากปากและจมูกของมันอย่างไม่เป็นจังหวะ เสียงหอบหายใจที่ดังพอที่คนรอบข้างจะได้ยิน ด้วยการที่มันเองก็พึ่งผ่านการต่อสู้และยังต้องรีบเร่งเดินทางมายังที่นี่ทำให้มันรู้สึกเหนื่อยล้าจนแทบจะไม่มีแรงยืน บาดแผลขนาดใหญ่ที่แผ่นหลังของมันก็อาจจะเรียกได้ว่าอาการสาหัสเลยก็ว่าได้
ส่วนเนสโต้ที่มันกล่าวถึงนั้นคือหนึ่งในห้าอัศวินแห่งเมืองเบอเนียร์ ระดับพลังของเนสโต้นั้นคือระดับอัศวินขั้นที่สอง ความแข็งแกร่งของเขาอาจจะเรียกได้ว่าทัดเทียมกับระดับผู้นำตระกูลใหญ่บางคนในเมืองเบอเนียร์ก็ว่าได้
“ แล้วมีนักโทษคนใดหลบหนีไปได้บ้าง “
ดยุคโคเว่นเอ่ยถามขึ้น ท่าทางของเขาดูสงบนิ่งขึ้นกว่าเดิม แม้จะรู้สึกวางใจขึ้นบางส่วนเมื่อได้ยินว่าเนสโต้กำลังติดตามพวกมันไปแต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกร้อนรนอยู่ภายใน
“ มีนักโทษที่ชื่อเผ่าดาร์คเอลฟ์ที่ชื่อว่าโอรันหลบหนีไปได้กับนักโทษเผ่าครึ่งอสูรอีกสามคน ส่วนนักโทษเผ่ามนุษย์ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่หลบหลีออกไปได้ ..และที่สำคัญนักโทษเผ่ามนุษย์หลายคนถูกพวกมันสังหารอั๊กกก.. เป็นเพราะข้าทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ “
ฮาวหอบหายใจอย่างเหนื่อยล้า น้ำเสียงยามที่พูดนั้นแผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน ทันทีที่พูดจบมันก็สำลักโลหิตออกมากองใหญ่
“ ฮาวเจ้าไม่ต้องพูดอะไรแล้วขอบใจเจ้ามาก เจ้าทำหน้าที่ได้ดีแล้ว อย่าได้โทษตัวเองเลย ..ทหารรีบมารักษาคนเจ็บเร็วเข้า บาดแผลที่หลังของเขาค่อนข้างจะสาหัส “
เมื่อเห็นอาการของฮาวที่สำลักโลหิตออกมาพร้อมกับร่างที่เริ่มจะเซล้มลงไปกับพื้น ดยุคโคเว่นก็ก้มลงไปประคองนักเวทผู้นั้นอย่างไม่ถือตัว โลหิตบางส่วนเปื้อนอยู่ที่เสื้ออันหรูหราที่เขาสวมใส่ เขาหาได้สนใจรอยเปื้อนบนเสื้อตัวนั้นแต่หันหน้าไปสั่งทหารที่อยู่ใกล้ๆให้รีบเข้ามารักษาฮาวทันที
ทหารสองคนรีบวิ่งเข้ามาประคองก่อนจะใช้เวทรักษาที่บาดแผลขนาดใหญ่ที่แผ่นหลังของฮาวทันที โลหิตที่ไหลออกมาจากบาดแผลค่อยๆหยุดลงอย่างช้าๆ อาการของฮาวก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ
“ อ๊ากกกกกกกร้อนนน ร้อนเหลือเกิน เปลวไฟ.. เปลวไฟกำลังเผาไหม่ร่างข้า อ๊ากกก ช่วยข้าด้วยย !! “
จากท่าทางของฮาวที่คล้ายจะเริ่มทุเลาลงกลับกลายเป็นดิ้นทุรนทุรายอย่างน่าเวทนา เขากรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ไม่มีใครเห็นเปลวไฟที่เขากล่าวถึงเลยแม้แต่น้อย มีเพียงแต่เขาเท่านั้นที่รู้สึกได้
ดยุคโคเว่นรีบเข้ามาร่ายเวทรักษาฮาวด้วยตนเอง เม็ดยาระดับสูงเม็ดหนึ่งถูกนำมาให้กับฮาวกินลงไปโดยไม่มีแม้แต่คำว่าเสียดาย สำหรับเขาแล้วชีวิตของทหารผู้กล้าหาญผู้นี้มีค่ามากกว่าเม็ดยาระดับสูง
“ ..เขาจากไปแล้ว พวกมันใช้ศาสตร์มืดนี่เป็นคำสาปของดาร์คเอลฟ์“
น้ำเสียงของดยุคโคเว่นกลายเป็นโศกเศร้า เขามองร่างของฮาวที่แน่นิ่งลงไปด้วยความโศกา แม้จะเป็นเพียงแค่ทหารคนหนึ่งแต่ก็เป็นนักรบผู้กล้าหาญ การตายของชายผู้นี้เป็นการตายอย่างสมเกียรติ
“ ประกาศคำสั่ง !!ห้าอัศวินตามล่าผู้ที่บุกรุกและนักโทษที่หลบหนีไปจากคุกทมิฬแล้วจับตัวมันมาให้ได้ หากผู้ใดขัดขืนก็จงสังหารซะ !! “