THE ONE

    ตอนที่ 146 อำนาจเบื้องหลัง


            ภายในกระโจมกลับมาเงียบสงบอีกครั้งหลังจากแสงสีเสียงของกระบวนการสิ้นสุดลงเป็นตัวแทนฝั่งมนุษย์สายเลือดอสูรอีกครั้ง ที่เริ่มขยับตัวก่อน วอลเลซ ลุกขึ้นเพื่อจะกล่าวขอบคุณเทียนคงและคณะตัวแทนมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์เขาไม่ได้ถือตัวว่าตัวเองอาวุโสกว่ากลุ่มเด็กเหล่านี้ขนาดไหน แล้วโค้งให้เล็กน้อยก่อนจะยื่นมือไปที่องค์ชายสี่ แล้วกล่าวว่า

                 

            “หวังว่าสัญญาในครั้งนี้จะทำให้เราอยู่ที่ดาวดวงนี้ร่วมกันอย่างสันตินะองค์ชาย”

                 

            องค์ชายสี่ตอนนี้หายประหม่าแล้วจึงพูดตอบไปด้วยเสียงหนักแน่นว่า “ข้าจะพยายามให้ดีที่สุด และในนามของตระกูลกัวข้าขอขอบคุณท่านอาวุโสอย่างยิ่ง ที่ยินยอมทำสัญญาสงบศึกในครั้งนี้”

                 

            วอลเลซ ยิ้มรับ แล้วส่งสายตาให้สุ่ยห้าวว่าคนที่ควรจะขอบคุณ คือเทียนคง ไม่ใช่เขา และพูดส่งท้ายก่อนจะกลับว่าทัพของเขาที่เมืองตระกูลกัวสาขาสี่และเมืองประกายทอง จะถอยทัพทั้งหมดภายในสามวันส่วนเมืองเขตที่ยึดไปของเมืองเพชฌฆาตอสูร จะถอนทัพในทันที

                 

            สุ่ยห้าวและซินเหยียนได้ยินดังนี้ก็โล่งใจเป็นที่สุดที่การนองเลือดจบสิ้นเสียที จากนั้นก็ตระหนักขึ้นได้ว่าการที่ทัพอสูรที่เมืองเขตเมืองเพชฌฆาตอสูร สามารถถอนทัพได้ทันทีก็ถือเป็นการยืนยันว่าพวกเขาสามารถใช้ประตูมิติระดับสูงในการเคลื่อนย้ายทัพได้จริง ๆ ดั่งที่เจ้าสำนักเหยาได้ขาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

                 

            นั่นหมายความว่าเผ่ามนุษย์สายเลือดอสูร มีความสามารถในการรบไม่แพ้มนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์เลยและอาจจะเหนือกว่าเสียด้วยซ้ำไป การได้สัญญาสงบศึกฉบับนี้มานับได้ว่าเป็นการดีที่สุดแล้ว

                 

            เมื่อตัวแทนฝั่งมนุษย์สายเลือดอสูรจากไปแล้วคำถามมากมายก็ผุดขึ้นในหัวของซินเหยียน สุ่ยห้าวและคุณหนูเหยาสุ่ยห้าวในตอนนี้ไม่แม้แต่จะกล้าสบตากับเทียนคงตรง ๆในตอนนี้เขาทราบดีแล้วว่าเทียนคงไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป และไม่แปลกใจเลยที่เจ้าสำนักเหยาจะให้เกียรติเทียนคงขนาดนั้น ครั้งที่เขาเห็นในวันมอบตรานักเล่นแร่แปรธาตุเพราะเจ้าสำนักเหยาคงจะทราบเรื่องเทียนคงอยู่แล้วไม่มากก็น้อย

                 

            ซินเหยียนไม่ใช่ไม่กล้าถาม เพียงแต่ไม่ใช่ตอนนี้ เพราะนางไม่ต้องการให้ผู้อื่นรู้ว่านางมีความสนิทสนมกับเทียนคงมากขนาดไหน ตรงข้ามกับคุณหนูเหยานางตรงดิ่งเข้ามาคว้าแขนข้างหนึ่งของเทียนคง แล้วเอ่ยถามขึ้นมาโดยไม่สนใจสองพี่น้องตระกูลกัวเลยสักนิด

                 

            “สมกับที่เป็นศิษย์น้องข้า... เจ้าเล่าให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่ ว่าเจ้าทำได้อย่างไร”

                 

            เทียนคงไม่ตอบคำในทันทีแต่จับเอามือที่เกาะแกะเขาออกแล้วพูดขึ้นมาว่า “ท่านไม่รู้จะเป็นการดีกว่า ...”จากนั้นก็หันไปทางซินเหยียนและสุ่ยห้าว แล้วพูดว่า “ท่านทั้งสองคนก็เช่น ...เรื่องในวันนี้ เป็นการดำเนินการของพวกท่านทั้งหมดและข้าก็เป็นเพียงผู้ติดตามของศิษย์พี่เท่านั้น หวังว่าพวกท่านจะเข้าใจ”

                 

            คุณหนูเหยาทำหน้ามุ่ยแต่ก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อ ซินเหยียนและสุ่ยห้าวก็เช่นกันพวกเขาพยักหน้าให้เทียนคง และพากันเดินทางกลับไปที่เมืองตระกูลกัวสาขาสี่

                 

            ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาหลังการเจรจาสิ้นสุด ข่าวลือผลของการเจรจาก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกเมืองโดยใจความก็ไปในทางที่ดี เพราะดูเหมือนสงครามจะสิ้นสุดลงแล้วแม้จะไม่มีผู้แพ้หรือชนะ แต่ทั้งสองฝ่ายก็สามารถยอมรับเงื่อนไขของกันและกันได้

                 

            สามวันให้หลังข่าวลือก็กลายเป็นความจริง ทัพสัตว์อสูรทั้งหมดถอนทัพไปหมดแล้วไม่เหลือไว้แม้แต่เศษซากอาวุธและสารการสิ้นสุดสงครามก็ถูกประกาศอย่างเป็นทางการจากราชสำนักของตระกูลกัว

                 

            โดยองค์ชายสี่กัวสุ่ยห้าว ได้รับความดีความชอบในครั้งนี้มากที่สุด รองลงมาคือองค์ชายห้ากัวลู่จิว และองค์หญิงสามกัวซินเหยียน ตามลำดับ

                 

            แน่นอนว่ามีผู้ได้รับความดีความชอบย่อมมีผู้ต้องรับผิดชอบด้วยเช่นกันขุนนางบางส่วนถูกไต่สวนและดำเนินคดีในฐานปิดบังข้อมูลสำคัญระดับสูงสุดเรื่องการมีอยู่ของมนุษย์สายเลือดอสูรที่ดาววิหคคราม ซึ่งราชสำนักไม่ได้เปิดเผยว่าเหตุใดถึงต้องปิดบังการมีอยู่ของมนุษย์สายเลือดอสูร เกิดเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบและการวิเคราะห์มากมายจากทั้งประชาชนและขุนนางที่ไม่ได้รับรู้เรื่องนี้ไปต่าง ๆนาๆ

                 

            แม้จะมีการดำเนินการลงโทษผู้กระทำความผิดแล้วแต่ประชาชนก็ไม่ได้พอใจนักเพราะกลายเป็นว่าในตอนนี้พวกเขาต้องอยู่ร่วมดาวเดียวกันกับมนุษย์สายเลือดอสูรแม้จะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ดาวอณานิคมมนุษย์มีการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ต่างขั้วอำนาจ

                 

            แต่ดาวอณานิคมเหล่านั้นมักจะเกิดความขัดแย้งและมีการปะทะกันบ่อยครั้งจนเป็นเรื่องปกติด้วยเช่นกันซึ่งพวกเขาที่อยู่อย่างสงบสุขมาเป็นเวลานานหลายชั่วคนย่อมไม่ต้องการให้มันเป็นเช่นนี้

                 

            และอีกเหตุผลที่พวกเขาไม่พอใจก็คือพื้นที่แบ่งเขต ที่ทางการได้ทำการตกลงร่วมกันกับมนุษย์สายเลือดอสูรแม้พวกเขาจะไม่ได้สูญเสียพื้นที่เมืองใด ๆไปแต่พื้นที่นอกเมืองที่เป็นเขตสัตว์อสูรและแหล่งทรัพยากรหรืออัญมนีได้ถูกตัดแบ่งให้กับมนุษย์สายเลือดอสูรไปมากเหลือเกิน

                 

            ซึ่งความไม่พอใจเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากชนชั้นสูงที่ค้าขายและทำกำไรจากการค้าอัญมนีและผู้ที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้มากที่สุด ก็ไม่ใช่ใครอื่น กัวจงเหยี่ยนหรือองค์ชายสองนั่นเอง

                 

            เขาดำรงณ์ตำแหน่งเจ้าเมืองอัญมนีสามสีได้ผลประโยชน์จากการค้าอัญมนี ทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงสินบนด้วยมาโดยตลอดย่อมเป็นผู้ที่เดือดร้อนที่สุดในเวลานี้เพราะแหล่งทำเงินของเขาหดหายไปมากกว่าครึ่งจากการที่เหมืองอัญมนีหลายแห่งในการดูแลของเขา อยู่ในเขตที่ถูกแบ่งไป

                 

            นครวิหคครามตำหนักเจ้านคร โถงประชุมใหญ่

                 

            “ปังงงงงงครืนนนนน ..... นี่มันหมายความว่าอย่างไรเหตุใดพื้นที่พวกนี้ถึงต้องแบ่งให้พวกมันด้วยใครเป็นคนอนุญาตให้พวกเจ้าตัดสินใจกันเองแบบนี้ ข้าไม่อนุญาตเด็ดขาด ....”กัวจงเหยี่ยน ระเบิดพลังด้วยความโกรธเกรี้ยวแล้วทุบโต๊ะหินอ่อนจนมันแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยพร้อมกับตวาดใส่ขุนนางที่นั่งอยู่ด้านหน้า

                 

            “องค์ชายสองโปรดใจเย็นก่อน เรื่องนี้เป็น .... เพี๊ยะ .... อ๊ากกกก”ขุนนางคนหนึ่งกำลังจะเอ่ยปากอธิบาย แต่เขายังไม่ทันได้อธิบายอะไร ก็ถูกชายคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ติดตามกัวจงเหยี่ยนเหวี่ยงหลังมือเข้าที่หน้าจนหน้าหันพร้อมกับร่างที่ร่วงไปกองกับพื้น

            

            “เจ้าเป็นใคร ถึงกล้าเสนอหน้าพูดกับท่านพี่... แล้วลู่อีอยู่ไหน” เป็นองค์ชายเจ็ด กัวหงหลินหลังจากใช้หลังมือซัดที่ใบหน้าของขุนนางคนดังกล่าวแล้วก็เอ่ยอย่างเดือดดาล

            

            “....”ขุนนางที่เหลือที่ตำแหน่งต่ำกว่า ไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียวได้แต่ก้มหน้าหลบสายตาด้วยความหวาดกลัว

            

            “ยังจะโง่เง่ากันอยู่อีกไปเรียกลู่อีมาสิวะ” หงหลิน แหกปากตะคอกใส่ขุนนาง

            

            “ข้าอยู่นี่แล้วองค์ชาย ...แล้วเหตุใดถึงได้แสดงกิริยาเช่นนี้กันเล่า ...”ขุนนางอาวุโสคนหนึ่งเดินฉากเข้ามาในโถง กล่าวตอบขณะพยุงร่างขุนนางที่โดนตบไปเมื่อครู่ให้ลุกขึ้นด้วยสีหน้านิ่งเฉย

            

            “เออ มาได้เสียทีขี้ข้าอย่างเจ้ากล้าดีอย่างไร ให้ข้าต้องรอ บังอาจนัก ...”หงหลินยังคงด่าทอไม่เลิก แต่ถึงอย่างนั้น จงเหยี่ยน ก็ไม่คิดจะห้ามปรามแต่อย่างใด

            

            ลู่อีไม่ต่อคำด้วย เพียงแต่พูดสั้นๆว่า “ท่านกล่าวจบหรือยัง ...”

            

            “จะ เจ้า .... ท่านพี่ ดูมันพูดสิข้าว่ามันจะต้องทรยศท่านแล้วแน่ ๆ ไม่เช่นนั้น ....”

            

            “หุบปากได้แล้ว ... ถอยไปก่อน”หลังจากที่ปล่อยให้น้องชายออกหน้าสบถอยู่นาน จงเหยี่ยน ก็ก้าวมาข้างหน้าแทนแล้วเอ่ยต่อว่า “อธิบายมา เหตุใดเจ้าถึงปล่อยให้การแบ่งเขตเป็นเช่นนี้ได้”

            

            อาวุโสลู่อีโบกมือให้ขุนนางคนอื่นๆออกไปก่อน แล้วจึงกล่าวว่า“ท่านทราบข่าวเรื่องการมีอยู่ของพวกนั้นมาเนิ่นนานที่ดาววิหคครามนี้แล้วใช่หรือไม่”

            

            “แน่นอนว่าต้องรู้แล้วก็พวกเจ้าประกาศออกไปแบบนั้นเองนี่ ... แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องการแบ่งเขต”

            

            “แล้วท่านไม่สะกิดใจอะไรบ้างเลยหรือ...” ลู่อี เอ่ยถาม

            

            “.......”จงเหยี่ยนที่คลายโทสะไปได้หลายส่วนแล้ว พอถูกถามคำถามนี้ก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแม้เขาจะเป็นคนฉลาด แต่ก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องอื่น นอกจากการหาวิธีทำเงินจึงไม่ทราบว่า ลู่อี ต้องการสื่อถึงอะไร จึงตอบกลับไปว่า “อย่าอ้อมค้อมอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆเสีย”

            

            “เห้ออออ ...ดูท่าข้าเลือกผิดฝั่งแล้วจริง ๆ น่าเสียดายยิ่งนัก ...” ลู่อี แทนที่จะรีบตอบกลับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วใคร่ครวญออกมาต่อหน้า จงเหยี่ยนและหงหลินพร้อมกับแสดงสีหน้าผิดหวังเป็นอย่างมาก

            

            “บัดซบ นี่เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครพี่ข้าถามก็ตอบดี ๆสิวะ ...”หงหลินทนไม่ได้ที่เห็นขุนนางในสังกัดแสดงท่าทางเช่นนี้ จึงระเบิดโทสะออกมาอีกครั้ง

            

            จงเหยี่ยน รีบใช้มือขวาง หงหลินไม่ให้วู่วาม แล้วเอ่ยว่า “เจ้ารู้อะไรมางั้นรึ”

            

            ลู่อี เหลือบตามอง จงเหยี่ยน ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “เป็นเพียงการคาดเดาของข้าเท่านั้นและข้าหวังว่าท่านจะตื่นตัวขึ้นมาบ้าง ...” เมื่อพูดประโยคนี้จบเขาก็เหลือบตามองอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆที่ จงเหยี่ยน ไม่สังเกตเห็นแล้วพูดต่อว่า

            

            “การปิดบังการมีอยู่ของพวกนั้นมาตลอดพันปีเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำได้ สังเกตง่าย ๆจากการที่ทั้งท่านและข้า ก็เพิ่งจะมาทราบเรื่องนี้พร้อมกันเมื่อตอนการประกาศสงครามจากพวกมัน ดังนั้นแล้ว ผู้ที่อยู่เบื้องหลังต้องเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจเหนือกว่าพวกเรา และอาจเหนือกว่าท่านพ่อของท่านก็เป็นได้”

            

            “....” จงเหยี่ยนไม่สักถามอะไรและพยักหน้าเข้าใจ ในใจเริ่มคิดวิเคราะห์ตามสิ่งที่ ลู่อี กล่าว

            

            “เรื่องการปกปิดข้อมูลก็เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องที่สำคัญกว่าก็คือปิดบังไปทำไม .......” ลู่อี พักไปครู่หนึ่งแล้วต่ออีกประโยคว่า “ท่านจำข่าวลือ ที่พวกเราพบว่าแวมไพร์ได้มาที่ดาวเราครั้งก่อนใช่ไหม”

            

            จงเหยี่ยน พยักหน้ารับอีกครั้ง

            

            “ตอนนั้นทางการได้ประกาศว่าเป็นการเข้าใจผิด แต่ข้าได้สารมาอย่างหนึ่ง เป็นสารลับระดับสูงสุด .....ว่าที่แวมไพร์มานั้นเป็นเรื่องจริง และพวกมันยังได้ทำการติดต่อกับพวกสายเลือดอสูรซึ่งก็คงไม่ต้องคิดเลยว่าพวกแวมไพร์คงคิดยืมมือพวกสายเลือดอสูรมาทำสงครามกับเราแน่ ๆ ...แต่มันมีจุดที่ไม่มีเหตุผล นั่นก็คือ หากกลุ่มผู้มีอำนาจเบื้องหลังรู้ว่าพวกแวมไพร์มาเพื่อสร้างสงคราม เหตุใดถึงไม่จัดการพวกมันตั้งแต่เนิ่น ๆ ....มันเป็นไปได้ว่า พวกเขารู้อยู่แล้ว ว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น และปล่อยให้มันเกิดหรือเลวร้ายที่สุด ก็คือพวกเขาคือส่วนหนึ่งของแผนการทำสงครามนี่”

            

            “.... ท่านกำลังจะสื่อถึงอะไร”มาถึงตรงนี้ จงเหยี่ยน ที่ฟังอยู่ ก็เหงื่อซึมหลัง แม้จะยังเดาไม่ออกว่า ลู่อีกำลังสื่อถึงอะไร แต่ฟังจากเรื่องราวแล้ว มันก็ดูเป็นเรื่องใหญ่ และตึงเครียดน่าดูจึงเอ่ยถามออกไป

            

            “ข้าเดาว่า พวกเขากำลังใช้ประโยชน์จากแวมไพร์และพวกสายเลือดอสูร ในการสร้างสงครามล้างดาว เพื่อปกปิดอะไรบางอย่างที่ข้ากล่าวไว้ในตอนแรกเพราะหากเป็นพวกเลือดอสูรเพียงลำพัง คงไม่สามารถทำสิ่งใดกับพวกเราได้แต่เมื่อได้รับพลังจากแวมไพร์ ย่อมไม่ใช่เรื่องยาก อย่างที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา จนพวกเราเกือบจะแตกพ่ายแล้วในอีกไม่กี่วัน”

            

            “.... หากเป็นอย่างที่ท่านคาดเดาจริงมิใช่หมายความว่าพวกเขาล้มเหลวแล้วหรอกหรือ”

            

            “ถูกต้อง ...และนี่มันก็แสดงให้เห็นด้วยอีกข้อว่า อาจมีอีกกลุ่มอำนาจใหม่เข้าแทรกแซงและหยุดสงครามนี้ไว้”

            

            “... อืมมม ....แล้วท่านคิดว่าเป็นพวกไหนกัน ที่ช่วยพวกเราไว้”

            

            “เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่อาจคาดเดา ...แต่ที่แน่ ๆกลุ่มนี้ไม่ธรรมดาแน่นอนพวกเขาต้องรู้เรื่องภายในดาววิหคครามมากกว่าใครอื่นเป็นแน่และต้องมีระดับพลังและขุมพลังที่เหนือกว่าทั้งพวกเรา แวมไพร์ และสายเลือดอสูรรวมกันไม่เช่นนั้น พวกเขาไม่สามารถหยุดสงครามนี้ได้แน่นอน”

            

            “จริงของเจ้า ... ข้าเข้าใจที่เจ้าพูดแล้ว.... แต่ ..... มันเกี่ยวอะไรกับการแบ่งเขตกัน .....”

            

            “........”