พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกสามวัน
ในระหว่างสามวันมานี้ หนานหมิงจึงได้รู้ว่าสมบัติกึ่งเซียนที่สำนักปฐมวิญญาณได้รับมาก็คือ โลหิตเซียนมังกรสวรรค์ที่ถูกกลั่นออกมาเป็นหยกสีทอง
ซึ่งนี้คือโลหิตพิเศษของมังกรที่ดูดซัพพลังวิญญาณอย่างมหาศาล เพราะแบบนี้จึงทำให้มันมีพลังวิญญาณที่หนาแน่นและปลดปล่อยออกมาอย่างไม่มีวันหมด ซึ่งมันจะทำให้พื้นที่รอบๆกลายเป็นพื้นที่ที่มีพลังวิญญาณนั่นเอง
ไม่แปลกที่โลหิตเซียนมังกรสวรรค์จะกลายเป็นสมบัติกึ่งเซียน เพราะถ้าหากปล่อยให้มันเติบโตอีกสักแสนปีหรือล้านปีล่ะก็ เกรงว่ามันคงจะกลายเป็นมังกรโลหิตสวรรค์ที่ถือกำเนิดมาจากโลหิตเซียนมังกรสวรรค์
ซึ่งคนที่บอกเรื่องนี้กับหนานหมิงก็คือ เฉียนเทียนซึ่งเป็นหมาป่าจันทราสวรรค์ เพระมันมีความรู้เรื่องนี้มากกว่าใคร เพราะแม้กระทั้งเซียนคนอื่นๆก็ไม่เคยเห็นโลหิตเซียนมังกรสวรรค์แบบนี้ เรียกได้ว่าเป็นของหายากอย่างมาก
หนานหมิงจึงบอกให้เซี่ยเล่ยจีเก็บสมบัตินี้ไว้ให้ดีเพราะไม่แน่ว่าในอนาคตมันอาจจะกลายเป็นมังกรผู้พิทักษ์สำนักปฐมวิญญาณก็ได้
เวลานี้เรือบินของตระกูลหนานก็มาถึงเมืองปฐมวิญญาณแล้ว
ต้องยอมรับว่าเมืองปฐมวิญญาณของสำนักปฐมวิญญาณมีกลิ่นอายที่โบราณอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือผู้ฝึกยุทธ์ก็มีชุดสวมใส่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนกับที่เมืองเซียนสวรรค์ของตระกูลหนานที่หนานหมิงใช้ความรู้จากโลกเก่าในการผสมผสานเครื่องสวมใส่ให้ออกมาดูงดงามกว่าเดิมมาก
เมืองปฐมวิญญาณนับว่าเป็นเมืองใหญ่ เนื่องจากเป็นเมืองที่ถูกสร้างขึ้นมาจากสำนักปฐมวิญญาณ ทำให้ประชากรของเมืองมีมากกว่าสองร้อยล้านคน และส่วนสามในสิบส่วนก็เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวของศิษย์ในสำนัก
“ เป็นอย่างไรบ้างกับเมืองปฐมวิญญาณของพวกเรา ” เซี่ยเล่ยจีกล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจที่เห็นหนานหมิงแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
“ เป็นเมืองที่ดีจริงๆ ” หนานหมิงเอ่ยชม เขาชื่นชมจริงๆ เนื่องจากสภาพเมืองดูดีเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความสะอาดหรือบรรยากาศในเมือง
เซี่ยเล่ยจีหัวเราะและกล่าวว่า “ หลังจากที่ข้าพาเจ้าไปพบท่านพ่อแล้วข้าจะพาเจ้าเที่ยวเมืองปฐมวิญญาณเอง ”
“ เช่นนั้นต้องรบกวนเจ้าด้วยแล้ว ” หนานหมิงยิ้ม
ไม่นานด้วยการที่มีเซี่ยเล่ยจีและบรรพชนหมิงฮวงทำให้เรือบินมาจอดอยู่ที่จอดเรือบินของสำนักปฐมวิญญาณได้อย่างไม่มีปัญหา
ตอนนี้ที่บริเวณที่จอดเรือบิน เจ้าสำนักปฐมวิญญาณและเหล่าบรรพชนรวมไปถึงผู้อาวุโสได้มายืนรอกันทั้งหมด เนื่องจากพวกเขาได้รับแจ้งจากเซี่ยเล่ยจีและบรรพชนหมิงฮวงแล้วว่า พวกเขาได้พากำลังเสริมที่แข็งแกร่งมาด้วย ซึ่งความแข็งแกร่งนั้นบรรพชนหมิงฮวงบอกแค่ว่าพวกเขาสามารถสยบทุกกองกำลังภายในทวีปหยุนเทียนได้เลย จากการบอกเล่าของบรรพชนฮวงหมิง กองกำลังนี้เป็นกองกำลังลึกลับที่หลบซ่อนตัวอยู่ในโลกอีกด้วย ซึ่งกองกำลังลึกลับแห่งนี้มีชื่อว่า ‘ ตระกูลหนาน ’
ด้วยความสนใจและสงสัยของสำนักปฐมวิญญาณ ทำให้พวกเขาออกมารอต้อนรับด้วยตัวเอง เพราะพวกเขาอยากรู้ว่ากองกำลังที่ชื่อว่าตระกูลหนานจะแข็งแกร่งขนาดไหน
ทันทีที่เรือบินทั้งสองลำค่อยๆจอด กลิ่นอายที่ทรงพลังก็กดดันจนทำให้คนของสำนักปฐมวิญญาณที่รออยู่ถึงกับเข่าทรุด
ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจและไม่อยากเชื่อ
“ นี้มันกลิ่นอายของมหาเทพยุทธ์! ” เจ้าสำนักปฐมวิญญาณ เซี่ยหลุนเจาอุทานออกมาด้วยความตกใจ
เซี่ยหลุนเจา เจ้าสำนักของสำนักปฐมวิญญาณที่ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของดินแดนปฐมวิญญาณ เขาเข้าร่วมกับสำนักปฐมวิญญาณเมื่อหกร้อยปีก่อนและเขาก็ได้กลายเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสใหญ่และแสดงพรสวรรค์และความสามารถออกมา ทำให้เขากลายเป็นศิษย์สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนัก
และเมื่อเขาอายุได้สี่ร้อยปีก่อนเขาก็ได้ทะลวงเข้าสู่ระดับเทพยุทธ์ได้สำเร็จ และกลายเป็นเทพยุทธ์ที่อายุน้อยที่สุดของสำนักปฐมวิญญาณ และปัจจุบันเขาเป็นถึงเทพยุทธ์ขั้นกลางเพียงแค่หนึ่งในสองคนของสำนักปฐมวิญญาณ
“ เดี๋ยวก่อนข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของมหาเทพยุทธ์ถึงสามคน!! ” บรรพชนติงกู่ซัน ซึ่งเป็นเทพยุทธ์ขั้นกลางอีกหนึ่งคนของสำนักปฐมวิญญาณอุทานออกมาด้วยความตกใจ
“ แข็งแกร่งมาก! ตระกูลหนานแข็งแกร่งจริงๆ สิ่งที่เซี่ยเล่ยจีและหมิงฮวงกล่าวมาเป็นความจริง ตระกูลหนานสามารถสยบทุกกองกำลังภายในทวีปหยุนเทียนได้เลย เพียงแค่พวกเขานำสามมหาเทพยุทธ์ออกมาได้ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาจะต้องมีมหาเทพยุทธ์มากกว่านี้แน่นอน ดีไม่ดีก็อาจจะมีถึงกึ่งเซียนประจำการอยู่ก็เป็นได้! ” ผู้อาวุโสใหญ่ ฉีหนานกล่าวขึ้นด้วยท่าทีจริงจังและตื่นเต้น
ผู้อาวุโสคนอื่นๆเองก็รู้สึกตื่นเต้นเช่นเดียวกัน เพราะถ้าหากพวกเขาได้ตระกูลหนานมาช่วยเหลือ ปัญหาที่สมบัติกึ่งเซียนของพวกเขาจะหมดไปทันที
“ แต่พวกเจ้าอย่าลืมว่าตอนนี้สำนักปฐมวิญญาณได้กลายเป็นกองกำลังภายใต้สังกัดของตระกูลหนานไปแล้วนะ ” ผู้อาวุโสสองกล่าวด้วยท่าทีไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ ชื่อของเขาคือ เหมาสือหง และยังเป็นเทพยุทธ์ขั้นต้นของสำนักอีกด้วย
คนอื่นๆก็ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาเท่านั้น ถ้าหากอ่อนแอก็ต้องกลายเป็นเบี้ยของผู้แข็งแกร่ง
“ แล้วอย่างไร? เจ้าคิดว่าเจ้าสามารถแก้ปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นได้งั้นหรอ? และอีกอย่างนะข้าคิดว่าการที่เป็นกองกำลังภายใต้ตระกูลหนานก็ไม่เลวเลย เจ้าไม่เห็นหรือยังไงว่าพวกเขาสามารถส่งมหาเทพยุทธ์ออกมาถึงสามคน ข้าคิดว่านี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของพวกเขาเท่านั้น และพวกเขาะต้องแข็งแกร่งกว่านี้มาก ไม่แน่ว่าบางทีพวกเขาอาจจะเทียบชั้นกับกองกำลังแนวหน้าของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนเลยก็ได้ ” ผู้อาวุโสสามที่มีชื่อว่า อวิ๋นจางซวน กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา และเขาก็ยังเป็นหนึ่งในเทพยุทธ์ขั้นต้นของสำนัก
เมื่อได้ยินที่ผู้อาวุโสสามกล่าว ทุกๆคนก็พยักหน้าเห็นด้วย เพราะด้วยความแข็งแกร่งของตระกูลหนาน สำนักปฐมวิญญาณก็จะก้าวหน้าขึ้นมากและจะไม่มีใครในทวีปหยุนเทียนกล้ารังแกพวกเขาอีกต่อไป แม้กระทั้งกองกำลังในดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนบางก็ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดีถ้าหากจะลงมือกับสำนักปฐมวิญญาณ
ด้วยเหตุนี้ทำให้ภายในสำนักปฐมวิญญาณถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายได้แก่ ฝ่ายที่สนับสนุนให้เป็นกองกำลังภายใต้ตระกูลหนาน กับอีกฝ่ายที่ไม่ต้องการที่จะเป็นกองกำลังภายใต้ตระกูลหนาน แต่ส่วนมากจะเอนเอียงไปทางยินยอมเสียมากกว่า เพราะตระกูลหนานแข็งแกร่งเกินกว่าที่พวกเขาจะกล้าต่อต้านได้
ไม่นานนักกลุ่มของหนานหมิงและคนของสำนักปฐมวิญญาณก็ลงมาจากเรือบิน
เมื่อพวกเขาเห็นเจ้าสำนัก บรรพชนและผู้อาวุโสทั้งหลายยืนอยู่ ทางฝั่งของเซี่ยเล่ยจีและคนอื่นๆก็ไม่ได้แปลกใจมากนัก เพราะพวกเขาได้แจ้งแล้วว่าจะมาถึงในอีกไม่กี่เค่อก่อนหน้านี้
“ ท่านพ่อ ” เซี่ยเล่ยจียิ้มและวิ่งเข้าไปกอดเซี่ยหลุนเจา
“ ลูกรัก ” เซี่ยหลุนเจายิ้มและลูบหัวของเซี่ยเล่ยจีด้วยรอยยิ้ม
แม้ว่าเซี่ยเล่ยจีจะเป็นเพียงแค่หนึ่งในบุตรทั้งหมดสิบกว่าคนของเซี่ยหลุนเจา แต่ทว่าเซี่ยหลุนเจานั้นทั้งรักและเอ็นดูเซี่ยเล่ยจีมากที่สุดในบรรดาบุตรทั้งหมด เนื่องจากเซี่ยเล่ยจีเป็นบุตรที่มาจากคนที่เซี่ยหลุนเจารักมากที่สุด
“ ท่านพ่อนี้คือคุณชายหนาน บุตรชายของผู้นำตระกูลหนาน ” เซี่ยเล่ยจีกล่าวขึ้นพร้อมกับผายมือไปยังหนานหมิง จากนั้นนางก็กระซิบข้างหูของบิดานางว่า “ ท่านพ่อ คุณชายหนานเป็นยอดฝีมือระดับเทพยุทธ์ขั้นกลางอีกด้วยนะ แถมอายุยังน้อยคาดว่าในอนาคตจะต้องไปถึงระดับมหาเทพยุทธ์อย่างแน่นอน ”
เซี่ยเล่ยจีกล่าวขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่แดงเล็กน้อย
เนื่องจากหนานหมิงบอกว่าเขาเป็นเพียงแค่เทพยุทธ์ขั้นกลางเท่านั้น เพราะเขาไม่ต้องการที่จะเปิดเผยความแข็งแกร่งที่แท้จริงของตัวเองออกไป เพราะด้วยอายุแค่ยี่สิบกว่าปีมาถึงระดับเทพยุทธ์ขั้นกลางได้นับว่าเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากๆ ถ้าหากบอกไปว่าแท้จริงแล้วเขาอยู่ในระดับกึ่งเซียนคงได้หัวใจวายตายแน่นอน
เซี่ยหลุนเจามองดูบุตรสาวที่ทำตัวเป็นสตรีแบบนี้ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างก่อนที่จะมองไปยังหนานหมิงด้วยแววตาจริงจัง “ เจ้านี้คิดที่จะแย่งบุตรสาวของข้าเรอะ เทพยุทธ์ขั้นกลางแล้วยังไง ข้าก็เทพยุทธ์ขั้นกลางเหมือนกัน! ข้าไม่กลัวเจ้าสารเลวตัวน้อยนี้หรอกนะ ”
หนานหมิงสัมผัสได้ถึงสายตาที่ไม่เป็นมิตรจากเซี่ยหลุนเจา เขาก็หัวเราะแห้งๆเพราะเขารู้ได้ทันทีว่าสายตาแบบนั้นคือสายตาที่พ่อกำลังหวงลูกสาวของตัวเอง
บรรพชนหมิงฮวงหัวเราะร่าและเดินออกมาและกล่าวขึ้นว่า “ ทุกท่านไปที่สำนักปฐมวิญญาณกันก่อนแล้วค่อยพูดคุยเรื่องการประชุมสิบกองกำลัง ”
“ ใช่ๆ พวกเราไปที่สำนักกันก่อน ” บรรพชนคนอื่นๆพยักหน้าเห็นด้วย
ตอนนี้พวกเขาเชื่อแล้วว่าตระกูลหนานแข็งแกร่งจริงๆ มหาเทพยุทธ์สามคนและเทพยุทธ์ขั้นปลายอีกสี่คน เทพยุทธ์ขั้นกลางสองคน เทพยุทธ์ขั้นต้นอีกนับสิบคน ด้วยความแข็งแกร่งขนาดนี้ก็เพียงพอที่จะโค่นล้มทุกกองกำลังในทวีปหยุนเทียนแล้ว
ไม่นานพวกเขาก็ไปยังห้องประชุมของสำนักปฐมวิญญาณ
ระหว่างทางหนานหมิงมองดูสำนักปฐมวิญญาณด้วยความสนใจ แม้กระทั้งที่สำนักปฐมวิญญาณแห่งนี้ก็ยังมีพลังวิญญาณไม่เท่ากับที่ตระกูลหนาน
เนื่องจากตระกูลหนานได้สร้างพื้นที่พิเศษสำหรับการฝึกฝนโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นมิติพิเศษที่ถูกสร้างโดยป๋อเชี่ยหาน โดยภายในพื้นที่นั้นมีพลังวิญญาณที่โลกภายนอกนำมารวมกันไว้ภายในนี้ ทำให้พื้นที่ภายนอกแม้ว่าจะมีพลังวิญญาณที่หนาแน่นแต่ก็ไม่สามารถเทียบได้กับพื้นที่มิติพิเศษที่มีพลังวิญญาณที่หนาแน่นกว่าภายนอกกว่ายี่สิบเท่า
เพราะแบบนี้เมื่อตอนที่เซี่ยเล่ยจีและคณะมาถึงเทือกเขาเฟิงหลง พวกเขาจึงไม่ได้แปลกใจมากนักว่าทำไมพื้นที่ของตระกูลหนานมีพลังวิญญาณไม่ค่อยหนาแน่นสักเท่าไหร่ พวกนางสัมผัสได้เพียงแค่ที่นี้พลังวิญญาณค่อนข้างเบาบางเมื่อเทียบกับที่สำนักปฐมวิญญาณ
ภายในห้องประชุม
หนานหมิงในฐานะผู้นำกลุ่มของตระกูลหนาน เขานั่งอยู่ด้านข้างของเจ้าสำนักเซี่ยหลุนเจา ส่วนคนอื่นๆก็ยืนอยู่ด้านหน้าตามปกติ
“ ทุกท่านอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าตระกูลฮวาได้เรียกประชุมสิบกองกำลังเป็นพิเศษ แม้ว่าตระกูลฮวาจะไม่ได้บอกรายละเอียดของการเรียกประชุมมากนัก แต่ข้าคิดว่านี้คงเกี่ยวข้องกับการที่สำนักปฐมวิญญาณของพวกเราได้รับกึ่งเซียนมา ” เซี่ยหลุนเจากล่าวขึ้นด้วยท่าทีจริงจัง
จากนั้นเซี่ยหลุนเจาก็หันไปมองหนานหมิงและถามขึ้นว่า “ คุณชายหนานท่านคิดว่าอย่างไร? ”
หนานหมิงยิ้มและกล่าวขึ้นด้วยท่าทีสบายๆว่า “ เจ้าสำนักเซี่ย ท่านคิดว่าหมัดของข้ากับกองกำลังทั้งหมดในทวีปหยุนเทียนใครใหญ่กว่ากัน? ”
เมื่อทุกคนได้ยินที่หนานหมิงกล่าวมาพวกเขาก็นิ่งอึ้งก่อนที่จะเข้าใจในความหมายที่หนาหนมิงจะสื่อทันที
เจ้าสำนักเซี่ยหรี่ตาลงก่อนที่จะถามขึ้นว่า “ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าหมัดของตระกูลหนานแข็งแกร่งมากน้อยแค่ไหน แต่ท่านต้องไม่ลืมว่ากองกำลังบางแห่งมีความสัมพันธ์อันดีกับทวีปหลัวเทียน แม้ว่าหมัดของคุณชายหนานจะใหญ่แต่ก็คงไม่ใหญ่ไปกว่าทวีปหลัวเทียนใช่ไหม? ”
หนานหมิงยิ้มและกล่าวขึ้นด้วยท่าทีสบายๆว่า “ แล้วถ้าหากหมัดของข้าใหญ่กว่าทวีปหลัวเทียนด้วยล่ะ ท่านเจ้าสำนักเซี่ยคิดเห็นอย่างไร? ”
ทันใดนั้นทุกๆคนในห้องประชุมก็มองไปที่หนานหมิงราวกับมองคนบ้า ถ้าหากจะบอกว่าตระกูลหนานแข็งแกร่งกว่าทวีปหยุนเทียนทั้งหมด พวกเขาย่อมเชื่อ แต่การที่มีมหาเทพยุทธ์แค่สามคนแล้วจะบอกว่าแข็งแกร่งกว่าทวีปหลัวเทียนทั้งหมดนั้นเป็นไปไม่ได้แน่นอน เพียงแค่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนก็มีมหาเทพยุทธ์มากกว่าสิบคนแล้ว ไหนจะกึ่งเซียนที่ปกป้องอยู่อีกหลายคน เพียงแค่นี้ตระกูลหนานก็ไม่สามารถเทียบได้แล้ว
หนานหมิงมองดูทุกๆคนในห้องประชุมที่กำลังมองว่าเขาเหมือนกับคนบ้าที่พูดอะไรไม่คิด แน่นอนว่าหนานหมิงไม่คิดที่จะกล่าวอะไรให้มากความ ถ้าหากเชื่อก็เชื่อ ไม่เชื่อก็ไม่เชื่อ แต่ถ้าหากถึงวันนั้นจริงๆพวกเขาก็คงเหมือนกับโดนตบหน้าแน่ๆ
เซี่ยหลุนเจามองไปยังหนานหมิงที่ยิ้มอย่างสบายๆและรู้สึกว่าสิ่งที่หนานหมิงกล่าวมาอาจจะเป็นความจริงก็ได้
“ เอาล่ะเอาเป็นว่าตอนนี้ตระกูลหนานเข้าช่วยพวกเราแล้ว เช่นนั้นก็เตรียมตัวออกเดินทางกันเถอะ เพราะกว่าจะถึงที่เกาะป๋อซานก็ต้องใช้เวลากว่าครึ่งเดือน ” เซี่ยหลุนเจากล่าวขึ้น
หลังจากนั้นหนานหมิงและเซี่ยหลุนเจาก็พูดคุยกันอยู่ประมาณสามเค่อก่อนที่จะแยกย้ายกันไปพักและอีกสองวันให้มารวมตัวกันที่เรือบินของสำนักปฐมวิญญาณ
หนานหมิงและคนของตระกูลหนานก็ไปยังที่พักที่สำนักปฐมวิญญาณจัดเตรียมให้
หนานหมิงถูกเซี่ยเล่ยจีลากไปยังเมืองปฐมวิญญาณเพื่อพาเที่ยว
ในฐานะเจ้าบ้าน เซี่ยเล่ยจีพาหนานหมิงเที่ยวชมเมืองทั้งวันจนกระทั้งยามเย็นพวกเขาจึงไปยังภัตตาคารวิญญาณครามเพื่อรับประทานอาหารค่ำกันสองคน
ข่าวที่เซี่ยเล่ยจีเดินจับมือกับชายหนุ่มคนหนึ่งได้กระจายไปทั่วทั้งเมืองปฐมวิญญาณอย่างรวดเร็ว ในฐานะบุตรสาวที่เป็นที่รักของเจ้าสำนักปฐมวิญญาณ ทำให้นางกลายเป็นเป้าหมายของบุรุษจำนวนมาก แม้กระทั้งศิษย์ของสิบกองกำลังก็ให้ความสนใจกับนาง เพราะนางเป็นสตรีที่งดงามอย่างยิ่งยวดและมีเบื้องหลังที่แข็งแกร่งอย่างสำนักปฐมวิญญาณ
ข่าวนี้สร้างความตกใจให้กับบุรุษที่หมายปองเซี่ยเล่ยจีเป็นอย่างมาก ทำให้พวกเขาต่างก็ขุดหาประวัติของชายหนุ่มคนนั้นทันที