ซูเยว่หยิ่งคุกเข่าอยู่ที่พื้น ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก เงยหน้า มองชวีหนานอีครู่หนึ่งก็รีบก้มหน้า
ชวีหนานอีชี้ไปยังหมอที่รออยู่ด้านข้างกล่าว “จัดการทำแผลให้นางที”
หมอก้าวเข้าไปข้างหน้า ซูเยว่หยิ่งนำผ้าเช็ดหน้าออก เนื่องจากผ้าเหนียวติดกับแผล ทำให้นางเจ็บจนตัวสั่น แต่ก็ยังอดทนไม่ร้องไห้ เพราะกลัวน้ำตาไหลลงมาโดนแผล จะเจ็บยิ่งกว่าเดิม
ซูเยว่หยิ่งเดิมเป็นสาวงามโดดเด่น เมื่อหมอทำแผลให้แล้ว เผยบาดแผลที่มุมปากสองข้างยาวหนึ่งนิ้ว ชวนให้คนหวาดกลัว ตกใจเป็นที่สุด
ชวีหนานอีไม่ไถ่ถาม ยืนมองอยู่ข้าง ๆ
หมอใส่ยาให้ซูเยว่หยิ่งเรียบร้อยก็พันศีรษะให้ราวกับบ๊ะจ่างลูกใหญ่ กล่าวฝากฝังว่า “ห้ามโดนน้ำ ห้ามพูด ดื่มได้แค่อาหารเหลวนิดหน่อย รอให้เนื้อขึ้นใหม่สมบูรณ์ กลัวว่าคงเหลือไว้ซึ่งแผลเป็น”
นัยน์ตาของซูเยว่หยิ่งแฝงไปด้วยน้ำตา พยักหน้ารับ
หมอลุกขึ้นกล่าวลาแล้วจากไป
ชวีหนานอีหันกลับมาหาที่นั่งลงแล้วถาม “ซูเยว่หยิ่ง เจ้ารู้หนังสือหรือไม่?”
ซูเยว่หยิ่งพยักหน้า
ชวีหนานอีให้คนนำน้ำหมึก จานฝน ปากกา กระดาษมา สั่งว่า “ข้าถาม เจ้าเขียนตอบ”
ซูเยว่หยิ่งพยักหน้ารับคำอีกครั้ง
ชวีหนานอีมองไปทางครอบครัวหลี่ต้าปิงที่คุกเข่าอยู่บนพื้น สุดท้ายสายตาไปหยุดที่หญิงชราผู้หนึ่ง กล่าว “ต้าเหนียง ท่านนี้ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังหน่อย”
หญิงชรารู้ว่าท่านใต้เท้าจะถาม จึงเรียบเรียงเรื่องที่เกิดขึ้นไว้ในใจตั้งนานแล้ว แม้ในใจตื่นเต้นกังวลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เล่าได้อย่างชัดเจนเป็นลำดับ ฟังเข้าใจดี หลังจากไอสองที นางตอบอย่างงก ๆ เงิ่น ๆ “ข้าหลับไปถึงกลางดึก ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวในลานบ้านก็ลุกขึ้น ตะโกนเรียกต้าปิง ๆ ต้าปิง...เอ่อ ต้าปิงคือบุตรชายของข้า นามว่าหลี่ต้าปิง ต้าปิงไม่ขานรับ ข้าจึงตะโกนเรียกสะใภ้ แค่ก ๆ...แค่ก ๆ...สะใภ้ก็ไม่ตอบ ข้าคิดดู สองคนนี้ไม่เคยนอนหลับลึกเช่นนี้มาก่อน กลัวจะเกิดเรื่องขึ้น! ข้าจึงวิ่งเข้าไปในห้องบุตรชาย เห็นทั้งสองคนหลับสนิทเป็นตาย แต่กลับไม่พบทารกน้อย ข้าร้อนใจ ตบพวกเขาไปคนละสองที สองคนถึงตื่นได้ ข้ากลัวโจรชั่วนั่นเอาทารกน้อยไป หยิบท่อนไม้ได้ก็ตามออกไป พอดีเห็นโจรนั่นยืนอยู่มุมกำแพง แม้มองเห็นไม่ชัด แต่รู้ว่าในอ้อมอกโจรชั่วนั่นอุ้มเด็กน้อยบ้านข้าเอาไว้ และไม่รู้ว่ายัดอะไรเข้าไปในปาก ข้าตะคอกเสียงดัง ทำโจรชั่วนั่นตกใจมือสั่น โยนเด็กทิ้ง ข้าตกใจจนใจเต้นรัวไปหมดเลยใต้เท้า ไม่ง่ายเลยกับการรับเด็กน้อยเอาไว้ให้ได้ แค่ก ๆ... แค่ก ๆ ๆ ๆ...”
หญิงชราหอบหายใจอยู่หลายทีถึงได้กล่าวต่อ “ทารกน้อยสลบไม่ตื่น จึงให้หมอตรวจดู เขาบอกว่าถูกยานอนหลับ ผ่านไปไม่กี่ชั่วยามถึงจะฟื้น” นางหยุดกล่าวแล้วก้มศีรษะคำนับ “ขอท่านใต้เท้าผู้ทรงธรรมตัดสิน จับไอ้ชั่วช้าสามานย์นั่น โบยมันให้หนัก!”
ชวีหนานอีถาม “เจ้าเห็นหน้าตาโจรชั่วนั่นชัดเจนหรือไม่?”
หญิงชราตอบ “ใต้เท้าเจ้าคะ ดวงตาคู่นี้ของข้าเกือบบอด อย่าว่าแต่กลางคืน ขนาดตอนกลางวันก็มองเห็นฝ้าฟางไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตามในความเลือนรางนั้นข้ารู้สึกว่าเป็นผู้หญิง”
ชวีหนานอีส่งสัญญาณให้หญิงชราลุกจากที่ และไต่ถามภรรยาหลี่ต้าปิงสั้น ๆ เล็กน้อย หลังจากยืนยันได้ว่าทั้งสองคนไม่รู้เรื่องก็ออกคำสั่งให้กลับไปได้ทั้งครอบครัว
ชวีหนานอีขมวดคิ้ว สีหน้าเคร่งขรึม หาวนอน มองไปทางซูเยว่หยิ่งอีกครั้ง ถาม “เหตุใดเจ้าจึงออกมาข้างนอกดึกดื่น? ไม่รู้หรือว่าในเขตตอนนี้ห้ามออกข้างนอกยามค่ำคืน?”
ซูเยว่หยิ่งหยิบปากกา หมอบอยู่ที่พื้น เขียนลงบนม้วนไม้ไผ่ว่า “เรียนใต้เท้า ท่านพ่อของข้าน้อยมักจะนอนไม่ค่อยหลับตอนกลางคืน ข้าน้อยกังวลใจ ในที่สุดได้พบตำราสมุนไพรพื้นเมือง ในนั้นบอกวิธีว่า กลางดึกให้นำเศษดินหยิบมือหนึ่งที่ประตู ณ ที่ว่าการเขต เสริมความกล้าให้กำลังใจท่านพ่อ เพื่อเหล่าภูตผีปีศาจไม่กล้ามาหาเรื่องวุ่นวาย ก็จะสามารถช่วยให้นอนหลับอย่างสงบ ดินนี้ ต้องให้สาวพรหมจรรย์ และมีใจศรัทธาหยิบขึ้นมา ห้ามใช้มือผู้อื่นประคอง อีกทั้งเวลากินต้องผสมน้ำค้าง เยว่หยิ่งแม้รู้ว่าในเขตห้ามออกข้างนอกยามค่ำคืน แต่ผู้เป็นบุตรสาว ร่างนี้บิดามารดาเป็นคนมอบให้ บุญคุณนี้ต้องทดแทน เหตุใดจะกล้าเพิกเฉยเพื่อความปลอดภัยของตนเอง แล้วละเลยสุขภาพกายของท่านพ่อ? เยว่หยิ่งเพียงหวังให้ท่านพ่อสามารถนอนหลับอย่างหมดห่วง แม้จะลำบากยากเข็ญ นั่นก็มิอาจกล่าวเทียบได้”
ซูเยว่หยิ่งเขียนเรียงความยืดยาวเสร็จก็ยกม้วนไม้ไผ่ขึ้นให้ชวีหนานอี ทว่าเห็นท่าไม่ดี ไม่คาดคิดจะพบว่าชวีหนานอีกำลังนอนหลับ! ไม่ ๆ ไม่ใช่ไม่ดีสิ เป็นดีมากต่างหาก ขุนนางเช่นนี้จะสามารถตรวจสอบความจริงอะไรได้? เขายิ่งสมองเลอะเทอะไร้ความสามารถมากเท่าไหร่ การทำงานของนางก็จะยิ่งสะดวกขึ้นมากเท่านั้น แม้ว่าชาวบ้านในเขตล้วนกล่าวกันว่าใต้เท้าคนใหม่ที่มารับตำแหน่งชวีหนานอีเป็นเสือยิ้มตัวหนึ่ง แต่ว่า จากที่นางดู เขาก็เป็นแค่ชั้นวางของที่ดูสวยแต่ภายนอก ดูสิ ไต่สวนคดียังสามารถนอนหลับ ช่างเป็นแค่เศษสวะไร้ค่าคนหนึ่ง!
ในใจซูเยว่หยิ่งดูถูกดูแคลนชวีหนานอี แต่บนใบหน้ากลับแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนยิ่งกว่าเดิม นางเห็นชวีหนานอีงีบหลับก็ไม่เอะอะโวยวาย กลับวางม้วนไม้ไผ่ลงอย่างว่าง่าย คุกเข่าอยู่ด้านข้างอย่างไร้เดียงสา
เวลาผ่านไปราวหนึ่งถ้วยชา ชวีหนานอีหาวและลืมตา เอียงศีรษะมองไปทางซูเยว่หยิ่ง ทันใดนั้นหัวเราะพรืดก่อนเอ่ย “แย่จริง แม่นางซู เหตุใดยังคุกเข่าอยู่เล่า? รีบลุกขึ้นมาพูดคุยกันเร็ว ตัวข้าช่วงนี้หนึ่งวันต้องจัดการร้อยพันหมื่นเรื่อง ร่างกายมักจะรู้สึกเหนื่อยล้า ทำให้แม่นางซูหัวเราะเยาะแล้ว มา ๆ ๆ ลุกขึ้นเถิด ข้าคงไม่สามารถปล่อยให้ผู้อื่นเข้าใจผิด คิดว่าตัวข้านั้นขาดความรู้ ป่าเถื่อน ไม่รู้จักซึ่งการเอ็นดูกลิ่นหอมและทะนุถนอมความงาม”
ใบหน้ายิ้มแย้มของชวีหนานอีเปล่งประกายระยิบระยับเกินกว่าที่ควรจะเป็น ราวเป็นคนละคนกับท่านใต้เท้าหน้าเคร่งขรึมเมื่อครู่
ใจของซูเยว่หยิ่งเลื่อนลอยอย่างไม่รู้ตัว นึกถึงที่ผู้คนขนานนามเขาว่าเสือยิ้ม กลัวว่าจะมีเหตุผลบางอย่าง คิดได้ดังนี้ นางอดไม่ได้ที่จะก้มลงมองตัวอักษรที่เขียน กลัวว่ามีจุดที่ไม่เหมาะสม โชคดีที่ไม่มีตรงไหนไม่เหมาะสม นางจึงส่งม้วนไม้ไผ่ให้ชวีหนานอีดู
ในขณะที่ชวีหนานอีรับม้วนไม้ไผ่ ซูเยว่หยิ่งจึงต้องลุกขึ้นจากพื้น ท่วงท่านั้นดั่งต้นหลิวพลิ้วตามลม ดูดีเหลือเกิน
ชวีหนานอีอ่านตัวอักษรบนแผ่นไม้ไผ่ เขาชี้ไปที่เก้าอี้ โบกมือเป็นสัญญาณให้ซูเยว่หยิ่งนั่ง ท่าทางเฉยชานี้ กับท่าทางมิตรไมตรีเมื่อครู่ราวกับเป็นคนละคน
ซูเยว่หยิ่งเริ่มไม่สบายใจเล็กน้อย โดยเฉพาะกับวิธีจัดการสิ่งต่าง ๆ ของชวีหนานอีที่ไม่แน่นอน
ชวีหนานอีถือม้วนไม้ไผ่อ่านอยู่พักใหญ่ ครานี้ถึงได้พยักหน้า ส่งม้วนไม้ไผ่คืน แล้วกล่าว “เป็นหญิงที่ได้รับการอบรมสั่งสอนไม่ผิดอย่างที่คิด เพียงแต่ไม่รู้ว่า เจ้าได้ตำรายาสมุนไพรพื้นเมืองมาจากที่ใด?”
ซูเยว่หยิ่งรับม้วนไม้ไผ่ หมอบตัวลงเอาแขนทาบกับโต๊ะแล้วเขียน “บนถนน เห็นนักบวชเต๋าท่านหนึ่ง ให้ไปสามตำลึงเงินก็ได้ตำราสมุนไพรพื้นเมืองนี้มา”
ชวีหนานอีถามอีก “เจ้าพบโจรสาวนั่นได้อย่างไร?”
ซูเยว่หยิ่งเขียนกล่าว “ข้าน้อยไม่ทราบ”
ชวีหนานอีลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เดินไปยังข้างกายซูเยว่หยิ่ง มองที่นางเขียนแล้วถาม “เหตุใดจึงไม่รู้?”
ซูเยว่หยิ่งได้ยินคำถามของชวีหนานอีก็รีบเงยหน้า แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างไม่ปิดบัง นางเหลือบมองชวีหนานอีแวบหนึ่ง รีบก้มศีรษะอีกครั้ง หยิบปากกาขึ้นมาเขียนต่อ “ข้าน้อยรู้เพียงว่าตนเองกำลังเดินไปยังประตูที่ว่าการเขต แต่ไม่รู้ว่าพบโจรสาวนั่นได้อย่างไร พอได้สติ ก็เห็นเหล่าหยาอีถือโคมไฟยืนอยู่ตรงหน้าแล้ว ข้าน้อยหวาดกลัวมาก ร้องขอความช่วยเหลือ ถึงได้รู้สึกเจ็บที่ใบหน้าอย่างรุนแรง สุดท้ายจึงพบว่าถูกโจรสาวนั่นทำลายรูปโฉมเสียแล้ว”
ซูเยว่หยิ่งเขียนมาถึงตัวอักษรสามสี่ตัวสุดท้าย มือก็สั่นอย่างรุนแรง คล้ายในใจเจ็บปวดทรมาน หวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง
ซูเยว่หยิ่งใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดตา ดั่งนกน้อยที่ถูกตัดคอ ร้องคร่ำครวญอยู่กลางลมหนาว แต่กลับไม่สามารถเปล่งเสียงออกมา
คนดูรอบ ๆ เห็นก็เจ็บปวดใจ
หญิงสาวที่ได้รับการอบรมสั่งสอนขนาดนี้ กลับต้องมาประสบเคราะห์ร้ายภัยพิบัติ ชวนให้คนสงสารอย่างมาก
ชวีหนานอีถาม “เจ้าบอกไม่รู้ว่าพบกับโจรสาวนั่นได้อย่างไร? คำกล่าวนี้หมายความเช่นไร?”
ซูเยว่หยิ่งสูดหายใจ ไหล่สั่นเทา เขียนต่อว่าข้าน้อยจำไม่ได้แล้ว จำได้เพียงตนเองเดินออกจากประตูบ้านอย่างเงียบ ๆ จนได้พบกับเหล่าหยาอี เรื่องอื่นนั้นจำไม่ได้เลย
เรื่องบางอย่าง ซูเยว่หยิ่งไม่สามารถกล่าว อีกทั้งกล่าวออกไปไม่ได้ การพบกับลวี่เยาสำหรับนางแล้วเป็นอันตรายถึงชีวิต อย่างไรก็ตาม การสารภาพเรื่องของลวี่เยา นางจะต้องเจอความเสี่ยงในการเผชิญหน้ากับลวี่เยา ชวีหนานอีต่อให้เป็นคนรูปร่างหน้าตาภายนอกงดงามดูดี ข้างในไร้ความสามารถไร้ประโยชน์เพียงใด ก็ยังคงสงสัยในตัวนาง ยิ่งไปกว่านั้น นางไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามของลวี่เยา หากลงมือผลีผลาม กลัวจะถูกโต้กลับเข้าจุดสำคัญ ดังนั้น นางจึงโกหกว่าจำไม่ได้ เพิ่มความสับสนงุนงงให้กับคดี
ชวีหนานอีคล้ายกำลังคิดตรึกตรอง เคร่งขรึมไม่กล่าวอันใด
ขณะนั้นเอง ซูเหลาเหย่พร้อมกับผู้ดูแลบ้าน วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามายังประตูที่ว่าการเขต
ซูเหลาเหย่เป็นตระกูลมียศศักดิ์ชื่อเสียงของพื้นที่ อีกทั้งยังร่ำรวยเป็นที่หนึ่ง เขาเย่อหยิ่งถือตัว เจอขุนนางไม่คุกเข่า เพียงเคารพตามมารยาท
ซูเหลาเหย่ซูบผอมยิ่งนัก สามารถใช้คำว่าผอมเนื้อติดกระดูกมาบรรยาย ชุดคลุมสีแดงเข้มขอบสีทองคำตัดเย็บอย่างประณีตสวมอยู่บนตัวของเขา โล่งโปร่ง ความงดงามสักนิดหามีไม่ กลับดูเป็นความใจดำโหดร้ายในความหมายมากกว่า
เขาพุ่งตรงมาที่ซูเยว่หยิ่ง ประคองไหล่ของนาง หน้าตาตกใจถามอย่างห่วงใย “ลูกข้า จะ...เจ้า...นี่เจ้า...”
ซูเยว่หยิ่งนำสิ่งที่ตนเองเขียนตอบชวีหนานอีส่งให้กับซูเหลาเหย่ นับเป็นการตอบคำถามแล้ว
ซูเหลาเหย่หลังจากอ่านอักษรพวกนี้จบ ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟตะคอก “มีคนกล้ากระทำการเช่นนี้เชียวหรือ ช่างไม่เกรงฟ้าเกรงดิน!” หันศีรษะมองไปทางใต้เท้าชวี กุมมือกล่าว “ใต้เท้าชวี คาดว่าท่านต้องมีคำอธิบายต่อตระกูลซูของข้าเป็นแน่! จะสามารถให้โจรชั่วนั่นอิสรเสรีเหนือกฎหมายข้างนอกนั่นมิได้เด็ดขาด ดูถูกที่ว่าการเขตลิ้วเหอ ทำเหมือนข้าไร้ตัวตน!”
ชวีหนานอีหรี่ตาที่เรียวยาว พินิจพิเคราะห์ซูเหลาเหย่สองสามทีก็มิได้ต่อคำ ซ้ำยังยิ้มหวานกล่าว “ได้ข่าวว่าซูเหลาเหย่กลางค่ำกลางคืนหลับนอนไม่ค่อยได้ แต่ข้าสังเกตหน้าตาของซูเหลาเหย่ กลับมีชีวิตชีวากำลังวังชา ใบหน้าแดงก่ำ แสดงถึงการหลับสนิทสบายอย่างมาก”
ซูเหลาเหย่ตะลึงเล็กน้อย โบกไม้โบกมือ กล่าวหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ “ใต้เท้ามิต้องเป็นห่วง ซูโหม่วแต่ไหนแต่ไรกลางคืนไม่สามารถหลับสบาย ได้เพียงงีบหลับพักผ่อนช่วงกลางวันบ้าง กำลังวังชาชีวิตชีวาก็มากไม่เท่าแต่ก่อน โชคดีที่บุตรสาวซูเยว่หยิ่งละเอียดใส่ใจ ดูแลรอบคอบทุกกระเบียดนิ้ว อีกทั้งจิตใจซื่อสัตย์กตัญญู ไปหาข่าวตำรายาเพื่อซูโหม่วจากทุก ๆ ที่ ในที่สุดก็พบวิธีที่มีประโยชน์ให้ซูโหม่วหลับสบาย จิตใจกตัญญูของนางดวงนี้ซาบซึ้งไปถึงสวรรค์! ต่อให้ซูโหม่วกลางคืนไม่สามารถนอนหลับ จิตใจก็สงบไม่ว้าวุ่น”
ชวีหนานอีพยักหน้าคล้อยตามกล่าว “เป็นเช่นนี้นี่เอง”
เสน่หาชั่วกัลป์เล่ม 2 ของน้องหูเหยียนออกแล้วเจ้าค่า ฝาก E-book ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะเจ้าคะ
ทุกท่านสามารถคอมเมนต์ให้กำลังใจกันได้น้าขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ

ลิงก์ Ebook (Meb): https://rebrand.ly/hrs639g
***ถึงจะมี Ebookแล้ว แต่ยังเปิดให้อ่านฟรีจนจบนะคะ***