ตอนที่ 95 กลิ่นหอมๆ มันคือเนื้อแห้ง?
‘100 เหรียญทองมณี?!’
“100 เหรียญทองมณี ก็พอแล้วเหรอ? ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าจะไปกินเลี้ยงกันที่ร้านอาหารฝั่งตรงข้าม ไม่ใช่เหรอ?” ไวทเคานต์นิคเอ่ยถามเพื่อทวนคำขอของคาห์นด้วยความประหลาดใจ
เนื่องจากเงิน 100 เหรียญทองมณีที่ว่านี้ ยังแทบจะไม่เพียงพอที่จะกินอาหารในร้านอาหารภายในเมืองหลวงเลยด้วยซ้ำ ไฉนเลยที่ 100 เหรียญทองมณีที่ว่านี้ จะเพียงพอต่อจำนวนองครักษ์ที่มีมาก ราวๆ 20-30 คน เห็นจะได้
“100 เหรียญทองมณีอาจจะไม่เพียงพอก็จริง แต่ถ้าหากเป็น 150 เหรียญทองมณี ข้าน้อยเชื่อว่า องครักษ์และเจ้าหน้าที่ทุกคน จะต้องได้กินอย่างอิ่มท้องแน่นอน” ในตอนแรกที่คาห์นร้องขอจำนวนเงิน 100 เหรียญทองมณีจากไวทเคานต์นิคไปเพียงเท่านี้
ก็เพราะตัวเขาและเจ้าหน้าที่ภายในกลุ่ม ตั้งใจว่าหากจำนวนเงินดังกล่าวขาดเหลือหรืออย่างไร ตัวเองจะเป็นคนควักกระเป๋าตัวเองมาช่วยสมทบ
แต่เมื่อเห็นว่า ไวทเคานต์นิคตั้งใจจะออกค่าใช้จ่ายในการกินให้กับพวกเขาทั้งหมด ดังนั้นจึงเพิ่มจำนวนเหรียญทองมณีขึ้นอีก 50 เหรียญเป็น 150 เหรียญทองมณี
ซึ่งถึงจะเป็นการเรียกขอเงินเพิ่ม แต่จำนวนเงินดังกล่าวในสายตาของไวทเคานต์นิคก็ยังมองว่า น้อยเกินไปอยู่ดี
“เอายังงี้ ข้าให้พวกเจ้าไปก่อน 200 เหรียญทองมณี หากพวกเจ้าใช้จ่ายหรือกินกันเกินจำนวนเงินนี้ ก็ค่อยมาขอจากข้าในภายหลังก็แล้วกัน...อีกอย่างในเมื่อเจ้าบอกว่าสนิทกับเจ้าของร้านแห่งนั้นอยู่แล้ว คงจะมีเครดิตมากพอที่จะบอกว่า ข้านั้นจะมาจัดการเงินให้กับพวกเจ้าในภายหลังอยู่บ้างสินะ” ไวทเคานต์นิคโบกมือวูบหหนึ่ง จำนวนเหรียญทองมณีกว่า 200 เหรียญ ก็ถูกจัดส่งให้กับคาห์น
คาห์นที่รับเอาไปก็ได้แต่ อ้ำอึ้ง เนื่องจากรู้ดีว่า เงินที่ไวล้นหลามเคานต์นิคนั้นให้มา นั้นพอกินพอใช้ จนมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ แต่ถึงจะอธิบายเท่าไหร่..ก็ดูเหมือนว่าไวทเคานต์นิค จะไม่เข้าใจในความหมายจริงที่ คาห์นต้องการจะบอกเสียที
ว่าราคาอาหารในร้านอาหารสามเวลา ลำพังแค่ 5-10 เหรียญทองมณี ก็ได้ข้าวจานใหญ่มากินจนอิ่มท้องแล้ว
“ถ้าเช่นนั้น ข้าน้อยขอตัวลา” คาห์นโค้งคำนับ ก่อนจะก้าวถอยออกไปจากกระโจมห้องประชุม ไปสมทบกับกลุ่มของหัวหน้าหน่วยและเหล่าองครักษ์ที่รั้งรออยู่นานแล้ว
ส่วนทางด้านของไวทเคานต์นิคและครอบครัว ก็ได้เดินเข้าไปในกระโจมอีกหลังหนึ่งที่ ตั้งไว้สำหรับเป็นห้องรับประทานอาหารส่วนตัว ที่มี กามิน หรือพ่อครัวประจำตระกูลเป็นผู้ทำอาหารนั่นเอง
“กามิน ฝีมือการทำอาหารของเจ้า รุดหน้าไปมากจริงๆ ขนาดอยู่ในกระโจมใหญ่ฝั่งตรงข้าม ก็ยังได้กินหอมของอาหารของเจ้าเลยทีเดียว!” ไวทเคานต์นิคพูดชื่นชมถึงความสามารถของกามิน ด้วยความภาคภูมิใจและดีใจเป็นอย่างมากที่ได้ตัวพ่อครัวคนนี้มาเป็น พ่อครัวประจำตระกูล
ซึ่งกว่าจะยื้อแย่ง แย่งชิงตัวมาจากตระกูลขุนนางอื่นๆ ที่หมายปอง กามิน ก็เล่นเอาไวทเคานต์นิคต้องหมดเงิน หมดทอง หมดที่ดิน ไปมากโข เลยทีเดียว
“เป็นดั่งที่ท่านว่าจริงๆ ขนาดดิฉันนั่งจัดเครื่องนอนอยู่ในกระโจม ก็ได้กลิ่นหอมของอาหารเช่นเดียวกัน” ตัวภรรยาของไวทเคานต์นิคเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาบ้าง
“ใช่แล้วท่านพ่อ ตัวข้าและน้องหญิง ก็ได้กลิ่นเช่นเดียวกัน...วันนี้เมนูอาหารคงเป็น เนื้อสเต๊กสินะ ท่านกามิน?” บุตรชายคนโตและบุตรสาวคนเล็ก ต่างถูไม้ถูมือ เพื่อเช็ดคราบสกปรกบนมือ พลางใช้ผ้ามาหนุนรองที่คอ เพื่อกันเปรอะเปื้อนจากการกินสเต๊กนั่นเอง
แต่ทว่า...ทางด้านกามินที่เป็นฝ่ายได้รับคำชม อย่างล้นหลาม กลับชะงักงันไปครู่ใหญ่!
‘กลิ่นหอมอะไร? สเต๊ก?’
พ่อครัวร่างท้วม ต่างรู้สึกสับสนไปหมดแล้ว ตนเองไม่ได้กลิ่นหอมจากคำพูดของทุกคนที่ว่ามาเลย อีกทั้งเมนูของวันนี้ก็เป็นแค่ เนื้อแห้งที่ได้เตรียมเอาไว้มาตั้งแต่ก่อนจะออกเดินทางต่างหาก
ด้วยความที่กามินนั้น แทบจะไม่ต้องลงมือทำอาหารด้วยตัวเองมานานมากแล้ว ผนวกกับในทุกครั้งที่ทำอาหาร ก็มักจะมีผู้ช่วยอีกหลายคนคอยอยู่ข้างๆ
หากแต่การเดินทางมายังป่าดาราฉายที่ค่อนข้างห่างไกลในครั้งนี้ กามินนั้นมาด้วยตัวคน ไม่ได้มีผู้ช่วยติดสอยห้อนตามมาเพราะเห็นแก่เงิน ดังนั้นการเตรียมอาหารในมื้อเที่ยงที่มีเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
กามินจึงทำได้แค่เพียงนำเนื้อแห้งที่เตรียมมา มาอุ่นร้อนให้กับท่านขุนนางและครอบครัวเท่านั้น
“เนื้อแห้ง? เจ้าไม่ได้ทำ สเต๊กให้กับข้าและครอบครัวหรอกเหรอ?!” เมื่อเปิดฝารองจานออก ไวทเคานต์นิคก็ต้องผิดหวัง เมื่ออาหารที่อยู่ตรงหน้าเป็นเพียง เนื้อแห้ง ไม่ใช่สเต๊กดังที่คาดหวังเอาไว้
เช่นเดียวกับ ครอบครัวของท่านไวทเคานต์ ก็ต่างหน้าบูดบึ้งด้วยความผิดหวังเช่นเดียวกัน
“เนื้อกำลังร้อนๆ รีบกินก่อนที่จะเสียรสชาติเถอะขอรับ” กามินรับรู้ได้ถึงความอึดอัดที่เกิดขึ้น
แต่จะให้ตัวมันนั้นทำเช่นไร? ที่ทุรกันดารแบบนี้ แค่นำเนื้อแห้งมาอุ่นร้อนก็ถือว่าดีถมเถแล้ว หากมันมีห้องครัวที่มีอุปกรณ์ครบครัน ก็ค่อยว่าไปอย่าง
ทั้งนี้ทั้งนั้น กามินก็รู้ว่าไวทเคานต์และครอบครัว ดูจะผิดหวังอยู่มากจริงๆ ดังนั้นมันจึงพูดออกไปดังนี้
“ถ้าหากว่าข้าน้อย ได้มีห้องครัว เพื่อปรุงอาหาร...ข้าน้อยสัญญาว่าจะทำสเต๊กให้กับท่านได้ทานอย่างแน่นอน”
กามินไม่สนใจแล้วว่า ห้องครัวของร้านอาหารสามเวลา นั้นจะเก่าไม่น่าใช้สักแค่ไหน หรือตนเองจะต้องลดตัวลงไปใช้ห้องครัวแบบนั้น...ลำพังตอนนี้ถ้าหากไม่มีห้องครัว ให้กับตัวเอง คงจะถูกท่านไวทเคานต์ไม่พอใจมากแน่ๆ
ฉะนั้นแล้ว กามินจึงร้องขอห้องครัวกับท่านไวทเคานต์ เพื่อที่อย่างน้อยๆ ตัวของกามินจะได้แสดงฝีมือการทำอาหารออกมาได้อย่างเต็มดีนั่นเอง
“อืม การไม่มีห้องครัวคงทำให้เจ้าทำอาหารลำบากอย่างนั้นสินะ ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปพูดกับเจ้าของร้านอาหารฝั่งตรงข้าม อีกแรงหนึ่งก็แล้วกัน...เอาล่ะๆ ทนกินเนื้อแห้งพวกนี้ไปอีกสักมื้อก็แล้วกันนะ” ไวทเคานต์นิคหันมาพูดกับคนในครอบครัว
พลางใช้มีดหั่นเนื้อแห้งๆ เข้าไปในปากด้วยใบหน้าที่ฝืนทนและเบื่อหน่าย อาหารฉุกเฉินพวกนี้เสียที
อ่ำ~อร่อย! “เนื้อพวกนี้อร่อยจริงๆ นี่มันเนื้ออะไรกันเนี่ย?” คำพูดที่แสดงความตื่อนเต้นออกมา น่าเสียดายที่มันไม่ได้เกิดขึ้นในกระโจมใหญ่ของไวทเคานต์นิค
หากแต่มันคือเสียงร่ำร้องด้วยความอิ่มหนำสำราญของเหล่า องครักษ์และเจ้าหน้าที่ ที่คาห์นและหัวหน้าหน่วยเป็นคนพามากินเลี้ยงกันที่ร้านอาหารสามเวลาฝั่งตรงข้ามนั่นเอง
“อาหารพวกนี้มันอร่อยมากเลยท่านคาห์น” หนึ่งในทหารองครักษ์ มือหนึ่งตักข้าวสวยร้อนๆ เข้าปากไปคำโต อีกมื้อหนึ่งใช้ส้อมจิ้มเนื้อกระเทียม 2-3 ชิ้น เตรียมเข้าปากเพื่อกินคู่กัน ไม่มีหยุดมือ
“หึหึ คราวนี้เชื่อแล้วหรือยัง ว่าฉันพูดไม่มีผิด...ฉันกล้าพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า อาหารของท่านไลท์นั้นอร่อยกว่าในเมืองหลวงเป็นไหนๆ” คาห์นหัวเราะร่าออกมา เยี่ยงผู้มีชัย แต่ในใจก็แอบนึกเสียดายแทน ท่านไวทเคานต์และครอบครัวที่ไม่ได้มากินอาหารฝีมือไลท์ด้วยตัวเอง ทั้งๆ ที่เป็นคนเลี้ยงค่าอาหารมื้อนี้ ทั้งหมด
“ท่านคาห์นไหนๆ เจ้าพวกนี้ก็ได้ลิ้มลองอาหารปกติของท่านไลท์กันไปแล้ว ก็ถึงคราวที่จะลองชิม อาหารอันทรงพลังแล้วหรือยัง” หัวหน้าหน่วย พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่และนักผจญภัยที่เป็นผู้ติดตามของคาห์น ต่างแย้มยิ้มออกมา ราวกับพวกเขารู้ว่าคำพูดของหัวหน้าหน่วยนั้นหมายถึงอะไร
ก่อนจะค่อยๆ เลื่อน จานอาหารอย่างผัดกะเพรา ผัดผักบุ้งไฟแดง ไปยังจุดกึ่งกลางของโต๊ะ จากที่ตอนแรก เมนูสองอย่างพวกนี้ จะตั้งอยู่ใกล้ๆ กับพวกเขา
และไม่อนุญาตให้คนอื่นๆ ที่พึ่งจะเคยลิ้มรสชาติอาหารของไลท์เป็นครั้งแรก ได้รับประทาน โดยให้เหตุผลไว้ว่า ‘อาหารพวกนี้ คืออาหารอันทรงพลังที่คนธรรมดา ไม่อาจกินได้’ นั่นเอง
“พวกนายอยากลิ้มลองอาหารอันทรงพลังและอร่อยขึ้นไปอีกขั้น แล้วหรือยัง...แต่ขอเตือนไว้ก่อนนะ มันทรงพลังมาก จนทำให้พวกนาย คลุ้มคลั่งจนแทบบ้าได้เลยถ้าไม่ระวังให้ดีๆ โดยเฉพาะกับเม็ดสีแดงๆ และเขียวที่อยู่ในจาน!” คาห์นนั้นพูดเตือน
แต่อนิจจา ด้วยความกระหายอยากที่จะลองชิม อาหารอันทรงพลัง ผนวกกับความห้าวที่แต่ละคนก็เป็นถึง ทหารอกสามศอก ขนาดคมหอก คมดาบพวกเขายังไม่หวั่นเกรง...ครั้นเม็ดสีแดงเล็กๆ ที่อยู่ในอาหารมันจะสักแค่ไหนกันเชียว
กรวม~! ไม่ต้องรอให้เนิ่นนาน พริกขี้หนูที่คนไทยชอบกิน นั้นมีรสเผ็ดร้อนที่ออกฤทธิ์ได้เร็วเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพียงแค่กัดและเคี้ยวได้ไม่ทันไร
สารแคปไซซินก็พลันออกฤทธิ์ในทันใด ความเผ็ดพุ่งโจมตีผู้ที่กินมันเข้าไปอย่างรุนแรง ปากแสบร้อนเหมือนกับกำลังโดนน้ำร้อนลวกปาก เหงื่อผุดขึ้นเรียงเม็ดทั่วใบหน้า สมองดูด้านชาจนเบลอ พูดไม่เป็นภาษา
แต่ทว่า “ฮ่า ฮ่า!” เสียงหัวเราะจากเพื่อนร่วมโต๊ะ ตลอดจนถึงลูกค้าภายในร้าน กลับหัวเราะด้วยความสนุกสนาน บนความทุกข์ร้อนของเหล่าองครักษ์ที่พึ่งจะเคยกินเผ็ดเป็นครั้งแรก
“ท่าน...คาห์น อู๊ยย ซี้ด อาหารทรงพลังที่ท่านว่า ทำไมมันทำให้ข้าเหมือนรู้สึกจะตายเช่นนี้!”
“นั้นเพราะพวกนาย ยังไม่เคยเปิดโลกใบใหม่นะสิ...เอากินน้ำตามไปเสียหน่อย จะช่วยให้ดีขึ้น” ถึงแม้คาห์นจะรู้สึกสนุกสนานที่เห็นคน กำลังทุรนทุรายกับความเผ็ด แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่ชอบกลั่นแกล้งผู้อื่นถึงขนาดนั้น
ชายชรายื่นน้ำส่งให้กับองครักษ์ที่กำลัง ทรมานกับความเผ็ด เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในโต๊ะ ก็ช่วยป้อนน้ำให้กับคนที่กำลังเผ็ด
อ๊าห์ ซี๊ดค่อยยังชั่ว!
องครักษ์วางแก้วน้ำลง พลางถอนหายใจออกมา ราวกับว่าตนเองได้หลุดพ้นจากความเป็นความตายมาหมาดๆ
“ที่นี่ในเมื่อพวกนายก็รู้จักความเผ็ดกันแล้ว...งั้นลองกินที่เหลือดูสิ แล้วพวกนายจะรู้ว่าอาหารที่ยกระดับขึ้นอีกขั้นนั้นเป็นเช่นไร” ถึงอย่างนั้น องครักษ์คนอื่นๆ ที่ยังหวั่นกลัวกับรสชาติความเผ็ดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ก็ไม่มีใครกล้าที่จะกินมันต่ออยู่ดี
คาห์นและหัวหน้าหน่วย รวมไปถึงเพื่อนร่วมโต๊ะ จึงสาธิตและกินพริกเหล่านั้น ให้องครักษ์ได้ดูเป็นขวัญตา ว่าพวกเขาเนี่ยแหละ คือผู้ที่เอาชนะความเผ็ดและก้าวข้ามมันมาได้แล้ว
แม้ความเผ็ดจากพริกจะยังคงมีอยู่ แต่ทุกคนก็ดูทำหน้าและกินได้อย่างสบายๆ จวบจนกระทั่งองครักษ์คนหนึ่งกล้ากินตาม ก่อนจะพบว่าความเผ็ดที่เหมือนกับตายในตอนแรก ดูจะไม่ได้หนักหนาอีกต่อไปแล้ว
เขากินมันได้...แถมรสชาติของมันก็อร่อยมากๆ ด้วย นี้สินะคือความอร่อยที่ทรงพลังอย่างที่ท่านคาห์นได้กล่าวเอาไว้ในตอนต้น
เมื่อมีคนเปิด ย่อมมีคนตามเป็นสัจธรรม ก่อนจะกลายเป็นว่า องครักษ์เหล่านี้ได้ถวายตัวและมอบวิญญาณของพวกเขาให้กับความเผ็ดที่ไลท์เป็นศาสดาและเจ้าลัทธิ กันโดยถ้วนหน้า
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
ถ้าใช่ถ้าชอบ...ฝากกดหัวใจหรือกดติดตามนิยาย
หัวใจและการติดตามของนักอ่าน ช่วยให้นักอ่านคนอื่นๆ ผ่านเข้ามาเห็นนิยายเรื่องนี้ได้มากขึ้น...ขอบคุณครับ
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy