ตำหนักอู่หลง(07.45)
ในห้องรับสำรับเช้าของวันนี้มีอาหารโปรดของบุตรทั้งสามวางอยู่ตรงกลาง เ้าเฟิ่งเซียนรู้สึกเจริญอาหารยิ่งนักไข่หวานๆที่ท่านแม่ทำรสชาติดียิ่งกว่าสิ่งใดบนนี้ นางเคยถามว่าสิ่งนี้เรียกว่าอะไร? ท่านแม่ตอบกลับมาว่า ‘มันคือไข่ลูกเขย’ วิธีการทำช่างยุ่งยากซับซ้อนเกินกว่า ‘จอมยุทธ’ อย่างนางจะเข้าใจ เ้าเฟิ่งเซียนเคยกล่าวไว้ว่าเื่งานครัวลูกขอละเว้นซึ่งท่านแม่และท่านพ่อก็มิได้ว่ากล่าวอันใดเพราะเหตุผลร้อยแปดตามความคิดของนางมักจะถูกนำมาอ้างได้เสมอ เช่น 'ลูกเป็องค์หญิงแม่ครัวในโรงครัวก็มีเยอะแยะมากมายจะเพิ่มลูกให้เข้าไปเกะกะเรียนทำอาหารทำไมเ้าคะ’ และเมื่อท่านตาถามว่า ‘แล้วเ้าออกเรือนไปจะมิคิดทำอาหารมัดใจสามีรึ’ เ้าเฟิ่งเซียนฟังก็หัวเราะร่า ‘ท่านลุงป๋อหลิง(ฮองเฮา)ยังทำอาหารไม่เป็ หลานก็ไม่เห็นว่าท่านลุงหย่งอี้(ฮ่องเต้)จะเดือดร้อนสิ่งใดแต่กลับทั้งรักทั้งหลงท่านลุงป๋อหลิงมากมายเสียอย่างนั้น คงมิใช่อาหารแล้วกระมังที่ใช้มัดใจสามี’ แล้วผู้ที่ได้ฟังในวันนั้นก็หมดคำจะกล่าว
“ท่านพ่อขอรับ” เ้าหยางหลงเงยหน้ามองท่านพ่อทั้งสอง “ลูกอยากขึ้นเขาไปเรียนที่สำนักไท่ซาน”
สายตาทุกคนบนโต๊ะรีบมองไปยังเ้าเฟิ่งเซียน ‘คนติดพี่ชาย’ เห็นนางทำเป็กินอาหารเหมือนไม่สนใจ แต่ก็ไม่มีใครวางใจ
“ไปกับรัชทายาทใช่หรือไม่?” จวิ้นอ๋องถามขึ้นมาแต่ตามมองบุตรสาว
“ขอรับ”
“นานเท่าใด?” ชินอ๋องเ้าหย่งเจี้ยนถามแต่ตามองบุตรสาว
“คาดว่าคงจะเป็สองปีขอรับ”
แกร่กๆๆ เสียงวางตะเกียบของคนที่ทุกคนจับตามองถูกวางลงบนโต๊ะพร้อมกับริมฝีปากบางของแฝดน้องขยับพูดดังขึ้น
“ข้าให้เ้าไปปีเดียวหยางหลง ถ้าไปสองปีแน่นอนว่าจะต้องให้ข้าไปด้วย” เ้าเฟิ่งเซียนยอมถอยออกมาหนึ่งก้าว
“ปีเดียวจะไปร่ำเรียนกำลังภายในจนถึงขั้นห้าได้อย่างไรเล่า?” คนถูกสั่งฮึดฮัด
“เช่นนั้นก็อย่าหวังว่าจะได้ไปคนเดียว!!”
ชินอ๋องถอนหายใจกับความเอาแต่ใจของฝาแฝดคนรอง เื่เช่นนี้จะให้กล่าวโทษใครได้เป็เพราะเขาไม่ได้คอยดูแลอบรมสั่งสอนบุตรสาวคนนี้อย่างเข้มงวดจึงทิ้งให้ ‘จวิ้นอ๋อง' คนเห่อลูก เลี้ยงดูอย่างตามใจ ในวัยเยาว์ไม่ว่านางจะถือดาบไม้ไล่ฟาดฟันผู้ใดจวิ้นอ๋องเป็หัวเราะชอบใจอยู่ทุกครั้งมิเคยห้ามปราม
“ความจริงพ่อก็มิได้อยากให้หยางหลงต้องไปเพียงผู้เดียวหรอก หากไม่ติดว่าสำนักบนเขาไท่ซานเป็สำนักกระบี่ของบุรุษพ่อก็คงอนุญาตให้เ้าไปกับพี่ใหญ่ของเ้าแล้ว” อาศัยการพูดหว่านล้อมชักจูงนาง
“ลูกอยากไปกับหยางหลงนะเ้าคะท่านพ่อ เราให้ท่านลุงหย่งอี้(ฮ่องเต้)ส่งข้อความถึงเ้าสำนักบนเขาไท่ซานได้หรือไม่ว่าให้ลูกติดตามไปด้วย” เ้าเฟิ่งเซียนเปลี่ยนมาออดอ้อน
ชินอ๋องมีสีหน้าหนักใจ “จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร เ้าสำนักหาใช่คนที่เราจะไปบังคับข่มขู่เช่นนั้นได้ กฎก็ต้องเป็กฎ”
“เช่นนั้นลูกจะเข้าไปอย่างบุรุษ..ตามกฎ!!!”
บุรุษทั้งหมดบนโต๊ะอาหารทำตาโตเบิกกว้าง จวิ้นอ๋องเ้าหย่งเซิงยกมือขึ้นกุมขมับ ‘เขาคงจะเลี้ยงบุตรสาวมาแบบผิดๆ’
ท่านแม่จูเหม่ยเซียนมีสีหน้าเคร่งขรึม ถึงแม้นางจะเคยบอกเคยสอนฝาแฝดทั้งสองว่าสตรีในยุคสมัยที่นางจากมา บุรุษทำสิ่งใดสตรีย่อมทำได้ไม่แตกต่าง แต่ในยุคสมัยเหมือนยุคโบราณเช่นนี้หาได้กระทำได้ไม่และตัวนางเองรู้ดีว่าสวามีทั้งสองไม่เคยแม้แต่คิดจะทำโทษบุตรเลยสักคน “หากเ้าก้าวขาออกจากเมืองหลวงแม่จะทำโทษเ้า ให้ไปอยู่อารามซงกวนนุ่งขาวห่มขาวเท่ากับเวลาที่เ้าก้าวออกไปเลยคอยดู” มองหน้าบุตรสาวเขม็ง แม้ลึกๆในใจจะสงสารเฟิ่งเอ๋อร์ไม่น้อยแต่ก็ต้องทำ
ไร้คำพูดจาออกมาแม้เพียงครึ่งคำ เ้าเฟิ่งเซียนมองท่านแม่อย่างตัดพ้อ หลังจากนั้นนางก็ไม่กล่าวคำใดออกมาอีกจนทุกคนต่างพากันแยกย้าย..ทุกอย่างดูอึมครึมไปหมด
บนรถม้าระหว่างทางไปสำนักศึกษาไม่ไกลจากวังหลวง ฝาแฝดสองคนต่างก็จมอยู่ในความคิดของตนเอง เ้าหยางหลงมองน้องสาวเป็ระยะๆอย่างเห็นใจ แม้จะรับรู้อยู่แล้วว่านางมักจะตามติดพี่ชายเช่นตนไปทุกที่แต่เื่ที่ตนเองเป็บุรุษและนางเป็สตรีมันคือความจริงที่มิอาจจะปฏิเสธได้ ถ้าหากสำนักศึกษาบนเขาไท่ซานเป็ดังเช่นในเมืองหลวงก็คงจะง่ายดายกว่านี้ ในความเป็จริงสำนักศึกษาที่ทั้งสองคนร่ำเรียนอยู่ได้แยกฝั่งชายหญิงไว้อย่างชัดเจนแต่ด้วยเพราะท่านอาจารย์ยังคงไว้หน้าท่านพ่อทั้งสองอยู่อีกทั้งนางเป็ถึงหลานรักของฮ่องเต้จึงได้สิทธิพิเศษให้มานั่งเรียนร่วมกันกับพี่ชายได้หาใช่ไปนั่งเรียนเย็บปักทางฝั่งสตรี ทุกวันนี้หากใบหน้านางไม่ฉายแววงดงามเขาคงจะคิดว่าตนเองมีน้องชายฝาแฝดด้วยซ้ำและสาเหตุที่ต้องร้องขอขึ้นไปบนเขานั้นเป็เพราะการประลองเลื่อนขั้นที่ผ่านมาพลังลมปราณของตนเองไม่มีการคืบหน้ารั้งอยู่เพียงแค่ขั้นสอง ท่านพ่อเคยบอกว่าสมัยก่อนตอนที่ยังมิมีสำนักศึกษาในเมืองหลวงเสด็จพ่อทั้งสองได้ขึ้นเขาฝึกวิชาั้แ่สิบหนาว ฝีเท้าวิชาตัวเบานั้น..เบาดุจปุยนุ่น พลังลมปราณแข็งแกร่งขั้นห้าแต่จะให้ท่านพ่อสอนตลอดไปคงจะมิใช่เื่ดีเพราะท่านพ่อทั้งสองมีภารกิจบ้านเมืองมากมายที่ต้องจัดการเพื่อช่วยให้ท่านลุงปกครองแคว้นได้ง่ายขึ้น
“คิดสิ่งใดอยู่รึเฟิ่งเอ๋อร์”
ผู้ถูกถามเงยหน้าขึ้นมอง สีหน้าและแววตาของนางดู ‘เ้าเล่ห์’ แบบแปลกๆหากผู้ใดคิดว่านางจะใสซื่อเหมือนดวงตากลมโตที่คอยใช้หลอกล่อก็คงคิดผิด “กำลังคิดว่าจะใช้สิ่งใดทาหน้าตาให้ดูเหมือนบุรุษดี”
พี่ชายใกับตำพูดนั้นอย่างแรง ความคิดสงสารก่อนหน้าหายวับไปกับตา “เ้ายังคิดที่จะตามข้าไปอยู่รึ?”
“เป็เช่นนั้น..พี่ใหญ่ว่าข้าควรจะปิดหน้าปิดตาไปดีหรือไม่?”
เ้าหยางหลงเหลือกตามองบน “มิใช่ว่าท่านแม่กล่าวเตือนเ้าไว้มิใช่รึ? ว่าถ้าหากเ้าออกจากเมืองหลวงไป ขากลับมาเ้าจะต้องไปสำนึกตนบนอารามแม่ชีซงกวนเท่ากับเวลาที่เ้าไม่อยู่” เริ่มขมวดคิ้ว
“เผื่อจะถึงยามนั้นก็อีกตั้งสองปี แล้วพี่คิดว่าถ้าหากท่านแม่ให้ข้าไปอยู่ที่อารามซงกวน แล้ววันปักปิ่นข้าเล่า?..ทุกคนจะขึ้นไปปักปิ่นบนอารามรึ? แหล่งที่อยู่ของนักบวชมากมายข้าว่ามันคงจะยิ่งวุ่นวาย5555ไปสำนึกตนหรือบวชเป็ชีก็ต้องทำตามกฎของอารามอย่างเคร่งครัดแล้วผู้ใดจะอนุญาตให้ข้าลงมาแต่งกายสวยงามรอวันปักปิ่นจนเสร็จก็ขึ้นไปบวชชีต่อกันเล่า” นางเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ
เ้าหยางหลงคิดตามคำพูดนาง ยามนี้พวกเขาสิบเอ็ดหนาว ขึ้นไปร่ำเรียนวิชาสองปีถ้ากลับลงมาคงจะเกินสิบสามหนาวและพอถึงสิบห้าหนาวนางก็ต้องปักปิ่นเตรียมพร้อมเป็สตรีที่สามารถจะออกเรือนได้ เขาหรี่ตามองน้องสาว ‘นางคงคิดมาแล้ว’ ว่าเวลามันช่างพอดี
“หรือถ้าหากข้าอยู่บนอารามสองปีจริงแน่นอนว่าข้าจะไม่มีชายใดกล้ามาสู่ขอแน่ๆ..พี่คิดว่าท่านแม่กับท่านพ่อจะยอมได้รึ?” นางหัวเราะเสียงดังลั่น “ไหนๆข้าก็บอกท่านแม่กับท่านพ่อแล้วว่าข้าจะปลอมตัวเป็ชายแล้วไปกับพี่…ข้าก็จะทำแน่ๆ” ตบไหล่พี่ชาย ปุๆๆ!!! “ระหว่างนี้อย่าเสียเวลาคิดเื่อื่นเลยนะ พี่มาช่วยข้าคิดเื่แต่งเป็บุรุษยังไงไม่ให้ถูกจับได้จะดีกว่า”
ไร้คำจะกล่าวต่อ…. ‘ข้าหนีน้องสาวคนนี้ไปไหนไม่ได้จริงๆ’