ย่างเงาลอดจันทร์อันตรายเพราะทิ้งร่องรอย แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็เป็นวิชาแรกที่ทำให้เขาออกจากตำแหน่งเดิมก่อนแรงไล่ตามทัน หากไม่มีมัน เขายังเป็นเพียงผู้ฝึกเปิดชีพจรต้นขั้นที่ร่างกายผิดปกติและติดอยู่ใต้เหวลึก ต่อให้มีวงปราณย้อนทาง เขาก็ยังไม่มีวิธีใช้มันในการเคลื่อนไหวจริงมากพอ
ไป๋หลีอิงเดินกลับมาหยุดตรงหน้าเขา ก้าวของนางช้ากว่าปกติเล็กน้อยเพราะบาดแผล แต่ไม่เสียจังหวะ นางยกมือขึ้น แสงสีเงินบาง ๆ ปรากฏขึ้นเหนือพื้นหิน เป็นรอยจันทร์เสี้ยวเล็กมาก คล้ายร่องรอยที่เย่เทียนทิ้งไว้เมื่อครู่
“นี่คือรูปเดิม” นางกล่าว “เมื่อเจ้าก้าวตามแก่นวิชาโดยไม่ปิดร่องรอย เงาจะทิ้งเศษจันทร์ไว้ ผู้ฝึกทั่วไปไม่เห็น ผู้ฝึกระดับต่ำอาจคิดว่าเป็นแสงสะท้อน แต่คนที่รู้จักมันจะจำได้”
เย่เทียนมองรอยนั้น “แล้วถ้าข้ากลบมันทั้งหมด”
ไป๋หลีอิงสะบัดนิ้ว รอยจันทร์หายไป เหลือเพียงเงาเรียบไร้แสง
“ลอง”
เย่เทียนชะงักเล็กน้อย เขาเข้าใจความหมายของนางแล้ว นางไม่ได้จะอธิบายด้วยคำพูดจนจบ นางต้องการให้เขาพิสูจน์ด้วยร่างตนเองว่า การใช้วิชาให้ได้กับการซ่อนวิชาให้มิด ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
เขาหลับตาลงครึ่งหนึ่ง ปล่อยลมหายใจภายในจมลง ท้องน้อยรับแรงต่ำ วงปราณย้อนทางเริ่มหมุน ผ่านรากซ่อนข้างลำตัวซ้าย แล้ววกกลับสู่ทางหลัก ในจังหวะที่วงยังไม่ปิดสนิท เขาก้าวออกไป คราวนี้เขาพยายามกดแสงและร่องรอยทุกอย่างไว้ ไม่ให้เงาทิ้งเศษจันทร์ ไม่ให้ปราณกระเพื่อมออกนอกร่าง
ผลคือร่างหนักลงทันที
ก้าวที่ควรเบากลายเป็นฝืดเหมือนย่ำโคลน เท้าของเขาแตะพื้นช้ากว่าจังหวะที่ควรครึ่งลมหายใจ เงาบนพื้นไม่ทิ้งรอยจันทร์ก็จริง แต่ก็ไม่ได้ตามไม่ทันอีกต่อไป มันเคลื่อนไปพร้อมร่างอย่างทื่อ ๆ เหมือนการเดินธรรมดาที่ฝืนให้เงียบเท่านั้น
ไป๋หลีอิงกล่าว “เจ้ากลบรอยได้ แต่ฆ่าวิชาไปด้วย”
เย่เทียนหายใจออกช้า ๆ ความเจ็บตื้อข้างลำตัวซ้ายไม่มาก แต่ความหงุดหงิดในอกกลับชัดกว่าเดิม เขากลับไปยืนจุดเดิมแล้วเริ่มใหม่
ครั้งที่สอง เขาปล่อยแก่นวิชาเต็มขึ้นเล็กน้อย ร่างเบาขึ้น เงาช้ากว่าครึ่งจังหวะ แต่ทันทีที่เท้าแตะพื้น รอยสีเงินจาง ๆ ก็ปรากฏบนเงาเหมือนเศษจันทร์ที่หลุดจากปลายแขนเสื้อ
“ชัดเกินไป” ไป๋หลีอิงกล่าว
ครั้งที่สาม เขาพยายามหาจุดกึ่งกลาง ไม่กดจนท่าตาย ไม่ปล่อยจนรอยชัด เขารอช่องว่างของวงปราณย้อนทางให้บางกว่าเดิมแล้วก้าวออกไป ร่างขยับได้เบาขึ้นเพียงเล็กน้อย เงาช้าเพียงเสี้ยวเดียว และรอยจันทร์บนพื้นจางจนแทบมองไม่เห็น
แต่ยังมี
ไป๋หลีอิงย่อตัวลง แตะปลายนิ้วบนรอยนั้น “ยังเหลือร่องรอยมากพอให้คนมีตาดูออก”
เย่เทียนมองรอยจางนั้น รู้สึกเหมือนกำลังพยายามปิดกลิ่นเลือดขณะยังมีแผลเปิดอยู่ ต่อให้เขาปิดผ้าแน่นเพียงใด คนที่คุ้นกับกลิ่นเลือดก็ยังอาจได้กลิ่น
“ถ้าเช่นนั้นต้องเปลี่ยนอะไร” เขาถาม “ถ้าใช้แก่นเดิมก็ทิ้งรอย ถ้ากลบรอย ท่าก็ตาย”
ไป๋หลีอิงลุกขึ้น “เพราะเจ้ายังพยายามใช้เงาของข้า แล้วปิดมันภายหลัง”
คำพูดนั้นทำให้เย่เทียนนิ่งไป
นางไม่ได้พูดต่อทันที แต่ยกมือขึ้น แสงสีเงินในอากาศแยกเป็นสองเส้น เส้นแรกโค้งงามเหมือนจันทร์เสี้ยว เส้นที่สองบิดเอียงเล็กน้อย ไม่งดงามเท่า แต่เคลื่อนไปตามจังหวะที่แปลกกว่า
“รูปเดิมของย่างเงาลอดจันทร์ทิ้งรอยจันทร์ เพราะรากวิชามาจากเส้นทางของข้า” นางกล่าว “เจ้าใช้รากนั้นไม่ได้อยู่แล้ว จึงไม่ควรพยายามซ่อนรอยของข้า เจ้าต้องทำให้รอยนั้นไม่เกิดตั้งแต่ต้น”
“ทำอย่างไร”
“เปลี่ยนจุดที่เงาขาด”
เย่เทียนขมวดคิ้วเล็กน้อย
ไป๋หลีอิงชี้ลงที่พื้น “รูปเดิมทำให้เงาตามร่างไม่ทันโดยอาศัยจังหวะระหว่างแสงกับเงา ร่องรอยจึงเป็นจันทร์ แต่สำหรับเจ้า วงปราณย้อนทางไม่ได้ดึงร่างออกจากแสง มันดึงแรงไล่ตามให้ค้างอยู่ที่จุดเดิมก่อน แล้วให้ร่างเคลื่อนผ่านช่องว่างนั้น ถ้าเจ้าเข้าใจส่วนนี้ รอยที่เหลือไม่จำเป็นต้องเป็นจันทร์”
เย่เทียนฟังแล้วค่อย ๆ เข้าใจ
เขาไม่จำเป็นต้องทำให้ “เงาจันทร์” ของนางหายไปภายหลัง แต่ต้องไม่เดินบนเงาจันทร์ตั้งแต่แรก เขาต้องใช้แก่นเดียวกันเพื่อสร้างรอยที่ไม่เหมือนเดิม หรือดีที่สุด คือทำให้คนที่เห็นไม่รู้ว่ารอยนั้นมาจากอะไร
“แปลว่าข้าไม่ควรเลียนแบบความงามของท่า”
“ใช่” นางกล่าว “งามเกินไปมักจำง่าย”
เย่เทียนเกือบหลุดยิ้มกับประโยคนั้น แต่เห็นสีหน้าของนางแล้วกลืนรอยยิ้มกลับไป เขารู้ว่านางไม่ได้ตั้งใจพูดให้ขำ นางพูดจากประสบการณ์จริง
เขากลับไปยืนจุดเดิมอีกครั้ง คราวนี้ไม่มองหาจังหวะของจันทร์เสี้ยว ไม่คิดถึงเส้นโค้ง ไม่คิดถึงเงาที่ควรช้ากว่าร่างอย่างงดงาม เขาหลับตาและฟังวงปราณย้อนทางในร่าง ท้องน้อยรับแรงต่ำ รากซ่อนข้างลำตัวซ้ายตื่นขึ้น ความอุ่นตื้อแผ่เข้าสู่ทางหลัก เขารอช่องว่างก่อนวงปิดสนิท แต่แทนที่จะก้าวให้เงาขาดตามรูปเดิม เขากดแรงไล่ตามไว้ที่จุดเดิมเพียงเสี้ยวหนึ่ง แล้วปล่อยให้ร่างเคลื่อนเฉียงออกไปในแนวที่ไม่ใช่เส้นจันทร์
ก้าวนั้นไม่งดงาม
มันเอียงเล็กน้อย สั้นกว่าที่ควร และเงาบนพื้นไม่ได้ช้าตามวิชาดั้งเดิมอย่างชัดเจน แต่ร่างของเย่เทียนออกจากตำแหน่งเดิมได้จริง เสียงเท้ากระทบพื้นเบามากจนแทบกลืนกับลมหายใจ และเมื่อเขาหันกลับไปมอง ตรงเงาที่เคยยืนอยู่ไม่มีรอยจันทร์ มีเพียงเงาสั่นจาง ๆ เหมือนแสงสะท้อนบนหินดำ
ไป๋หลีอิงมองพื้นอยู่นาน
เย่เทียนไม่กล้าถามทันที เพราะก้าวเมื่อครู่ดูไม่เหมือนสำเร็จเต็มที่ มันไม่สวย ไม่เร็ว ไม่ชัด แต่ในร่างของเขา วงปราณย้อนทางยังคงโคจรต่อเนื่อง และทางซ่อนไม่ปวดแปลบเหมือนครั้งก่อน ๆ
“ใช้ได้หรือไม่” เขาถามในที่สุด
ไป๋หลีอิงตอบ “ยังหยาบ”
เย่เทียนพยักหน้า เขาเดาไว้แล้ว
“แต่เป็นของเจ้า”
ประโยคต่อมาทำให้เขานิ่งไป
ไป๋หลีอิงยกมือขึ้น เงาสั่นจาง ๆ บนพื้นหายไป นางไม่ได้พูดว่าดี ไม่ได้ชมว่าเขาเข้าใจเร็ว แต่คำว่า “เป็นของเจ้า” หนักพอให้เย่เทียนรู้สึกว่าตนเพิ่งวางหินก้อนแรกของเส้นทางใหม่ลงด้วยมือของตนเองจริง ๆ
เขาก้มมองเท้าตัวเอง
นี่ไม่ใช่ย่างเงาลอดจันทร์เต็มรูป
มันเป็นเพียงก้าวเอียง ๆ หนึ่งก้าวที่ขโมยแก่นของวิชาออกมา แล้วโยนรูปความงามและเงาเดิมของวิชาทิ้งไปบางส่วน
“อีกครั้ง” นางกล่าว
เขาเริ่มใหม่
คราวนี้เขาไม่ตั้งใจทำให้ก้าวเหมือนเดิมทุกครั้ง เพราะยิ่งพยายามทำให้เหมือนเดิม ร่องรอยก็ยิ่งกลับไปเป็นรูปที่จำง่าย เขาต้องรักษาแก่น แต่ปล่อยให้รูปเปลี่ยนตามสภาพพื้น ตามลมหายใจ ตามธรรมชาติรอบตัว และตามจังหวะวงปราณย้อนทางในร่างของตนเอง
ครั้งหนึ่งก้าวสั้นเกินไปจนแทบไม่มีผล
ครั้งหนึ่งก้าวเอียงมากไปจนเสียสมดุล
ครั้งหนึ่งเขากดแรงไล่ตามได้ดี แต่ปล่อยร่างช้าไป เงาจึงตามทันในทันที
อีกครั้งหนึ่ง รอยจันทร์จาง ๆ โผล่ขึ้นมาเพราะเขาเผลอกลับไปใช้รูปเดิมโดยไม่รู้ตัว ไป๋หลีอิงลบมันทันที สีหน้าของนางไม่เปลี่ยน แต่เย่เทียนรู้ว่าความผิดพลาดนั้นอันตรายกว่าการล้ม
หลายชั่วยามผ่านไปเมื่อทางซ่อนข้างลำตัวซ้ายเริ่มตึงเกิน ไป๋หลีอิงจึงให้เขาหยุด นางไม่ได้ใช้น้ำค้างจันทร์เย็นทันที เพียงให้เขานั่งลงและใช้วงปราณย้อนทางประคองร่องทางด้วยตนเองก่อน นี่เป็นบทเรียนอีกแบบหนึ่ง นางไม่อาจใช้ทรัพยากรสมานให้เขาทุกครั้ง
เย่เทียนนั่งนิ่งอยู่พักใหญ่ จนความปวดค่อยๆ ลดลง เขาลืมตาขึ้น เห็นไป๋หลีอิงนั่งพิงแท่นหินอยู่ไม่ไกล สีหน้าของนางซีดลงเล็กน้อยหลังยืนสอนต่อเนื่องเป็นเวลานาน แต่นางยังมองพื้นตรงที่เขาฝึกอยู่ ราวกับกำลังคำนวณสิ่งที่ยังไม่ควรถูกใครเห็น
“ผู้ที่ตามหาท่าน” เย่เทียนกล่าวหลังเงียบอยู่นาน “พวกเขาเป็นคนระดับใด”
ไป๋หลีอิงไม่ตอบทันที
คำถามนี้ไม่ใช่ความอยากรู้อยากเห็นอย่างเดียวอีกต่อไป มันเกี่ยวกับความเสี่ยงของเขาด้วย หากเขาเรียนวิชาของนาง หากก้าวของเขาอาจทิ้งร่องรอยให้อีกฝ่ายตามมา เขาก็จำเป็นต้องรู้ขอบเขตของอันตราย แม้จะรู้เพียงเล็กน้อยก็ตาม
นางหลุบตามองซองเข็มจันทร์ข้างตัว “สูงกว่าที่เจ้าควรพบตอนนี้มาก”
คำตอบนั้นคลุมเครือ แต่เพียงพอ
เย่เทียนไม่ได้ถามชื่อ ไม่ถามสังกัด ไม่ถามว่าทำไมนางถูกตามหา เขาเห็นแล้วว่าคำถามเหล่านั้นยังไม่ใช่สิ่งที่ตนรับไหว เขาจึงถามอีกอย่างแทน
“ถ้าพวกเขาเจอข้าก่อนเจอท่าน?”
“อย่าให้เกิดขึ้น”
“ข้าหมายถึงถ้าเลี่ยงไม่ได้”
คราวนี้ไป๋หลีอิงมองเขาตรง ๆ “อย่าพยายามพิสูจน์ตนเองต่อหน้าคนที่ฆ่าเจ้าได้ด้วยการมองครั้งเดียว หนี ซ่อนรอย และจำไว้ว่าเจ้ามีชีวิตอยู่สำคัญกว่าศักดิ์ศรีในวันนั้น”
เย่เทียนรับคำอย่างเงียบ ๆ
นี่ไม่ใช่คำพูดปลุกใจ แต่เป็นคำสั่งสำหรับคนอ่อนแอที่ยังต้องรอดเพื่อเติบโต เขาไม่รู้สึกเสียหน้า เพราะหลังจากได้ยินเรื่องโลกด้านนอก ได้รู้ว่าเด็กวัยเดียวกันจากตระกูลใหญ่บางแห่งอาจไปไกลกว่าเขามาก เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า การไม่อวดเก่งไม่ใช่ความขี้ขลาด แต่เป็นสติที่คนยังเล็กต้องมี
พักได้ไม่นาน ไป๋หลีอิงก็ให้เขาลุกขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้นางไม่ได้ให้ก้าวบนพื้นว่างเปล่า นางหยิบเศษผ้าขาดสามชิ้นจากเสื้อชั้นนอกของเย่เทียนที่เคยฉีกไว้ แล้วโยนลงบนพื้นคนละตำแหน่ง
“สมมติว่านี่คือสายตาของคนสามคน” นางกล่าว “เจ้าต้องผ่านจุดกลาง โดยไม่ให้เงาของเจ้าหยุดอยู่ตรงหน้าผ้าชิ้นใดนานเกินหนึ่งลมหายใจ”
เย่เทียนมองเศษผ้าทั้งสาม “ถ้าทำไม่ได้?”
“พวกเขาจะเห็น”
ไม่ต้องอธิบายมากกว่านั้น
เขาเริ่มก้าวอีกครั้ง คราวนี้ยากกว่าเดิม เพราะไม่ใช่แค่ซ่อนรอยวิชา แต่ต้องคำนึงถึงมุมมองของคนอื่นด้วย หากเขาก้าวดีแต่เงาค้างตรงหน้าผ้าชิ้นหนึ่งนานเกินไป ก็ถือว่าพลาด หากเขาหลีกมุมมองได้แต่ร่างเสียจังหวะ ก็ไม่มีประโยชน์ หากเขาใช้รูปเดิมของย่างเงาลอดจันทร์มากเกินไป รอยจันทร์จะปรากฏและไป๋หลีอิงจะสั่งหยุดทันที
การฝึกนี้ทำให้เย่เทียนเริ่มเห็นสิ่งหนึ่งชัดขึ้น วิชาท่าร่างไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกาย แต่เป็นเรื่องของสายตาผู้อื่นด้วย คนที่วิ่งเร็วอาจยังถูกมองเห็น คนที่หลบได้อาจยังทิ้งรอยให้ตาม และคนที่คิดว่าตนหายไป อาจเพียงหายจากสายตาของคนอ่อนกว่าเท่านั้น
ครั้งหนึ่งเขาผ่านจุดกลางได้โดยไม่ทิ้งรอยจันทร์ แต่เงาค้างตรงหน้าผ้าชิ้นซ้ายเกินไป ไป๋หลีอิงขยับนิ้ว เศษผ้านั้นลอยขึ้นแตะหน้าผากเขาเบา ๆ
“ตาย”
เย่เทียนยืนค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบผ้าชิ้นนั้นวางกลับที่เดิม
“อีกครั้ง”
เขาไม่รู้ว่าพูดคำนี้เองตั้งแต่เมื่อใด แต่เมื่อพูดออกมาแล้ว ก็รู้สึกเหมือนนั่นเป็นคำที่ควรพูดที่สุด
ครั้งถัดมา เขาตายอีก
ครั้งต่อมา เขารอดจากผ้าชิ้นซ้าย แต่ถูกผ้าชิ้นขวา “เห็น”
อีกหลายครั้งผ่านไป เขาจึงผ่านจุดกลางได้โดยไม่มีผ้าชิ้นใดขยับ เงาของเขาไม่ทิ้งรอยจันทร์ มีเพียงเงาสั่นคล้ายแสงสะท้อนบนหินดำ และตัวเขาไปยืนอยู่ปลายทางด้วยลมหายใจที่แทบขาดช่วง
ไป๋หลีอิงมองเศษผ้าทั้งสามที่นิ่งอยู่บนพื้น ก่อนกล่าวว่า “หนึ่งครั้ง”
เย่เทียนหอบหายใจ “ข้ารู้ว่ายังห่างจากคำว่าทำได้”
“ดีที่รู้”
หากเป็นก่อนหน้านี้ คำตอบนี้อาจทำให้เขารู้สึกถูกตัดกำลัง แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกมั่นคงกว่าเดิม เพราะเขาเริ่มเข้าใจว่าทุกคำตัดสั้นของนางไม่ได้มีไว้ทำให้เขาเล็กลง แต่มีไว้กันไม่ให้เขาหลอกตัวเองใหญ่เกินจริง
เวลาผ่านไปจนวงแสงรอบตัวเริ่มอ่อนลงเล็กน้อย ไป๋หลีอิงจึงยุติการฝึก เย่เทียนนั่งลงข้างแท่นหิน เหงื่อเย็นซึมทั่วแผ่นหลัง ขาทั้งสองหนักเหมือนไม่ใช่ของตนเอง แต่ภายในร่าง วงปราณย้อนทางยังหมุนอยู่ช้า ๆ แม้จะไม่สม่ำเสมอ มันไม่แตกทันทีเหมือนช่วงแรก และทางซ่อนก็ยังอยู่ในขอบที่เขาประคองได้
นี่ไม่ใช่การทะลวงขั้น
แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีใช้ร่าง
ไป๋หลีอิงหยิบถ้วยน้ำขึ้นจิบเล็กน้อย ท่าทางของนางเหมือนพยายามซ่อนความเหนื่อย แต่เย่เทียนเห็นนิ้วของนางสั่นเพียงเล็กน้อย เขาลุกขึ้นไปหยิบผ้าชุบน้ำมาให้เหมือนเดิมโดยไม่ถาม นางรับไปครั้งนี้ ไม่ปฏิเสธ และไม่บอกว่าไม่จำเป็น
ความเงียบระหว่างทั้งสองจึงต่างจากวันแรกอย่างมาก
เย่เทียนไม่รู้ว่าความสัมพันธ์เช่นนี้ควรเรียกว่าอะไร นางยังไม่ได้รับเขาเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ เขาเองก็ยังไม่รู้ที่มา ไม่รู้ศัตรู ไม่รู้แม้แต่ว่าหลังออกจากหุบเขานี้แล้วจะได้พบนางอีกหรือไม่ แต่ทุกครั้งที่นางใช้ทรัพยากรของตนช่วยประคองรากฐานของเขา ทุกครั้งที่เขาช่วยนางจัดยาและเฝ้าลมหายใจ ทุกครั้งที่คำสั่งสั้น ๆ ของนางทำให้เขาพัฒนาไปอีกก้าวหนึ่ง บางสิ่งระหว่างทั้งสองก็แน่นขึ้นทีละน้อย
ไป๋หลีอิงวางผ้าชุบน้ำลงข้างตัว แล้วกล่าวเสียงเบา “ตั้งแต่วันนี้ เจ้าฝึกวิชานี้เพื่อซ่อนมัน ไม่ใช่เพื่ออวดมัน”
เย่เทียนพยักหน้า “และเพื่อรอด”
“ใช่..เพื่อรอด”