บทที่ 46 การกลับสู่แดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่
ลูกนกตัวน้อยสีเหลืองยืนอยู่บนบ่าของชายหนุ่ม กระโดดโลดเต้นและร้องเจื้อยแจ้ว ขนสีทองสองเส้นบนหัวสั่นไหวไปมา แสดงความไม่พอใจต่อฉายา ‘ไก่ผู้งดงาม’ *[1]
ฉู่ซิวทำท่าไม่สนใจมัน ในยามนี้บาดแผลบนร่างกายของเขากำลังฟื้นตัวด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มือขวาก็ใช้เคล็ดวิชากำจัดสิ่งสกปรกและฝุ่นผงบนร่างกาย จากนั้นก็หยิบเสื้อคลุมตัวใหม่ออกมาจากถุงเก็บของ
รวบผมสีดำยาวไว้ด้านหลังอย่างลวก ๆ กายของเขาปราศจากกลิ่นอายของการฆ่าฟัน บุคลิกลอยล่องดุจเทพอันสูงส่งที่ถูกเนรเทศมายังโลกมนุษย์ เขาก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปยังลานส่งตัว
เมื่อหมอกจางหายไป รุ้งงามก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า งดงามตระการตายิ่งนัก
“ชนะแล้ว!!” เสียงโห่ร้องดังขึ้นทั่วลาน
“มารทั้งหมดถูกศิษย์พี่ฉู่ซิวสังหาร”
“ศิษย์พี่ฉู่ซิวไร้เทียมทาน...”
“ศิษย์พี่ฉู่...”
บรรดาศิษย์น้องต่างตื่นเต้นใจจนใบหน้าแดงก่ำ ส่งเสียงเรียกชื่อฉู่ซิวไม่หยุด พลางมองไปที่ร่างสูงโปร่งนั้น เย่ฝานเองก็เต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
“แข็งแกร่งยิ่งนัก! เอ้ะ! ข้ากลายเป็นผู้สังเกตการณ์อีกแล้วหรือนี่?” เขากำหมัดขวาแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยแววต่อสู้
“ข้าจะต้องเหนือกว่าเจ้า ต้องกลายเป็นตัวเอกให้ได้” หางตาเหลือบมองข้างกาย ซูหรูเสวี่ยดวงตาชื้นไปด้วยหยาดน้ำตา แก้มแดงระเรื่อ
เมื่อเห็นภาพตรงหน้าในใจของเย่ฝานก็รู้สึกขมขื่นยิ่งนัก ลานกว่างไท่ซู่เต็มไปด้วยเสียงอึกทึก บรรดาศิษย์และผู้เฒ่าพูดคุยกันอย่างคึกคัก
“ดุดันยิ่งนัก เรียกสายฟ้าลงมาฆ่ามารนับหมื่นนับแสนเช่นนั้น!!”
“สมกับเป็นศิษย์สืบทอดของยอดเขาอวิ๋นเซี่ย ช่างดุดันยิ่งนัก”
“ต่อไปนี้ ฉู่ซิวคือเป้าหมายที่ข้าต้องไล่ตาม”
“ข้ารู้สึกเหมือนได้เห็นการกำเนิดของขอบเขตจักรพรรดิหนุ่ม”
ซุบซิบ~
ฟังเสียงคนรอบข้างพูดคุยกัน ล้วนแต่ชมเชยฉู่ซิว ทางเจียนหลิงอวิ๋นบีบพัดไม้ไผ่สีม่วงทองชิ้นโปรดในมือจนหัก สีหน้าของเขาหม่นหมองยิ่งนัก
“ไอ้หมอนี่ ตะมีชีวิตอยู่ได้อีกกี่วันกัน!” เซียวอี้เฟิง ใบหน้ากระตุก บิดเบี้ยวน่ากลัว ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“ทำไมเจ้ายังไม่ตาย ทำไมเจ้ายังไม่ตายสักที!!” เจียนหลิงอวิ๋นเอ่ยเสียงเย็นชา
“ศิษย์พี่เซียว หาโอกาสฆ่าเขาที่นอกแดนศักดิ์สิทธิ์เถิด!”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะอยู่แต่ในแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่ออกไปไหนทั้งชีวิต”
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าศิษย์พี่ฉู่ซิว ต้องมีวิธีแก้ไขสถานการณ์แน่” ฉู่เซียวหรานถอนหายใจยาว ใบหน้างามราวหยกขาวเผยรอยยิ้มจาง และเหลือบมองไปทางเถาเหยา
ร่างบางระหงก้าวเดินอย่างงดงาม ขายาวเพรียวก้าวไปและกลายเป็นกลีบดอกไม้ พัดพาสายลมหอมโชยมาแล้วจางหายไป ออกจากลานไท่ซู่
มองภาพสะท้อนในห้วงอากาศ
เถาเหยาเม้มปากอิ่มสีชมพู มุมปากปรากฏรอยบุ๋มตื้น ๆ ชายกระโปรงสีเขียวพลิ้วไหว กลายเป็นแสงระยิบระยับ พุ่งขึ้นฟ้า
ไท่ซู่จื่อโบกแขนเสื้อภาพสะท้อนในห้วงอากาศหายไป ทางด้านหน้ามีประตูปรากฏขึ้นจากรอยแยกในอากาศ นางเดินเข้าไปพร้อมกับเฉียวเหมิงเตี๋ยจากนั้นประตูก็หายไปในชั่วพริบตา
หลังจากทั้งสองจากไป
“ฮู่...”
ผู้อาวุโสหยางซึ่งมีผมและหนวดเคราขาว ดูชราภาพ เช็ดเหงื่อเย็นที่หน้าผาก และถอนหายใจหนัก ๆ
มองไปที่โม่เฟยเหยียนด้วยรอยยิ้มขมขื่น ก่อนจะกล่าวว่า “ผู้อาวุโสโม่ ลูกศิษย์ตายไปมากมาย ข้าผิดพลาดในหน้าที่ เกรงว่าคงหนีโทษไม่พ้นแล้ว”
โม่เฟยเหยียนนั้นมีเสน่ห์ตามธรรมชาติ ผิวขาวดุจหยก รูปร่างอรชร สวมกระโปรงขนนกสีแดงเพลิง ดั่งลูกท้อที่สุกงอม แต่น้ำเสียงกลับเย็นชา
“โชคดีที่ ฉู่ซิวไม่เป็นอะไร”
“ไม่อย่างนั้น เจ้าคงต้องไปยืนหันหน้าเข้าหน้าผาไท่ซู่ตลอดชีวิตแล้ว” พูดจบ นางก็เคลื่อนกายเบา ๆ ลอยไปยังด้านล่างของลานกว้างไท่ซู่ เพื่อเตรียมต้อนรับลูกศิษย์ที่จะกลับมา
“เห้อ…” ผู้อาวุโสหยางถอนหายใจ รู้สึกว่าอนาคตนั้นมืดมนยิ่งนัก
“หึ!! เฉียวเหมิงเตี๋ย นังหญิงชั่วนั่น! โชคดีจริง ๆ ที่ได้ลูกศิษย์เหนือโลกเช่นนี้”หลิวเสวี่ยในชุดกระโปรงยาวสีม่วง ผ้าไหมสีขาวคลุมหน้า รูปร่างสูงโปร่งอรชร เอวบางจับต้องได้ อ่อนช้อยงดงามราวกับไร้กระดูก ดวงตางามเต็มไปด้วยความเย็นชา
“ต้องหาวิธีดึงมาเป็นพวกให้ได้”
‘เชื่อว่าถึงเวลานั้น นังเฉียวเหมิงเตี๋ยคงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่ ๆ!’ นางคิดในใจ ร่างค่อย ๆ เลือนหายไป...
ที่มุมลานกว้าง ร่างขาววามหันหลังจากไป
“เขาเปลี่ยนไปจริง ๆ” สวี่เทียนเจินพึมพำ สายตาของนางซับซ้อนยิ่งนัก ในใจนึกถึงคนที่มักจะมาที่ยอดเขาเทียนเจี้ยน เฝ้ามองหานาง สบตากับนางทีไรก็มักจะอายจนหน้าแดง ตั้งแต่เมื่อไรกันที่เขาเริ่มเปลี่ยนไป
คงจะตั้งแต่เขาต่อสู้กับจางเหมิงกระมัง
หลังจากถอนหายใจ นางก็จากลานกว้างไท่ซู่ไปด้วย
“ศิษญ์พี่ฉู่ซิว เป็นไรหรือไม่?” ซูหรูเสวี่ยเดินเข้ามาถามว่าเขาได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ฉู่ซิวส่ายหน้าบอกว่าตนไม่เป็นไร คนอื่น ๆ ก็เข้ามาล้อมรอบ
ใบหน้าแดงก่ำ แสดงความขอบคุณที่ฉู่ซิวช่วยชีวิตไว้
พวกเขาขอบคุณฉู่ซิวพร้อมกับรู้สึกละอาย เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อเอาชีวิตรอด พวกเขาปล่อยให้หลี่หมิงบีบฉู่ซิวออกจากค่ายกลไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย
หากมิใช่ว่าฉู่ซิวพลิกสถานการณ์กลับมาได้อย่างเหนือธรรมชาติ พวกเขาคงตายเป็นอาหารของพวกอสูรไปแล้ว
“ศิษย์พี่ฉู่ซิว ยามนี้พูดว่าขอโทษอาจจะสายไปแล้ว แต่ข้ายังคงอยากขออภัยท่าน” ชายหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้าน สวมชุดสีเขียว แขนข้างหนึ่งขาด เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าฉู่ซิว ก้มหน้าลงด้วยสีหน้าแดงก่ำ
คนอื่น ๆ ก็พากันแสดงความเสียใจ
เย่ฝานมองไปด้วยสายตาที่ซับซ้อน ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่ได้เดินเข้าไปใกล้ ทันใดนั้นก็มีงูเล็กสีขาวตัวหนึ่งโผล่ออกมาจากคอเสื้อของเขา ชูลำตัวขึ้น แลบลิ้นออกมา จ้องมองจีไท่เหม่ยบนบ่าของฉู่ซิว ด้วยดวงตากลมโตอย่างอยากรู้อยากเห็น
ปราณวิญญาณของอีกฝ่ายนั้นคุ้นเคยมาก รู้สึกเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
ฉู่ซิวยิ้มอย่างอบอุ่นดั่งแสงอาทิตย์ โบกมือพลางพูดเสียงดังว่า “ตอนนี้ข้าก็ยังเหมือนเดิม ยังมีชีวิตรอด ทุกท่านมิต้องทำเช่นนี้หรอก” เขาเป็นดั่งสุภาพบุรุษผู้อ่อนน้อมถ่อมตน มีน้ำใจอย่างมาก ทำให้ผู้คนหลงใหล
ยิ่งเขาทำตัวสบาย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนอื่น ๆ ก็ยิ่งรู้สึกผิดต่อเขามากขึ้น ตั้งแต่นี้ไป พวกเขาจะกลายเป็นผู้ติดตามของฉู่ซิวในแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ซู่
นี่คือความเก่งกาจของปีศาจฉู่
“ศิษย์พี่ฉู่ซิวเป็นคนดีจริง ๆ”
“ศิษย์พี่ฉู่ซิว ข้าอยากเป็นผู้ติดตามของท่าน”
“ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะไอ้หลี่หมิงนั่นแหละ”
“คนคนนี้ใจคอชั่วร้าย โชคดีที่มันตายด้วยน้ำมือของเผ่ามารไปแล้ว ไม่อย่างนั้นข้าจะต้องจัดการมันเอง” เมื่อมองไปยังกลุ่มคนที่ล้อมรอบ ฉู่ซิวนั้นราวกับเขาเป็นดวงจันทร์ท่ามกลางหมู่ดาว
เย่ฝานกำหมัดแน่นด้วยความอิจฉา หากข้าได้เป็นคนที่อยู่ตรงกลางกลุ่มคนพวกนั้นคงจะดีไม่น้อย
นานพอสมควร เมื่อกลุ่มคนเริ่มแยกย้าย
ฉู่ซิวก็เดินมาหาเย่ฟาน เวลานี้ในสายตาของเขา ลมปราณสีม่วงที่อยู่บนตัวเย่ฟานจางลงไปมาก ไม่เข้มข้นเหมือนตอนที่พบกันครั้งแรก พลังโชคชะตาของเย่ฟานถูกฉู่ซิวดูดซับไปไม่น้อย
“เย่ฟาน บนบ่าของเจ้าคือ?” เขาสังเกตเห็นงูขาวตัวน้อยน่ารักบนบ่าของเย่ฝาน ดวงตาของเขาเคลื่อนไหวเล็กน้อย หรือว่ามันจะเป็นอสรพิษยักษ์ที่อยู่ในถ้ำมังกรแห่งนั้น?
ถูกเย่ฝานปราบได้แล้วงั้นหรือ?
เย่ฝานยิ้มน้อย ๆ พลางลูบหัวของงูขาว
“เป็นสัตว์วิญญาณที่ข้าเพิ่งปราบได้ไม่นานมานี้เอง”
“ศิษย์พี่บนบ่าของท่านคือ?”
“อืม… มันคือจีไท่เหม่ย ก็อย่างที่เจ้าเห็น มันดูเหมือนไก่ ข้าเลยถือว่ามันเป็นสัตว์เลี้ยงของข้าโดยฝืนใจ” ฉู่ซิวพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก
“นั้มันจะมากไปแล้วนะ! เจ้าเด็กน้อย เจ้าต้องให้ความเคารพข้าบ้าง เจ้าต่างหากที่เป็นไก่! ทั้งครอบครัวของเจ้าล้วนเป็นไก่ทั้งนั้น!!” จีไท่เหม่ยพูดจาหยาบคาย โมโหจนกระโดดขึ้นสูง
“เอ่อ...” เย่ฝานกระตุกหางตา ไม่เคยเห็นลูกนกประหลาดเช่นนี้มาก่อน
“ช่างเป็นสิ่งมีชีวิต ที่น่าสนใจจริง ๆ เฮ่อเฮ่อ…” เย่ฝานหัวเราะแห้ง หลังจากพูดคุยทักทายกันครู่หนึ่ง ฉู่ซิวก็มาถึงมุมหนึ่งของลานกว้าง เขาหาพื้นที่ว่างนั่งสมาธิปรับลมปราณ สำรวจการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของตน
ปราณและเลือดคึกคัก เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ขอบเขตกงล้อสมุทรกว้างใหญ่ไพศาล แท่นวิญญาณเทพใหญ่โตน่ากลัว เทวะญาณและจิตใจมั่นคงหนักแน่นยิ่งนัก
นี่คือจุดแข็งของระบบ!
ใช้ คะแนนสะสมเพิ่มความเร็วในการก้าวข้ามขอบเขตพลัง นับว่าเหนือธรรมชาติยิ่งนัก ในเวลาสองปีหนึ่งรอบ เทียบเท่ากับการบำเพ็ญแบบปิดเป็นเวลาสองปี ไร้ซึ่งอันตรายแอบแฝง รากฐานแน่นหนายิ่ง
ประหยัดเวลาอย่างมากในการสร้างความมั่นคงให้กับขอบเขตพลัง
เวลาผ่านไป
ดวงอาทิตย์ลับฟ้าไกลลิบ ดวงจันทร์สองดวงลอยขึ้นบนฟากฟ้า สาดแสงสีเงินดั่งทรายงามเลือนฟ้า เคลือบผืนแดนลับหวงเหยาด้วยม่านแสงสีเงิน ศพของเผ่ามารนับแสนนอนกองเกลื่อนกลาดไปทั่วทุกหนแห่ง ยามราตรีในแดนลับจึงยิ่งเงียบสงัดกว่าคราใด
วันรุ่งขึ้น
แสงอาทิตย์ยามเช้าทอประกายลงมา
ลำแสงสีฟ้าพุ่งทะยานขึ้นฟ้า จากนั้นก็ค่อย ๆ แยกออก ค่อย ๆ ขยายออกเป็นประตูส่งตัวความกว้างหลายพันลี้ บรรดาลูกศิษย์ต่างโห่ร้องด้วยความดีใจ ก่อนจะเดินเข้าประตูส่งตัวนั้นอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นก็ออกจากแดนลับหวงเหยา
[1] จีไท่เหม่ย (ชื่อของลูกไก่) เมื่อแปลเป็นภาษาไทยหมายถึง ‘ไก่ผู้งดงาม’ ครับ ในที่นี้คือเป็นการแกล้งแซวเจ้ากาศักดิ์สิทธิ์ว่าเหมือนไก่