ตอนที่ 139 เลียนแบบการบ่มเพาะของมอนสเตอร์
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
แม้สิ่งที่เฟิร์สแสดงออกมาในตอนแรกจะเป็นคนหัวอ่อนทำตัวเป็นเด็กหนุ่มมือใหม่ไร้เดียงสา
แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความเผด็จการของตนเองออกมาอยู่ดี
อย่างไรก็ตามในตอนแรกเขาต้องการที่จะสังเกตผู้คนและการทำงานของแคลนเท่านั้น แต่เมื่อเข้าใจจุดประสงค์ของผู้คนที่มาที่นี่ เขาก็ยินดีที่จะสนองความต้องการของพวกเขา
ในเมื่อต้องการแกนสปีริต เขาก็จะหาแกนสปีริตมาให้พร้อมกับแสดงความสามารถของตนเองออกมา เพราะเขาจะทำให้แคลนได้รู้ว่าอบิสระดับนี้ไม่เหมาะสมกับความสามารถของตนเอง
‘หากเป็นฉันก่อนหน้านี้ แม้จะทะลวงระดับดาราแดงได้การที่จะจัดการกับมอนสเตอร์พวกนั้นก็ต้องใช่ระยะเวลาหนึ่ง ไม่ต่างไปจากเวเนเตอร์เหล่านั้น แต่เมื่อสำนึกกระบี่ถูกยกระดับขึ้นเป็นผสานจิตวิญญาณ ขั้นของวิถีกระบี่ก็เหมือนว่าจะบรรลุขั้นที่สองอยู่รางๆ หากใช้เวลาขัดเกลาเสียหน่อยก็คงบรรลุได้ไม่ยาก’ เฟิร์สขบคิดหลังจากที่กำลังทะยานค้นหามอนสเตอร์กลุ่มต่อไป
เนื่องจากเป็นการกวาดล้างระลอกที่สาม ความหนาแน่นของมอนสเตอร์จึงมีน้อยอย่างเห็นได้ชัด
นี่จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนิวโฮปถึงได้ให้เวลาในการทำภารกิจถึงหนึ่งเดือน
แต่เมื่อเฟิร์สทะยานไปได้ไม่เท่าไหร่เขาก็พบกับมอนสเตอร์งูยักษ์อีกหนึ่งตัว
ร่างของเขาพุ่งทะยานเข้าประชิด
กระบี่ศิลาถูกพลิกหงายแล้วงัดขึ้นคราหนึ่ง
วิถีกระบี่ที่หนึ่ง!
ปัง! ปัง! ปัง!
หากมองภายนอกดูเหมือนเฟิร์สจะแสดงกระบี่ออกไปกระบวนท่าเดียว แต่มันกลับเป็นการโจมตีทับซ้อนหลายครั้งที่คนธรรมดามองตามไม่ทัน
กระบี่ศิลาพุ่งเข้าสู่ช่องว่างของเกล็ดได้อย่างแม่นยำ ก่อนที่จะทะลวงการป้องกันและระเบิดอำนาจเป็นทางยาว
ตูม!
เหล่าสมาชิกกลุ่มที่ตามมาได้เห็นภาพนี้ ออกกระบี่เพียงครั้งเดียวก็สามารถจัดการมอนสเตอร์ได้แล้ว
“ร้ายกาจเกินไปแล้ว หากไม่ใช่สัญลักษณ์ที่แสดงเพียงหนึ่งแฉกฉันคงคิดว่าเป็นพวกดาราแดงเจ็ดหรือแปดแฉกเลยด้วยซ้ำ” ดาบฟ้ากล่าวออกมาอย่างทึ่งๆ
ก่อนที่เสียงของเฟิร์สจะดังขึ้นมา
“รบกวนช่วยเก็บแกนสปีริตด้วยนะครับ ผมจะล่วงหน้าไปจัดการมอนสเตอร์เหล่านี้ให้เอง”
กล่าวจบร่างของเด็กหนุ่มก็ทะยานออกไป
พวกเขาจึงได้แต่รีบเก็บแกนสปีริตที่อยู่ในร่างศพของมอนสเตอร์ตัวนั้นแล้วรีบออกตัวตามเฟิร์สไปในทันที
เด็กหนุ่มพุ่งทะยานใช้กระบี่ศิลากวาดผ่านมอนสเตอร์นับไม่ถ้วน กลายเป็นภาพอันตื่นตาให้กับผู้คนเป็นอย่างมาก แม้แต่มีดเพลิงที่เป็นหัวหน้าภารกิจก็ยังได้ยินข่าวแล้วพบเห็นกับตา
เด็กหนุ่มร่างผอมบางสะบัดกระบี่ไม่กี่ครั้งมอนสเตอร์เหล่านั้นก็ตายตกไปหมดแล้ว สมาชิกของกลุ่มเขาต่างไล่เก็บแกนสปีริตอย่างขยันขันแข็ง พาให้ผู้คนรู้สึกอิจฉาเป็นอย่างมาก
“หากฉันรู้ว่าเด็กคนนี้มีฝีมือดีขนาดนี้ฉันคงจะชวนเขาเข้าร่วมกลุ่ม”
“การบ่มเพาะของเขาอยู่แค่ดาราแดงหนึ่งแฉกไม่ใช่หรอ? แต่ฝีมือการต่อสู้ของเขากลับร้ายกาจกว่าผู้ที่อยู่ระดับสูงเสียอีก ช่างเป็นผู้มีความสามารถพิเศษที่น่าอิจฉาจริงๆ”
ผู้คนมากมายต่างวิพากษ์วิจารณ์ในตัวของเฟิร์ส หลายคนล้วนอิจฉาและริษยาในคราวเดียวกัน
เฟิร์สจัดการมอนสเตอร์ได้ไวเป็นอย่างมาก และเขาก็ไม่ได้มีท่าทีที่จะเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย
‘มอนสเตอร์เหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ฉันทะลวงจุดชีพจรยุทธ์ได้ คงมีแต่ต้องใช้วิธีนั้นเท่านั้นถึงจะสามารถก้าวเดินต่อไป ... แต่ในระหว่างที่อีวาได้ครองร่างนี้เธอก็มีความรู้ดีๆ มอบให้ฉัน หากฉันทำมันได้ก็คงจะไม่ต้องใช้แกนสปีริตเพื่อการบ่มเพาะอีกต่อไป’
เฟิร์สไล่ล่าสังหารมอนสเตอร์ได้อย่างสบายๆ มาก เขาถึงกับครุ่นคิดหาวิธีการบ่มเพาะในระหว่างทาง
มีหลายครั้งที่เขาหยุดเพื่อพักผ่อน
แต่การพักผ่อนของเขาคือการเข้าไปในโลกสีเงินแล้วค้นหาวิธีการบ่มเพาะพลังสปีริตของอีวาที่เธอเคยถ่ายทอดให้เขาในโลกลวง
‘ใช้รูปแบบของค่ายกลดาวเคลื่อนดาราคล้อย เปิดรับพลังสปีริต ควบคุมสัญลักษณ์ดารากลางหน้าผากให้กลายเป็นทะเลแห่งการบ่มเพาะ ดึงดูดพลังสปีริตที่ล่องลอยอยู่กลางอากาศเข้ามา’
‘ทฤษฎีนี้พูดง่ายแต่ทำยาก เธอไปทำความเข้าใจการบ่มเพาะแบบนี้ได้ยังไงกัน?’
เฟิร์สรู้สึกอึ้งกับพรสวรรค์ในการบ่มเพาะของอีวา
เขาใช้โลกสีเงินจมจ่อมเพื่อทำความเข้าใจ แต่อย่างที่ว่าสิ่งนี้พูดง่ายแต่ทำได้ยาก
‘ฉันไม่ใช่มอนสเตอร์พวกนี้เสียหน่อย ถึงจะสามารถหายใจเอาพลังสปีริตที่อยู่ในอากาศไปบ่มเพาะได้’
‘เดี๋ยวก่อนสิ ... มอนสเตอร์อย่างนั้นหรอ?’
หลังจากที่เฟิร์สเข้าไปในโลกสีเงินหลายครั้งระหว่างที่เขาบ่มเพาะ เขาก็ตระหนักรู้อะไรบางอย่างขึ้นมาได้
เฟิร์สเริ่มออกไล่ล่าอีกครั้ง หลังจากที่ได้หยุดพักไปเพียงไม่กี่นาที
ครั้งนี้เฟิร์สได้ลงมือประหลาดกว่าที่ผ่านมา เขาจึงใจไม่ได้ทำให้มอนสเตอร์ตายตกไปในทันที แต่กลับพยายามทำให้มันสลบไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก
หลายครั้งเฟิร์สทำพลาดจนมอนสเตอร์ตายตกไปเสียก่อน นั่นเพราะลักษณะร่างกายของมอนสเตอร์ต่างจากสิ่งมีชีวิตเช่นมนุษย์จึงทำให้ยากที่จะจัดการ
แต่ระหว่างที่เขาพยายามอยู่หลายครั้ง ในที่สุดเฟิร์สก็ได้ค้นพบจุดอ่อนของมอนสเตอร์และทำให้มันสลบไปได้
เฟิร์สไม่ลังเลที่จะตรวจสอบมอนสเตอร์ตัวนั้นทันที
เขาใช้มือทาบไปที่ร่างของมอนสเตอร์แล้วพยายามใช้สำนึกกระบี่ผสานเข้าไปในร่างมอนสเตอร์ที่ไร้สตินี้
‘ถ้าฉันมีพลังอย่างโลกลวงทุกอย่างคงจะง่ายดายกว่านี้’
เฟิร์สคิดถึงพลังที่สามารถใช้งานในการตรวจสอบได้อย่างสะดวกสบายเช่นพลังโลกลวง แต่พลังเช่นนั้นใช่ว่าจะสามารถลอกเลือนแบบได้ หากเขาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตอันน่าครั่นคร้ามแล้วเดินตามวิถีของโลกลวง ซึ่งเขาในตอนนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
หลังจากที่เขาใช้สำนึกกระบี่ตรวจสอบร่างของมอนสเตอร์เป็นเวลาหนึ่งแล้ว ในที่สุดสึกนึกกระบี่ของเขาก็สามารถจดจำรายละเอียดของร่างมหึมานี้ได้
สำนึกกระบี่ขั้นผสานจิตวิญญาณ ผสานเข้ากับร่างของมอนสเตอร์จนเข้าใจทุกรายละเอียด
‘สำเร็จ ฉันสามารถจำลองร่างของมอนสเตอร์ตัวนี้เขานำไปทำความเข้าใจในโลกสีเงินได้’
หลังจากนั้นเฟิร์สก็ได้สังหารมอนสเตอร์ตัวนี้ทิ้งทันที
เขาก็ขอตัวพักผ่อน แล้วจมดิ่งเข้าไปในโลกสีเงิน
โลกภายนอกผ่านไปไม่กี่ลมหายใจเท่านั้น เฟิร์สก็ลืมตาตื่นขึ้นมา
‘มาลองมันหน่อยก็แล้วกัน’
แล้วเฟิร์สก็ทำการจำลองการขับเคลื่อนพลังสปีริตของมอนสเตอร์ เขาเชื่อว่าการใช้พลังของมอนสเตอร์ก็เหมือนพลังปราณ เนื่องจากโลกที่แล้วเขาเคยฝึกฝนระบบเซียนจึงพอจะเข้าใจเรื่องพวกนี้
ครืน ... ครืน ... ครืน ...
ทันทีที่เฟิร์สทำการขับเคลื่อนพลังสปีริตภายในร่าง อากาศรอบตัวเขาก็สั่นไหว
“เกิดอะไรขึ้น?” แว่นใหญ่ที่อยู่ข้างๆ เอ่ยออกมาอย่างตกใจ
ช่วงเวลานี้เป็นเวลาพัก ทุกคนต่างหยุดและพักผ่อนที่นี่ เขาเห็นเด็กหนุ่มนั่งปิดตา แต่ตอนนั้นเองเขาก็เกิดขนลุกชูชัน บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด
สถานที่ที่มีแต่เศษดินหินและความร้อนนี้ ทำให้มองเห็นคลื่นพลังสปีริตที่เป็นระลอกคลื่นไหวเข้าไปในร่างของเฟิร์สอย่างน่าประหลาดใจ
“นั่นเขากำลังจะทำอะไร?”
“ฉันรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวกำลังไหลไปที่เขา”
“หรือว่านี่เป็นความสามารถพิเศษของเขา?”
“มันเป็นพลังจิตอย่างนั้นหรอ?”
คนทั้งสี่ต่างพูดคุยกัน พวกเขาในตอนนี้ไม่กล้าที่จะไปรบกวนเด็กหนุ่ม
โลกนี้มีผู้มีความสามารถพิเศษมากมายเปิดตัวออกมา พวกเขาเหล่านี้ใช้พลังสปีริตเป็นตัวเสริมศักยภาพของพวกเขา
ตัวอย่างเช่นผู้ฝึกกำลังภายใน ก่อนที่จะมีอบิสปรากฏขึ้นมา การฝึกฝนนี้ย่อมไม่เป็นที่ประจักษ์อย่างแน่ชัด แต่เมื่อพวกเขาได้พลังสปีริตมาส่งเสริม ผลที่ได้ปรากฏว่าความสามารถของพวกเขาถูกเสริมให้แข็งแกร่งยิ่ง
เวเนเตอร์ที่มีความสามารถพิเศษจึงกลายเป็นตัวตนที่ร้ายกาจกว่าเวเนเตอร์ทั่วไป
ดังเช่นเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านี้
‘ฉันสัมผัสถึงมันได้แล้ว ... พลังสปีริตที่หนาแน่นไหลเวียนอยู่รอบตัวฉัน มันมีมากมายมหาศาลยิ่ง แต่ถึงอย่างนั้นฉันกลับรู้สึกได้ว่าการดูดซับพลังสปีริตนี้เหมือนมีบางอย่างที่ขวางกั้นเป็นขีดจำกัดเอาไว้’
เพียงเวลาไม่นานเฟิร์สก็พบปัญหากับการบ่มเพาะนี้