ยอดยุทธ์ของสมาพันธ์ปักษาเทวากำลังติดตามกลุ่มของอุทัยอย่างเร่งรีบ นำขบวนโดยผู้คุมกฎซ้ายฉายา ‘เทพบัณฑิต’ ผู้มีวิชายุทธ์เลิศภพทั้งสติปัญญาก็ยังสูงส่ง ติดตามด้วยเฒ่าปักษาวิญญาณผู้เปี่ยมด้วยไสยเวทอันเร้นลับ มันทั้งเย็นชาทั้งจองหองมิเคยเห็นผู้ใดอยู่ในสายตา
และที่ขาดไม่ได้สตรีปักษาวารี ‘ซิงซิง’ นางงามผู้มีพลังยุทธ์วารีธาตุขั้นสุดยอด พร้อมเสน่ห์ความงามแทบล่มเมือง ทั้งอายุยังไม่ถึงสามสิบปีแต่กลับรั้งตำแหน่ง ‘ผู้เฒ่าปักษา’ ของสมาพันธ์
พวกมันเดินหลงวนเวียนอยู่ในหุบเขาเสาหินเป็นเวลาหลายชั่วโมง มีเพียงศิลาส่องปักษาที่ใช้บ่งบอกทิศทางเพื่อติดตามกลุ่มของอุทัย
เมื่อทิศทางที่ศิลาปักษาชี้ทางกลับมีภูผาหินขวางกั้น พวกมันไม่เสียดายพลังยุทธ์ที่จะทลายภูผาหินเหล่านั้น แผ่นดินภายในหุบเขาสั่นสะท้าน เสาหินมากมายถูกล้มลงมาเสียราบ
ซากกองหินถูกล้มถล่มลงเป็นทางยาว ฝุ่นผงฟุ้งตลบจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใด พวกมันมายืนอยู่ริมชายขอบของดงเสาหินแล้ว
เสียงของบุรุษกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “เสียเวลานัก !!! หุบเขาภูผาหินช่างกว้างขวางยิ่ง”
เสียงสุขุมของบุรุษอีกผู้หนึ่งกล่าวถาม “พวกมันไปยังทิศทางใด?”
เสียงของสตรีดังขึ้น “เรียนท่านผู้คุมกฎซ้าย ... ศิลาส่องปักษาชี้ไปยังทิศทางเบื้องหน้านี้เจ้าค่ะ ...”
เป็นสตรีปักษาวารีกล่าวรายงานต่อผู้คุมกฎซ้าย ลมพัดกระโชกทำฝุ่นผงถูกพัดเบาบางลง เบื้องหน้าเป็นดินแดนโล่งว่างเปล่า ด้านบนปกคลุมด้วยชั้นหมอกทึบเหลือแสงเพียงน้อยนิดลอดส่องลงมา
เสียงของบุรุษอุทานขึ้น “นั่น !!! ตรงนั้นมีแสงสว่างผุดขึ้นมา !!!” เป็นเฒ่าปักษาวิญญาณชี้นิ้วไปยังลำแสงสีฟ้าอมเขียวที่ส่องสว่างในความมืด
สตรีปักษาวารีกล่าว “เป็นทิศทางนั้น ... เจ้าค่ะ ...”
ผู้คุมกฎซ้ายกล่าวอย่างเยือกเย็น “อื่มมมม ...”
ผู้คุมกฎซ้ายเทพบัณฑิตกำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่ง ด้วยภูมิปัญญาของมันพอจะรับรู้ได้ว่าสถานที่แห่งนี้มีอาถรรพ์สุดรุนแรง ทั้งยังอาจเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่มีบันทึกไว้ในจดหมายเหตุของสหพันธ์
.. ประตูอสูรโลกา
ภายในจิตใจของผู้คุมกฎซ้ายเกิดความหวาดหวั่น เหงื่อหยดเล็กไหลย้อยลงข้างใบหน้า
มันรักษาอาการออกคำสั่งว่า “ทั้งหมดรีบตามไป!!!”
ร่างของมันพลิ้วไหวตรงไปอย่างรวดเร็วจนแทบมองไม่ทัน ติดตามด้วยเฒ่าปักษาทั้งสองและยอดยุทธ์อีกห้าสิบคน
ยิ่งเข้าใกล้ความใหญ่โตของปราสาทยิ่งเด่นชัด สิ่งก่อสร้างสุดอลังการต้องแสงจากใต้พิภพส่องสว่างจนเด่นล้ำ แต่กลุ่มของอุทัยไม่มีกะจิตกะใจจะชื่นชมความงามของงานศิลปะชั้นสุดยอด ต่างสาวเท้าวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตสุดท้ายต้องมาหยุดลงตรงสะพานหินเป็นทางเชื่อมต่อผ่านหลุมลึกเข้าสู่ตัวปราสาท
ราชิตกล่าว “โอสถเอกจิต .. อมไว้แล้วตั้งสติกันไว้ให้มั่น พวกเราคงต้องหลบซ่อนในปราสาทนี้ก่อนแล้ว”
ราชิตหยิบยาเม็ดเล็กกลมส่งให้ทุกคน เป็นโอสถที่ใช้กับเจ้าธรรมเมื่อครู่ มีสรรพคุณช่วยให้ผ่อนคลายและเกิดจิตสมาธิเป็นตัวช่วยชั้นดีสำหรับผู้ฝึกปรือบำเพ็ญจิต
อุทัยรับยาเม็ดแล้วโยนใส่ปากเพียงชั่วครู่รู้สึกสมองปลอดโปร่งร่างกายผ่อนคลาย จิตสมาธิผนึกแน่นหนาสำนึกรับรู้ในตัวตนเพิ่มพูนอย่างรวดเร็ว มันทดลองเดินลมปราณพบว่าจุดชีพจรปลอดโปร่งยิ่งนัก
“อ่าาาา ยอดเยี่ยมยิ่ง ...” อุทัยกล่าว
“อ่าาาา ยาวิเศษ ... รู้สึกสดชื่นขึ้นอักโข ...” ญานินดากล่าวความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางต่อเนื่องมาหลายชั่วโมงหายไปอย่างประหลาด
“เดินลมปราณดังเช่นที่ฝึกฝนมา ...” ราชิตกล่าวกับเจ้าธรรม
“ขอรับ ...” เจ้าธรรมรับคำพยักหน้า สีหน้าผ่อนคลายจิตสมาธิเพิ่มพูน
ทั้งสี่เดินไปบนสะพานด้วยความระมัดระวัง เป็นสะพานหินมีลักษณะเรียบโล่งยาวราวหนึ่งเส้น ความกว้างเพียงพอให้ม้าสามตัวควบผ่านได้ ด้านข้างไร้ราวกั้นมองลงไปเบื้องล่างเห็นหลุมลึกไร้ก้นมีแสงสีฟ้าอมเขียวหม่นพวยพุ่งส่องขึ้นมา
ชั่วครู่ก็เดินมาถึงปลายทางอีกด้านหนึ่ง ปราสาทหินตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ปรางค์ประทานสูงเด่นอยู่ตรงกลางรายล้อมด้วยปรางค์รองทั้งสี่ด้าน ต่อหน้าสิ่งปลูกสร้างอันยิ่งใหญ่พวกมันรู้สึกดังเป็นมดปลวกตัวจ้อยสี่ตัว
.. วิ๊งงงง .. วิ๊งงงง .. วิ๊งงงง ..
“เฮ่ยยยย ...” ราชิตอุทานกระบี่เทพวายุในมือราชิตพลันสั่นสะท้าน
กระบี่ดีดเด้งลอยหลุดออกจากมือราชิตมาตั้งเด่นอยู่ตรงประตูทางเข้าปราสาท แสงสีฟ้าสาดส่องสว่างกว่าเดิมดังชักชวนทั้งหมดให้ติดตามเข้าไป
“แปลกประหลาดแท้” อุทัยอุทาน
“จิตกระบี่ต้องการบอกอันใด” ราชิตกล่าวพร้อมก้าวเดินไปยังกระบี่เบื้องหน้า
เดินไม่ทันถึง กระบี่ก็ดีดเด้งขึ้นอีกครั้งคราวนี้ลอยลึกเข้าไปภายในห่างจากจุดเดิมนับสิบวา
เจ้าธรรมกล่าว “.. หรือกระบี่วิเศษต้องการให้พวกเราติดตามไป”
ญานินดากล่าวบ้าง “กระบี่เล่มนี้มีพลังถึงเพียงนั้นเชียว"
ราชิตกล่าวบ้าง “ติดตามกระบี่นี้ไปก่อน” แล้วจึงนำทั้งหมดติดตามแสงของกระบี่ไป
เดินผ่านซุ้มประตูทางเข้าสร้างด้วยหินเรียงสูงกว่าห้าหกวา นับว่าใหญ่โตกว่าประตูเมืองเพชรปราการเสียอีก เมื่อเข้ามาชั้นในมีทางเดินปูด้วยศิลาราบเรียบเป็นทางยาว สุดปลายทางคือบันไดหินนำขึ้นไปสู่ชั้นที่สองของตัวปราสาท
สองรอบข้างจัดสร้างสระน้ำและทางเดินน้ำด้วยศิลาโดยทั่ว แต่พบเห็นเพียงศิลาว่างเปล่าไม่มีน้ำแม้สักหยดหนึ่ง ต้นไม้สักต้นก็ไม่มี หากจัดทำสถานที่แห่งนี้เป็นสวนรุกขชาติภายใน คงเป็นที่น่ารื่นรมย์ดังสรวงสวรรค์
.. กระบี่เทพวายุกระเด้งกระดอนไปหยุดอยู่ที่เชิงบันไดแล้ว
อุทัยปีนป่ายขึ้นบันไดหิน แต่ละขั้นของบันไดช่างสูงชัน ความมืดหม่นของบรรยากาศยิ่งมายิ่งกดทับหนักอึ้ง สร้างความอึดอัดภายในดวงจิตของเจ้าธรรมเป็นอย่างยิ่ง
ราวสิบนาทีจึงมาถึงชั้นที่สองของตัวปราสาท ปรางค์ประธานเบื้องหน้าสูงเด่นดังขุนเขาลูกหนึ่ง ห้อมล้อมด้วยปรางค์รองทั้งสี่ทำให้รู้สึกราวยืนอยู่ภายในหุบเขาหินศิลา
“ใหญ่โตยิ่งนัก ราวกับมิใช่สิ่งที่สร้างจากน้ำมือมนุษย์” อุทัยกล่าว
กระบี่เทพวายุยังกระดอนกระเด้งต่อไปไม่หยุด มันโดดขึ้นบันไดสู่ชั้นสามของปราสาทแล้วหายวับไปในวิหารประธาน
“กระบี่วิเศษไปโน่นแล้ว ..” เจ้าธรรมกล่าวพลางชี้นิ้วบอก
“หวา .. กระบี่นี้กระโดดเร็วยิ่ง ...” ญานินดากล่าวแล้วจึงก้าวตามไป
“ทุกคนเกาะกลุ่มกันไว้” ราชิตกล่าวมันรู้สึกใจคอไม่ค่อยดี
เดินมาถึงวิหารหินสุดโอฬาร ตั้งอยู่ภายใต้ปรางค์ประธานเป็นจุดศูนย์กลางของปราสาทหินแห่งนี้ ทั้งสี่หยุดยืนอยู่ภายในวิหาร มีโครงสร้างหินแกร่งเป็นโถงโล่งกว้าง เพดานหินสูงกว่าสิบวาด้วยแสงสว่างเพียงน้อยนิดมองเห็นตามผนังและเสาหินแกะสลักไว้ด้วยลวดลายวิจิตร
บรรยากาศหดหู่เย็นยะเยือก หมอกจางๆ ลอยล่องอยู่โดยทั่ว แสงสีฟ้าของกระบี่วิเศษอยู่ไกลลิบ พวกมันค่อยๆ ก้าวเท้าติดตามไป
“…” อุทัยรู้สึกผิดปกติ จ้องมองกระบี่คิ้วกระหมวด
ตรงกึ่งกลางวิหารยกพื้นสูงจัดวางด้วยแท่นสี่เหลี่ยม พอเดินเข้ามาใกล้ทั้งหมดถึงกับตกตะลึง ..
.. โลงศพ !!!
.. เป็นโลงศพทำด้วยศิลาสีดำ !!!
.. เช้งงงงง !!! กระบี่เทพวายุพลันดีดตัวออกจากฝักส่องแสงสีฟ้าเจิดจ้า
กระบี่หยุดยืนอยู่ข้างโลงศิลาปลายแหลมของกระบี่ลอยอยู่เหนือพื้น ตัวกระบี่ตั้งตรงด้ามจับอยู่เบื้องบนปราณกระบี่เปลี่ยนเป็นเย็นเยือกทีละน้อย
ที่โคนกระบี่ปรากฏดวงตาเรียวยาวสีดำสนิทสองดวงลืมตื่นขึ้นพร้อมริมฝีปากยิ้มยกอย่างชั่วช้า .. เสียงเล็กแหลมดังลอดออกมา
“ฮี ฮี ฮี”
“.. พวกมนุษย์หน้าโง่”
“ช่างล่อลวงได้อย่างง่ายดายนัก .. ฮี ฮี”
ภาพตรงหน้าทำทุกคนแตกตื่น จากกระบี่ที่นำทางช่วยชีวิตแปรเปลี่ยนเป็นชั่วร้ายเยือกเย็นอย่างไม่คาดคิด
ราชิตอุทาน “เจ้า!!!”
เจ้าธรรม “!!!” มันหน้าซีดเผือด
ญานินดา “ผะ ผะ ผี .. ผีหลอก ...” นางกล่าวอย่างแผ่วเบา
อุทัยกล่าว “อ่าาาา พวกเราถูกผีกระบี่หลอกแล้ว ...” มันโยนห่อผ้าบรรจุซากกระดูกที่อุตส่าห์แบกมาทิ้งไปในทันที
ราชิตกล่าวอย่างโมโห “ไอ้ผีชั่ว !!! เจ้าต้องการสิ่งใด”
กระบี่ตอบ “ก็ดวงวิญญาณของพวกเจ้าไงเล่า ... พวกหน้าโง่ ... ฮี ฮี”
อุทัยเดือดดาล “เจ้า !!! ไอ้ซากกระบี่ต่ำช้า ..”
กระบี่ยิ้มเยาะกล่าวว่า “จิ๊ จิ๊ ... ไอ้หัวเกรียนดวงวิญญาณเจ้าน่ารับประทานยิ่ง .. ฮ้า ฮ้า” มันกล่าวอย่างลิงโลด
แล้วกระบี่นั้นก็หันไปกล่าวกับโลงศพอย่างนอบน้อม “นายน้อย .. นายน้อย .. ตื่นเถิดเจ้าค่า .. อาหารมาแล้วเจ้าค่า ...”
อุทัยสบถด่า “เจ้าผีบ้า !!! เจ้ากล่าวกับผู้ใด .. อย่าบอกนะว่า ยังมีผีตนอื่นอีก”
.. ภายในวิหารเงียบสงัด ทุกคนจ้องมองไปยังโลงศิลา
.. ผ่านไปราวห้าลมหายใจ
.. ทันใดนั้น
คลึดดดดดด .. คลึดดดดดด ..... เสียงแผ่นศิลาเคลื่อนที่ ผาโลงกำลังขยับเขยื้อน
เจ้าธรรมอุทาน “อาาาาา .. มีบางสิ่งอยู่ในโลงหิน ...” มันกลัวผีจนเยี่ยวแทบจะราดออกมาแล้ว
ญานินดากล่าวงึมงำ “มะ มะ มัน ... ออกมาแล้ว ...” หล่อนชี้นิ้วใบหน้าซีดเผือด หลบไปอยู่ด้านหลังอุทัย
กลิ่นอายมรณะแผ่กระจายพร้อมความหนาวเหน็บเข้าปกคลุม เส้นสายสีดำพลิ้วลอยออกมาจากโลงศิลานั้น ก่อเป็นรูปเป็นร่างคล้ายร่างกายของมนุษย์
ในแสงสลัวมองเห็นร่างดำทะมึนร่างหนึ่งยืนอยู่บนโลงศิลา เป็นร่างบุคคลผู้หนึ่งแต่ยังมองไม่เห็นรายละเอียดชัดเจน
“นายน้อย .. นายน้อยของข้า ...” เสียงกระบี่กล่าวอย่างเทิดทูน ตัวกระบี่โค้งงอก้มลงราวกำลังกราบกรานผู้เป็นนาย
.. พรึบบบบบ ... เงาดำบนโลงศิลาหายวับกลายเป็นเส้นสายฟุ้งกระจาย
.. พรับบบบบ ... เงาดำรวมรั้งอีกครั้ง มาปรากฏตรงหน้าเจ้ากระบี่ พร้อมชะโงกหน้าจ้องมอง
เงาดำดังปีศาจนั้นแยกเขี้ยวคำราม เสียงแหบแห้งฉุนเฉียวถูกเปล่งออก “ปลุกข้าขึ้นมา .. มีอันใด .. เจ้าทาสกระบี่ ...”
แสงจากกระบี่ส่องให้เห็นสิ่งที่ละม้ายมนุษย์ .. มันอยู่ในอาภรณ์ยาวสีดำ มีศีรษะกลมใหญ่เส้นผมเบาบาง เบ้าตาลึกดำมีดวงตาเล็กเรียวสีแดงเข้ม จมูกกลวงโบ๋ปากแคบยาวมองเห็นไรฟันแหลมคม ผิวหนังลื่นวาวดังมีน้ำเมือกเหนียวทาฉาบไว้ ร่างกายแคระแกร็นตัวเท่าเด็กชายอายุแปดเก้าขวบปี
ตัวกระบี่สั่นสะท้านด้วยความกลัวกล่าวเสียงสั่นว่า
“นายน้อยมีโทสะแล้ว ... นายน้อยมีโทสะแล้ว ...”
“นายน้อยอย่าเพิ่งทรงกริ้ว .. ข้านำดวงวิญญาณอันโอชะมาประทานแก่นายน้อย ... พระเจ้าค่าาา ...”
“นายน้อยนิทรามาหลายร้อยปีแล้ว .. สมควรตื่นขึ้นมารับประทานอาหารเสียบ้างร่างกายจะได้แข็งแรงดังเดิม ..”
ทั้งสี่เงียบกริบ .. ลอบฟังสองนายทาสสนทนากัน
สิ่งที่ปรากฏกายขึ้นมาจากโลงศิลาเป็นกึ่งมนุษย์กึ่งปีศาจตนหนึ่ง มันถูกจองจำอยู่ในสถานที่นี้มาหลายพันปีแล้ว
เงาปีศาจกล่าวถาม “ดวงวิญญาณอันใดของเจ้า ...”
กระบี่กล่าวต่อ “ดวงวิญญาณมนุษย์สี่ดวง ... พระเจ้าค่าาา ...” แล้วจึงหันมายังพวกมันทั้งสี่
“อ่าววว !!!” กระบี่อุทาน “พวกมันไปไหนแล้ว !!!”
เหลือเพียงพื้นหินว่างเปล่า !!! .. อุทัยกับพวกหายไปแล้ว
ขณะที่เงาปีศาจกับกระบี่สนทนากัน พวกมันทั้งสี่ค่อยๆ ย่องหนีออกมาอย่างเงียบเชียบ กระบี่แอบเห็นหลังของพวกมันไวๆ
ดึ๋งงงงง ! ดึ๋งงงงง ! .. กระบี่กระโดดเด้งข้ามหัวไปสกัดขวางทางทั้งสี่เอาไว้
“ฮี ฮี ... จะไปหนายยยย” กระบี่กล่าวอย่างเจ้าเล่ห์
พรึบบบบ ... เพียงกะพริบตาเงาปีศาจตนนั้นมาปรากฏอยู่ตรงหน้าของทั้งสี่
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ..." เสียงหัวเราะของเงาปีศาจ ทำทั้งหมดสั่นสะท้าน
"ดี .. ทำได้ดี .. เจ้าทาสกระบี่" เงาปีศาจกล่าวอย่างพึงพอใจ
เงาปีศาจจ้องมองทั้งสี่ มันกล่าวว่า “นี่นะหรือ .. อาหารของข้า ...” แล้วหรี่ตาพิจารณาทีละคน “บริโภคผู้ใดก่อนดีหนา .. ฮ่า ฮ่า ...."
สายตาของมันมาจับจ้องที่อุทัย "อ่า .. เจ้าหนุ่มหัวโล้นนี่ .. ดวงจิตช่างกล้าแข็ง .. จิ จิ”
แล้วจึงหันมามองราชิตและเจ้าธรรม "บิดาและบุตรคู่นี้ก็ไม่เลว .. บิดาแก่ไปหน่อย .. ผู้บุตรพอได้อยู่ .. ฮี ฮี"
พลันเลื่อนสายตามาจับจ้องญานินดา "เอ๊ะ !!! ดวงจิตนี้ !!! ช่างน่ารับประทาน .." มันตรวจพบดวงจิตของนางมีพลังอันร้อนแรงบริสุทธิ์ .. ถึงแม่ไม่เข้าใจแต่ก็น่ารับประทานอย่างยิ่ง ปีศาจตนนั้นถึงกับมีน้ำลายไหลเยิ้มออกมาจากปาก ทำเสื้อผ้าของมันเปียกโชก .. ฮี ฮี