ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 34 หลินจือโมรา

            สัตว์ตัวน้อยร่างปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิง เขาแหลมขนาดเท่านิ้วมือบนหัวของมันเสียดสีเสื้อผ้าของเสิ่นเสวียนไม่หยุดทว่าการเสียดสีนี้ทำให้เสื้อผ้าที่เสิ่นล่างยืมมาเริ่มลุกไหม้ขึ้นอย่างรวดเร็ว

            “เจ้านี่มัน...”

            เสิ่นเสวียนส่ายหัวเบาๆ อย่างจนใจ เขาจับสัตว์ตัวน้อยมาไว้ข้างๆแล้วถอดเกราะของพี่ใหญ่ผู้นั้นในผังเมืองซานเหอมาสวมไว้เอง

            เมื่อสวมเกราะสีแดงเพลิงเข้าไปแล้ว ความร้อนแรงรอบๆ พลันถูกขวางกั้นไว้กระทั่งเติมเต็มพลังที่หมดไปกลับมาด้วย

            “ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงทนได้ขนาดนี้เป็นเพราะสิ่งนี้นี่เอง!”

            เสิ่นเสวียนสัมผัสได้ถึงเกราะชุดนี้ คิดคำนวณได้ว่าต้องถึงขั้นศาสตราวิญญาณแล้วของล้ำค่าในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรแยกออกเป็นขั้นศาสตราทั่วไป ศาสตราวิเศษ ศาสตราวิญญาณและศาสตราเซียน ศาสตราทั่วไปสำหรับคนธรรมดา ศาสตราวิเศษสำหรับผู้บำเพ็ญเพียร ส่วนศาสตราวิญญาณต้องมีพลังยุทธ์ถึงขั้นหยวนก่อกำเนิดก่อนจึงจะสามารถหลอมรวมและใช้งานได้

            ได้เกราะชุดนี้มา ทำให้พลังของเขาแข็งแกร่งขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง

            ขณะนั้นเอง สัตว์ตัวน้อยที่โดนจับไปไว้ด้านข้างพลันเหาะมาอยู่ตรงหน้าอกของเสิ่นเสวียนดวงตากลมโตมีเปลวเพลิงลุกโชนจ้องมองเสิ่นเสวียนอย่างน่ารัก พลางส่งเสียงร้อง “จี๊ด จี๊ด” ออกมา

            “เจ้าเข้าใจที่ข้าพูดไหม”

            เสิ่นเสวียนกล่าวกับสัตว์ตัวน้อยตรงหน้าอก

            สัตว์ตัวน้อยตรงหน้าอกได้ยินเสียงของเสิ่นเสวียน ดวงตากลมโตของมันก็กะพริบปริบๆดูไม่เป็นอันตราย

            ได้เห็นการเคลื่อนไหวของสัตว์ตัวน้อยแล้วเสิ่นเสวียนก็รู้ได้ทันทีว่ามันไม่ธรรมดาเขาไม่ได้รู้สึกแปลกตากับสัตว์ตัวน้อยเช่นนี้ ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมีการเลี้ยงสัตว์อยู่แล้วการที่สัตว์บางส่วนจะฟังภาษามนุษย์ออกไม่ใช่เรื่องยาก

            ในชาติก่อนเขาเลี้ยงมังกรอยู่หลายตัว แต่ละตัวสามารถแปลงกายเป็นเซียนธาตุทองได้สัตว์ตัวน้อยตัวนี้มาจากภูเขาไฟ ร่างของมันคือธาตุไฟบริสุทธิ์ ใกล้เคียงกับร่างกายของเสิ่นเสี่ยวเม่ยมาก

            “หลังจากนี้เจ้าจะยอมติดตามข้าไปไหม”

            เสิ่นเสวียนยกสัตว์ตัวน้อยตัวนั้นขึ้นมากล่าวถาม

            “จี๊ด จี๊ด”

            สัตว์ตัวน้อยตัวนั้นพยักหน้าเล็กน้อย หางฟูฟ่องสีแดงเพลิงของมันสะบัดไปมารวมเข้ากับเขาเล็กๆ บนหัวของมันแล้วยิ่งทำให้มันดูสง่างาม

            “ฮ่าๆ เยี่ยมเลย หลังจากนี้พวกเรามาก้าวหน้าไปด้วยกัน”

            เสิ่นเสวียนหัวเราะกับสัตว์ตัวน้อยตัวนั้น ถ้าจะสู้กับอีกฝ่ายมิสู้ทำให้ไว้วางใจดีกว่าก่อนหน้านี้เขาแค่อยากใช้สัตว์ตัวน้อยตัวนี้จัดการเผ่าอนธการสามคนนั้นจึงแอบเข้ามาช่วยมันคิดไม่ถึงว่าสู้ไปสู้มาจะทำให้อีกฝ่ายยอมรับในตัวเขาได้

            ได้ครอบครองสัตว์ร้ายอย่างเจ้านี่ในโลกใหม่แห่งนี้ เรียกได้ว่าเป็นโอกาสและโชคที่ยิ่งใหญ่สำหรับเขา

            “ในเมื่อเจ้าเกิดจากลาวาในภูเขาไฟ เช่นนั้นข้าเรียกเจ้าว่าเสี่ยวเหยียนแล้วกัน!”

            “จี๊ด จี๊ด”

            เสี่ยวเหยียนได้ยินคำของเสิ่นเสวียนก็พยักหน้ารัวเร็วเห็นได้ชัดว่าชอบชื่อนี้มาก

            สัตว์ร้ายไม่ได้เป็นเพียงชื่อเรียกเท่านั้น แต่แสดงให้เห็นถึงพลังที่แข็งแกร่งมนุษย์ยากที่จะควบคุมได้จึงเรียกมันว่าสัตว์ร้าย แต่อันที่จริงธรรมชาติของพวกมันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นอย่างเช่นเสี่ยวเหยียนที่ใสซื่อบริสุทธิ์ราวกับเด็กแรกเกิด

            “ท่านผู้นำ!”

            ทันใดนั้นเอง เสียงของเสิ่นล่างดังขึ้นจากด้านนอกปากปล่องภูเขาไฟเสิ่นล่างในตอนนี้ลอยอยู่เหนือปากปล่องภูเขาไฟ แต่เพราะยังมีลาวาปิดผนึกอยู่เขาจึงมิอาจเข้ามาได้ทำได้เพียงตะโกนเรียกอยู่ด้านนอก

            เมื่อครู่เขาเห็นสองคนจากเผ่าอนธการหนีออกไปจากที่นี่แต่เขาไม่เห็นว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น จึงคิดจะเข้ามาดูสักหน่อย

            “เสี่ยวเหยียน ต้องรบกวนเจ้าคลายผนึกออกสักหน่อย”

            เสิ่นเสวียนกล่าวกับเสี่ยวเหยียนที่ยังอยู่ตรงหน้าอก ผนึกลาวานี้เสี่ยวเหยียนสร้างขึ้นเสิ่นเสวียนมิอาจคลายผนึกได้

            เสี่ยวเหยียนได้ยินก็เหาะขึ้นไปด้านบน มันอ้าปากเล็กๆของมัน ทำให้ผนึกลาวากลายเป็นเสาเพลิงต้นหนึ่ง แล้วดูดกลืนเข้าไปในร่างของมันอย่างช่ำชอง

            ที่น่าแปลกก็คือ ร่างเล็กๆ ของมันสามารถดูดกลืนลาวาเข้าไปได้มากมายขนาดนั้นแต่ดูเหมือนไม่ได้กินอะไรเข้าไปเลย

             

            ตอนที่เสิ่นล่างยังเหาะอยู่ด้านนอก ลังเลว่าจะเข้าไปอย่างไรดีเขาก็เห็นว่าลาวาค่อยๆ หดเล็กลงอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็เห็นเสี่ยวเหยียนกำลังกลืนกินลาวาเข้าไปคำใหญ่

            “นี่...”

            เสิ่นล่างมุมปากกระตุกเล็กน้อย เมื่อครู่เขาได้เห็นพลังของเสี่ยวเหยียนแล้วจากที่ไกลๆทว่าตอนนี้สองคนนั้นได้หนีไปแล้ว อีกคนหนึ่งที่เหลืออยู่เป็นอย่างไรเขาใช้หัวแม่เท้าคิดก็ยังคิดออก

            “ผู้เฒ่าล่าง สองคนนั้นหนีไปแล้วใช่ไหม!”เสิ่นเสวียนที่สวมเกราะเหาะขึ้นมา กล่าวกับเสิ่นล่างด้วยรอยยิ้ม

            “หนีไปแล้ว เกิดอะไรขึ้น”

            เสิ่นล่างเห็นเกราะบนร่างของเสิ่นเสวียนเป็นอย่างแรก ดวงตาพร่ามัวของเขาตื่นตกใจขึ้นมาทันทีสถานการณ์พลิกผันรวดเร็วเกินไป ทำให้เขามิอาจรับความจริงได้

            “เผ่าอนธการคนนั้นตายไปแล้ว เกราะชุดนี้ก็ไม่เลวเลยข้าเก็บไว้เลยแล้วกัน”

            “เจ้าสังหารเขาไปแล้วหรือ” เสิ่นล่างถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

            “อืม”

            “เขากดพลังไว้ พลังยุทธ์แท้จริงของเขาถึงขั้นราชันเลยนะ!”

            เสิ่นล่างสูดลมหายใจเข้าหลายครั้ง จึงค่อยๆ ควบคุมความตื่นตกใจของตนเองได้เสิ่นเสวียนผู้นำตระกูลเสิ่นของพวกเขาสามารถกำจัดผู้แข็งแกร่งขั้นราชันได้แล้ว

            เขาติดอยู่ในขั้นบรรพบุรุษระดับสูงสุดมาสิบปีไม่มีความก้าวหน้าใดๆแต่เขาก็รู้ดีว่าขั้นราชันเปรียบเสมือนอะไร เสมือนเป็นตัวแทนในการเจรจากับทางแคว้นและสามารถแต่งตั้งยศตำแหน่งได้

            “แย่แล้ว สองคนนั้นที่หนีไปจะต้องรายงานต่อเผ่าอนธการแล้วแน่ๆ”

            “วางใจได้ สองคนนั้นไม่รู้ถึงตัวตนของพวกเรา”เสิ่นเสวียนหัวเราะเสียงดัง เขาคงไม่กล้าทำเช่นนี้หากไม่ได้เตรียมตัวมาเป็นอย่างดีแล้ว

            เสิ่นล่างมองเสิ่นเสวียนอยู่นาน แล้วเขาก็ถอนหายใจออกมา

            “อัจฉริยะแห่งยุคได้ปรากฏขึ้นแล้ว!ท่านผู้นำ ในที่สุดท่านก็อยู่ได้ด้วยตัวเองแล้ว!” เสิ่นเสวียนสามารถทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้แล้วจริงๆ ไม่ว่าจะทำสำเร็จได้ด้วยวิธีใดก็ตามที่สำคัญคือเขาทำได้สำเร็จ

            “หากไม่มีผู้เฒ่าล่างคอยสนับสนุนอยู่ ข้าคงไม่กล้าทำเช่นนี้”เสิ่นเสวียนไม่ลืมกล่าวชื่นชมเสิ่นล่าง

            “อย่ายกยอข้ามากเกินไปนักเลย นี่ก็คือสัตว์ร้ายตัวนั้นใช่ไหม!”

            “อืม ตอนนี้มันมีชื่อว่าเสี่ยวเหยียน เป็นสหายของข้า”

            เสิ่นเสวียนยื่นมือออกไป เสี่ยวเหยียนเหาะไปอยู่บนแขนของเขาทันทีเชื่อฟังคำสั่งเป็นอย่างดี

            “โอ้ ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมมาก!”

            แม้เสิ่นล่างจะคาดเดาไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินเสิ่นเสวียนยอมรับออกมากลับให้ความรู้สึกอีกแบบผู้แข็งแกร่งเผ่าอนธการสามคนนั้นลงมือ สุดท้ายต้องจบลงที่ตายหนึ่งคนบาดเจ็บสองคน เสิ่นเสวียนกลายเป็นผู้รับผลประโยชน์

            “ผู้เฒ่าล่าง ด้านล่างนี้น่าจะมีหลินจือโมราข้าจะลงไปดูสักหน่อย รบกวนท่านดูลาดเลาให้ข้าอยู่ด้านบนด้วย!”

            “ลงไปเถอะ ข้าเฝ้าที่นี่ไว้เอง แต่เจ้าต้องระวังตัวด้วย”

            เสิ่นล่างกล่าวกับเสิ่นเสวียน

            จากนั้น เสิ่นเสวียนก็พาสัตว์ร้ายตัวนั้นค่อยๆ เคลื่อนตัวลงไปภายในลาวาทีละน้อย

            ภายในลาวามีความร้อนสูงมาก แม้แต่เกราะที่เป็นศาสตราวิญญาณลงไปในนั้นก็อาจโดนหลอมละลายได้ร่างของเสิ่นเสวียนหยุดลงเมื่ออยู่สูงจากลาวาราวสามฉื่อ จากนั้นเขาก็มองหาหลินจือโมราไปรอบๆ

            ลาวาภูเขาไฟทำให้หลินจือโมราเกิดขึ้นได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อก่อนนี้ยังมีร่องรอยของหลินจือโมราอยู่ที่นี่จริงๆ หลังจากตามหาไปตามหน้าผาภายในภูเขาไฟเขาก็พบเจอร่องรอยของหลินจือโมรา

            ที่หน้าผาภายในภูเขาไฟใกล้กับธารลาวามีหลินจือโมราสีแดงเพลิงอยู่ต้นหนึ่งกำลังเติบโตอยู่ตรงนั้นอย่างสงบสุข

            ลาวาเบื้องล่างเดือดพล่านขึ้นมา ก็เหมือนกับเป็นเพียงสายน้ำที่ไหลผ่านไม่ได้รับผลกระทบใดๆ

            “หลินจือโมราพันปี!”

            เสิ่นเสวียนเห็นดังนั้นเขาก็ตะโกนออกมาด้วยความดีใจ

            เป้าหมายของการเดินทางมาที่นี่คือตามหาหลินจือโมรา แต่ไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอหลินจือโมราพันปีคิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะเจอมันจริงๆ

            หากได้ครอบครองหลินจือโมราต้นนี้ เขาต้องทะลวงถึงขั้นหยวนก่อกำเนิดได้อย่างแน่นอน

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน