“อ๊ากกกก . . . . . . . . .”
เสียงร้องโหยหวนของหยางเทียน ดังอยู่อย่างนี้ราว 3 ชั่วยาม ถึงค่อยสงบลงได้ในที่ได้สุดตลอดระยะเวลา3ชั่วยามนี้ตัวของมันชัดเจนว่าไม่ได้สลบแม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียวกลับกันต้องบอกว่าตัวมันอยากสลบใจแทบขาดดิ้นแต่สติของมันกลับไม่มีทางยอมให้มันสลบลงได้เลย
อีกทั้งมันยังเป็ไปตามคำบอกของคำกล่าวหญิงสาว ในขณะที่อาการเ็ปพลันปะทุออกมามันพลันร้องขอความตายอย่างไม่รู้สึกตัว น่ากลัวว่าตลอดระยะเวลา3ชั่วยามหากได้นับออกตัวมันอาจร้องขอความตายไปมากกว่า100 ครั้งเสียกระมัง
ยามนี้แม้ความเ็ปทุกอย่างจะสิ้นสุดลงแล้วแต่สภาพของหยางเทียนกลับไม่ได้ดีขึ้นจากเดิมแม้แต่น้อย สภาพเก่าก่อนแสงอันเกิดจากกิเลนฟ้าทมิฬกับแสงประหลาดอีกดวงหนึ่งจะพุ่งเข้าใส่ร่างของมันเป็อย่างไรสภาพยามนี้ดูไปคล้ายย่ำแย่เสียยิ่งกว่า เหงื่อโชลมไปทั่วร่างกายของมันเปียกปอนดั่งพึ่งผ่านการยืนท่ามกลางฝนกระหน่ำดวงตาสองข้างแดงกล่ำคล้ายเส้นเืในดวงตากำลังจะะเิออกมาอย่างไรอย่านั้น ดูจากรูปการแล้วไม่เหมือนผู้จะรอดตายแม้สักนิด
แต่หากมีสิ่งเดียวที่กับดูแปลกประหลาดไป นั่นคือตัวของมันย้อนกับไปเมื่อ 3 ชั่วยามก่อนแน่ชัดแล้วว่าไม่น่าจะมีชีวิตอยู่ได้ถึง 10 ลมหายใจ แต่กลับยังสามารถรอดพ้นความตายเพื่อรับความเ็ปตลอดเวลาอันยาวนานนี้ได้ดั่งปาฏิหาริย์
หยางเทียนครุ่นคิดถึงความเป็ไปได้ว่าเหตุใดตัวมันที่เส้นชีวิตกำลังจะมอดดับในยามก่อนถึงได้ทนรับทัณฑ์ทรมารเช่นนี้ได้กันความเ็ปยามที่มันได้รับนั้น หากลองหวนย้อนคิดกับไปในใจพลันอดสั่นไหวรุนแรงด้วยควาหวาดกลัวอย่างถึงที่สุดเสียมิได้
เวลาผ่านไปชั่วลมพัดผ่าน หยางเทียนเริ่มจะไม่สามารถครองสติตนได้อีกต่อไปเนื่องด้วยแม้มันจะทนรับความเ็ปที่ดูไปคล้ายไม่มีสิ่งใดส่งผลกับร่างกายมันแม้แต่น้อยแต่กลับจิตใจกลับแตกต่างคล้ายดั่งมีคนนำไฟร้อนแรงจากไฟแห่งสุริยะมาแผดเผาตัวมัน ผ่านไปเนิ่นนานจึงค่อยสลับเปลี่ยนเป็ดั่งคมอาวุธนับร้อยพลันบุกทะลวงจิติญญาของเด็กหนุ่มอกีครากระบวนการทรมารเช่นนี้พลัดสับเปลี่ยนกันเข้ามาไม่ได้ขาดสายส่งผลให้ยามนี้ตัวเด็กน้อยอ่อนล้าเหนือประมาณจนสองผนังตาเริ่มไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไปและปิดตัวมันเองลงไปในที่สุด
“ไม่น่าเชื่อว่าเ้าเด็กเหลือขอนี่จะสามารถทนทานการผสานดวงจิตได้จริงทั้งยังเป็การผสานดวงจิตถึงสองดวงด้วยกันเสียอีก อาจบางทีบนห้วงเทวะ์นี้อาจมีเพียงแค่มันผู้เดียวที่มีพลังปราณเพียงขั้นแรกแห่งดินแดนแรกกำเนิดที่ทำเยี่ยงนี้ได้”
ในขณะที่หยางเทียนนอนหลับไปพลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นภายในจิตใจของตัวเด็กน้อยคำกล่าวนั้นชัดเจนว่าทั้งชมและถากถางในเวลาเดียวกัน
“เ้ากล่าวว่ามันเป็คนแรกที่ผสานดวงจิตสองดวงเข้าได้ในขณะที่มีพลังต่ำต้อยอย่างนั้นหรือข้าว่าเ้ากล่าวผิดไปใหญ่โขอยู่ล่ะอินเทียน”
“ในห้วง์เทวะนี้ชัดเจนว่าการผสานดวงจิตเข้าร่างอีกหนึ่งดวงนั้นสามารถกระทำได้และจะกระทำเพียงตัวตนชั้นสูงส่งเท่านั้นแต่กลับผู้ที่ผสานสองดวงจิตเข้าร่างกายเช่นนี้ น่ากลัวว่าทั้งห้วงดาราอันกว้างใหญ่ไพศาลในห้วงเทวะ์นั้นอาจมีเพียงตัวเด็กผู้นี้ที่กระทำได้สำเร็จ”
เสียงกล่าวอีกหนึ่งเสียงภายในจิติญญาของหยางเทียนดังขึ้นอีกครั้งแต่ชัดเจนว่ากลับเป็คนละเสียงที่กล่าวออกมาก่อนหน้านี้เนื้อเสียงนี้อ่อนหวานไพเราะราวอับสร์เช่นเดิม แน่นอนว่าต้องเป็เสียงของหญิงสาวลึกลับที่ไม่เคยได้ปรากฏกาย
ขณะที่ทั้งสองเสียงกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นพลันบางเกิดเสียงสายหนึ่งที่ไม่น่าจะมีอยู่ขึ้นมาได้ดังขึ้นกระทันหัน
“พวกท่านเป็ใครกัน แล้วที่นี่มันที่ใดกัน เหตุใดจึงมืดมิดเพียงนี้หรือว่านี่ข้าจะตกตายไปแล้ว นี่คือโลกหลังความตายที่รอข้าอยู่อย่างนั้นหรือ ช่างมืดมิดอ้างว้างเสียจริง”
เสียงถอดถอนหายใจดังขึ้นคำกล่าวนี้เต็มไปด้วยความถอดถอนใจทำให้ผู้ใดได้ฟังอดเกิดความสมเพทเวทนาต่อผู้เปล่งวาจานี้ออกมาเสียมิได้
“เ้าหนูผู้นี้จะทำให้ข้าใไปถึงไหนกัน นี่มันหมดสติแล้วจิติญญากลับดันเข้ามาภายในห้วงจิติญญาของตนได้เช่นนั้นหรือ”เสียงทุ้มใหญ่ดังขึ้นอีกคราชัดเจนแล้วว่าเสียงนี้จะต้องเป็ของกิเลนฟ้าทมิฬฉีอินเทียนอย่างไม่ต้องสงสัย
ทันทีที่ฉีอินเทียนกล่าวจบ พลันมีร่างกายผู้หนึ่งปรากฏออกมาต่อหน้าดวงจิตของหยางเทียนโดยรูปลักษณ์ที่ปรากฏออกมาเป็ดั่งมนุษย์ที่มีขนาดความสูงใหญ่กว่ามนุษย์ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัดบนหัวของมันกับประดับด้วยเขาสองข้างคล้ายดั่งเขาของั ร่างกายมันกำยำพร้อมประกอบไปด้วยมัดกล้ามทั่วทั้งสรรพางกายดูเยี่ยงนักรบผ่านศึกนับร้อยพันก็ไม่ปาน
มองถัดไปด้านหลังของร่างลึกลับประหลาดผู้นี้นั้น กลับปรากฏร่างของหญิงสาวนางหนึ่งกำลังเดินมายืนเคียงข้างร่างของบุรุษที่มีรังสีดั่งจักรพรรดินักรบรูปร่างของหญิงสาวผู้นี้ดูน่าตกตะลึงเสียยิ่งกว่าบุรุษหนุ่มด้านข้างนางอย่างยิ่งเนื่องด้วยร่างกายนี้กับสมบูรณ์แบบอันหาทีติมิได้ ใบหน้าราวภาพจิตกรรมอัปสร์งามล้ำหาได้เปรียบดั่งความงามล้ำของทุกสรรพสิ่งบนโลกหล้ากลับมารวมตัวกันที่ดวงหน้าของหญิงสาว ผิวขาวราวหิมะทั้งยังประกอบด้วยรูปร่างอันสมบูรณ์อย่างที่สุดเนินอกที่กลมโตไม่ใหญ่มากจนเกินไปปรากฏออกมาอย่างไม่สามารถหลบเลี่ยงไปได้ ซ้ำยังมีสะโพกที่กลึงกลมโตไม่แพ้กันผนวกกับรอบเอวที่คอดกิ่วได้รูปแล้วนั้นหากชายใดได้เห็นต้องไม่พ้นต้องมนต่อรูปพรรณของหญิงสาวนางนี้จนไม่สามารถเก็บงำอารมณ์ความ้าภายในใจได้อย่างแน่นอนหากตัวตนเช่นนี้ปรากฏสู่ภายนอกชัดเจนว่าคงได้เกิดาเพื่อเยื้อแย่งหญิงสาวงามล้ำผู้นี้เป็แน่
หยางเทียนยามนี้ดวงตาเบิกกว้าง ปากที่เคยหุบมาตลอดกลับขยาดออกอย่างควบคุมมิได้เช่นกัน
“พะพะ. . .พวกท่านคือใคร ระ ระ. . .หรือว่าจะเป็มัจจุราชดุร้ายกับนางฟ้าจิตใจดีงามที่มารับข้ากัน”
คำพูดที่น้ำเสียงสั่นเทาหลุดออกจากปากของหยางเทียนอย่างยากลำบากชัดเจนว่ายามนี้มันคิดว่ามันได้ตกตายไปแล้วทั้งยังมีตัวตนดั่งมัจจุราชที่ผู้คนมักกล่าวเล่าต่อเด็กน้อยในวัยเยาว์ชัดเจนว่ามาเพื่อรับดวงิญญาของมันไปสู่ปรภพในยามนี้แต่ตัวมันกลับยังสงสัยอยู่อีกเื่หนึ่ง เหตุใดมัจจุราชถึงมาพร้อมกับตัวตนที่ดูไปคล้ายดั่งนางอัปสร์ผู้งดงามผู้หนึ่งได้
“ฮึ่ม.. . . เ้าเด็กน้อยเหลือขอนี่ไม่ว่าจะเมื่อใดมันก็ยังคงความกวนประสาทข้าเช่นเดิมไม่เปลี่ยน”
“มัจจุราชมารดาเ้าเถอะจะมีรูปร่างสูงใหญ่กำยำหน้าตาหล่อเหลามาพร้อมเขาอันงดงามได้เช่นนี้เ้าใช้ตาแบบใดพิเคราะห์ว่าตัวตนอันหล่อราวเทพบุตรอย่างข้าไปคล้ายกับมัจจุราชโง่เง่านั่นได้กัน”
น้ำเสียงแสดงความไม่พอใจอย่างยิ่ง ถูกกล่าวออกมาจากตัวตนของบุรุษผู้เปล่งรัศมีแห่งจักรพรรดิชัดเจนว่ามันคล้ายจะอดไม่ไหวที่จะเข้าไปอัดเด็กน้อยตรงหน้าให้จมกองเืลง
“สะสะ. . . .เสียงของตัวท่านดูคุ้นหูข้ายิ่งนักไหนจะคำกล่าวเยินยอตนเองนั่นอีก เอ.. . . . ระ ระ. . . .หรือว่าท่านคือเ้าตัวอสูรจอมหลอกลวงที่หลอกลวงแม้กระทั่งตนเองว่าเป็กิเลนฟ้าทมิฬอสูรเทวะ์ตัวนั้น”
ขณะที่ฉีอินเทียนพลันได้ฟังวาจาของหยางเทียนจบตัวมันปลดปล่อยกลิ่นอาย้าสังหารออกมาอย่างควบคุมไม่ได้เนื่องเพราะนี่เป็ครั้งที่เท่าใดแล้วกันที่มนุษย์ผู้แสนต่ำต้อยอย่างเด็กเหลือขอตรงหน้ามันนี้กล่าววาจาดูถูกเหยียดหยามว่ามันเป็ตัวพูดปด ยังไม่พอกับกล่าววาจาคล้ายอุจจาระว่ามันเป็เพียงตัวตนชั้นอสูรทั่วไปด้วยเสียอีกแล้วด้วยเหตุนี้ตัวมันจะทนทานความอัปยศนี้ได้อย่างไรความต้องฆ่าปรากฏขึ้นในดวงตาของมันพร้อมจิตสังหารขณะจ้องมองหยางเทียนราวจะกินเืกินเนื้อก็ไม่ปาน
ในเวลาเดียวกันนั้นเองสีหน้าของหยางเทียนเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความเ็ปเนื่องจากจิตสังหารของตัวตนบุรุษตรงหน้ามันนั้นรุนแรงยิ่งนักแทบจะบดขยี้ตัวมันให้แตกสลายไปได้ในทันทีความเ็ปที่ตัวมันรู้สึกยามนี้ราวกับย้อนภาพไปดั่งที่มันนอนร้องครวนคราญโหยหวนก็ไม่เชิงมันเป็ความเจ็บรูปแบบเดียวกันที่ตัวมันได้รับอย่างเห็นได้ชัด
“ฉีอินเทียนเ้าเป็ตัวตนอ่อนไหวเช่นนี้ั้แ่เมื่อใด หยุดกลิ่นอายสังหารของเ้าลงเสียหากเด็กน้อยผู้นี้มอดดับไป ทั้งเ้าและข้าก็จะได้มอดดับไปด้วยเช่นกัน”
เสียงอันไพเราะอย่างที่สุดผสมความเ็าในน้ำเสียงกล่าวขึ้นเพื่อเตือนสติของบุรุษข้างๆตนเองหลังจากนั้นเพียงชั่วครู่จิตสังหารก็เริ่มจางหายไปจนไม่หลงเหลืออีกต่อไปพร้อมทั้งร่างของฉีอินเทียนก็ได้หายไปด้วยเช่นกันทั้งยังทิ้งท้ายคำกล่าวที่ชัดเจนว่ายังคงโกรธกริ้วอยู่ดังเดิมและไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย
“ท่านจงกล่าวกับมันไปหากข้ายังรั้งอยู่ต่อไป คงไม่อาจห้ามใจให้ลงมือฆ่ามันผู้นี้ได้อย่างแน่นอน”ตัวตนหายไปกลับหลงเหลือไว้เพียงเสียเท่านั้น
“เด็กน้อยเอ๋ยตัวเ้าคล้ายว่า้าตกตายด้วยกิเลนฟ้าทมิฬกระมังจึงได้ยั่วโมโหมันได้ตลอดถึงเพียงนี้แต่ก็นับว่าเ้าเป็คนแรกที่กล่าวกับมันเยี่ยงนี้แล้วยังคงชีวิตตนเองได้”
หยางเทียนในยามนี้ใบหน้าเหม่อลอยขณะจ้องมองไปยังร่างหญิงสาวตรงหน้าตัวมันเริ่มเอะใจได้บ้างแล้วว่าตัวตนของบุรุษเยี่ยงจักรพรรดินักรบผู้ที่เลือนหายไปน่าจะต้องเป็ตัวตนของอสูรเมื่อกาลก่อนเป็แน่ส่วนหญิงสาวอันงามล้ำนางนี้ชัดเจนว่าคงหนีไม่พ้นตัวตนของเสียงหญิงสาวลึกลับผู้นั้น
“พวกท่านก็ตกตายกับข้าด้วยอย่างนั้นหรือ เฮ้อ. . . .ข้าคงช่วยเหลือพวกท่านไม่สำเร็จซินะหลังจากทนเ็ปมาเสียตั้งนานสุดท้ายกลับตกตายเสียก่อนได้น่าละอายในความอ่อนแอเสียจริงทั้งยังดึงพวกท่านทั้งสองที่ตอนนี้นับว่าเป็ผู้มีบุญคุณต่อข้าที่หาทางรอดมาให้ กล่าวถึงตรงนี้ตัวข้าช่างละอายใจยิ่งนัก”
คำกล่าวของหยางเทียนยามนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดเต็มหัวใจอย่างอดไม่ได้เนื่องด้วยมันนั้นคิดว่าตนได้ตกตายไปและนอกจากมันจะตายแต่เพียงผู้เดียวแล้ว กับดึงผู้มีพระคุณทั้งสองของมันล่วงลงสู่ความตายไปด้วยเสียอีกราวกับตัวมันเป็ตัวโง่งมนำพาแต่มหันตภัยมาสู่ผู้หวังดีต่อตัวมันโดยแท้จริง
ดวงตางดงามมองดูปฏิกิริยาของเด็กน้อยตรงหน้าครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มไปให้เด็กน้อยพร้อมกล่าววาจา
“ตัวเ้าและพวกข้านั้นยังมิได้ตกตาย อย่าพึ่งตระหนกไปไกลถึงเพียงนั้นที่แห่งนี้เรียกกันว่าห้วงแห่งจิติญญา และในตัวของทุกผู้คนสามารถมีห้วงจิติญญาได้แต่การััถึงมันและสามารถเข้าออกดั่งใจนึกนั้นต้องทะลวงถึงระดับที่สามารถัักลิ่นอายแห่งสรรพสิ่งได้เสียก่อนดูท่าแล้วที่เ้าสามารถเข้ามาได้โดยไม่รู้ตัวนั้นอาจเป็ผลพวงของการที่สามารถผสานกับดวงจิตของข้าและฉีอินเทียนได้สำเร็จกระมัง”
คำกล่าวของหญิงสาวในยามนี้กลับยิ่งส่งผลให้ตัวหยางเทียนเกิดความไม่เข้าใจและยังสงสัยเพิ่มขึ้นไปอีกมันกระทั่งกลับหลุดพึมพัมอย่างแ่เบา “อันใดคือห้วงิญญาและอันใดคือกลิ่นอายแห่งสรรพสิ่งกันนี่ตัวข้าน่าจะฝันไปจริงๆเสียกระมัง”
ถึงแม้หญิงสาวจะได้ยินคำกล่าวของหยางเทียนหลุดหลอดออกมาแต่หาได้สนใจสิ่งนั้นไม่กลับกล่าววาจาอธิบายเื่ราวต่อไป
“สิ่งที่พวกเรากระทำกันไปก่อนหน้านั้นเรียกว่าการผสานจิติญญาสมบูรณ์ เป็ดั่งการนำดวงจิตของผู้หนึ่งเข้าไปอยู่ในห้วงิญญาของดวงจิตอีกผู้หนึ่งปกติแล้วจะทำได้เพียงแค่ผสานหนึ่งดวงจิตเท่านั้นเ้านับว่าเป็ตัวตนอันยกเว้นที่สามารถผสานสองดวงจิตแล้วยังรอดตายมาได้”
ใบหน้าของหยางเทียนยามนี้เหม่อลอยคล้ายดั่งมนุษย์ผู้พิการทางสมองก็ไม่ปานจิตใจมันโบยบินสู่ท้องฟ้าความสงสัยของมันยามนี้ชัดเจนว่ามากเสียยิ่งกว่ามากมันสงสัยในคำพูดของหญิงสาวไปเสียหมดว่าหญิงสาวพูดถึงเื่ใดกันสิ่งที่มันได้ฟังมามันไม่รู้เื่เลยแม้แต่น้อยมันไม่เคยทราบมาก่อนว่าในตัวของคนเราจะมีดวงิญญาอื่นอาศัยรวมกันได้อย่างไรแล้วไหนจะห้วงิญญานั่นอีก ยิ่งคิดเท่าใดหัวสมองของหยางเทียนตอนนี้ราวกับจะะเิออกมาเสียให้ได้
“ท่านคือผู้ใดกันท่านมาจากที่ใดใช่ผู้ถูกกักขังในคุกกักกันแดนอสูรของตระกูลข้าหรือไม่ แล้วเ้าสิ่งที่เรียกว่าห้วงจิติญญาที่ท่านกล่าวคืออันใดและสุดท้ายสิ่งที่บุรุษที่หายตัวไปเมื่อครู่กล่าวว่าตนเป็อสูรเทวะ์อย่างกิเลนเป็เื่จริงหรือไม่”
ทันใดนั้นราวกับตัวมันทนไม่ไหวอีกต่อจึงได้กล่าววาจาดังคำถามใส่หญิงสาวอันงดงามตรงหน้าไปไม่ได้ขาด แต่กลับคำถามสุดท้ายนี้มันยังคงคาใจที่สุดเช่นกันว่าเื่ราวที่ได้ฟังมาจากปากบุรุษผู้นั้นเป็ความจริงหรือไม่
“อย่างแรกตัวข้าถูกผู้คนในห้วงเทวะ์เรียกขานว่าเป็ 1 ใน10 เทวะ์ศักดิ์สิทธิ์สมญานามเรียกว่า เทพ์ศักดิ์สิทธิ์สยบเทวะล้างหมู่มาร ตัวข้าได้เคยสังหารผู้คนมากมายทั้งมนุษย์อสูร มาร กระทั่งเ้าก็คงจะจินตนาการไม่ออก จนข้าได้สมญานามนี้จากผู้คนมาส่วนข้ามาจากที่ใดตัวเ้าในยามนี้ไม่รู้ย่อมเกิดผลที่ดีกว่าส่วนคำถามสุดท้ายของเ้านั้นชัดเจนว่าเ้า้าตกตายด้วยน้ำมือของฉีอินเทียนก่อนกระมังถึงจะหยุดกล่าววาจาต่อมันเช่นนี้อีก”
“ตัวของมันนั้นคือตัวตนอันสูงส่งสืบเชื้อสายมาจากสายเืกิเลนแท้ต้นกำเนิด ทั้งมันยังเป็ถึงอสูรเทวะ์ความสูงล้ำของมันกับอสูรทั่วไปที่เ้ากล่าวมานั้นห่างกันจนไม่สามารถนำมาเปรียบกันได้ยิ่งกว่าปรภพกับสรวง์กระมังหากแต่เ้ากับเน้นย้ำเปรียบเทียบตัวมันตลอดเวลาทั้งยังกล่าวหาว่าตัวตนเช่นมันเป็ตัวโป้ปดตัวหนึ่งนั่นจึงทำให้ความโมโหของมันสูงเสียดฟ้าในยามนี้”
เสียงเรียบง่ายของหญิงสาวชัดเจนว่ากล่าวออกโดยไม่ได้คิดสิ่งใดแต่กลับตัวของหยางเทียนยามนี้กลับเกิดความหนาวเย็นอย่างควบคุมไม่ได้เนื่องด้วยตัวมันกลับทำผิดพลาดบัดซบกับสิ่งใดกันถึงขั้นสบถด่าต่อตัวตนศักดิ์สิทธิ์ดั่งกิเลนที่ผู้คนก้มกราบไหว้มันกลับคิดว่าที่ตัวมันยังรอดมาได้ยามนี้นับว่ายังพอมีโชคอยู่บ้าง
“ปล่อยเื่ของฉีอินเทียนไปก่อนเสียข้าสงสัยต่อตัวเ้าอยู่บ้าง ั้แ่ที่ข้าผสานดวงจิตของข้ากับตัวเ้าเสร็จสิ้นนั้นกลับััได้อย่างชัดเจนว่าตัวเ้ามีสิ่งผิดแปลกกว่าคนทั่วไปอยู่มากนัก”
“กระแสลมปราณของเ้าชัดเจนว่ามีสิ่งขวางกั้นที่ทุกผู้คนเรียกขานกันว่าคอขวดปรากฏอยู่ั้แ่ขั้นแรกแห่งลมปราณแรกกำเนิดดูท่าเส้นลมปราณของเ้าคงจะเกิดความเสียหายมาแต่กำเนิด หากไม่มีเส้นพลังงานลึกลับอันเบาบางสายหนึ่งคอยโอบอุ้มประครองไว้ชัดเจนว่ายามนี้ตัวเ้าคงเป็ได้เพียงปุถุชนทั่วไปที่ไม่แม้แต่จะััหนทางแห่งการฝึกตนได้แน่แล้ว”
“ประกอบกับเืเนื้อและไขกระดูกสันหลังของเ้านั้นส่งพลังปราณที่เบาบางบริสุทธิ์ลึกล้ำออกมาหากข้าไม่ได้ผสานดวงจิตเข้ากับเ้ายามนี้ก็คงจะไม่ทราบว่ามันเป็พลังปราณแฝงด้วยธาตุน้ำลึกล้ำสุดหยั่งถึงคล้ายดั่งธาตุน้ำศักดิ์สิทธิ์าแต่ถึงอย่างไรเ้าก็ไม่สามารถดึงพลังมันออกมาใช้ได้เนื่องจากเส้นลมปราณของเ้ายามนี้คล้ายดั่งผู้พิการทางเส้นลมปราณก็ไม่เชิงความเสียหายที่เ้าได้รับมานั้นรุนแรงจนส่งผลถึงพลังทางสายเืของเ้าจนจางหายไป8ใน10ส่วน ไม่ต้องกล่าวถึงการทะลวงระดับเข้าสู่ขั้นสองของลมปราณแรกกำเนิดด้วยซ้ำเพียงเ้าฝึกจนเข้าสู่ลมปราณแรกกำเนิดขั้นที่หนึ่งได้นี้ก็นับเป็ปาฏิหาริย์ได้แล้วชั่วชีวิตของเ้าคงไม่มีทางทะลวงระดับพลังไปต่อได้อย่างแน่นอน”
คำกล่าวสุดท้ายของหญิงสาวงดงามตรงหน้าของหยางเทียนนั้นพลันสร้างความบอบช้ำทางจิตใจอย่างใหญ่หลวงแก่มันอย่างยิ่งตัวมันเองรู้ดีอยู่แก่ใจแล้วว่ามันพร์ด้านการฝึกตนของมันต่ำตมเยี่ยงชั้นสวะผู้หนึ่งมันถึงกับใช้ความพยายามมากกว่าผู้อื่นถึงสามเท่าหากเทียบกับเด็กรุ่นเดียวกันในตระกูลเพื่อทะลวงเข้าเพียงขั้นแรกและหวังว่าในสักวันมันจะต้องสามารถทะลวงเข้าระดับขั้นที่สองแห่งลมปราณแรกกำเนิดได้เป็แน่
หากแต่มันกลับไม่เคยคาดคิดว่าแท้จริงตัวมันกลับไม่มีหนทางเข้าสู่ลำดับถัดไปได้จะต้องเป็เพียงชั้นสวะอ่อนแอที่ติดอยู่เพียงระดับที่หนึ่งแห่งลมปราณแรกกำเนิดไปตลอดชีวิต
ในยามนี้สีหน้าของมันบิดเบี้ยวหนักขึ้นเนื่องด้วยตัวมันยอมรับสิ่งที่ได้ยินไม่ได้ มันไม่้าเป็ตัวตนที่อ่อนแอ ที่รอวันถูกคลื่นใหญ่พัดโหมกระหน่ำใส่จนตาย
“ถึงอย่างไรการรักษาเส้นลมปราณที่เสียหายของเ้านั้นใช่ว่ามันจะเป็ไปไม่ได้หากข้าได้พบเจอเ้าก่อนเมื่อครั้นที่พึ่งได้รับความเสียหายทางเส้นลมปราณละก็ มันจะง่ายดั่งการพลิกฝ่ามือเท่านั้น”
“แต่กับยามนี้แล้วชัดเจนว่าความเสียหายนี้อยู่กับเ้ามาถึง12ปีมันกระทั่งทำลายไปจนถึงจุดชีพจรลมปราณแล้วหากจะรักษาเกรงว่าในดินแดนรกร้างแห่งนี้คงไม่มีวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการรักษาได้หากแต่นี้ยังไม่ได้กล่าวถึงวิธีรักษาที่ยากเย็นยิ่งกว่าปีนป่ายสู่สรรค์ทั้งโอกาสสำเร็จก็ยังต่ำอย่างยิ่ง ตัวเ้ายามนี้หากจะนับว่าหมดหวังคงจะไม่ผิดหนัก”
“แต่. . . . . .”
“มีสิ่งหนึ่งทีสามารถทำให้ลมปราณเ้ากลับมาใช้การได้จะเรียกว่าการกำเนิดใหม่ของเส้นลมปราณคงจะไม่ผิดนัก”
ทันทีที่เทวะศักดิ์สิทธิ์สยบ์ได้กล่าวไป พลันมีเสียงหนึ่งดังเพื่อกล่าวยับยั้งการกระทำของนางชัดเจนว่าเป็เสียงที่แสดงถึงความร้อนรนและความตื่นตระหนกออกมายิ่ง
“เทวะ์ศักดิ์สิทธิ์นี่ท่านกำลังทำสิ่งใดสิ่งที่ท่านพึ่งกล่าวออกไปว่าจะนำมันออกมาเพื่อช่วยเด็กน้อยยามนี้ ชัดเจนว่าเหนือล้ำกว่าที่มันจะได้รับยิ่งหนัก นี่ยังไม่ต้องกล่าวถึงมรกตทะลวงมิติที่ล้ำค่าหาใดเปรียบ แต่หากถูกนำมาเทียบกับสิ่งที่ท่านพึ่งกล่าวออกละก็กระทั่งมรกตทะลวงมิติกลับดูไร้ค่าไปอย่างสิ้นเชิง”
“ข้าเข้าใจความคิดเ้าดีฉีอินเทียนแต่นี่เป็เพียงทางเดียวที่จะทำให้เด็กน้อยผู้นี้ก้าวสู่หนทางแห่งการฝึกตนได้ต่อเพื่อช่วยก่อร่างที่ปราศจากพิษมารดับชีพเทวะได้ด้วยพลังของเด็กน้อยยามนี้คงทำได้แค่รอคอยความตายตามอายุขัยและข้ากับเ้าก็ต้องตายกับเด็กน้อยผู้นี้อย่างเลี่ยงไม่ได้เหตุนี้กับทำให้ข้าคิดว่ามันคุ้มค่าที่จะทำมัน หากได้กับไปเพื่อแก้แค้นแล้วละก็ไม่ว่าเสียสิ่งใดสำหรับข้ามันนับคุ้มค่าทั้งสิ้น”
เสียงกล่าวอันรุนแรงของหญิงสาวได้ปล่อยกลิ่นอายแห่งความตายและจิตสังหารออกมาโดยไม่รู้ตัวเด่นชัดว่ารุนแรงเสียยิ่งกว่าจิตสังหารของกิเลนฟ้าทมิฬไปมากจนเทียบกันไม่ติดฝุ่นส่งผลให้ยามนี้หยางเทียนตัวสั่นเทาจนร่างราวจะะเิแตกสลายออกเสียให้ได้