ชายคนนั้นชะเง้อมองเมื่อเห็นกิริยาดังกล่าว
“นั่นอะไร”
เขาเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“มันคือแผนที่ขอรับ”
วารุตตอบนิ้วก็ชี้ตาก็มองอย่างพินิจพิจารณาพยายามจะเปรียบเทียบแผนที่กับผืนป่าที่อยู่ตรงหน้า
แต่ทันใดก็ถูกชายคนนั้นเอ่ยตัดบท
“ถ้าหากว่าเจ้าต้องการจะเข้าไปตามหาสัตว์ซาตาน เจ้าก็แค่เดินตามแนวต้นไม้ใหญ่ลึกเข้าไปเรื่อย ๆ เพราะตรงที่พวกเรายืนอยู่มันเป็นแค่ด้านหน้าของป่ามรกตเพียงเท่านั้น หากเจ้าต้องการตามหาพวกมันเจ้าก็แค่ต้องเดินเข้าไปข้างใน”
วารุตพับแผนที่โดยที่เขาเองก็ไม่ได้ตั้งใจ สายตาก็มองลึกเข้าไปในป่าหนาทึบ
“ไม่รู้ว่าเจ้าจะรู้ในเรื่องนี้หรือเปล่า เรื่องที่ว่าไม่มีใครค้นพบสัตว์ซาตานในป่ามรกตแห่งนี้มานานมากแล้วกว่าสามสิบปี”
ชายผู้นั้นเอ่ยต่อ
วารุตทำท่าทางเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ก็จับใจความในสิ่งที่ชายคนนั้นพูดได้
“มีกลุ่มนายพรานกลุ่มหนึ่งเคยบอกข้าเช่นนี้เหมือนกันขอรับ และข้ายังเคยได้ยินเหล่าชาวบ้านร่ำลือกันว่า ป่ามรกตเป็นเปรียบเสมือนป่าร้างไปแล้วอีกด้วย”
“มันไม่เกินจริงนักหรอก”
ชายคนนั้นเสริม
“แต่เมื่อได้ยินเช่นนี้แล้ว เจ้ายังอยากจะเข้าไปในนั้นอีกอย่างงั้นหรือ”
วารุตพยักหน้าด้วยแววตามุ่งมั่น แต่ชายคนนั้นกลับรู้สึกว่ามันช่างไร้เดียงสาซะเหลือเกิน
“ถ้าอย่างงั้นก็ตามนั้น เดินเข้าไปทางนี้เลย”
เขาเอ่ย
วารุตโค้งคำนับเสมือนเป็นการอำลา ขณะที่กำลังจะเดินจากกันไป ก็มีเสียงตะเบ็งขึ้นไล่ตามหลัง
“เจ้าชื่ออะไรพ่อหนุ่ม”
“วารุตขอรับ”
วารุตเอี้ยวตัวกลับมาตอบ
“ขอให้เจ้ากลับออกมาอย่างปลอดภัย และได้สิ่งที่เจ้าต้องการด้วยวารุต”
จากนั้นเขาก็มองตามแผ่นหลังวารุตที่ค่อยๆ ลับหายไปในป่าเบื้องหน้า
นกอีแร้งบินว่อน กลิ่นเหม็นคาวสาปลอยคละคลุ้งเตะจมูก มีซากสัตว์นอนตายเกลื่อนอยู่ทุกคนทุกแห่ง ระหว่างที่วารุตเดินย่ำเท้าย่างกายเข้ามา มันทำให้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมคนส่วนใหญ่ที่ยังสติดี ถึงนิยามให้ป่าแห่งนี้เป็นป่ารกร้าง
สังเกตได้จากพื้นหญ้าที่มีแต่รอยเท้าของผู้คนมากมายเข้ามาเหยียบย่ำ จนมันไม่มีโอกาสได้เจริญเติบโต มีสิ่งเดียวที่ดูจะเจริญเติบโตผิดหูผิดตา ก็เห็นจะเป็นเหล่าต้นไม้ขนาดใหญ่หลายสิบต้นตั้งตรงสูงตระหง่านค้ำฟ้านี้ ดูท่าว่ามันคงจะสูงขึ้นได้อีกเหมือนจะไม่มีจุดสิ้นสุด
วารุตเดินถลำลึกเข้ามาเรื่อย ๆ อากาศโดยรอบเริ่มที่จะบริสุทธิ์มากขึ้น กลิ่นเหม็นเน่าจากซากสัตว์ค่อยๆ จางหายไป เขาหยิบเอาแผนที่ขึ้นมาดู เพราะตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องเดินต่อไปยังทิศทางใด เมื่อเห็นรอยเท้าเป็นทางแยกมากกว่าหกทาง วารุตมองซ้ายมองขวา อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ใช้เวลาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกที่จะเดินตรงต่อไปข้างหน้า
จนกระทั่งปรากฏเห็นบางสิ่งบางอย่างดูเหมือนจะเป็นคนที่กำลังเดินมุ่งตรงมาในเส้นทางเดียวกัน ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง วารุตจะต้องได้เดินสวนทางกับบุคคลคนนั้นในอีกไม่ช้า
พอระยะย่นเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกที ทำไมวารุตรู้สึกว่าคนคนนี้มีเจตนาที่จะพุ่งตรงเข้ามาหาเขา และในท้ายที่สุดเขาคนนั้นก็มายืนอยู่เบื้องหน้าของเขาจนได้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้วารุตจำเป็นต้องหยุดชะงักโดยปริยาย
ชายวัยกลางคนตัวสูงร่างกายกำยำ สวมใส่โจงกระเบนยาวจรดตาตุ่มสีเขียวมรกต ท่อนบนเปลือยกายมีเพียงผ้าคลุมผืนใหญ่ปกปิดไหล่ทั้งสองข้าง ปอยผมและชายผ้าคลุมโบกสะบัดเมื่อมีสายลมกระโชกแรงพัดผ่าน ทำให้เห็นกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องและท่อนแขนเป็นมัดๆ
เขาส่งยิ้มกว้างมาหาวารุตตั้งแต่วินาทีแรกที่เด็กหนุ่มเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า
แม้ว่าเขาจะทักทายด้วยรอยยิ้ม แต่บรรยากาศโดยรอบมันช่างไม่สดใสเอาซะเลย มันอึมครึมแลดูน่าหวาดระแวง ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เป็นตอนกลางวันแสกๆ
ในดวงตาที่เห็นเพียงริบหรี่บนใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม วารุตสัมผัสใด้ถึงจิตสังหารเบาบางเพ่งออกมา วารุตตัดสินใจก้าวถอยหลังไปอย่างช้าๆ ทีละก้าว ทีละก้าว หวังจะทิ้งระยะห่าง
เขาฉีกรอยยิ้มมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อเห็นวารุตตอบสนองเช่นนั้น เขาถึงขั้นหัวเราะร่า เมื่อเห็นท่าทีที่ดูละแวกระวังตัวอย่างสุดขีดของวารุต
“ไม่เห็นจะต้องกลัวขนาดนั้นเลย ข้าก็แค่คนมาเดินป่า”
เขาเอ่ย ส่วนวารุตยังคงยืนนิ่งไม่กล้าที่จะละสายตา
“อะไรกัน ผ่อนคลายกว่านี้หน่อยสิ ว่าแต่เจ้ามาที่นี่ต้องการจะได้สัตว์แบบไหนอย่างงั้นหรือ แล้วเป้าหมายล่ะ ความทะเยอทะยานล่ะ เจ้าอยากได้ อยากเป็นอะไร มหาเศรษฐีผู้เรืองอำนาจเต็มเปี่ยมไปด้วยข้าทาสบริวาร หรือเจ้าหัวเมืองใหญ่ที่มีพื้นที่มากมายอยู่ภายใต้อาณัติ จอมโจรสุดแข็งแกร่งที่ไม่ว่าใครจำต้องเกรงขาม หรือว่าเจ้าอยากที่จะสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์”