ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 155 โหดเหี้ยมอำมหิต

            ในตอนนั้นเอง ด้านหลังของทั้งสองคนอยู่ๆ ก็มีเสียงของคนผู้หนึ่งดังขึ้น

            “น้องหลิน เอ่อ...คุณชายเหวินชางแห่งกลุ่มสมาคมการค้าตระกูลจ้าวไปไหนหรือ? พวกเขายังมีติดค้างชุดเกราะกับแหวนพระสุเมรุที่ไม่ได้ส่งมอบให้ข้าอยู่นะ?ท่านช่วยเร่งให้ข้าหน่อยได้หรือไม่?”

            “เร่งอะไร? จ้าวเหวินชางไม่ใช่ลูกข้าเสียหน่อยขนาดลูกข้าเองข้ายังไปยุ่งไม่ได้เลย... แต่ความจริงแล้วถ้าอยากจะให้ผลิตเร็วขึ้นกว่านี้อีกละก็เรื่องมันก็ง่ายนิดเดียวนะ...”

            “อย่างไรรึ?” หลานห่ายเบิกตากว้าง

            “เพิ่มเงินสิเพิ่มเงิน! ถ้าเพิ่มเงินให้จะรีบส่งมอบของให้เลย”หลินเฮ่ายวนพูดเรื่องน่าไม่อายสุดขีดออกมาด้วยท่าทางจริงจังสุดขีด

            ทั้งหลานห่ายและหยูยี่ถึงกับเหลือกตามองบนกันอย่างพร้อมเพรียง

            ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ

            ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าไอ้ความ หน้าเงินโดยธรรมชาติของหลินหยางมันได้มาจากใคร

            และในตอนที่เซียวหยันหลานห่ายกำลังพูดคุยต่อรองกับหลินเฮ่ายวนอยู่นั่นเอง

            บริเวณทางเข้าเวทีแห่งนี้ที่อยู่ด้านล่างนั้น จ้าวเหวินชางและหั่วเอ๋อร์ทั้งสองก็กำลังคาบไม้จิ้มฟันไว้ในปากพร้อมกับเดินเอื่อยๆไปทางที่นั่งพิเศษด้านบนด้านหลังทั้งสองเองก็มีองค์หญิงเซียวเซียงที่ปลอมตัวโดยการใส่ชุดชาวบ้านธรรมดาตามหลังมาด้วย

            สหายตัวกลมจ้าวเหวินชางตอนนี้มีสีหน้าที่ดูอิ่มเอิบและพอใจสุดขีดพร้อมกับแบกท่านหั่วเอ๋อร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่เกาะอยู่บนไหล่ไปด้วยซึ่งตลอดทั้งทางนี้เขาหันไปพยักหน้าให้กับองค์หญิงเซียวเซียงต่อเนื่องไม่หยุด

            “พี่เจ้าหญิงอาหารเช้าวันนี้มันช่างยอดเยี่ยมเสียจริงๆ เลยใต้หล้านี้เกรงว่าคงมีแค่ห้องเสวยของพระราชวังโล่ยื่อเราเท่านั้นที่สามารถปรุง ‘ซุปแปดมณี’ รสชาติแบบนี้ออกมาได้...”

            “เออะ...”

            หั่วเอ๋อร์เองก็เรอออกมาหลายครั้ง “ใช้ได้ใช้ได้ แม่หนูเซียวเซียงเห็นแก่ที่เจ้าใส่ใจขนาดนี้ ถ้าข้าได้เจอเจ้าหลินหยางน้อยอีกเมื่อไหร่ข้าจะช่วยเจ้าพูดกล่อมดีๆ สักสองสามประโยค ให้มันรีบยอมรับเจ้าเป็นเจ้าสาวเร็วๆ หน่อย...”

            “ฮิฮิ อย่างนั้นก็ต้องขอบพระคุณหั่วเอ๋อร์มากเลยละ!”เซียวเซียงแย้มยิ้มน้อยๆ ออกมา ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องล้อเล่นของหั่วเอ๋อร์สักเท่าไร

            แต่ในตอนที่พวกเขากำลังจะขึ้นไปบนที่นั่งพิเศษนั่นเองเส้นทางพิเศษสำหรับจอมยุทธ์ที่อยู่ข้างๆ พลันมีเงาร่างสายหนึ่งค่อยๆ เดินผ่านไป

            “เอ๋?”

            หั่วเอ๋อร์อยู่ก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกเย็นยะเยือกสายหนึ่งจากด้านหลัง

            “เป็นไรไปหรือ หั่วเอ๋อร์?” เซียวเซียงเองก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติเล็กๆ เหมือนกัน

            “เอ่อ...ไม่มีอะไรกระมัง สงสัยเมื่อเช้าจะกินเยอะไปหน่อยก็เลยสะอึกน่ะ” หั่วเอ๋อร์ส่ายหัวไปมาหันไปมองหาทั่วทุกทิศ แต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติอีกเลย

            เจ้านกน้อยตัวนี้มันเป็นพวกใจเย็นไม่สนโลกตั้งแต่เกิดอยู่แล้วแต่เซียวเซียงที่อยู่ข้างมันนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ

            นางกัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ จากนั้นก็หมุนลูกตาไปมาหนึ่งรอบแล้วจึงเดินตามจ้าวเหวินชางขึ้นที่นั่งพิเศษไป

            นางไม่ได้ไปทักทายพ่อของนางก่อนแต่เลือกที่จะเดินไปหาเซี่ยฉี่หลงที่กำลังทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยแทนจากนั้นก็มอบหมายหน้าที่สองสามอย่างให้เขาไปแล้วจึงค่อยเดินกลับไปที่กลุ่มคนที่กำลังนั่งอยู่ไปหาจีหยูยี่ที่อยู่ในนั้นแล้วเริ่มพูดคุยบางอย่างขึ้น

            เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นบริเวณด้านล่างก็มีเสียงประทัดดังขึ้นงานประลองที่จัดขึ้นวันนี้กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

            การแข่งขันในวันนี้จะเป็นรูปแบบแพ้คัดออกรอบแรกหาผู้ชนะออกมาก่อนแปดคนจากทั้งหมดสิบหกคน ส่วนอีกแปดคนที่แพ้ไปนั้นให้ประลองกันเพื่อหาอีกสองคนไปรวมกับผู้ชนะรอบแรกเป็นลำดับที่เก้าและสิบหลังจากนั้นให้ทั้งสิบคนประลองกันเพื่อหาสี่คนที่มีความสามารถมากที่สุดแล้วค่อยมาคัดเลือกหาผู้ชนะเลิศคนสุดท้ายที่เก่งที่สุดในการประลองครั้งนี้อีกที

            ซึ่งก่อนการประลองครั้งนี้จะเริ่มขึ้นก็มีผู้เข้าแข่งขันบางส่วนที่ถูกจับตามองว่าเป็นมือวางอันดับหนึ่งที่ดูน่าจะมีสิทธิชนะเลิศมากที่สุดแล้วด้วยซึ่งก็คือเหล่าวัยรุ่นจากราชอาณาจักรโล่ยื่อที่ช่วงนี้มีฝีมือที่โดดเด่นเป็นพิเศษเช่น

            ลูกชายคนโตของแม่ทัพผู้พิทักษ์อาณาจักรฉายาว่าราชันนักรบวัยเยาว์ - จูเจินหยวน

            ผู้ที่ออกเดินทางแสวงธรรมตั้งแต่เด็ก ต่อมาก็ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของหนึ่งในสี่ศาสนาใหญ่“ศาสนาวิญญาณจักรพรรดิ” ผู้ใช้อสูรอัจฉริยะ - มู่เทียนหยาง

            คุณชายลำดับที่สองของตระกูลสามัญชนที่ใหญ่ที่สุดในอาณาจักรโล่ยื่ออย่างตระกูลฮว๋างฝู่ - ฮว๋างฝู่ซง

            และสุดท้ายคือ ผู้ที่โด่งดังมากที่สุดในงานนี้ เจ้าชายลำดับที่สามของพระราชาเซียวหยันผู้ถูกกล่าวขานว่าเป็นยอดฝีมืออัจฉริยะวัยเยาว์ที่เก่งที่สุดของราชอาณาจักรโล่ยื่อ - เซียวฮว๋างฉี

            ทั้งสี่คนนี้ล้วนเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในเมืองฮุยยื่อแห่งนี้โดยเฉพาะเซียวฮว๋างฉีที่โดดเด่นมากที่สุด

            เขาที่มีสถานะเป็นเจ้าชายนั้นทำให้มีสภาพแวดล้อมและทรัพยการอย่างพร้อมสรรพ ช่วงอายุยี่สิบต้นๆ ก็สามารถฝึกฝนจนสามารถก้าวขึ้นไปสู่ขอบเขตพลังระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางได้แล้วในบรรดาผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดนั้น เขาเป็นคนที่แข็งแกร่งมากที่สุดถ้าหากไม่เกิดเรื่องเหนือความคาดหมายขึ้น ผู้ชนะเลิศของงานประลองครั้งนี้ก็คงหนีไม่พ้นเงื้อมมือเขาแล้ว

            ส่วนอีกสิบสองคนที่เหลือเองก็เป็นเด็กหนุ่มที่มีพรสวรรค์ไม่ธรรมดากันทั้งนั้นหลังจากสิ้นเสียงของผู้ประกาศลงแล้วผู้เข้าแข่งขันทั้งสิบหกคนก็ได้ก้าวขึ้นมาอยู่บนเวทีประลองอย่างรวดเร็ว

            เหล่าผู้ชมทั่วทั้งอัฒจันทร์นับแสนคนตอนนี้ต่างก็รู้สึกตื่นเต้นเร่าร้อนขึ้นมาแล้ว

            แต่ละคนล้วนส่งเสียงเรียกชื่อของผู้เข้าแข่งขันที่ตัวเองชื่นชอบออกมาอย่างสุดกำลังทำเอาบรรยากาศทั่วทั้งสนามนี้พลันเร่าร้อนขึ้นจนถึงขีดสุด

            เซียวหยันที่เป็นผู้นำของอาณาจักรก็ได้กล่าวเปิดงานสั้นๆ ไม่กี่คำจากนั้นไม่นานก็มอบเวทีให้กับเหล่าผู้เข้าแข่งขันได้แสดงฝีมือกัน

            ซึ่งการแบ่งกลุ่มครั้งนี้นั้นผู้ที่ได้ประลองรอบแรกก็คือเจ้าชายเซียวฮว๋างฉีผู้ที่โด่งดังมากที่สุดในงานประลองครั้งนี้นั่นเอง

            ส่วนคู่ต่อสู้ของเขานั้นนับว่าโชคร้ายสุดๆ

            การประลองรอบแรกก็ต้องมาเจอตัวเต็งที่มีแววว่าจะชนะเลิศมากที่สุดเสียอย่างนั้นชายหนุ่มผมดำที่ชื่อว่า วูเถี่ย คนนี้เป็นไปได้สูงมากว่าเส้นทางในงานประลองครั้งนี้คงต้องจบลงอย่างรวดเร็วแต่เพียงเท่านี้แล้ว

            “ขอเชิญผู้เข้าแข่งขั้นทั้งสองท่านเข้าสู่สนามด้วยเอาละ เริ่มการแข่งขันได้”

            หลังจากที่พิธีกรกล่าวประกาศออกไปแล้วการแข่งขันก็ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ

            เซียวฮว๋างฉีกระโดดขึ้นไปบนฟ้าด้วยท่าทางอันสง่างามจากนั้นก็ร่อนลงมาบนเวทีอย่างเบาหวิว

            แค่ออกท่าทางหน่อยเดียวก็สามารถเรียกเสียงเชียร์จากเหล่าผู้ชมได้อย่างดังสนั่น

            “ว้าว! หล่อมากเกินไปแล้ว!!”

            “เซียวฮว๋างฉี ข้าอยากคลอดลูกให้ท่านจังเลย!!”

            เสียงเชียร์อันมหาศาลดังขึ้นมาถึงบนเวทีราวกับคลื่นยักษ์ซัดสาดเข้ามาอย่างรุนแรงพอเทียบกันแล้ว คู่ต่อสู้ตรงหน้าที่ชื่อวูเถี่ยนั้นก็เหมือนกับว่าถูกบรรยากาศในตอนนี้กดดันจนสูญเสียความมั่นใจไปถึงกับเดินขึ้นเวทีไปอย่างโซซัดโซเซ

            เฮอะ...

            ผู้ชมด้านล่างพลันส่งเสียงสบประมาทขึ้น

            แค่ดูจากท่าร่างตอนขึ้นเวทีก็มองเห็นความต่างของพลังได้แล้ว

            เซียวฮว๋างฉีที่เป็นเจ้าชายนั้น ดูมีราศีจับอย่างสง่างาม

            เขามองดูวูเถี่ยที่ค่อยๆก้าวขึ้นเวทีอย่างเชื่องช้าอีกฝ่ายเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ชื่อดังของสำนักฝึกวิทยายุทธ์สำนักหนึ่งในเมืองฮุยยื่อทั้งสองฝ่ายต่างก็เคยพบเจอกันมาแล้ว เขาจึงยกมือขึ้นแสดงความเคารพว่า

            “พี่น้องวู ไม่ได้พบกันนาน... เอ่อ พี่น้องวู?ท่านเป็นอะไรหรือเปล่า?”

            เขาพลันรู้สึกได้ถึงความผิดปกติของวูเถี่ยที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา

            วูเถี่ยปกตินั้นจะไว้ผมยาวสีดำเป็นประกายโดยรวบไว้ที่ด้านหลังยามทีมันสะบัดก็จะส่งกลิ่นหอมโชยออกมา

            แต่ว่าวันนี้เขากลับไม่ได้รวบผมเอาไว้แต่ปล่อยให้มันรุงรังจนปิดดวงตาเอาไว้

            “หึหึ”

            วูเถี่ยไม่ได้ตอบคำถามของเซียวฮว๋างฉีแต่ยิ้มออกมาอย่างลึกลับจนเผยให้เห็นฟันสีขาวๆ ของเขา

            รอยยิ้มทำให้เซียวฮว๋างฉีพลันรู้สึกถึงลมหนาวสายหนึ่งที่พัดผ่านหัวเขาไปพริบตานั้นเขาก็ถึงขั้นหลั่งเหงื่ออันเย็นเยียบออกมา

            เกิดอะไรขึ้นกัน?

            วูเถี่ยมันเป็นอะไรน่ะ?

            ทำไมถึงได้ดูน่าหวาดกลัวขนาดนี้ได้

            เซียวฮว๋างฉีสามารถมองเห็นดวงตาที่ถูกผมรุงรังนั่นปิดไว้ได้แบบรางๆซึ่งดวงตาของอีกฝ่ายที่เขามองเห็นนั้นเป็นสีดำสนิทไม่มีส่วนที่เป็นสีขาวเลยแม้แต่น้อย ดวงตาแบบนั้นมันดวงตาของปีศาจร้ายชัดๆ

            “ถ้าผู้เข้าแข่งขันทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาอะไรละก็เตรียมพร้อม” พิธีกรที่อยู่ด้านข้างเหมือนจะไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความผิดปกตินี้จึงเตรียมพร้อมเริ่มการต่อสู้แล้ว

            “รอเดี๋ยวก่อน”

            แต่เซียวฮว๋างฉีที่เป็นถึงเจ้าชายนั้นก็ย่อมต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว

            เขาสัมผัสได้ว่าวูเถี่ยในวันนี้ดูผิดปกติจริงๆจึงยื่นมือไปขอหยุดก่อน จากนั้นก็เดินเข้าไปหาวูเถี่ยด้วยความเป็นห่วง

            “พี่น้องวู ท่านมีตรงไหนที่รู้สึกไม่สบายใช่หรือเปล่า?”

            เจ้าชายผู้ใจดีท่านนี้พอเดินไปจนระยะห่างระหว่างเขากับวูเถี่ยหรือประมาณสองเมตรแล้วก็เกิดเรื่องคาดไม่ถึงขึ้นทันที

            “หึหึ...น่าเบื่อจริงๆ ตอนแรกกะว่าจะเล่นด้วยก่อนสักหน่อยแต่ว่าเริ่มแผนการให้เร็วขึ้นหน่อยก็ดีเหมือนกัน...”

            “ผู้เข้าแข่งขันวูเถี่ยท่านกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่? ท่านยังปกติดีอยู่ไหม? ผู้เข้าแข่งขันวูเถี่ย?”

            พิธีกรที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาเองก็เป็นถึงยอดฝีมือะดับอวิ้นหลิงขั้นต้นเหมือนกันตอนนี้เขาเองก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติของวูเถี่ยเหมือนกันจึงเดินเข้ามาตบไหล่ของอีกฝ่าย หวังจะตรวจสอบอาการของวูเถี่ย

            น่าเสียดายที่วูเถี่ยพลันยื่นฝ่ามือพิฆาตสีดำออกมา

            ตูม

            พิธีกรระดับอวิ้นหลิงผู้นั้นถูกฝ่ามือนี้ซัดใส่จนตัวแตกกระจายกลายเป็นเศษเนื้อทั้งเศษเนื้อทั้งเลือดระเบิดขึ้นจนพุ่งขึ้นไปบนฟ้าสูงสิบกว่ามตรแรงอัดกระแทกนั่นรุนแรงจนเซียวฮว๋างฉางที่ยืนอยู่ข้างๆ ถูกซัดจนกระเด็นออกมาอย่างสิ้นท่า

            “อ๊ากก”

            เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกะทันหันเกินไปแต่มันก็ทำให้ทั่วทั้งสนามเกิดความโกลาหลขึ้นทันที

            เหล่าผู้ชมทั้งหลายมีหรือจะเคยเห็นฉากอันโหดเหี้ยมอำมหิตแบบนี้เพียงครู่เดียวก็พากันหาทางหนีออกไปกันอย่างอลหม่านวุ่นวายทันที

            แต่ในสนามที่จุคนไว้นับแสนคนแบบนี้ ไม่มีทางที่จะออกไปได้ง่ายๆอยู่แล้วเหล่าผู้คนที่สูญเสียเหตุผลไปแล้วก็พากันเบียดเสียดอัดกันเป็นก้อนกลายเป็นคลื่นมนุษย์ขนาดมหึมาแต่ก็ไม่สามารถออกไปด้านนอกได้อย่างรวดเร็วเท่าไรนัก

            เกิดการเหยียบกันขึ้นอย่างที่มิอาจเลี่ยงได้

            ถึงแม้ว่าจะมีเหล่าทหารองครักษ์ของราชอาณาจักรโล่ยื่อคอยรักษาความสงบอยู่ก็ตามแต่ก็ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์อันวุ่นวายนี้ให้ดีขึ้นได้เลย

            วูเถี่ยที่อยู่บนเวทีนั้นยืนมองดูภาพตรงหน้าด้วยใบหน้าเปื้อนเลือดพร้อมกับรอยยิ้มอันเย็นชาอย่างน่าหวาดกลัว