ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

    หลู่หลิงเจียง

    ณ มิติพิเศษซึ่งเป็นที่ตั้งขององค์กรแสงทมิฬ

    ภายในห้องพักที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยกลิ่นอายที่ลึกล้ำ

    ชายวัยกลางคนที่หล่อเหลาสวมชุดคลุมสีดำยาวเดินไปมาด้วยท่าทีกังวล

    ชายวัยกลางคนผู้นี้ก็คือผู้นำองค์กรแสงทมิฬ นามว่า หลู่หลิงเจียง 

    หลังจากที่เมื่อครึ่งชั่วยามก่อนในขณะที่เขากำลังเตรียมตัวพักผ่อน แต่ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆจิตใจของเขาถึงรู้สึกถึงลางร้ายขึ้นมาอย่างกระทันหัน ราวกับว่ามันจะมีเรื่องไม่ดีบางอย่างเกิดขึ้น

    “ ความรู้สึกที่แย่ๆแบบนี้จู่ๆก็เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน หรือว่าจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นมา? ” หลู่หลิงเจียงพึมพำพร้อมกับมองไปยังดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน

    “ หรือว่ามันจะเกิดเรื่องกับพวกหน้ากากผีเสื้อ? ” หลู่หลิงเจียงหรี่ตาลง

    ทันใดนั้นสีหน้าของหลู่หลิงเจียงก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา เขารีบใช้มือกุมไปที่หัวใจของเขาด้วยแววตาเบิกกว้าง

    จากนั้นเขาก็พบว่ามีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าของเขา ซึ่งเงาร่างนั้นก็คือหน้ากากผีเสื้อหรือเซวียนเหอลู่

    “ เหอลู่นี้เจ้า?! ” หลู่หลิงเจียงตกใจ เพราะเขารู้ดีว่าการที่จู่ๆจะมีจิตวิญญาณของเซวียนเหอลู่ปรากฏออกมาก็มีความเป็นไปได้เดียวก็คือตอนนี้เซวียนเหอลู่ได้ตายไปแล้ว

    เนื่องจากในอดีตตอนที่หลู่หลิงเจียงยังเป็นเพียงแค่ยอดฝีมือระดับเซียนปฐพี เขาได้ผ่านไปยังหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง แล้วในตอนนั้นหมู่บ้านแห่งนั้นได้ถูกโจรป่าที่เป็นเพียงเซียนแท้

    หลู่หลิงเจียงได้เข้าไปที่หมู่บ้านแห่งนั้นและสังหารพวกโจรป่าจนหมดสิ้น เสียดายที่คนในหมู่บ้านถูกสังหารจนหมดสิ้น 

    ในตอนที่หลู่หลิงเจียงกำลังจะจากไป จู่ๆเขาก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้นจากบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล เขาจึงเข้าไปตรวจสอบและเขาก็พบกับเซวียนเหอลู่ที่ได้รับบาดเจ็บนอนหมดสติอยู่ 

    ด้วยความสงสารหลู่หลิงเจียงจึงรับเลี้ยงเซวียนเหอลู่ตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา เขาได้ฝึกฝนและช่วยเหลือเซวียนเหอลู่จนเติบโต จนนางกลายเป็นยอดฝีมือระดับเซียนอมตะ 

    ซึ่งความสัมพันธ์ของทั้งสองก็เหมือนกับพี่น้องกัน เพราะหลู่หลิงเจียงก็มองดูเซวียนเหอลู่เหมือนกับน้องสาวแท้ๆของตัวเอง ส่วนเซวียนเหอลู่ก็มองหลู่หลิงเจียงเป็นเหมือนกับพี่ชายและผู้มีพระคุณของนาง

    เพราะแบบนี้ทั้งสองจึงสนิทกันมาก ถ้าหากหลู่หลิงเจียงต้องการรู้ข้อมูลของกองกำลังไหน เซวียนเหอลู่จะไปตรวจสอบด้วยตัวเอง และก็เป็นเพราะแบบนี้ทุกๆคนจึงรู้ว่าต่อให้ทุกๆคนจะทรยศต่อองค์กรแสงทมิฬ แต่สำหรับเซวียนเหอลู่นางจะเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ทรยศ และจะยอมตายไปพร้อมกับหลู่หลิงเจียง

    “ พี่หลิงเจียงข้าได้ใช้พลังส่วนหนึ่งในการแยกวิญญาณมาหาท่าน ตอนนี้พลังของข้าเหลืออยู่น้อยนิดข้าจึงต้องรีบบอกกับท่านว่า ท่านห้ามไปยุ่งกับตระกูลหนานเป็นอันขาด เพราะพวกมันมีเซียนอมตะขั้นสมบูรณ์อยู่ถึงสี่คนไม่สิข้าอาจจะคิดว่ามันอาจจะมีมากกว่านั้นด้วยซ้ำ สำหรับคนที่บุกไปยังตระกูลหนานตอนนี้พวกเขาถูกสังหารจนหมดแล้ว แล้วก็หลังจากนี้ไปท่านต้องดูแลตัวเองให้ดีข้าไม่ได้อยู่ข้างกายท่านแล้ว ข้าขอให้ท่านเอาชนะพวกตระกูลหลู่ของท่านให้ได้ ” เซวียนเหอลู่กล่าวด้วยรอยยิ้มก่อนที่จิตวิญญาณของนางก็ค่อยๆหายไปอย่างช้าๆ

    “ เหอลู่เจ้า… ” หลู่หลิงเจียงกล่าวพร้อมกับพยายามใช้มือจับไปที่วิญญาณของเซวียนเหอลู่

    ดวงตาของหลู่หลิงเจียงมีหยดน้ำไหลรินออกมาอย่างช้าๆ จากนั้นเขาก็กำมือแน่น

    “ ตระกูลหนานแข็งแกร่งขนาดนั้นเชียวหรือ ” หลู่หลิงเจียงพึมพำด้วยความตกใจ เขานึกไม่ถึงเลยว่าตระกูลหนานที่มาจากเส้นทางเล็กๆจะซ่อนความแข็งแกร่งของตัวเองไว้ขนาดนี้ ในตอนแรกเขาคิดว่าแค่มีเซียนนิรันดร์ก็นับว่าเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งมากแล้วในเส้นทางเหล่านั้น แต่สุดท้ายแล้วแม้กระทั้งเซียนอมตะก็ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของพวกมัน

    “ บ้าเอ้ยแล้วแบบนี้ข้าจะล้างแค้นพวกสารเลวตระกูลหลู่ได้อย่างไร?!! ” หลู่หลิงเจียงคำรามออกมาด้วยความโกรธ

    สาเหตุที่หลู่หลิงเจียงสร้างองค์กรแสงทมิฬขึ้นมาก็เพื่อที่จะทำลายตระกูลหลู่ ซึ่งเป็นตระกูลของเขาเอง แต่ตอนนี้สิบสามพิทักษ์ถูกสังหารไปถึงเก้าคนแล้ว ทำให้ความแข็งแกร่งขององค์กรแสงทมิฬตกต่ำลงอย่างมาก 

    สำหรับตระกูลหลู่ พวกเขานับว่าเป็นตระกูลที่แข็งแกร่งอย่างมากในเส้นทางระดับกลาง เพราะพวกเขามียอดฝีมือระดับเซียนอมตะขั้นสมบูรณ์ถึงสามคนด้วยกัน 

    สาเหตุที่หลู่หลิงเจียงโกรธแค้นตระกูลหลู่ก็เพราะ ในอดีตตอนที่หลู่หลิงเจียงยังเป็นเพียงแค่รุ่นเยาว์ มารดาของเขาเป็นบุตรสาวของผู้อาวุโสตระกูลหลู่ เพียงแต่ในตอนนั้นมารดาของเขาป่วยหนักจึงเดินทางกลับไปยังตระกูลหลู่เพื่อขอความช่วยเหลือ 

    แต่เนื่องจากในอดีตมารดาของเขาที่หลบหนีออกจากตระกูลหลู่ไปแต่งงานกับทายาทของตระกูลเล็กๆแห่งหนึ่งในพื้นที่ห่างไกล นางจึงถูกตระกูลหลู่ถอดออกจากตระกูลและแม้แต่บิดาของนางก็ยังขับไล่และไม่สนใจใยดีด้วยซ้ำ

    มารดาของเขานั่งคุกเข่าอยู่ที่หน้าทางเข้าจวนตระกูลหลู่เป็นเวลาหลายวัน แต่ก็ไม่มีคนของตระกูลหลู่ออกมาแม้แต่คนเดียว แถมผู้อาวุโสที่เป็นท่านปู่ของหลู่หลิงเจียงปฏิเสธแถมยังขับไล่ให้มารดาของเขากลับไปจากตระกูลหลู่ เมื่อเห็นว่าตระกูลหลู่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ มารดาของเขาจึงจะกลับไปยังบ้านของพวกเขาเอง แต่ระหว่างทางพวกเขาถูกคนของตระกูลหลู่ดักทำร้าย

    โชคดีที่ได้ยอดฝีมือท่านหนึ่งช่วยเหลือและพากลับสู่บ้านได้อย่างปลอดภัย ภายหลังยอดฝีมือท่านนั้นก็ได้กลายเป็นอาจารย์ของหลู่หลิงเจียง 

    เพราะแบบนี้หลู่หลิงเจียงจึงได้โกรธแค้นตระกูลหลู่เป็นอย่างมาก ในเมื่อไม่ช่วยเหลือแล้วทำไมยังใจร้ายลอบโจมตีแม่ของเขาอีก 

    ส่วนที่ว่าทำไมหลู่หลิงเจียงถึงได้รวบรวมเส้นทางระดับล่างจำนวนมากก็เพราะเขาต้องการที่จะดูดซัพจิตวิญญาณของเส้นทางเหล่านั้นให้กลายเป็นพลังของตัวเอง แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่ไร้หัวใจขนาดนั้น เพราะเขาต้องการดูดซัพพลังเส้นทางเพียงแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น

    จิตวิญญาณเส้นทางก็เหมือนกับชีพจรโลกแต่ยิ่งใหญ่และมีพลังอันมหาศาลมากกว่า ถ้าหากเส้นทางที่ขาดจิตวิญญาณไปเส้นทางเหล่านั้นจะค่อยๆล่มสลายไปอย่างช้าๆ แต่ละเส้นทางก็จะมีจิตวิญญาณเป็นของตัวเอง เพียงแต่การที่จะค้นหาจิตวิญญาณเหล่านั้นได้จำเป็นต้องได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ปกครองเส้นทางเสียก่อน เพราะเส้นทางแต่ละเส้นทางก็จะมีความคิดเป็นของตัวเองซึ่งก็เหมือนกับมีจิตวิญญาณเป็นของตัวเองนั่นเอง

    เพราะแบบนี้หลู่หลิงเจียงจึงต้องการที่จะยึดครองเส้นทางระดับล่างก่อน แล้วก็พัฒนาตัวเองจนแข็งแกร่งเพียงพอแล้วค่อยไปยึดครองเส้นทางระดับกลางและระดับสูง และเขาจะกลับไปแก้แค้นตระกูลหลู่ให้ได้

    และอีกอย่างสิ่งนี้เป็นความลับที่ไม่เคยมีใครล่วงรู้มาก่อน มีเพียงแค่หลู่หลิงเจียงเท่านั้นที่รู้ เพราะเขาได้ไปพบเจอสุสานของยอดฝีมือระดับเซียนอมตะขั้นสมบูรณ์ผู้หนึ่งในช่วงหลายร้อยปีก่อน ในสุสานนั้นบันทึกเอาไว้ว่า ถ้าหากยอดฝีมือคนไหนดูดซัพจิตวิญญาณของเส้นทางไป พวกเขาจะแข็งแกร่งและทรงพลังเป็นอย่างมาก เพียงแต่มันก็มีความเสี่ยงเช่นเดียวกันเพราะถ้าหากไม่ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ร่างกายของคนที่ดูดซัพจิตวิญญาณจะระเบิดเพราะไม่สามารถทนรับพลังอันมหาศาลได้สำเร็จ

    หลังจากที่เสียใจกับการจากไปของเซวียนเหอลู่อยู่ครู่หนึ่ง หลู่หลิงเจียงก็ค่อยๆลุกขึ้นยืนพร้อมกับเช็ดน้ำตาจากนั้นดวงตาของเขาก็กลายเป็นมุ่งมั่นขึ้นมา

    “ หลังจากที่ข้าทำลายตระกูลหลู่เสร็จแล้ว ตระกูลหนานพวกเจ้าจะต้องถูกทำลายเช่นกัน! ” หลู่หลิงเจียงกำหมัดแน่นพร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหาร

    จากนั้นหลู่หลิงเจียงก็ได้เรียกประชุมสิบสามพิทักษ์ทั้งหมด ที่ตอนนี้เหลือเพียงแค่สี่คนเท่านั้น

    ตัดกลับมาที่ตระกูลหนาน

    หลังจากที่เก็บกวาดเศษซากขององค์กรแสงทมิฬเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกๆอย่างก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

    สำหรับเรื่องการแก้แค้นขององค์กรแสงทมิฬ หนานหมิงไม่เคยกลัวอยู่แล้ว เพราะถึงอย่างไรเขาเชื่อว่าองค์กรแสงทมิฬคงไม่มียอดฝีมือที่แข็งแกร่งในระดับจ้าวเซียนอย่างแน่นอน แต่ถึงแม้ว่าจะมีแต่หนานหมิงก็ไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย

    ในขณะที่หนานหมิงกำลังนั่งเล่านิทานให้กับหนานเหม่ยจีฟัง จู่ๆหนานเทียนอวิ๋นก็วิ่งเข้ามาและกล่าวขึ้นว่า “ ท่านพ่อเรื่องเล่านิทานเป็นงานของข้านะท่านจะมาแย่งข้าเล่านิทานให้เหม่ยจีฟังได้อย่างไร! ” 

    หนานหมิงหัวเราะร่าและลูบหัวหนานเทียนอวิ๋นเบาๆก่อนที่จะกลา่วว่า “ ถ้าหากเจ้าอยากเล่าก็เล่าเถอะ ” 

    จากนั้นหนานหมิงก็ได้ขยับมานั่งข้างๆและฟังหนานเทียนอวิ๋นเล่านิทานให้กับหนานเหม่ยจีฟัง

    ในขณะนั่นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นก่อนที่จะเป็นหนานเฟยหยุนปรากฏตัวขึ้นมา

    “ มาคุยกันหน่อย ” หนานเฟยหยุนกล่าวขึ้น

    หนานหมิงพยักหน้าและบอกให้หนานเทียนอวิ๋นดูแลน้องดีๆจากนั้นเขาก็ลุกขึ้นและเดินไปหาหนานเฟยหยุน

    ทั้งสองเดินเล่นจนไปถึงสวนดอกไม้ที่อยู่ด้านหลังคฤหาสน์

    “ ท่านพ่อมีเรื่องอะไรงั้นหรือ? ” หนานหมิงถามขึ้นด้วยความสงสัย

    หนานเฟยหยุนถอนหายใจและกล่าวขึ้นว่า “ อีกสามปีข้าจะลงจากตำแหน่งและจะให้พี่ใหญ่ของเจ้าขึ้นเป็นผู้นำตระกูลต่อจากข้า เจ้าคิดว่าอย่างไร? ” 

    หนานหมิงประหลาดใจขึ้นมาและถามกลับไปว่า “ ท่านพ่อท่านก็ยังแข็งแรงอยู่เลยทำไมถึงรีบลงจากตำแหน่งล่ะ? ” 

    หนานเฟยหยุนยิ้มและกล่าวว่า " แม้ว่าข้าจะยังแข็งแรงและยังมีเวลาอีกเยอะในการจัดการปัญหาต่างๆ แต่ข้าก็รู้สึกเบื่อๆแล้วล่ะ ข้าอยากที่จะพาแม่ของเจ้าเที่ยวเล่นบ้าง ถ้าหากข้ายังเป็นผู้นำตระกูลอยู่ข้าก็คงไม่มีเวลาพาแม่ของเจ้าท่องเที่ยวไปทั่วโลกหรือโลกใบอื่น 

    และอีกอย่างตอนนี้ตระกูลหนานก็แข็งแกร่งเพียงพอสำหรับเส้นทางจิวหยางแล้วหรือแม้กระทั้งเส้นทางอื่นๆตระกูลหนานเองก็นับว่าเป็นกองกำลังแถวหน้า ถ้าหากไม่นับพวกกองกำลังที่มีเซียนนิรันดร์อยู่ล่ะนะ นอกจากนี้ถ้าหากข้าได้พาแม่ของเจ้าท่องเที่ยวไปล่ะก็ไม่แน่ว่าเจ้าอาจจะมีน้องก็ได้ใครจะไปรู้ " 

    สำหรับตระกูลหนานในตอนนี้พวกเขามียอดฝีมือระดับเซียนศักดิ์สิทธิ์อยู่หลายคนแล้ว ทำให้ตระกูลหนานนับว่าเป็นหนึ่งในกองกำลังชั้นยอดของเส้นทางจิวหยาง และถ้าหากให้เวลาพวกเขาอีกสักสิบปี ร้อยปี เชื่อได้เลยว่าในอนาคตพวกเขาจะมีเซียนนิรันดร์ปรากฏขึ้นมาอย่างแน่นอน

    แต่ถึงอย่างนั้นตอนนี้พวกเขาก็ต้องพยายามที่จะพัฒนาโลกเทียนจวินให้แข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับพลังของเซียนนิรันดร์ให้ได้เสียก่อน สำหรับเซียนอมตะหรือขั้นที่สูงกว่านั้นค่อยว่ากันทีหลัง

    หนานหมิงกลอกตาเล็กน้อยและกล่าวว่า " ท่านก็แค่ขี้เกียจทำงานไม่ใช่หรือยังไง ทำอย่างกับปัจจุบันท่านทำงานมากนักล่ะ ตอนนี้ท่านก็โยนงานทุกอย่างให้พี่ใหญ่หมดแล้วด้วย เรียกได้ว่าในช่วงหลายปีมานี้พี่ใหญ่คอยจัดการกับปัญหาต่างๆแทนท่านทั้งหมดแล้ว

    แต่ข้าและคนอื่นๆก็น่าจะรู้แหละว่าท่านทำแบบนี้ก็เพื่อให้พี่ใหญ่สร้างฐานอำนาจของตัวเอง แต่ข้าคิดว่าท่านน่าจะให้พี่ใหญ่เก็บเกี่ยวประสบการณ์อีกสักสิบปีก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะให้พี่ใหญ่ขึ้นเป็นผู้นำตระกูล ส่วนท่านหลังจากนั้นท่านก็อยากไปเที่ยวที่ไหนก็สามารถไปได้ตลอดเวลา แต่ถ้าหากท่านจะไปก็ให้นำองครักษ์เงาติดตามไปสักสามถึงห้าคนเพื่อช่วยเหลือท่านในยามจำเป็น " 

    หนานเฟยหยุนครุ่นคิดและพยักหน้ารับ

    “ เช่นนั้นก็รออีกสักสิบปีแล้วกัน ถึงอย่างไรช่วงนี้ข้าก็จะให้พี่ใหญ่ของเจ้าช่วยเหลืองานตลอดเวลาอยู่แล้ว เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากขึ้น ส่วนข้าก็จะพักผ่อนสบายๆอยู่แล้ว ” หนานเฟยหยุนพยักหน้ารับ สำหรับพวกเขาแล้วระยะเวลาสิบปีก็แค่เวลาเพียงแค่หนึ่งปีสำหรับพวกเขาด้วยซ้ำ

    “ ว่าแต่เจ้าเถอะ หลังจากนี้จะทำอะไรต่อ? ” หนานเฟยหยุนถามขึ้น

    หนานหมิงยักไหล่และกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ “ เลี้ยงเจ้าตัวแสบสองคนและฝึกฝนไปด้วยก็พอแล้ว ท่านก็รู้ว่าข้าไม่ชอบความวุ่นวายนัก อย่างน้อยการอยู่ที่บ้านพร้อมกับลูกๆและภรรยาที่น่ารักก็เพียงพอสำหรับข้าแล้ว ” 

    หนานเฟยหยุนหัวเราะและส่ายหน้าเบาๆ เพราะเขารู้ดีว่านิสัยของหนานหมิงเป็นพวกปลาเค็ม ไม่ชอบไปไหนมาไหนแม้แต่น้อย ถ้าหากเป็นไปได้ก็คงจะนอนเล่นทั้งวันไม่ทำอะไรจริงๆ

    แต่อย่างน้อยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หนานเฟยหยุนก็ต้องขอบคุณหนานหมิงที่ทำให้ตระกูลหนานมาถึงจุดนี้ได้ ถ้าหากไม่มีหนานหมิงก็คงไม่มีทางที่ตระกูลหนานจะมาถึงจุดสูงสุดของเส้นทางจิวหยางอย่างแน่นอน

    “ งั้นข้าก็จะไปบอกพี่ใหญ่ของเจ้าว่าเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการขึ้นรับตำแหน่งผู้นำตระกูลคนต่อไป ” หนานเฟยหยุนกล่าวขึ้น

    หนานหมิงพยักหน้ารับเบาๆและส่งหนานเฟยหยุนกลับไป

    หลังจากที่หนานเฟยหยุนกลับไปแล้ว หนานหมิงก็กลับไปยังห้องนั่งเล่นเขาก็เห็นว่าตอนนี้หนานเทียนอวิ๋นกำลังนั่งดูหนานเหม่ยจีที่นอนหลับอยู่บนเตียง

    เมื่อเห็นว่าหนานหมิงเดินมา หนานเทียนอวิ๋นก็รีบเอานิ้วชี้ขึ้นมาปิดปากเพื่อเป็นการบอกให้หนานหมิงเงียบๆไว้เพราะกลัวว่าจะทำให้หนานเหม่ยจีตื่น

    หนานหมิงยิ้มและมองภาพตรงหน้าอย่างมีความสุข จากนั้นเขาก็หมุนตัวและเดินออกจากห้องนั่งเล่นไป

     

    คล้ายกับเรื่องระบบอัญเชิญพิชิตโลก ที่คุณอ่าน