เห็นได้ชัดว่าทั้งหมดนี้คือสถานการณ์ที่จางหลินได้จัดเตรียมไว้
หากข่าวการตายของหยางเซี่ยรู้ไปถึงหูของปรมาจารย์ซูหยาน สิ่งแรกๆที่มันจะตรวจสอบก็คือตำแหน่งของผู้คนจากตระกูลจาง แม้ว่าเขาจะเบี่ยงเบนความสนใจไปที่สำนักจักรพรรดิเหมันต์แล้วก็ตาม
หากหลังจากนี้ปรมาจารย์ซูหยานต้องการจะสืบหาตำแหน่งของเขาในช่วงเวลาที่หยางเซี่ยตายตกไป หากเขาไม่ปรากฏตัวที่ไหนสักแห่ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะต้องตกเป็นเป้าหมายในทันที
แม้เขาจะถูกคุ้มกะลาหัวด้วยชื่อของท่านจอมฟ้า แต่คนอย่างปรมาจารย์ซูหยานจะไม่ยอมรามือง่ายๆ สุดท้ายเขาจึงออกแบบสถานการณ์ออกมาให้เป็นอย่างที่เห็น
จางหลินได้ใช้สมาชิกของกองทหารรับจ้างหลานเฟิงแสร้งทำเป็นกลุ่มนักผจญภัยที่ช่วยนำทางเขาในการมาเก็บสมุนไพรและปกป้องเขา เพื่อที่จะยืนยันช่วงเวลา ณ ที่เกิดเหตุ
แม้จะไม่มีคนเห็นว่าเขามาที่ป่าอสูรร่ำไห้ก็จริง แต่การที่เขามาเก็บสมุนไพรอย่างลับๆเพื่อที่จะหาวิธีการรักษาต้นกำเนิดแห่งชีวิตที่แตกสลายให้แก่จางหยินเซียวโดยมีหยุนเหวินเป็นผู้รับรอง แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะไม่มีหลักฐานใดๆสามารถชี้มาถึงเขาได้
และเขาจงใจให้หยุนเหวินมาพบเขาในตอนนี้เพื่อที่จะยืนยันตำแหน่งที่อยู่ของเขาอีกที
จากนี้ปรมาจารย์ซูหยานคงไม่กล้าจะสืบสาวเรื่องนี้ให้ลึกนัก เพราะหากคนจากสำนักจักรพรรดิดารารู้ว่าจางหยินเซียวผู้ที่เคยต่อสู้เพื่อสำนักจักรพรรดิดาราได้รับบาดเจ็บถึงขนาดนี้ ไม่มีทางที่คนจากสำนักจักรพรรดิดาราจะอยู่เฉย
และสุดท้ายแรงกดดันทั้งหมดจะไปตกอยู่ที่ปรมาจารย์ซูหยานทันที ที่คนจากราชสำนักเริ่มสืบหาตัวตนที่แท้จริงของชายสวมหน้ากากงิ้ว
เขาเพียงแค่ต้องอดทนผ่านช่วงแรกไปให้ได้ หลังจากนั้นซูหยานก็คงไม่กล้าที่จะยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องของตนอีกต่อไป...
หลังจากเดินมาถึงรอบนอกของชายป่าและเป็นเส้นทางที่จะกลับสู่เมืองหยางโจว จางหลินก็ได้หยิบถุงเงินให้แก่กลุ่มทหารรับจ้างทั้งห้าพร้อมกับประสานมือบอกลาพวกเขา “ขอบใจพวกเจ้ามากที่ทำหน้าที่ปกป้องข้าเป็นอย่างดี ขอให้พวกเจ้าช่วยรักษาความลับเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยของท่านพ่อของข้าจากคนอื่นๆด้วย”
กลุ่มทหารรับจ้างไม่ได้พูดอะไรให้มากความ พวกเขาเพียงแค่หยิบถุงเงินพลันโบกมือจากไป ราวกับว่าเขาไม่ได้รู้จักกับจางหลินเป็นการส่วนตัว
จางหลินส่ายหน้าพลางถอนหายใจ เขาแบกย่ามสมุนไพรพลางหันไปกล่าวถามแก่หยุนเหวิน “ผู้อาวุโสหยุน ท่านพอจะไปส่งข้าที่ตระกูลจางได้หรือไม่? ข้ากลัวว่าอาจจะมีใครลอบทำร้ายข้าระหว่างทางกลับ”
หยุนเหวินยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ “เอาล่ะ ข้าอยากจะไปดูอาการของจางหยินเซียวด้วยเช่นกัน เผื่อว่าข้าจะสามารถช่วยอะไรได้บ้าง”
ดวงตาของจางหลินเป็นประกาย เขาโค้งคำนับอย่างสุภาพทันที “ขอบคุณผู้อาวุโสหยุนที่ช่วยเหลือ”
หยุนเหวินยิ้มอย่างเป็นกันเอง ด้วยการโบกแขนเสื้อ ระฆังทองคำก็ปรากฏขึ้น ก่อนที่คนทั้งสองจะกระโดดขึ้นบนระฆังและข้ามผ่านหมู่เมฆไปด้วยความเร็วสูงสุด
.
.
.
~ สำนักจักรพรรดิพิรุณ ~
ณ โถงปรุงยาขนาดใหญ่ มีใบหน้าที่คุ้นเคยของปรมาจารย์ซูหยานกำลังนั่งหลับตา โดยมีมือทั้งสองวางไว้ใกล้กับหม้อปรุงยาที่มีเพลิงลุกโชน!
“หลอมรวม!” ซูหยานระเบิดเสียงคำราม หม้อปรุงยาเกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง และด้วยการโบกมือ ฝาหม้อปรุงยาก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นเม็ดยาสีครามที่ลอยอยู่กลางอากาศ โดยมีรัศมีเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกมา
ซูหยานลืมตาขึ้นมาและใช้ปราณคว้าเม็ดยาสีครามนั้นไว้ พลางเก็บลงสู่ขวดหยกและโบกให้ขวดหยกลอยไปด้านหลังที่มีร่างเพรียวบางยืนอยู่ “นี่คือ【เม็ดยาหยินเก้ากำเนิด】สิ่งที่เจ้าต้องทำคือเพิ่มความบริสุทธิ์ของกายหยินเก้าปีศาจของเจ้าให้เร็วที่สุด จากนั้นเจ้าสามารถที่จะบำเพ็ญคู่กับหยางเซี่ยได้ตามที่เจ้าต้องการ…”
“ยิ่งพลังหยินในร่างกายของเจ้าบริสุทธิ์มากเท่าใด ความแข็งแกร่งของเจ้าก็จะยิ่งพัฒนารวดเร็วมากยิ่งขึ้นเท่านั้น… ดังนั้นข้าหวังว่าเจ้าจะพัฒนาตนเองให้เร็วที่สุด เพื่อการประลองสามสำนักที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า”
ร่างเพรียวบางในอาภรณ์สีเขียวอ่อนเดินออกมาจากมุมมืด นั่นคือชิงเยว่ที่รีบคว้าขวดหยกพลางโค้งคำนับให้แก่ซูหยานอย่างนอบน้อม “ชิงเยว่ ขอบคุณท่านอาจารย์”
ดวงตาของนางถูกปกคลุมด้วยความมุ่งมั่นเมื่อมองไปยังขวดหยกในมือ
ในตอนนี้สถานการณ์ของตระกูลชิงในเมืองชิงโจวไม่สู้ดีนัก เนื่องจากว่าตระกูลชิงเคยเป็นศัตรูกับทุกตระกูลในเมืองชิงโจวมาก่อน ฉะนั้นพวกเขาจำเป็นต้องพิสูจน์ตนเองว่าตระกูลชิงเหนือกว่าทุกตระกูลในเมืองชิงโจว พวกเขาจึงจะสามารถยืนหยัดในเมืองชิงโจวได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใด
และความคาดหวังทั้งหมดก็มาตกอยู่ที่ชิงเยว่ ที่ซึ่งเป็นศิษย์ตรงของปรมาจารย์ซูหยาน...
ซูหยานพยักหน้าเบาๆพลันยืนขึ้น แต่ทันทีที่มันกำลังจะก้าวออกจากโถงปรุงยา มันพลันเหลือบตามองชิงเยว่พลางกล่าวถาม “เจ้ารู้หรือไม่ว่าหยางเซี่ยอยู่ที่ใด? ข้าไม่เห็นหัวมันมาสองสามวันแล้ว”
ชิงเยว่ที่มีสีหน้าตื่นเต้นเมื่อครู่ก็หน้าซีดในทันที นั่นทำให้คิ้วของซูหยานย่นเข้าหากันด้วยความสงสัย “เจ้ามีอะไรปิดบังข้าหรือไม่?”
“ทะ-ท่านอาจารย์ ข้า—” ชิงเยว่ดูอ้ำๆอึ้งไม่กล้าพูดออกมา
ใบหน้าของซูหยานหมองคล้ำในทันทีด้วยลางสังหรณ์ที่ไม่ดี “พูด! ไอ้ศิษย์ไม่รักดีนั่นอยู่ที่ไหน!?”
ชิงเยว่ตัวสั่นเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าแรงกดดันที่ท่วมท้น “พะ-พี่หยาง... เขายังอยู่ที่เมืองหยางโจว”
“อะไร!?” ซูหยานอุทานเสียงดัง “มันไปทำบ้าอะไรที่นั่น!?”
ชิงเยว่ที่หน้าซีดกล่าวอย่างตะกุกตะกัก “พี่หยางบอกกับข้าว่าเขาจะชำระหนี้แค้นก่อนจะกลับมา หากจะให้ข้าคาดเดามันอาจจะเกี่ยวข้องกับ… จางหลิน”
“จางหลิน!?” ประโยคนั้นทำให้ใบหน้าของซูหยานมืดลงในทันที “ไอ้เด็กเวรนั่นคิดจะวางมือบนจางหลินจริงๆงั้นรึ!? มันกำลังนำพาสำนักจักรพรรดิพิรุณไปสู่การล่มสลายหรือไม่!?”
เคร้ง!
ซูหยานปาดถ้วยและกาน้ำชาจนตกแตกด้วยความหงุดหงิด ใบหน้าของมันดำคล้ำดุจดั่งก้นหม้อ ก่อนจะออกคำสั่ง “ไปหาศิษย์พี่ทั้งสองของเจ้า! บอกพวกเขารีบไปลากคอไอ้ศิษย์ไม่รักดีกลับมาเดี๋ยวนี้!”
“หากเกิดอะไรขึ้นกับตระกูลจาง แม้แต่สำนักจักรพรรดิพิรุณก็อาจจะไม่รอดพ้นจากหายนะ!” ซูหยานหอบหายใจอย่างหนักราวกับคนเสียสติ
ชิงเยว่หน้าถอดสีด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเห็นว่าซูหยานที่มักจะควบคุมอารมณ์ได้ดีกลับตีโพยตีพายอย่างเกรี้ยวกราดเช่นนี้
แม้นางจะไม่เข้าใจว่าซูหยานกำลังหมายถึงอะไร แต่การแสดงออกของมันในสายตาของนางไม่มีสิ่งใดอื่นนอกจากความหวาดกลัว!
‘ท่านอาจารย์กำลังหวาดกลัวอะไรอยู่กันแน่?’
‘ตระกูลจางมีภูมิหลังที่ทรงพลังหรือไม่?’