ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 3 บทที่ 73 มังกรต้องห้ามผู้น่าสะพรึงกลัว

            “อะไรนะ? สะ... สี่... สี่... สี่สิบล้าน? ค่าพลังชีวิตตั้งสี่สิบล้านเลยเหรอ?”

            เมื่อเห็นค่าพลังชีวิตและมานาที่เข้าขั้นไร้เหตุผลของลู่เซิ่ง

            ในที่สุดออสการ์ก็ไม่อาจเก็บงำความตื่นตระหนกในใจไว้ได้อีกต่อไปเขาผู้ถูกผู้คนขนานนามว่าเป็นสัตว์ประหลาดมาโดยตลอดกลับจ้องมองลู่เซิ่งพลางเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือว่า“เจ้า... เจ้ามันเป็นตัวประหลาดแบบไหนกันแน่?”

            “ฉันให้แกเลือกสองทาง หนึ่งคือยอมสยบแต่โดยดี แล้วมาเป็นสัตว์พาหนะของฉันหรือสองคือตาย เลือกเอาเองแล้วกัน”

            ลู่เซิ่งไม่ได้ตอบคำถามแต่กลับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

            “ว่าไงนะ? ให้ข้า...ไปเป็นสัตว์พาหนะของเจ้าอย่างนั้นรึ?”

            เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมาออสการ์ก็ถึงกับชะงักไป

            ทว่าในวินาทีต่อมามันก็พลันได้สติและระเบิดโทสะออกมาทันที

            “เจ้าฝันไปเถอะ!”

            “เหอะ ดูเหมือนแกจะเลือกทางหลังสินะ”

            เมื่อเห็นปฏิกิริยาของออสการ์ลู่เซิ่งก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรมากนัก

            อย่างไรเสียเผ่ามังกรก็คือเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดโดยกำเนิดบนดาวสีน้ำเงินแห่งนี้แถมยังขึ้นชื่อเรื่องความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีมาแต่ไหนแต่ไร

            และการจะทำให้พวกมันยอมสยบรับใช้นั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือการอัดมันให้หมอบเสียก่อน

            “ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ฉันก็จะสงเคราะห์ให้”

            เมื่อคิดได้ดังนั้นลู่เซิ่งก็ตัดสินใจเด็ดขาด

            ทว่าเขายังคงรอบคอบทำการถอด‘เคียวปีศาจ’ ในมือออกก่อนแล้วเก็บเข้าไปในช่องเก็บของติดตัว

            เพราะในเวลานี้ภายใต้การเสริมพลังของพรสวรรค์ ‘เสริมพลังหมื่นเท่า’และสกิล ‘พรจากสวรรค์’ ค่าสถานะทั้งหมดของเขาได้รับการเสริมพลังจนเพิ่มขึ้นถึง10,000 หน่วย

            หากยังขืนใช้อาวุธเข้าไปอีกเกรงว่าถ้าไม่ระวังให้ดี เขาอาจจะเผลอฆ่าออสการ์ตายในพริบตาได้เลย

            ลู่เซิ่งไม่อยากให้สัตว์พาหนะที่อยู่ตรงหน้าต้องมาตายไปแบบงงๆด้วยน้ำมือของเขาเอง

            ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจไม่ใช้แม้แต่อาวุธและพุ่งตัวเข้าหาออสการ์ด้วยมือเปล่าทันที

            “หือ? ถึงขั้นไม่ใช้อาวุธเลยรึ?”

            ในขณะเดียวกันเมื่อเห็นลู่เซิ่งอวดดีเช่นนั้น นอกจากออสการ์จะไม่มีท่าทีประมาทแล้วหัวใจของมันกลับเต้นรัวขึ้นมาแทน

            ในฐานะเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดบนดาวสีน้ำเงินเผ่ามังกรย่อมมีสัญชาตญาณในการแสวงโชคเลี่ยงภัยโดยธรรมชาติ

            แม้ว่าลู่เซิ่งจะมีเลเวลห่างจากมันถึง100เลเวลเต็มๆ ก็ตาม

            แต่เมื่อเห็นค่าพลังชีวิตของลู่เซิ่งพุ่งพรวดขึ้นไปถึงสี่สิบล้านกว่าหน่วยแถมยังอวดดีถึงขั้นจะไม่ใช้อาวุธในการเผชิญหน้ากับมันที่มีเลเวล 200

            ออสการ์ก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพร้อมกับมีความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างรุนแรงพลุ่งพล่านขึ้นมาในใจ

            มังกรสามหัวผู้มีประสบการณ์การต่อสู้อย่างโชกโชนจนเรียกได้ว่าเจ้าเล่ห์เพทุบายตัวนี้ไม่กล้าปะทะกับลู่เซิ่งตรงๆ มันตัดสินใจถอยหลังไปหลายก้าวก่อนจะใช้ความนึกคิดร่ายสกิลใส่ลู่เซิ่งทันที

            “คำสาปสังขาร: ร่วงโรย!”

            วึง...

            วินาทีต่อมาสัญลักษณ์ประหลาดพลันปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของลู่เซิ่งอย่างกะทันหัน

            ลู่เซิ่งที่กำลังพุ่งตัวด้วยความเร็วสูงถึงกับชะงักและช้าลงทันทีไม่เพียงแต่ทุกย่างก้าวจะเต็มไปด้วยความยากลำบากแต่ขาทั้งสองข้างยังรู้สึกหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว

            “เอ๊ะ? เกิดอะไรขึ้น?”

            เมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของร่างกายลู่เซิ่งจึงเหลือบมองแผงสถานะของตนเองตามสัญชาตญาณ

            ทว่าสิ่งที่เขาเห็นนั้นเกือบจะทำให้เขาต้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ

             [คำสาปสังขาร: ร่วงโรย]

            หมายเหตุ:ตกอยู่ในสถานะร่วงโรย ความเร็วในการเคลื่อนที่ลดลง 80% เป็นเวลา30 วินาที!

            ...

            “อะไรนะ ความเร็วลดลง 80 เปอร์เซ็นต์เลยเหรอ? นี่มันสกิลเฮงซวยอะไรกันเนี่ย?”

            เมื่อเห็นดีบัฟที่ปรากฏขึ้นบนตัวลู่เซิ่งก็ตกใจจนแทบไม่อยากจะเชื่อ

            เพราะเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าบนดาวสีน้ำเงินในปัจจุบันจะมีสกิลไหนที่สามารถลดความเร็วของผู้ใช้อาชีพลงได้โดยตรงถึง 80เปอร์เซ็นต์!

            นี่มันสกิลบั๊กชัดๆ!

            “ฮ่าฮ่ษฮ่าฮ่า! นึกไม่ถึงล่ะสิ ไอ้หนอนแมลงสกปรก!”

            ทางด้านออสการ์เล่า

            เมื่อเห็นลู่เซิ่งติดคำสาปของตนมันก็อดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มกว้างและคำรามออกมาอย่างลำพองใจ“ถึงข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าใช้วิธีไหนทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นมาได้กะทันหันขนาดนี้แต่ต่อหน้าออสการ์ผู้ยิ่งใหญ่ แม้แต่จะเข้าใกล้ตัวข้าเจ้ายังทำไม่ได้แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนมาเอาชนะข้า?”

            “จงลิ้มรสพลังที่เทพแห่งความมืดประทานให้ข้าเสียเถิด!”

            สิ้นเสียงคำรามออสการ์ที่กำลังฮึกเหิมก็ยกกรงเล็บมังกรขึ้น และร่ายสกิลใส่ลู่เซิ่งอีกครั้งทันที

            “โรคทรมทาน: อาเจียนเป็นเลือด!”

            วึง...

            สัญลักษณ์ประหลาดอีกชิ้นพุ่งผ่านเหนือศีรษะของลู่เซิ่งไปอย่างเงียบเชียบ

            ลู่เซิ่งที่ยังไม่ทันตั้งตัวก็รู้สึกเหมือนอวัยวะภายในปั่นป่วนอย่างหนักจนสุดท้ายเขาก็ไม่สามารถทนไหว ต้องงอตัวลงไปอาเจียนออกมาอย่างหนัก

            อุแหวะ...

            พรวด!พรวด! พรวด!

            HP-1077!

            HP-1149!

            HP-1088!

            ...

            ลู่เซิ่งพ่นเลือดสีแดงฉานออกมาจากปากอย่างต่อเนื่องและแถบเลือดของเขาก็ลดฮวบอย่างรวดเร็วต่อหน้าต่อตา

            ยังดีที่มีเอฟเฟกต์จากพรสวรรค์‘เสริมพลังหมื่นเท่า’ และสกิล ‘พรจากสวรรค์’ คอยช่วยอยู่ทำให้ค่าพลังชีวิตของเขาสูงถึงสี่สิบล้านกว่าหน่วย

            มิเช่นนั้นเพียงแค่สกิลเมื่อครู่ของออสการ์เพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะส่งเขาไปเกิดใหม่ได้ทันที

            “สกิลนี่มันน่าสยดสยองเกินไปแล้วถึงขั้นส่งผลต่อสภาพร่างกายของผู้ใช้อาชีพเลยเหรอ?”

            คราวนี้ลู่เซิ่งตกใจอย่างแท้จริง

            เพราะเขาไม่คิดเลยว่าสกิลของออสการ์จะพิสดารและเหนือความคาดหมายได้ขนาดนี้

            แต่นี่มันเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

            “คำสาปทางจิต: สับสน!”

            “โรคระบาดชั่วร้าย: กัดกินกระดูก!”

            “แพร่โรคระบาด: ฝีหนอง!”

            “โรคมรณะ: เนื้อร้าย!”

            ...

            จากนั้นสกิลแต่ละอย่างที่ลู่เซิ่งไม่เคยเห็นและไม่เคยได้ยินมาก่อนแต่น่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุด ก็ถูกออสการ์กระหน่ำร่ายออกมาอย่างไม่ขาดสาย

            ในที่สุดลู่เซิ่งก็ได้รู้ซึ้งถึงความหมายของคำกล่าวที่ว่า‘ถึงฉันจะฆ่าแกไม่ได้ แต่ฉันจะทำให้แกขยะแขยงจนตาย’

            สกิลของออสการ์ช่างประหลาดล้ำพิสดารเหลือเกินเพราะทั้งหมดล้วนเป็นสกิลลดค่าสถานะทั้งสิ้นไม่เพียงแต่จะลดพลังชีวิตและมานาอย่างต่อเนื่องแต่ยังลดพลังโจมตีและเพิ่มระยะเวลาร่ายเวทอีกด้วยเรียกได้ว่าไม่มีอะไรที่น่าขยะแขยงไปมากกว่านี้อีกแล้ว

            ที่เลวร้ายกว่านั้นคือสกิลของออสการ์ไม่สามารถลบล้างออกได้ด้วยสกิล ‘แสงแห่งการไถ่บาป’

            นั่นเป็นเพราะสกิลของมันไม่ใช่ผลจากเวทมนตร์ทั่วไปแต่เป็นคำสาป โรคระบาด และโรคร้ายที่แท้จริง

            และแล้ว

            ในช่วงเวลาสั้นๆเพียงสิบกว่านาที แม้จะอยู่ในสถานะเสริมพลังของพรสวรรค์‘เสริมพลังหมื่นเท่า’ และสกิล ‘พรจากสวรรค์’ แต่ลู่เซิ่งกลับไม่สามารถแม้แต่จะแตะต้องเกล็ดมังกรของออสการ์ได้แม้แต่ชิ้นเดียว

            ไม่เพียงเท่านั้นเขายังถูกสกิลสุดพิสดารเหล่านั้นทรมานจนแทบอยากจะตายไปให้พ้นๆ

            ทั้งอาการมึนงงอาเจียนเป็นเลือด หมดสติ ความเร็วลดลง หรือแม้กระทั่งควบคุมการขับถ่ายไม่ได้...

            “โธ่เว้ย! แกจะเล่นไม่เลิกใช่ไหม!”

            ในที่สุดลู่เซิ่งก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป

            เมื่อเห็นว่าออสการ์นี่ฆ่าเขาไม่ตายแต่ตั้งใจจะถ่วงเวลาให้เขาทรมานเล่น

            เขาจึงกัดฟันกรอดและตัดสินใจเปิดใช้งานสกิลของพาลาดินที่เปลี่ยนเขาให้เป็นลูกผู้ชาย 6วินาทีอย่าง ‘โล่เทพพิทักษ์’ ทันที

            วึง...

            แสงศักดิ์สิทธิ์อันเจิดจ้าสาดส่องลงมาจากฟากฟ้าเพียงพริบตาเดียว เอฟเฟกต์ดีบัฟทั้งหมดบนตัวลู่เซิ่งก็ถูกชำระล้างจนหมดสิ้น

            “หือ? นี่คือสกิลไร้เทียมทานของพาลาดินงั้นรึ?”

            เมื่อเห็นภาพนี้ออสการ์ถึงกับหรี่ตามองอย่างพิจารณา แต่มันยังไม่ทันได้หาทางรับมือลู่เซิ่งก็พุ่งเข้าประชิดตัวมันด้วยความเร็วสูงก่อนจะง้างฝ่ามือขนาดใหญ่เท่าโม่หิน ฟาดลงไปบนร่างอันมหึมาของมันเต็มกำลัง

            หวึ่ง...

             [พลาดเป้า!]

             [ต้านทาน!]

             [สูญหาย!]

             [เบี่ยงเบน!]

            วินาทีต่อมาสถานะไร้ผลมากมายก็พุ่งขึ้นเหนือศีรษะของออสการ์รัวๆ ราวกับน้ำหลาก

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน