กลุ่มที่แยกออกจากไช่เหยียนกลับมารวมตัวกันแต่คล้ายว่าจำนวนจะลดลงไป อันเนื่องมาจากกลุ่มพวกนั้นได้พบเจอกับกลุ่มอื่น ๆ นอกเหนือจากภาคีพวกมันก็ยังมีกลุ่มอิสระอยู่จึงเกิดปะทะกันขึ้น แน่นอนว่าการปะทะย่อมนำมาสู่การสูญเสียแต่ถึงอย่างนั้นกองกำลังภาคีนี้ก็ไม่อาจมองข้ามไปได้อย่างไรเสียก็ยังรวมตัวกันมากกว่าเจ็ดกลุ่ม
เมื่อภาคีของไช่เหยียนมาถึงทุ่งกว้างก็ไม่เห็นกลุ่มหนิงเฟยหลงแล้วแม้แต่พวกเพื่อนมันที่นอนหมดสติก็หายไปไช่เหยียนจึงรู้ได้ทันทีว่าคนพวกนั้นออกจากการประลองนี้ไปแล้วแต่ปัญหาคือกลุ่มหนิงเฟยหลงที่พวกมันต้องจัดการหายไป ไม่ได้การเวลาเหลือน้อยลงแล้วจำเป็นต้องหาแผ่นป้ายก่อน
ไช่เหยียนจึงเสนอความเห็นขึ้น“ข้าว่าพวกเราควรร่วมกันกำจัดกลุ่มอิสระกลุ่มอื่นก่อนแล้วจึงนำแผ่นป้ายมาแบ่งให้เท่า ๆ กันอย่างไรเสียการรวมกลุ่มก็ดีกว่าต้องสู้กลุ่มเดียวแม้เจอศัตรูที่แข็งแกร่งพวกเราก็อาจต้านทานได้ พวกท่าเห็นด้วยกับข้าหรือไม่ ?”
“ดีข้าเห็นด้วย”
“ข้าเองก็เห็นด้วย”
“ข้าก็ด้วยเช่นกัน”
หลาย ๆกลุ่มเริ่มปรึกษาลงความคิดเห็นตรงกันจึงรวมเป็นกลุ่มใหญ่ไล่ตามกวาดล้างกลุ่มอิสระอื่นๆ
..........
จ้าวหอสงครามที่เฝ้ามองดูอยู่ผ่านภาพฉายมิติก็บังเกิดความไม่พอใจ “เจ้าเด็กพวกนี้ไม่ยอมทำตามกฎ ต้องถูกคัดออก !”
“นั่นไม่ถูกต้องพวกเขาทำตามกฎดีแล้วเพียงแค่ใช้อุบายเล็กน้อย ท่านไม่อาจคัดพวกเขาออกได้ !” จ้าวหอขุนนางค้านขึ้นจ้าวหอทั้งสองหันมาเผชิญหน้ากัน
“แต่นี่มันไม่ถูกต้องผิดวัตถุประสงค์ของการประลองข้าเป็นผู้ดูแลการประลองนี้ย่อมถอดถอนใครก็ได้ !” จ้าวหอสงครามตะคอกกกลับ
จ้าวหอขุนนางเองก็โมโห แต่เก็บอารมณ์ไว้หันไปสบสายตารองเจ้าสำนักกงซุนอู๋ทั้งสองพยักหน้าให้กันคล้ายมีเลศนัยบางอย่าง
“จางซี ท่านไม่อาจถอดถอนพวกเขาออกจากการประลองนี้ได้ พวกเขาทำตามกฎ !”กงซุนอู๋ไม่ได้ใช้น้ำเสียงที่ดุดันกลับกันใช้น้ำเสียงที่เรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความหนักอึ้ง!
“ท่านรองเจ้าสำนักกงซุน...”จ้าวหอสงครามมองกลับไปด้วยความไม่พอใจเท่าใดนักแต่ในเมื่อรองเจ้าสำนักเอ่ยปากเช่นนี้มันจะไปทำอะไรได้
แต่เมื่อจางซีกำลังจะยอมแพ้ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นคัดค้านกงซุนอู๋อีก“รองเจ้าสำนักกงซุน นี่ไม่ใช่หน้าที่ของพวกเรา พวกเราเพียงมาเป็นพยานเท่านั้นส่วนคนรับผิดชอบต้องเป็นจ้าวหอสงครามถึงแม้พวกเราจะเป็นรองเจ้าสำนักก็มิอาจก้าวก่าย !”
กงซุนอู๋ได้ฟังแววตาก็ส่องประกายเย็นเยียบ แล้วหันไปมองจ้าวหองสงครามจางซีพลางกล่าวด้วยเสียงเนิบช้า “ท่านคิดว่าอย่างไร ?”เพียงเท่านั้นก็ทำให้จ้าวหอสงครามผู้ยิ่งใหญ่ต้องรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูกแม้ว่าทั้งสองจะห่างจากกันเพียงขั้นเดียว แต่ขั้นเดียวนั้นแบ่งแยกระหว่างขั้นกลางกับขั้นปลาย“ไม่คิดเลยว่าแรงกดดันของแก่นแท้ขั้นปลายจะมากเพียงนี้ !”
“ข้าจะขอดูอีกสักหน่อยหากพวกเขาทำไปมากกว่านี้ ค่อยตัดสินใหม่”จางซีไม่คิดจะเผชิญหน้ากับรองเจ้าสำนักกงซุนตรง ๆ เลี่ยงได้ก็สมควรต้องเลี่ยง
..........
เขตเทือกเขา
กลุ่มหนิงเฟยหลงตั้งมั่นบนเขาได้สักพักก็มีกลุ่มอื่นมาเจอทำให้เกิดการปะทะกันการต่อสู้ทั้งหมดหนิงเฟยหลงไม่ได้ลงมือ มีเพียงสมาชิกทั้งห้าเท่านั้นที่ลงมือแต่เพียงเท่านี้ก็เพียงพอให้สยบกลุ่มที่มาก่อกวนพวกมันได้ทั้งหมด เก็บแผ่นป้ายมาได้อีกสองชุด
ส่วนภาคีของไช่เหยียนนั้นเริ่มแรกดูท่าทางจะดีบุกไปถึงที่ใดก็ได้รับชัยที่นั่นเพียงแต่สุดท้ายแล้วเวลากลับไม่เพียงพอคนในภาคีจึงต้องต่อสู้แย่งชิงแผ่นไม้มาเป็นของตนเกิดการชุลมุนอลหม่านเปิดโอกาสให้หนิงเฟยหลงก่อกวน
หนิงเฟยหลงหายไปกับสายลมแอบฉกฉวยแผ่นป้ายไม้ยามมีโอกาสคว้ามาได้ถึงสองชุด ทำให้กลุ่มภาคีนั้นเดือดดาลเป็นอย่างมาก ต่างฝ่ายก็ต่างคิดว่าอีกฝั่งลักขโมยจึงเกิดการต่อสู้ไม่สิ้นสุดไช่เหยียนก็ใช้วิธีเดียวกันกับหนิงเฟยหลง ไม่เพียงแต่ฉกชิงยังปลุกปั่นพวกนั้นไปอีกไม่มีทางเลยที่การต่อสู้ครั้งนี้จะจบลงก่อนเวลาหมด
เมื่อได้แผ่นป้ายมาครบสองชุดแล้วไช่เหยียนและพรรคพวกก็พากันย่องหนีปล่อยให้ภาคีที่แตกแยกอยู่เกิดการต่อสู้อย่างดุเดือด
...
จ้าวหอสงครามที่เฝ้ามองอยู่การกระทำทั้งสิ้นก็บังเกิดโทสะไม่คิดว่าไช่เหยียนจะต่ำช้าถึงเพียงนี้แต่สำหรับหนิงเฟยหลงนั้นมันเข้าใจได้เพราะเป็นศัตรูอยู่แล้วต่างจากไช่เหยียนที่เป็นมิตรกลับหักหลังพวกพ้องได้ คน ๆ นี้ช่างน่ากลัวยิ่ง
กลับกันจ้าวหอขุนนางหัวเราะลั่นมันชอบใจการกระทำของไช่เหยียนอย่างยิ่งความเจ้าเล่ห์และกลอุบายอุบายนี้มันนั้นชอบยิ่ง
ทำเอาสีหน้าของจ้าวหอสงครามอึมครึมจะมีเพียงจ้าวหอโอสถที่ยังสงบนิ่งสีหน้าที่ไร้อารมณ์กับดวงตาที่ว่างเปล่านั้นมองดูแล้วยิ่งน่านับถือ ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดจะสั่นคลอนจิตใจมันได้
...
“หมดเวลา”ศิษย์ทุกคนในแดนลับต่างได้ยินทั้งสิ้นเมื่อสิ้นเสียงพวกมันก็ปรากฏขึ้นมาใหม่ยังลานประลองหน้าหอโชติช่วงอันเป็นที่อยู่เดิมก่อนจากไป
ผู้คนที่เข้ารอบต่างได้ยืนบนเวทีส่วนผู้ที่ตกรอบนั้นอยู่ด้านล่าง ผลการประลองออกมาแล้ว มีกลุ่มที่เข้ารอบทั้งสิ้น ยี่สิบกลุ่มมีบางกลุ่มที่จำนวนคนไม่ครบ เพราะถูกส่งตัวออกมาก่อนอย่างเช่นพรรคพวกของไช่เหยียนสองคนที่ถูกส่งออกมาก่อนหน้านี้
“พวกเจ้าทุกคนที่ผ่านรอบแรกจะถูกเลื่อนเป็นศิษย์ฝ่ายใน”จ้าวหอสงครามเอ่ยขึ้น จากนั้นตราที่บ่งบอกว่าเป็นศิษย์ฝ่ายในก็ถูกส่งออกไปให้กับศิษย์ที่ผ่านรอบแรกทั้งหมดใบหน้าและแววตาของศิษย์ทั้งหลายดูยินดียิ่ง พวกมันไม่สามารถกักเก็บอารมณ์ได้จ้าวหอสงครามได้อนุโลมให้ทุกคนเลื่อนเป็นศิษย์ฝ่ายในได้จากเดิมที่ให้เพียงสิบอันดับเท่านั้น
บางคนเฝ้ารอเวลานี้มานานหลายปีมันพึ่งจะผ่านได้หรือบางคนอย่างเลื่อนมาโดยเร็วไวเพื่อให้ได้เข้าศึกษาตามหอที่มันต้องการเข้าร่วมการที่ได้เข้าร่วมหอใดหอหนึ่งนับว่าเป็นเกียรติสำหรับพวกมันมาก
“ต่อไปจะเริ่มการประลองรอบที่สองใครที่จะถอนตัวออกจากเวทีประลองไปได้เลย ส่วนคนที่เลือกจะประลองต่อจงหาคู่ของตนเองเตรียมสู่การประลองต่อไป”
สิ้นเสียงประกาศศิษย์ที่พึ่งเข้าเป็นศิษย์ฝ่ายในหลายคนก็ได้ตัดสิ้นใจถอนตัวมีมากกว่าครึ่งที่ไม่ประลองต่อ กวาดตามองดูแล้วเหลือเพียง ยี่สิบคนเท่านั้นทั้งยี่สิบคนนี้ล้วนเป็นผู้มีชื่อเสียงในศิษย์ฝ่านอกทั้งสิ้นจึงไม่แปลกที่พวกมันยังอยู่ศิษย์บางคนที่อยู่ฝ่านอกถึงกับซุ่มฝึกซ้อมปิดบังระดับพลังยุทธ์มาเนิ่นนานเพื่อรอโอกาสเช่นในวันนี้ แม้จะเป็นศิษย์ฝ่ายในเองก็ไม่อาจประมาทได้
แน่นอนว่าหนิงเฟยหลงกับหนิงอันอันต้องจับคู่ด้วยกันส่วนซ่งจิ่นติ้งและจูเหยียนก็จับคู่กันตามระเบียบยิ่งเหอเจี๋ยกับเหอไฉเฉินยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงพวกมันคู่กันมาแต่แรกแล้ว
จ้าวหอสงครามกวาดตามองเห็นว่าศิษย์ที่จะเข้าประลองรอบต่อไปพร้อมแล้วศิษย์ที่จับคู่กันมีราว ๆ ห้าสิบคู่จึงเริ่มประกาศกฎการประลองต่อไป
“การประลองในครั้งนี้เป็นแบบคู่แบ่งออกเป็นห้าสาย ให้แต่ละสายประลองร่วมกันทั้งหมด”การประลองในรอบที่สองนี้เป็นไปเพื่อติดหนึ่งในห้า เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องจัดอันดับที่หนึ่งถึงห้าเพียงแค่ชนะในสายของตนให้ได้เท่านั้นก็พอ
หากสายไหนเจอศิษย์ฝ่ายในที่แข็งแกร่งเยอะหน่อยก็ถือว่าโชคไม่ดีแต่ถ้าสายไหนเจอศิษย์ฝ่ายนอกที่พึ่งเป็นศิษย์ฝ่ายในเช่นนั้นแล้วมันก็คงจะดวงดีมากๆ เพราะนั่นจะทำให้มีโอกาสที่ยิ่งใหญ่ในการเป็นศิษย์หลักของสำนัก ! นั่นคือเกียรติยศอันสูงสุดของศิษย์ในสำนักแล้ว
หนิงเฟยหลงและหนิงอันอันถูกจัดให้อยู่สายที่สี่ โชคดีหน่อยที่มีการคละกันระหว่างศิษย์ในเก่าและใหม่ไม่ลำบากมากนัก แต่สำหรับจูเหยียนและซ่งจิ่นติ้งนั้นถึงกับหน้าบึ้งตึง ด้วยพวกมันถูกจัดให้อยู่ในสายที่หนึ่งซึ่งต้องเผชิญกับศิษย์ในที่แข็งแกร่งถึงสามคู่ในสายของตน
แต่คนที่น่าอิจฉาที่สุดคงจะเป็นเหอเจี๋ยกับเหอไฉเฉินพวกมันถูกจัดให้อยู่ในสายที่สามที่มีศิษย์ในใหม่เยอะที่สุด และดูท่าศิษย์ในเก่านั้นจะอ่อนแออีกด้วย
“เจ้านั่นมันดวงดีชะมัด” จูเหยียนอดไม่ได้ที่จะอิจฉา
เมื่อการจัดสายลงตัวแล้ว เวทีการประลองก็ถูกแยกออกเป็นห้าส่วนบานพื้นเวทีมีอักษรเรืองแสงออกมาบ่งบอกให้ศิษย์แต่ละคู่ไปยังสายของตนเมื่อแยกออกจากกันเรียบร้อย การประลองก็ถูกเริ่มทันที คราวนี้ไม่มีกฎข้อห้ามใด ๆทุกคนสู้ได้อย่างเต็มความสามารถ
ทันทีที่เริ่มการประลองคู่ของหนิงเฟยหลงก็กลายเป็นจุดสนใจทันที “โถ่เอ๊ย ! ข้าอุตส่าห์ไม่ทำตัวเด่นแต่พวกเจ้าก็ยังจะมาหาเรื่องข้าอีก พวกเจ้าอยากตายกันนักใช่ไหม หรือเห็นว่าข้าไม่ลงมือในการประลองครั้งที่แล้วจึงจะข่มเหงข้าได้ง่ายๆ” หนิงเฟยหลงชักจะยั่วแล้ว
แต่ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้ลงมือปราณสายลมสายหนึ่งที่แหลมคมได้เข้าปะทะกับกลุ่มคนที่รุมล้อมหนิงเฟยหลงทันที
“อ๊าก ! หนอย ! เจ้าลอบโจมตีข้า จัดการนางก่อน !”ชายคนหนึ่งในกลุ่มตะโกนขึ้นมา มันเป็นชายหนุ่มอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดปี ตัวสูงหกฉื่อเศษๆ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาผิวขาว ท่าทางเหมือนบุตรขุนนางดูสำอางยิ่ง ดูจากการโวยวายแล้วคล้ายกับว่าถูกชุบเลี้ยงมาอย่างดีด้วยการตามใจ
ทันทีที่ชายผู้นั้นออกคำสั่งศิษย์ในทั้งหกคนก็ร่วมมือกันโจมตีเข้าใส่หนิงอันอันตามคำสั่ง ที่แท้ชายทั้งหกก็เป็นลูกสมุนของมันเมื่อรวมกับคู่ของมันแล้วก็เป็นแปดคนเท่ากับว่าคนที่เป็นพวกของชายผู้นี้มีเกือบครึ่งของกลุ่มสายที่สี่ราวกับว่ามันวางแผนมาอย่างดี หรือว่ามันมีความสัมพันธ์ใดกับผู้จัดกลุ่มสายนี้กัน ?
ผู้จัดสายนี้ไม่ใช่จ้าวหอคราม แต่เป็นจ้าวหอขุนนางที่ได้รับคำสั่งให้ดูแลการประลองรอบที่สองร่วมกับจ้าวหอสงคราม
ปัง !
หนิงเฟยหลงซัดการโจมตีของคนทั้งหกกลับไป พลังหยวนระเบิด ตูม ! ชายทั้งหกกระเด็นออกไปทันที
สีหน้าของคุณชายท่านนั้นซีดเซียวทันที “นี่มัน...พลังอะไรกัน ?”มันอดที่จะพึมพำไม่ได้เมื่อเห็นหนิงเฟยหลงใช้พลังที่แท้จริงออกมามันช่างแตกต่างจากรอบแรกอย่างยิ่ง
สีหน้าของคนในสายนี้ดูไม่ดี แม้แต่ผู้อาวุโสที่คอยดูนอกเวทีก็อดตื้นเต้นและตื่นจะลึงขึ้นมาไม่ได้กับพลังหยวนที่ระเบิด !