อาลอนยืนกอดอกนิ่งอยู่ตามลำพังท่ามกลางฝูงชนที่โยกคลอนไปตามจังหวะรางเหล็ก เขาตัดสินใจออกจากบ้านป้อมสนิมแดงมาแต่เช้ามืดเพียงคนเดียว เพื่อไม่ให้พ่ออาดัมที่ตรากตรำทำงานหนักและแม่มารียาต้องเหนื่อยเดินทางมาส่ง มือซ้ายข้างที่เป็เนื้อหนังกุมกระชับถุงเงินใบเล็กที่บรรจุเศษเงินก้อนสุดท้ายของครอบครัวไว้แน่น ทว่าในกระเป๋าเครื่องมือช่างข้างเอว เขากลับััได้ถึงความนุ่มนวลของ 'ตุ๊กตาดินเผา' ตัวเล็กๆ ที่ไรล่าน้องสาวตัวน้อยแอบยัดใส่ไว้ให้ก่อนออกเดินทาง... สิ่งนี้คือสมอเรือชิ้นเดียวที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและสติสัมปชัญญะความเป็มนุษย์ของเขาเอาไว้ ไม่ให้ถูกความเ็าของ [System ] กลืนกิน
อาลอนรู้ดีว่าในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กแห่งนี้ ลำพังเพียงการเป็ช่างซ่อมในสลัมป้อมสนิมแดงไม่มีทางเปลี่ยนชะตากรรมได้ เขาต้องไต่เต้าขึ้นสู่อำนาจและความรู้! และเป้าหมายเดียวที่จะมอบพลังนั้นให้เขาได้ คือการก้าวเข้าสู่ "วิทยาลัยลมปราณและการช่างคาลิฟา" สถาบันอันดับหนึ่งแห่งพิภพหมื่นหุบเขาทะเลทราย
แกร๊ก... กริ๊ก... วี้ด...
เสียงขัดข้องของกลไกชิ้นเล็กๆ ที่ดังขึ้นข้างกาย ดึงสายตาของอาลอนให้หันไปมอง
ข้างๆ ตัวเขา มีร่างของั์หนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่งกำลังยืนพิงผนังรถราง มือทั้งสองข้างกำลังง่วนอยู่กับการปรับจูน 'โดรนแมลงปอชีวะจักรกลขนาดจิ๋ว' เพื่อฆ่าเวลา ทว่าใบพัดทองเหลืองของโดรนกลับหมุนสะดุดและส่งควันจางๆ ออกมาไม่หยุด
ั์หนุ่มผู้นี้มีเรือนกายสูงไล่เลี่ยกันกับเขาดูแล้วช่างบอบบางไม่เหมือนเผาพันยักษาปกติ ผิวพรรณของเขาเป็สีแดงอมน้ำตาลเข้ม ซึ่งเป็เอกลักษณ์อันโดดเด่นของเผ่าพันธุ์แห่งเปลวเพลิง ใบหน้าคมสันเปรอะเปื้อน เขม่าควันและคราบน้ำมันเครื่องบางๆ จากการทำงานช่าง ทว่าใบหน้านั้นกลับแฝงไปด้วย รอยยิ้มที่มุ่งมั่นและดวงตาสีอำพันที่ทอประกายเฉลียวฉลาดดุจนักปราชญ์
จุดเด่นที่สุดคือบนหน้าผากของเขามี "เขาคู่เล็กๆ สีแดงสด" งอกโค้งออกมาอย่างสง่างาม บ่งบอกถึงสายเืเผ่ายักษาที่เข้มข้น เรือนผมสีดำสนิทของเขาถูก ถักเป็เปียเส้นเล็กๆ อย่างประณีตและประดับร้อยด้วยห่วงโลหะทองเหลือง บ่งบอกถึงความเป็ช่างฝีมือชั้นครูที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดปลีกย่อย
การแต่งกายของั์หนุ่มสวมใส่ ชุดฝึกงานช่างสไตล์แฟนตาซีผสมสตรีมพังก์ (Steampunk) โทนสีเขียวขี้ม้า ตัดเย็บจากผ้าแคนวาสทนไฟ ที่หัวไหล่ซ้ายประดับด้วย พอลดรอน (เกราะไหล่หนังหนา) เย็บขอบด้วยแผ่นทองเหลืองรมดำ บนสายสะพายอกและเข็มขัดช่างเต็มไปด้วยช่องเสียบเฟือง ไขควงจิ๋ว และแว่นขยายแปรธาตุหลายระดับชั้น
"ตัวจ่ายพลังงานปราณมีปัญหา" อาลอนโพล่งขึ้นเบาๆ น้ำเสียงราบเรียบทว่ามั่นคงดึงความสนใจของั์หนุ่มในทันที "อัตราทดเฟืองหลักเยื้องศูนย์ไปราวสามมิลลิเมตร ส่งผลให้แกนผลึกมานาเกิดแรงดันย้อนกลับ หากเ้าไม่คลายสลักวาล์วระบายไอความร้อนด้านข้างในตอนนี้ เตาปฏิกรณ์ไมโครจะโอเวอร์ฮีตจนแผงวงจรไหม้ในไม่ช้า"
ชาลัคชะงักมือ ั์ตาสีอำพันเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ สายตาของเขาจับจ้องไปยังจุดที่เด็กหนุ่มนิรนามทักท้วงอย่างพินิจพิจารณา นิ้วมือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักรีบหยิบจับคีมจิ๋วเข้าจัดการคลายสลักวาล์วตามคำแนะนำด้วยความรวดเร็ว
กริ๊ก! วี้งงงงงงงงงงงงง!
เสียงกลไกขบกันดัง 'กริ๊ก' สั้นๆ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงครางหึ่งอย่างทรงพลัง ใบพัดทองเหลืองของแมลงปอจิ๋วพลันหมุนวนจนกลายเป็ภาพเบลอ ไร้ซึ่งกลิ่นไหม้หรือควันดำที่เคยรบกวน มันลอยตัวขึ้นเหนือฝ่ามือของชาลัคอย่างนิ่งสงบและสมบูรณ์แบบราวกับมีชีวิต
"เยี่ยมไปเลยสหาย!" ชาลัคะเิเสียงหัวเราะก้อง แววตาที่เคยกังวลเปลี่ยนเป็ความเลื่อมใสในพริบตา เขารีบเก็บสิ่งประดิษฐ์ลงกระเป๋าแล้วยื่นมือหนาออกมาอย่างกระตือรือร้น "สายตาแหลมคมเหลือเชื่อ มองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่งถึงระบบขับเคลื่อนภายใน ข้าชื่อ 'ชาลัค' เป้าหมายคือสาขาวิศวกรรมจักรกลเวทมนตร์ แล้วเ้าล่ะสหาย?"
"อาลอน... ข้ามาเพื่อสอบเข้าคาลิฟาเช่นกัน" เขาตอบพลางยื่นมือจับตอบ ััได้ถึงความจริงใจผ่านอุ้งมือที่อบอุ่นของอีกฝ่าย ความเป็กันเองของชาลัคค่อยๆ ทะลายปราการความระแวดระวังที่อาลอนสร้างไว้ลงอย่างช้าๆ
"ฮ่าๆๆ ถ้าอย่างนั้นเราก็คือเพื่อนร่วมอุดมการณ์!" ชาลัคตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ ตลอดการเดินทางที่เหลือ ทั้งคู่จมดิ่งลงในบทสนทนาว่าด้วยศาสตร์แห่งฟันเฟืองและวงจรแปรธาตุ ภาษาแห่งกลไกทำหน้าที่เป็ตัวกลางประสานมิตรภาพระหว่างเด็กหนุ่มต่างเผ่าพันธุ์ให้แน่นแฟ้นขึ้นในเวลาอันสั้น
ครืดดดดดด!
เสียงระบบเบรกไอน้ำเวทมนตร์แผดร้องพร้อมพ่นลมร้อนมหาศาลออกมาปะทะชานชาลา รถรางขนาดมหึมาเทียบเข้าสู่สถานีศูนย์กลางอย่างมั่นคง เมื่อประตูเหล็กเลื่อนเปิดออก ม่านหมอกไอระเหยขาวโพลนก็ไหลบ่าเข้าสู่ตัวรถ ราวกับกำลังเปิดประตูไปสู่โลกใบใหม่
ทันทีที่ก้าวพ้นขอบประตูรถราง ชาลัคถึงกับยืนนิ่งงัน ลมหายใจขาด่ไปชั่วขณะ ดวงตาของเขาสะท้อนภาพความยิ่งใหญ่เบื้องหน้าด้วยความตระการตา
"โอ้พระเ้า... อาลอน ดูนั่นสิ" ชาลัคพึมพำ น้ำเสียงสั่นระริ้วด้วยความตื่นเต้นที่ไม่อาจเก็บซ่อน "มันอลังการกว่าที่ข้าเคยจินตนาการไว้หลายเท่าตัวนัก"
ภาพที่ปรากฏต่อสายตาคือวิทยาลัยคาลิฟา มหาวิหารแห่งปัญญาที่ถูกสลักเสลาขึ้นจากศิลาขาวบริสุทธิ์ ตัวอาคารเปล่งประกายล้อแสงไฟก๊าซราวกับอัญมณีล้ำค่าใต้ผืนพิภพ ทว่าสิ่งที่สะกดสายตาของเหล่านักประดิษฐ์ได้มากที่สุด คือกลไกเฟืองสีทองอร่ามขนาดมหึมาที่ฝังแน่นอยู่ในโครงสร้างอาคาร พวกมันกำลังหมุนวนขบประสานกันอย่างเป็จังหวะหนักแน่น ราวกับว่าอาคารทั้งหลังคือสิ่งมีชีวิตขนาดั์ที่กำลังหายใจอยู่จริงๆ
"นั่นต้องเป็หอศิลาเหล็กไหลแน่ๆ แหล่งหลอมรวมปราณที่เลื่องชื่อ" ชาลัคชี้ไปยังหอคอยทิศตะวันตกพลางสาธยายด้วยความหลงใหล "และตรงกลางนั่น... หอจักรกลทองคำ คลังปัญญาที่ช่างทุกคนใฝ่ฝัน ข้าแทบไม่อยากเชื่อว่าตัวเองมาถึงที่นี่แล้วจริงๆ"
อาลอนมองดูความกระตือรือร้นของเพื่อนใหม่ด้วยรอยยิ้มจางๆ ก่อนจะกวาดสายตามองผ่านฝูงชน รูม่านตาข้างซ้ายของเขากะพริบแสงสีฟ้าครามแ่เบาเพื่อสแกนพื้นที่
[System 377: Architectural Scanning... Structural Integrity Analyzed]
[Security Protocol Detected: Qi Barrier Grid / Weak Points Logged]
'ศูนย์กลางความรู้และทรัพยากรสูงสุด...' อาลอนวิเคราะห์ในใจด้วยความมุ่งมั่น 'หากข้าสกัดเอาความรู้วิศวกรรมแปรธาตุและพลังปราณของสถาบันนี้มาประยุกต์เข้ากับ System 377 ได้... ข้าก็จะมีพลังมากพอที่จะยกระดับครอบครัว และไม่มีใครหน้าไหนจะมาคุกคามพ่ออาดัม แม่มารียา หรือไรล่าได้อีก!'
"ไปกันเถอะ อาลอน! รีบไปต่อแถวลงทะเบียนกัน!" ชาลัคเอ่ยชวนอย่างกระตือรือร้น
เมื่อทั้งสองก้าวพ้นประตูบานั์เข้ามายังโถงลงทะเบียน กลิ่นอายของความกดดันก็ถาโถมเข้าใส่ทันที แถวลงทะเบียนจุดที่ 4 ทอดยาวเหยียด พื้นที่ตรงนี้คือภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง—คนแคระและมนุษย์ชนชั้นแรงงานในชุดผ้าป่านหยาบกร้านยืนเบียดเสียดกันแน่น ทุกคนต่างกระชับเอกสารและถุงเงินในมือด้วยความหวังอันเปราะบาง
"หลีกทางไป! หลีกทางไปโว้ยไอ้พวกชั้นต่ำ! อยากโดนเหยียบให้จมดินหรือไง!"
เสียงะโกร้าวไร้ความเกรงกลัวดังกึกก้องขึ้นทำลายความสงบ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของการ์ดเกราะเหล็กนับสิบคู่กระแทกพื้นดัง ตึง! ตึง! ฝูงชนที่ต่อแถวอยู่ถูกผลักกระเด็นออกไปอย่างไม่ออมแรง ชาลัคขมวดคิ้วแน่นรีบดึงอาลอนหลบเข้าข้างทาง
ขบวนที่แหวกฝูงชนเข้ามาคือเด็กชายคนแคระในชุดเกราะผ้าไหมปักดิ้นทองอร่าม ร่างกายอวบอ้วน ผิวคล้ำมันวาวจากการเสพสุขบนกองเงินกองทอง เขามีนามว่า "อาซิม" บุตรชายของซุลต่านอาหมัด ผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดแห่งสภาหินผา
อาซิมเดินเชิดหน้าตรงไปยังโต๊ะลงทะเบียน โดยมีคนคุ้มกันร่างั์ล้อมรอบเป็กำแพงมนุษย์แทรกคิวขึ้นหน้าสุดอย่างหน้าด้านๆ
กรรมการคุมสอบวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาเหนื่อยล้า "ขอทราบชื่อและนามสกุลของผู้สมัครครับ"
อาซิมเหยียดยิ้มสมเพช นิ้วอวบสั้นที่สวมแหวนอัญมณีเคาะโต๊ะไม้ แกร๊ก! แกร๊ก! ก่อนจะตวาดโอ้อวดด้วยน้ำเสียงแหลมสูง:
"ข้าคือ อาซิม อัล-อาหมัด บุตรชายลำดับที่หนึ่งของ ซุลต่านอาหมัด บิน-ซาอิด ผู้ปกครองนครรัฐใต้หินผาแห่งที่สาม, ผู้ถือครองสัมปทานเหมืองศิลานิลกาฬแห่งหุบเขาอัคคี, และประธานกิตติมศักดิ์แห่งสมาคมการช่างคาลิฟา! และรู้ไว้ซะด้วยว่า... พ่อของข้าสามารถสั่งปิดวิทยาลัยแห่งนี้ได้เพียงแค่กระดิกนิ้ว หากข้าไม่ได้รับการต้อนรับที่ดีพอ!"
เสียงโอ้อวดสร้างความโกรธแค้นให้แก่ผู้สมัครด้านหลัง แต่ไม่มีใครกล้าปริปาก เพราะอำนาจของตระกูลอาหมัดสามารถลบคนยากไร้ให้หายสาบสูญได้ในพริบตา กรรมการรับสมัครหน้าซีดเผือด มือสั่นจนปากการ่วงหล่นลงพื้น
ทว่า ในวินาทีนั้นเอง... เสียงหัวเราะประจบสอพลอก็ดังขึ้นจากม่านด้านหลัง!
"โอ้! ท่านอาซิม... หลานชายผู้สูงศักดิ์ของข้า!"
ร่างท้วมกำยำในชุดผ้าไหมสีทมิฬขลิบทองก้าวออกมา ผิวเข้มตัดกับหนวดเคราสีทองอร่ามที่จัดแต่งอย่างประณีตดุจสุนัขจิ้งจอกผู้มั่งคั่ง เขาคือ 'ฮาซัน' รองผู้อำนวยการวิทยาลัยคาลิฟา!
ฮาซันเดินปรี่เข้ามาโค้งคำนับอาซิมอย่างนอบน้อมเกินจำเป็ ก่อนจะหันไปกวาดสายตามองผู้สมัครคนอื่นๆ ด้วยความรังเกียจ แล้วประกาศเสียงดังลั่น:
"ทายาทของท่านซุลต่านผู้ยิ่งใหญ่ไม่จำเป็ต้องมาเสียเวลาต่อแถวหรือทดสอบร่วมกับพวกชนชั้นแรงงานไร้หัวนอนปลายเท้าพวกนี้หรอกขอรับ! ทางเราได้จัดเตรียม 'โควต้าพิเศษ' ในฐานะทายาทผู้สนับสนุนสถาบันไว้ให้ท่านเรียบร้อยแล้ว ท่านได้รับสิทธิ์เข้าศึกษาโดยตรงทันที!"
คำประกาศของฮาซันเปรียบเสมือนน้ำมันราดลงบนกองเพลิง!
เสียงฮือฮาและคลื่นความไม่พอใจดังระงม ชาลัคกำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดโปน ั์ตาสีอำพันลุกโชนด้วยความเดือดดาล "บัดซบเอ๊ย! พวกขุนนางใช้เส้นสายเหยียบย่ำความพยายามของคนอื่นหน้าด้านๆ แบบนี้เลยเรอะ?!"
ขณะที่อาลอนยืนนิ่งสงบดุจรูปสลักบะซอลต์ ั์ตาสองสีจับจ้องภาพความอยุติธรรมตรงหน้า เลนส์ตาจักรกลซีกซ้ายกะพริบแสงสีฟ้าครามประมวลผลอย่างเยือกเย็น
[Target Profile Updated: Vice Director Hassan & Azim Ahmad]
[Analysis: System Corruption Level - CRITICAL / Resource Monopoly]
'อำนาจ เงินตรา และระบบตระกูล คือสิ่งที่พวกมันใช้บิดเบือนกฎเกณฑ์...' อาลอนคิดในใจอย่างหนักแน่น 'แต่เมื่อระบบมันเน่าเฟะ... หนทางเดียวที่จะเปลี่ยนแปลง คือการเรียนรู้ศาสตร์ทั้งหมด ทะลวงขอบเขตพลัง และบดขยี้ความอยุติธรรมนี้ลงด้วยสองมือของข้าเอง!'
อาลอนแตะบ่าชาลัคเบาๆ เพื่อเตือนสติเพื่อนใหม่ให้ใจเย็น ก่อนจะกระชับถุงเงินในมือแน่น ก้าวแรกของพวกเขาในวิทยาลัยคาลิฟาแห่งนี้... ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการแล้ว!