ฮวาเหยียนพ่นลมหายใจเย็นชากล่าวกับตี้หลิงหานอย่างไม่เกรงกลัว
เหล่าองครักษ์เงาล้วนไม่กล้าหายใจแรงพวกเขารู้สึกได้เพียงเหงื่อเย็นที่ไหลลงมาจากหน้าผาก
ดวงตาสีแดงโลหิตของตี้หลิงหานขยับจ้องด้วยแววสั่นไหวสายตาตกลงบนใบหน้าของฮวาเหยียน เขาเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง อวัยวะภายในทั้งห้า [1] และอวัยวะกลวงทั้งหก [2] ล้วนร้อนดั่งไฟเผาเมื่อครู่เขาใช้แรงเฮือกสุดท้ายกดฮวาเหยียนเอาไว้ใต้กำมือจนหมดสิ้นแล้ว
เดิมทีสำหรับเขาแล้วความตายมิเคยน่ากลัว
ในใต้หล้านี้เมื่อคนผู้หนึ่งไม่เหลือสิ่งที่ต้องห่วงหาอาวรณ์ ก็มิสู้ตายไปเสียยังดีกว่า
ความเชื่อที่ประคับประคองให้เขามีชีวิตมานานปีไม่มีอันใดนอกจากความไม่เต็มใจ
ทว่าครานี้...
พริบตานั้นจู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าตนปรารถนาจะมีชีวิตอยู่
ในช่วงที่อยู่ใกล้ความตายสติของเขาว้าวุ่น ทว่าในสายธารแห่งความคิดพลันปรากฏภาพใบหน้าเย็นชาอวดดีของสตรีตรงหน้าแต่เมื่อภาพหมุนเปลี่ยน กลับเป็นภาพรอยยิ้มอบอุ่นของนางที่มีต่อคนตระกูลมู่
รอยยิ้มเช่นนั้นเขาเคยเห็นมาแล้วสองสามครา ซึ่งเขาต้องการทำลายและฉีกมันออกเป็นชิ้นๆทว่าในส่วนลึกเขากลับโหยหา
ทันใดนั้นเขาก็ปรารถนาที่จะรู้ว่าหากวันหนึ่งตนได้รับการปฏิบัติอย่างจริงใจจากสตรีผู้นี้ นั่นจะเป็นความรู้สึกเช่นไร?
หึ...
ทว่าเมื่อนึกถึงสิ่งที่มู่อันเหยียนกล่าวกับตนตี้หลิงหานพลันถอนหายใจออกมาเบาๆ เห็นทีคงเป็นได้แค่เรื่องเพ้อฝันเท่านั้น
ตัวเขาในใจของมู่อันเหยียนคือคนที่มีศีลธรรมจอมปลอมเสแสร้งแกล้งทำ น่ารังเกียจไร้ยางอาย สุภาพบุรุษจอมปลอม...
ในเมื่อเป็นเยี่ยงนี้เช่นนั้นแล้ว...
ครู่ต่อมา นัยน์ตาของตี้หลิงหานก็หยุดลงบนใบหน้าของฮวาเหยียนเขามองดูนางอย่างไม่เร่งร้อน ด้วยสายตาที่ลึกล้ำและเย็นชา สั่นไหวและมีเสน่ห์ ทั้งยังเป็นสีแดงเลือดงดงามน่าอัศจรรย์
ฮวาเหยียนที่ได้ด่าตี้หลิงหานออกไปตรงๆมิต้องเอ่ยเลยว่านางสบายใจเพียงใด! นางอยากทำเช่นนี้มานานแล้ว ฮ่าๆๆ!
แต่เมื่อถูกตี้หลิงหานจับจ้องเช่นนี้หัวใจของนางพลันเต้นกระตุก ทว่าสีหน้ามิเปลี่ยนแปลง นางจ้องเขม็งกลับไปพร้อมกล่าวว่า“หะ เหตุใดจึงจ้องหม่อมฉันเช่นนั้นเล่า? หม่อมฉันพูดอันใดผิดหรือเพคะ?”
จากนั้นนางก็ได้ยินตี้หลิงหานถามว่า“มู่อันเหยียน เจ้ารู้หรือไม่ว่าทั้งที่วันนี้เกิดเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้ทว่าเหตุใดกลับยังไม่มีผู้ใดโผล่มาช่วยข้าสักคน?”
“มิใช่ว่าล้วนอยู่ที่นี่หมดแล้วหรือทหารในจวนของท่านล้มตายไปไม่น้อย องครักษ์เงาทั้งเก้าล้วนถูกท่านทำให้บาดเจ็บสาหัสนอกจากปากที่ยังพูดได้แล้ว แม้แต่นิ้วก็ยังขยับไม่ได้เกรงว่าคงมิได้เป็นอัมพาตไปแล้วกระมัง แล้วยังจะช่วยท่านได้อย่างไร?”
องครักษ์เงา “...!”
พวกเขายังมิตายเสียหน่อยแต่เกรงว่าหากคุณหนูใหญ่ยังพูดต่อไป พวกเขาคงได้โกรธจนตายแทน! วาจาเช่นนี้ช่างเสียดแทงใจคนนัก
“หึ...!”
หลังจากฮวาเหยียนเอ่ยจบนางก็ได้ยินตี้หลิงหานหัวเราะเสียงเบา เป็นรอยยิ้มที่ค่อนข้างเย้ยหยันก่อนจะเปิดปากกล่าวว่า “องครักษ์เงาที่ขึ้นตรงต่อข้ามีสิบกว่าคน ทุกนายล้วนมีวรยุทธ์สูงกว่าระดับผู้บำเพ็ญขั้นแปดมีจำนวนไม่น้อยที่เข้าสู่ระดับขั้นปรมาจารย์”
“แล้วอย่างไรเพคะ?”
ฮวาเหยียนไม่เข้าใจว่าตี้หลิงหานต้องการสื่อสิ่งใดนางจึงเลิกคิ้วขึ้นถาม
“นักฆ่าเหล่านั้นหาใช่คนธรรมดาเปิ่นกงได้รับบาดเจ็บสาหัส ชีวิตตกอยู่ในอันตราย ระหว่างการลอบสังหารมีผู้มากฝีมือบางคนใช้วิชาพรางตาพยายามจะฆ่าเปิ่นกง องครักษ์เงาทั้งสิบกว่าคนล้วนรออยู่ด้านนอกพร้อมสู้รบ แต่ทำอย่างไรก็มิอาจเข้ามาได้ไม่รู้ว่าภายในจวนเกิดเรื่องอันใดขึ้น พวกเขาจึงเข้ามามิได้ทว่าหากมีคนต้องการจะออกจากจวน ย่อมต้องทำลายวิชาพรางตานั้น เจ้าหนีไม่พ้น...แค่ก...!”
อาจเพราะเขาพูดมากเกินไปในลมหายใจเดียวตี้หลิงหานจึงกระอักเลือดออกมาอีกคำ
หัวใจของฮวาเหยียนตื่นตระหนก“พระองค์ทรงขู่หม่อมฉันหรือ?”
“หึ...”
ตี้หลิงหานเอียงศีรษะและปิดเปลือกตาลงราวกับคร้านจะกล่าววาจาอันใดต่ออีก
“แม่นางมู่สิ่งที่นายท่านตรัสล้วนคือความจริง...ข้าน้อยเป็นองครักษ์เงาลำดับที่เก้าถัดจากข้าน้อยไปยังมีพี่น้องอีกหลายคน เกรงว่ายามนี้พวกเขาคงทราบเรื่องแล้ว...”
อั้นจิ่วกล่าว
เขาเองก็บาดเจ็บสาหัสเช่นกันหลังจากคำพูดนี้จบลง ลมหายใจของเขาพลันหนักหน่วงขึ้น มุมปากปรากฏคราบเลือดสีหน้าฉายแววเจ็บปวด
ฮวาเหยียนกะพริบตานางมองออกว่าตี้หลิงหานและอั้นจิ่วมิได้โกหก
ดังนั้นหากตอนนี้นางออกจากจวนไท่จื่อไปเงียบๆมิสนใจความเป็นตายของคนเหล่านี้ ทว่าทันทีที่ก้าวออกไป นางก็จะโดนองครักษ์เงาที่อยู่ภายนอกล้อมจับหรือ?
เหล่าพี่น้องของอั้นจิ่วหากเรียงตามลำดับตัวเลขแล้ว มิแน่ว่าอาจเรียงลำดับไปถึงอั้นจิ่วสือจิ่ว [3] !
ลมแทบจับ!
เหตุใดนางจึงถูกตี้หลิงหานกุมไว้ในกำมือตลอดเลยเล่า?
ช่างน่าโมโหจนอยากระเบิดทุกสิ่งทิ้งเสียจริง
เมื่อครู่ที่นางลงมือช่วยเหลือนางมิได้เต็มใจหรือยินยอม ตอนนี้ยังมาถูกตี้หลิงหานใช้วาจาข่มขู่ นางยิ่งไม่เต็มใจ!
ฮวาเหยียนรู้สึกว่าตนโกรธจนกลายเป็นปลาปักเป้าพองตัว
อากาศยามราตรีหนาวเย็นเล็กน้อยกลิ่นอายที่แผ่ออกมาแฝงกลิ่นคาวเลือดเจือจาง บนพื้นเต็มไปด้วยซากศพมีเพียงฮวาเหยียนผู้เดียวที่ยังยืนอยู่ นางจับจ้องตี้หลิงหาน ยิ่งคิดยิ่งไม่ยอมใจคิดถึงหายนะที่ไร้เค้าลางปรากฏของนาง คิดถึงเงินสามล้านตำลึงคิดถึงภาพที่เขาวาดในห้องหนังสือคิดถึงท่าทางที่เขามองเหยียดจากที่สูงอยู่ทุกวัน...
“ตี้หลิงหานได้ ฝากไว้ก่อนเถิด! แต่หากคิดว่าข้าจะเต็มใจช่วยท่าน นั่นย่อมไม่มีทางหม่อมฉันมีเงื่อนไข!”
ฮวาเหยียนกล่าว
เหล่าองครักษ์เงาล้วนกระวนกระวายจนมีเหงื่อผุดซึมที่หน้าผากดวงตาของพวกเขาฉายแววร้อนใจเป็นกังวล แทบทนไม่ไหวอยากลุกขึ้นโค้งคำนับเต็มพิธีให้ฮวาเหยียนท่านเทพผู้สูงส่ง ท่านมีเงื่อนไขอันใดก็รีบกล่าวมาเถิดสถานการณ์ของนายท่านหนักหนาสาหัสยิ่งขอรับ
“พูด”
ตี้หลิงหานเอ่ยคำอย่างสง่างามและเย็นชา
ฮวาเหยียนพ่นลมหายใจพูดอย่างอวดดีว่า “สองเงื่อนไข ข้อแรก สัญญาระหว่างเราเงินจำนวนสามล้านตำลึงถือว่าเป็นโมฆะ ข้อสอง ท่านต้องให้คำสัญญากับหม่อมฉันอีกสามประการโดยไม่มีเงื่อนไข”
ดวงตาของฮวาเหยียนเปล่งประกายรอยยิ้มบนริมฝีปากและแก้มของนางสดใสราวกับดอกท้อ
นางรู้สึกว่าตนเองช่างมีไหวพริบทั้งได้ช่วยชีวิตตี้หลิงหานเอาไว้ สัญญาหนี้เป็นโมฆะ และยังได้รับสัญญาสามประการจากอีกฝ่ายเพื่อเป็นการรับประกันว่าเขาจะไม่กล้าหาเรื่องนางอีกในภายหน้า
สามประการไม่นับว่าใหญ่หรือเล็ก
ได้รับคำสัญญาจากองค์รัชทายาทเพียงข้อเดียวก็สามารถยิ่งใหญ่คับฟ้า
สิงโตปากกว้าง[4] ฮวาเหยียน ร้องปรารถนาสามประการ
ตี้หลิงหานจ้องมองนางไม่พูดอันใดสักคำ
ทันใดนั้นบรรยากาศพลันเงียบลงเหล่าองครักษ์เงาร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็รู้ว่าเวลานี้พวกเขามิอาจเอ่ยปากได้
เมื่อเห็นตี้หลิงหานจ้องมองตนอยู่นานโดยไม่พูดอันใดฮวาเหยียนก็เหลือบสายตามองเขา “พระองค์ทรงมิตอบรับหรือ?ปรารถนาจะตายไปพร้อมกับหม่อมฉันหรือเพคะ?”
นางถาม
แต่อันที่จริงฮวาเหยียนก็ตัดสินใจจะช่วยตี้หลิงหานอยู่แล้วนางย่อมมิอาจปล่อยให้เขาตายไปทั้งเช่นนี้เป็นแน่ เหตุผลแรกคือความคิดที่ว่าเขาเป็นถึงองค์รัชทายาทของต้าโจวผู้สืบทอดในภายหน้าของอาณาจักรนี้ เป็นองค์เหนือหัวที่บิดาและพี่ชายของนางต้องปกป้องด้วยชีวิตตอนนี้นางคือคนของตระกูลมู่ จึงมิอาจเป็นผู้ลงมือสังหารหรือปล่อยให้ตี้หลิงหานตายอย่างเงียบเชียบในคืนนี้
ประการที่สองนั่นคือ...ถ้อยคำข่มขู่ของตี้หลิงหาน หากนางออกไปตอนนี้ เกรงว่านางคงหนีปัญหาที่จะเกิดขึ้นไม่พ้น
ดังนั้นก่อนช่วยชีวิตเขาฮวาเหยียนย่อมต้องเจรจาเงื่อนไข!
ทว่าตี้หลิงหานกลับยังคงนิ่งเงียบไม่กล่าววาจาออกมาสักคำ...
“ตรัสอันใดหน่อยสิเพคะ...”
ฮวาเหยียนกระตุ้น
เห็นเพียงตี้หลิงหานจ้องเขม็งมาที่ใบหน้าของนางริมฝีปากแดงขยับเล็กน้อยก่อนพูดออกมาคำหนึ่ง
“ได้”
หืม?
ตอบรับอย่างง่ายดายยิ่ง!
เกรงว่าจะมีแผน
“ท่าน...”
ฮวาเหยียนยังต้องการพูดต่อทว่านางกลับเห็นเพียงตี้หลิงหานหลับตาและนอนนิ่งอยู่ตรงนั้น ใบหน้าของเขาบริสุทธิ์ผิวขาวราวกับกระเบื้องเคลือบ และมีเลือดสีแดงสดที่มุมปากราวกับรอยเปื้อนสีหมึกในยามค่ำคืน
เป็นลมหรือ? ตายเสียแล้ว?
เชิงอรรถ
[1] อวัยวะภายในทั้งห้า 五脏 (wǔ zàng) ได้แก่ ตับ หัวใจ ม้าม ปอด และไต
[2] อวัยวะกลวงทั้งหก 六腑 (liù fǔ) ได้แก่ ถุงน้ำดี ลำไส้เล็กกระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ กระเพาะปัสสาวะ และซานเจียว
[3] อั้นจิ่วสือจิ่ว 暗九十九 (Àn jiǔ shí jiǔ) ในที่นี้ อั้นจิ่วหมายถึงองครักษ์เงาลำดับที่เก้า อั้นจิ่วสือจิ่วจึงหมายถึงองครักษ์เงาลำดับที่เก้าสิบเก้า
[4] สิงโตปากกว้าง 狮子大开口 (shī zī dà kāi kǒu) อุปมาถึง คนที่เสนอเงื่อนไขหรือราคาที่สูงมาก