ตอนที่143 แข่งทักษะภาษาอังกฤษ 1
ซูเวยตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นแกมท้าทายเธออยากทำอะไรแปลกใหม่ดูบ้าง จึงตอบกลับผู้อำนวยการถังอย่างผ่อนคลายว่า“หนูขอเลือกห้องห้าก็แล้วกันค่ะ”
เกาอิงขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจจึงถามหลานสาวโดยตรงว่า“เอ๊! เวยเวย ทำไมหลานไม่อยู่ห้องหนึ่งละ?”
ซูเวยหันหน้าไปยิ้มให้กับยายอย่างอารมณ์ดีและบอกเหตุผลที่ตนเองเลือกอย่างแน่ใจว่า“คนเก่งล้วนอยู่แต่ห้องหนึ่ง แล้วห้องห้าจะไม่มีเด็กตั้งใจเรียนบ้างหรือคะ?บางทีหากหนูไปอยู่ห้องห้าแล้วสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เพื่อนตั้งใจเรียนมากขึ้นไม่ดีหรือคะ?” ท้ายประโยคเธอตั้งใจสื่อสารกับผู้อำนวยการอย่างจริงจัง
เธอคิดว่าหากสังคมให้โอกาสและค้นหากลยุทธ์ช่วยเหลือนักเรียนอาจทำให้นักเรียนใส่ใจเรื่องการเรียนมากขึ้น ยกเว้นนักเรียนมีปัญหาทางครอบครัวที่ส่งผลต่อความตั้งใจเรียนซึ่งประเด็นปัญหานี้จำเป็นต้องแก้ไขหรือช่วยเหลือเป็นรายๆ ไป
เกาอิงเห็นว่าหลานสาวพูดอย่างมีเหตุผลซึ่งเธอเชื่อมั่นว่าหลานสาวจะเรียนเก่งเช่นเดิมโดยสภาพแวดล้อมไม่มีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงหลานสาวได้เป็นความมั่นใจที่บังเกิดชัดเจนขึ้นตั้งแต่รับรู้ว่าหลานสาวเป็นผู้ฝึกตนฉะนั้นเธอจึงพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดเห็นของหลานสาวอย่างสบายใจ
ถังปินตาเป็นประกายด้วยความประหลาดใจและยินดีเขาพบว่าซูเวยมีความคิดลึกซึ้งและละเอียดอ่อนมากกว่าเด็กวัยเดียวกันเขาหวังว่าซูเวยจะสามารถเป็นไอดอลให้กับนักเรียนห้องห้า แล้วทำให้นักเรียนกลับตัวกลับใจเป็นคนดีและตั้งใจเรียนในอนาคต
จากนั้นถังปินกดอินเตอร์คอมเพื่อบอกให้รองผู้อำนวยการไปตามครูประจำชั้นห้องห้าของมัธยมต้นปีหนึ่งมาพบตนเองเขาต้องการให้ครูประจำชั้นรู้จักว่าที่นักเรียนในอนาคตเพื่อสร้างขวัญกำลังใจของครูประจำชั้นเนื่องจากครูต้าห่าวอู๋ยื่นเรื่องขอย้ายไปประจำการในโรงเรียนแห่งใหม่ เพราะท้อแท้กับพฤติกรรมของนักเรียนห้องห้าเขาจึงหวังว่าการที่ซูเวยเลือกเรียนห้องห้าจะช่วยทำให้ครูต้ามีขวัญและกำลังใจอยู่สอนที่นี่ต่อไปเนื่องจากไม่มีครูคนใดยินดีเปลี่ยนหน้าที่กับครูต้าแม้แต่คนเดียว
สักพักหนึ่งครูต้าชายวัยกลางคนท่าทางเบื่อโลกเดินเข้าห้องมาพบถังปินด้วยความแปลกใจเขาไม่ได้สนใจคนแปลกหน้าที่อยู่ในห้องแต่อย่างใดทว่าเขาสอบถามเจ้านายตนเองด้วยความสงสัยว่า “ผู้อำนวยการถังเรียกผมมามีอะไรหรือครับ? ถ้าจะเกลี้ยกล่อมให้ผมอยู่ที่นี่ต่อ ผมยังยืนยันคำเดิมครับ”
ถังปินยิ้มอย่างเข้าใจสายตาเขาจ้องมองครูต้าอย่างมีเลศนัยเขาไม่ตอบคำถามของครูต้าแต่แนะนำซูเวยกับครูต้าให้รู้จักกัน “นักเรียนซูเวยนี่คือครูต้าห่าวอู๋ เป็นครูประจำชั้นห้องห้าของมัธยมต้นปีหนึ่ง ครูต้านี่คือนักเรียนซูเวย นักเรียนที่สอบจบก่อนกำหนดด้วยคะแนนสมบูรณ์แบบคนเดียวของประเทศเธอตัดสินใจที่จะเรียนห้องห้าที่คุณประจำการอยู่ คุณคิดว่ายังไงครับ?”
ครูต้าที่กำลังรู้สึกเบื่อหน่ายโรงเรียนเต็มทนพอได้ยินข้อมูลเบื้องต้นของซูเวย ซึ่งเขาเคยประทับใจในความเก่งกาจของนักเรียนคนนี้จนเพ้อฝันว่าตนเองเป็นครูประจำชั้นของเธอในโรงเรียนแห่งใหม่ที่เขาจะย้ายไปจังหวัดหวงแทนอำเภอจงที่เล็กเช่นนี้
ในตอนนี้ครูต้าตาเป็นประกายพลางเหลียวมองเด็กหญิงตัวน้อยอย่างประหลาดใจเขาสอบถามซูเวยโดยตรงด้วยความสงสัยว่า “นักเรียนซูเวยจะเรียนห้องห้าจริงหรือ?”
ซูเวยเข้าใจท่าทีและความคิดของเขาจึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายว่า“ครูคะ หนูตั้งใจเรียนห้องห้าจริงค่ะแต่อาจเรียนไม่นานเพราะตั้งใจขอสอบจบชั้นมัธยมต้นก่อนกำหนดถ้าครูอยู่ช่วยหนูคงดีไม่น้อยนะคะ”
คำตอบจากซูเวยทำให้ต้าห่าวอู๋พลันเบิกตาโตเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นเขารู้สึกสดชื่นแตกต่างจากท่าทางเบื่อหน่ายก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิงนี่เป็นข่าวดีที่สุดสำหรับเขาโดยเขาไม่นึกว่าจะมีข่าวดียิ่งกว่าการย้ายไปสอนในโรงเรียนใหม่ทำให้เขาตอบกลับซูเวยอย่างยินดีและมีความสุขว่า “ได้สิ ครูจะอยู่ช่วยเธอเอง”
ถังปินได้ยินการสนทนาระหว่างซูเวยและต้าห่าวอู๋พอได้ยินคำตอบรับของครูต้า ทำให้เขายิ้มกว้างอย่างมีความสุขต่อมาถังปินนัดหมายซูเวยให้เข้าเรียนในวันเปิดเทอมใหม่ วันที่ 1 กันยายน 2010 ซึ่งซูเวยมีเวลาเตรียมตัวอีกหลายเดือน
จากนั้นครูต้าอาสาช่วยจัดการเอกสารของซูเวยให้อย่างกระตือรือร้นโดยถังปินเสนอให้ซูเวยเดินชมโรงเรียนในช่วงพักกลางวันเพื่อตรวจสอบสภาพแวดล้อมคร่าวๆของโรงเรียน เนื่องจากถังปินเล็งเห็นว่าซูเวยน่าจะมีฐานะมั่งคั่ง จึงอยากจูงใจให้ซูเวยและยายเห็นสภาพโรงเรียนที่แท้จริงเพราะโรงเรียนอาจได้รับเงินบริจาคมาช่วยพัฒนาโรงเรียนให้ดีขึ้นได้
ซูเวยรับรู้ความคิดอันแยบยลของถังปินเป็นอย่างดีเธอไม่ขัดข้องหากว่าตนเองพอใจที่ช่วยบริจาคเงินพัฒนาโรงเรียนด้วยความเต็มใจจึงชักชวนยายให้เดินดูโรงเรียนไปด้วยกัน
ระหว่างที่ซูเวยและยายพร้อมด้วยองครักษ์สองคนเดินชมสภาพแวดล้อมของโรงเรียนอยู่นั้นเป็นช่วงพักกลางวันพอดี มีนักเรียนชายหญิงเดินขวักไขว่บริเวณอาคารเรียนที่อยู่ด้านหลังอาคารสำนักงานส่วนใหญ่ทุกคนมุ่งหน้าไปทิศเหนือเพื่อเข้าสู่เขตโรงอาหารนักเรียนหญิงหลายคนต่างพากันชี้นิ้วและส่งเสียงซุบซิบกันถึงสององครักษ์หนุ่มหล่อที่เดินตามหลังซูเวยและเกาอิงว่า
“กรี๊ด!นั่นดาราจากที่ไหนหรือ? หล่อมาก!หล่อที่สุดในสามโลกเลย”
“ว้าว!ทั้งสองคนหล่อจนแยกไม่ออกว่าใครหล่อมากกว่ากัน”
“อ๊าย!ฉันอยากไปอยู่แทนผู้หญิงสองคนนั้นจริงๆเลย”
“โอ้!หากฉันมีโอกาสได้ซบอกหนุ่มหล่อแบบนี้ ฉันนอนตายตาหลับแน่ๆ”
“แย่แล้ว!หัวใจฉันเหมือนจะหยุดเต้นเลย หล่อมาก”
“พระเจ้า!พวกเขาเป็นไอดอลที่หล่อกว่าสามีแห่งชาติของฉันอีก”
“จริงด้วย!หล่อกว่าไอดอลชายหลายคนเลยนะนี่”
ซูเวยเหลียวหลังมองสององครักษ์พร้อมส่งรอยยิ้มมีเลศนัยให้กับพวกเขาทำให้องครักษ์ทั้งสองคนลอบสบตากันอย่างเข้าใจพวกเขายักไหล่เล็กน้อยอย่างทำใจยอมรับ เนื่องจากการที่มีหน้าตาดีเกินไปก็นำปัญหามาให้โดยไม่รู้ตัวเช่นกันทว่าทั้งสองคนคุ้นชินมากแล้วจึงไม่รู้สึกหวั่นไหวกับคำชมที่ลอยมาตามลมจากบรรดานักเรียนชายหญิงที่ชื่นชมรูปลักษณ์อันโดดเด่นของพวกเขา
ในตอนนี้ซูเวยยืนมองอยู่หน้าอัฒจันทร์เธอพบว่าพื้นที่ป่ารกชัฏหลังอัฒจันทร์น่าสนใจสำหรับเธอทว่าไม่ใช่ตอนนี้ที่จะเสียเวลาสำรวจพื้นที่ซึ่งเธอตั้งใจที่จะเข้าไปสำรวจเมื่อมาเรียนอยู่ที่โรงเรียนนี้เพราะยังมีเวลาอีกนานหลายเดือน
หลังจากนั้นซูเวยและยายพร้อมด้วยสององครักษ์เดินฝ่ากลุ่มนักเรียนทั้งหลายที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกภาพของพวกเธออยู่เธอรีบหลบออกจากโรงเรียนก่อนเกิดเหตุวุ่นวายของนักเรียนทั้งหลายที่คลั่งไคล้ความหล่อเหลาสององครักษ์
..........
เมื่อกลับมาถึงบ้านยายโทรหาครูหม่าแทนหลานสาวเพื่อบอกเรื่องการเดินทางไปเมืองหวงเองเพราะในตอนนี้มีรถยนต์และสององครักษ์พร้อมให้บริการแล้ว จึงไม่อยากรบกวนครูหม่าในการดูแลหลานสาว
อีกประการหนึ่งเกาอิงเห็นด้วยที่จะให้ซูเวยเดินทางไปกับสององครักษ์เธอรู้สึกหวั่นใจชอบกลว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับหลานสาว ซึ่งเป็นสัญชาตญาณที่เธอรู้สึกกังวลจนยอมโทรหาครูหม่าด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตามครูหม่าไม่ได้แสดงความกังวลหรือโมโหแต่อย่างใดครูหม่ารู้สึกเป็นอิสระมากขึ้นและตอบรับนัดหมายจากเพื่อนเพื่อไปร่วมงานเลี้ยงอย่างสบายใจ
เมืองหวงเดินทางไปคนละเส้นทางกับเมืองหงซึ่งเมืองหวงอยู่ห่างจากหมู่บ้านมังกรประมาณ 150 กิโลเมตรในขณะที่เมืองหงอยู่ห่างจากหมู่บ้านมังกรประมาณ 220 กิโลเมตรซูเวยตัดสินใจเดินทางเช้าตรู่วันที่ 5 พฤษภาคมแทนการไปพักค้างคืนที่เมืองหวงนั่นเป็นเพราะว่าหัวอี้เฟิงจะรับหน้าที่ขับรถยนต์เอง เนื่องจากเขาคุ้นเคยเส้นทางนี้เป็นอย่างดีเพราะเป็นทางผ่านไปเมืองหลานเมืองหลักของกลุ่มกิเลนไฟนั่นเอง
เมื่อถึงเช้าตรู่วันที่5 พฤษภาคม ซูเวยออกเดินทางไปพร้อมกับสององครักษ์โดยยายให้คำอวยพรที่มีค่ายิ่งสำหรับซูเวยว่า “เวยเวยยายเชื่อว่าหลานจะประสบความสำเร็จ ดังนั้นยายอยากอวยพรให้หลานโชคดีและปลอดภัยกลับมาหายายก็พอนะ”
ซูเวยยิ้มรับคำอวยพรจากยายอย่างมีความสุขเธอไม่ได้เอะใจว่าทำไมยายดูกังวลกับการเดินทางของเธอครั้งนี้ ระหว่างเดินทางซูเวยได้รับโทรศัพท์จากไต้อี้เขาสามารถตรวจสอบหาแหล่งที่มาของกลุ่มคนร้ายที่บุกสำนักนิรนามในวันก่อนได้ เป็นกลุ่มสำนักอริที่มีผู้สนับสนุนหลักเป็นกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่งจากเมืองหลวงชื่อบริษัท “วันเดอร์เทคโนโลยี”
ชื่อวันเดอร์ทำให้ซูเวยนึกถึงสโมสรส่วนตัวและภัตตาคารหรูหราแห่งหนึ่งที่เธอเคยเดินทางไปพบอะโบฟและสกายทำให้เธอคิดถึงความเป็นไปได้ของบริษัทนี้ที่อาจจะเชื่อมโยงกับกลุ่มองค์กรชั่วร้าย เธอจึงหยิบเวยเวยหนึ่งออกมาจากกระเป๋าล่องหนตนเองโดยตรงเพื่อตั้งค่าให้มันไปตรวจสอบและบันทึกภาพของบริษัทนี้ รวมทั้งสโมสรส่วนตัวนั้นด้วย
ครั้นซูเวยหยิบเวยเวยหนึ่งออกมาจากกระเป๋าล่องหนตนเองหลงลู่เพ่ยและหัวอี้เฟิงเหลือบมองเห็นพอดี หลงลู่เพ่ยถามซูเวยด้วยความแปลกใจว่า “เวยเวยมีโมเดลจานบินมนุษย์ต่างดาวขนาดเล็กด้วยหรือ?มันเอาไว้ทำอะไร?”
ซูเวยยิ้มมุมปากอย่างพอใจเธอบอกกับสององครักษ์ด้วยน้ำเสียงลึกลับว่า “มันชื่อเวยเวยหนึ่งค่ะเอาไว้ทำอะไรนั้น เมื่อมีโอกาสพวกพี่ชายทั้งสองจะเห็นประสิทธิภาพของมันเองค่ะ”
เธออยากให้พวกเขาเห็นอานุภาพการต่อสู้และทำลายล้างของมันเองกับตาซึ่งดีกว่าอธิบายเชิงโอ้อวดเธอได้แต่หวังว่าจะค้นพบข้อมูลสำคัญที่นำไปสู่แหล่งกบดานของสมาชิกองค์กรชั่วร้ายได้อย่างน้อยเธอก็มีกองกำลังพิเศษเป็นทีมร่วมอุดมการณ์ ที่ทำงานหลักเพื่อกวาดล้างองค์กรชั่วร้ายด้วยกัน
……….
ทุกคนเดินทางมาถึงลานจอดรถยนต์ของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองหวงซึ่งเป็นสนามแข่งขันทักษะภาษาอังกฤษของตัวแทนนักเรียนในระดับชั้นประถม มัธยมต้นและมัธยมปลาย สนามแข่งขันของชั้นประถมอยู่ในห้องประชุมใหญ่ที่กว้างขวางโอ่อ่าส่วนสนามแข่งขันของมัธยมต้นอยู่ในห้องปฏิบัติการขนาดใหญ่ด้านหนึ่งของอาคารเรียนสนามแข่งขันมัธยมปลายอยู่ในอาคารกีฬาในร่มหรือโรงยิม
มีตัวแทนครูและนักเรียนเดินขวักไขว่ไปมามากมายละลานตาซูเวยและครูหม่านัดหมายพบกันที่เสาธงของโรงเรียนซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนมีแค่หลงลู่เพ่ยที่เดินตามหลังซูเวยเข้าไปหาครูหม่าส่วนหัวอี้เฟิงกำลังโทรติดต่อธุรกิจของกลุ่มกิเลนไฟอยู่ลานจอดรถยนต์
ครูหม่ากำลังเดินไปมาอย่างกระวนกระวายใจเธอจ้องมองทิศทางของลานจอดรถยนต์อย่างใส่ใจ พอเหลือบมองเห็นร่างของซูเวยที่เดินเข้ามาพร้อมกับชายหนุ่มหน้าตาดีรูปร่างสูงใหญ่น่าเกรงขามทำให้เธอเขินอายแวบหนึ่งก่อนปรับสีหน้าแสดงท่าทางเคร่งขรึมเหมือนเดิม เธอไม่กล้าแสดงท่าทางไม่เหมาะสมต่อหน้าลูกศิษย์ตนเอง
“ซูเวยมาแล้วพวกเราไปรายงานตัวกับกรรมการกันเถอะ” ครูหม่าอยากจะถามลูกศิษย์ว่ามากับใครทว่าเธอจำเป็นต้องวางมาดให้ดูดีไว้ก่อน จึงได้แต่เหล่ตามองชายหนุ่มที่ยืนนิ่งเหมือนกับผู้คุ้มกันของซูเวยสร้างความแปลกใจให้กับครูหม่าที่พบว่าซูเวยมีองครักษ์หน้าตาหล่อเหลามากขนาดนี้ทั้งที่ครอบครัวของซูเวยไม่ใช่คนร่ำรวยมหาศาลหรือมีธุรกิจและมีอิทธิพลมากอย่างบางคน
“ค่ะครูหม่า อ้อ! นี่พี่ชายลู่เพ่ยเป็นองครักษ์ของหนูเองค่ะส่วนนี่ครูหม่าเป็นครูสอนภาษาอังกฤษของเวยเวยเอง”ซูเวยไม่ลืมที่จะแนะนำคนของตัวเอง เพราะเธอพบว่าตนเองผิดพลาดเรื่องมารยาทพื้นฐานบ่อยครั้งจนทำให้เกิดเรื่องเข้าใจผิดมาก่อน
“สวัสดีค่ะฉันชื่อ หม่าซินอี้ เป็นครูสอนภาษาอังกฤษของซูเวย” ครูหม่าทักทายหลงลู่เพ่ยอย่างเป็นมิตร
หลงลู่เพ่ยพยักหน้ารับรู้ด้วยสีหน้าเรียบเฉยทำให้ครูหม่าไม่กล้าที่แสดงความสนิทสนม ทว่าหลงลู่เพ่ยสวมแว่นกันแดดอันใหญ่ซึ่งเขาเหลือบมองเห็นแววตาของครูหม่ามีความสะเทิ้นอายตามประสาหญิงสาวทั่วไปที่เห็นรูปลักษณ์อันโดดเด่นของเขาเป็นเหตุการณ์ปกติที่เขาพบอยู่บ่อยครั้ง จึงไม่ได้แสดงท่าทีพิเศษแต่อย่างใดรวมทั้งเขาไม่อยากทำให้ครูสาวเขินอายมากขึ้น
จากนั้นครูหม่าพาซูเวยไปลงทะเบียนผู้เข้าแข่งขันกับกรรมการโดยซูเวยได้หมายเลขประจำตัว 189 เป็นกลุ่มคนเกือบสุดท้าย ระดับชั้นประถมมีนักเรียนเข้าร่วมแข่งขันทักษะภาษาอังกฤษมากถึง200 คนจากโรงเรียนประถม 50 โรงเรียนซึ่งรวมทั้งโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนรัฐ
การแข่งขันทักษะภาษาอังกฤษระดับจังหวัดเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความตื่นตัวตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ อนึ่งทางกระทรวงต้องการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนให้ทัดเทียมกับต่างประเทศจึงจัดให้มีการแข่งขันทุกจังหวัดเพื่อส่งเสริมให้ครูและนักเรียนมีการพัฒนาทักษะอยู่เสมอ
รูปแบบการแข่งขันจะแบ่งเป็นทักษะการอ่านและเขียนชุดหนึ่งชุดสองคือฟังและพูด ชุดสามคือวิเคราะห์การสื่อสารกับครูสอนภาษาที่เป็นชาวต่างชาติโดยตรงส่วนใหญ่นักเรียนจะพลาดการได้รับคะแนนเต็มในชุดการแข่งขันชุดที่สาม
ครูหม่าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าซูเวยจะสามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขันชุดที่สามได้ส่วนสองชุดแรกนั้นเธอมั่นใจว่าซูเวยสามารถทำได้ดีอย่างแน่นอน
“พวกเราไม่รู้ว่าชุดที่สามจะพบกับครูที่มาทดสอบทักษะคนใดเพราะมีหลายคนครูหวังว่าซูเวยจะทำให้เต็มที่เลยนะ” ครูหม่าพูดให้กำลังใจกับซูเวยก่อนลงสนามเพื่อนั่งประจำที่สำหรับรอเวลาแข่งขันชุดแรกซึ่งนักเรียนแข่งพร้อมกันหมดทุกคนเพราะเป็นเหมือนการสอบข้อเขียนทั่วไป
“เข้าใจแล้วขอบคุณมากค่ะครูหม่า” ซูเวยยิ้มรับกำลังใจจากครูหม่าอย่างผ่อนคลาย