เวลาช่างผ่านไปไวเหมือนโกหก ในที่สุด วันที่หยวนอิงเดินทางมายังเมืองหลวงก็ดำเนินมาถึง ยามนี้ตำหนักขององค์ชายห้าช่างคึกคักยิ่งนัก บรรดาข้าวของเครื่องใช้เสื้อผ้าอาภรณ์ถูกจัดส่งเข้าสู่ตำหนักอย่างไม่ขาดสาย ทั่วทั้งเรือนที่ถูกจัดแต่งด้วยดอกไม้หลากสีละลานตา เสียงข้ารับใช้กระซิบกระซาบกันเกี่ยวกับสาเหตุที่องค์ชายห้าสั่งปรับเปลี่ยนตำหนักครั้งใหญ่คราวนี้ด้วยเหตุใดนั้น ดังไม่ขาดสาย แม้แต่ห้องติดกับห้องขององค์ชายห้ายังถูกตกแต่งอย่างดี เสมือนจัดเตรียมเพื่อต้อนรับใครบางคน
“เ้ารู้หรือไม่ ผู้ใดจะมา” บ่าวรับใช้หญิงเอ่ยถาม
อีกฝ่ายส่ายหน้าก่อนจะตอบ “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน แต่ผู้ที่จะมาคราวนี้ต้องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะไม่เช่นนั้น องค์ชายห้าคงไม่มีคำสั่งให้จัดเตรียมที่พักติดกับห้องของตนเอง”
“อืม ใช่ๆ ข้าเห็นด้วยกับเ้า”
“เ้าคิดว่าเป็ไปได้ไหมที่คนผู้นี้ จะเป็นายหญิงของตำหนัก”
“ข้าว่าไม่น่าจะใช่ เพราะคนผู้นี้เดินทางมาถึงเย็นนี้แล้ว อีกทั้งยังไม่มีพระราชโองการสมรสพระราชทานแก่องค์ชายห้าเลยนี่นา”
“อืม ใช่ๆ” อีกฝ่ายหลังได้ฟังก็พยักหน้าเห็นด้วย เสียงกระซิบกระซาบคล้ายๆ กันนี้ เกิดขึ้นในหมู่ข้ารับใช้ตลอดสามวันที่ผ่านมา
ส่วนเ้าของตำหนักที่ข้ารับใช้กำลังยุ่งวุ่นวายในยามนี้นั้น กำลังเดินสำรวจทั่วบริเวณอย่างอารมณ์ดี ในที่สุดก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
พ่อบ้านชุนซึ่งเดินติดตามอยู่ด้านหลังองค์ชายถังหลี่ หลังจากเห็นเ้านายของตนยิ้มอย่างพึงพอใจ เขาก็ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกได้ในที่สุด ครั้งนี้ถือเป็การซ่อมแซมปรับปรุงตำหนักครั้งใหญ่โดยใช้เวลาน้อยที่สุด กินทั้งกำลังคนและกำลังทรัพย์ แต่เ้านายของตนหาได้สนใจ เขายังจำตอนได้รับคำสั่ง
ได้ดี
“ข้า้าให้เ้าปรับปรุงตำหนักตามนี้ให้แล้วเสร็จภายในสามวัน”
พ่อบ้านชุนยื่นมือไปรับแผ่นกระดาษในมือองค์ชายห้ามาเปิดอ่าน คิ้วค่อยๆ ขมวดเข้าหากันเรื่อยๆ หลังอ่านจบ หากทำได้แค่เอ่ยถามย้ำ “จำเป็ต้องทำทั้งหมดนี่จริงๆ หรือ ภายในสามวัน มันต้องใช้กำลังเงินและกำลังคนมหาศาล” สิ่งที่ได้รับเพียงกลับมาคือ ถังหลี่พยักหน้ารับ และเอ่ยต่ออีกแค่ประโยคเดียว
“ห้ามขาดไปแม้แต่ข้อเดียว ฝากท่านด้วย” กล่าวจบ เ้าตัวก็ยกหนังสือขึ้นอ่าน เหมือนจะบอกกลายๆ ว่าไม่มีช่องว่างให้โต้แย้ง เขาจึงทำได้เพียงแค่สนองตามรับสั่งเท่านั้น
“ทุกอย่างจะแล้วเสร็จเมื่อไหร่” ถังหลี่ซึ่งเดินสำรวจไปรอบๆ เอ่ยถามพ่อบ้านชุน
“อีกหนึ่งเค่อพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี อย่าลืมกำชับห้องครัวให้เตรียมอาหารที่ข้าสั่งไว้ด้วย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าจะไปห้องหนังสือ หากมีสิ่งใด ให้ไปหาข้าที่นั่น” พูดจบ ถังหลี่ก็หันหลังก้าวจากไป
เมื่อเข้าไปห้องหนังสือได้ไม่นาน องครักษ์ที่สั่งให้ออกไปสืบเื่ราวฝ่ายพี่สี่กับพี่รอง ต่างพากันกลับมารอรายงานอย่างพร้อมเพรียงกัน
“กราบทูลองค์ชาย เื่ราวทั้งหมดได้คลี่คลาย นักโทษที่คิดจะกล่าวหาซัดทอดว่าท่านมีส่วนร่วมกับพวกเขา บัดนี้ไม่มีลมหายใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ ส่วนทางการสามารถจับนักฆ่าผู้นี้ได้ขณะกำลังหลบหนี”
“อา เช่นนั้นรึ แล้วนักฆ่าคือผู้ใด”
“คือ องครักษ์ข้างกายองค์ชายรองพ่ะย่ะค่ะ”
“พี่สี่ของข้าช่างลงมือได้โเี้หมดจดยิ่งนัก”
“ยามนี้ แม้เสนาบดีลู่จะไม่มีหลักฐานเอาผิดองค์ชายรอง แต่ได้นำเื่ขึ้นกราบทูลองค์จักรพรรดิเรียบร้อยแล้ว มีข่าวจากคนของเราส่งออกมาว่า ฝ่าาทรงพระพิโรธหนัก จึงมีรับสั่งกักบริเวณองค์ชายรองหกสิบวันพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม ดี พวกเ้าจัดการได้ดีมาก ไปได้” ถังหลี่เผยรอยยิ้มออกมาบางเบา
“พวกกระหม่อมขอทูลลาพ่ะย่ะค่ะ” กล่าวจบ คนทั้งสองก็ออกไปอย่างรวดเร็ว
“เช่นนั้นถือได้ว่าทุกอย่างล้วนถูกจัดการอย่างดี ก่อนเ้าจะมา” ถังหลี่ยิ้ม เผยความพึงพอใจ
เมื่อพระอาทิตย์ใกล้ลับเหลี่ยมเขา ทั่วท้องนภาเป็สีฟ้าอมส้ม หมู่วิหคโผผินกลับรังนอน เช่นเดียวกับคนสองคนที่เพิ่งเดินทางมาถึงหน้าตำหนักองค์ชายห้า ทั้งเนื้อทั้งตัวล้วนมอมแมมเปื้อนฝุ่นจากการควบม้าห้อตะบึงมา
หยวนอิงะโลงจากหลังม้าทันทีที่มาถึง และรีบก้าวเดินไปหน้าประตูตำหนัก ยกมือขึ้นเคาะสามครั้งก่อนยืนรอ ส่วนลู่อู๋ซูยืนจับม้ารออยู่เื้ั
ใช้เวลาเพียงไม่นาน ประตูก็ค่อยๆ เปิดออก แน่นอนว่าหลังประตูเปิดออกกว้าง หยวนอิงเป็ต้องใ เนื่องจากบัดนี้ด้านหลังประตูล้วนคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ยืนเรียงต่อกันเป็แถวยาว ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มยามหันมาทางพวกเขา ชายคนหนึ่งรีบวิ่งออกไปรับม้าจากลู่อู๋ซู และชายที่ดูาุโสุดนั้นก้าวออกมาทำการคารวะอย่างนอบน้อม มายังทิศทางที่หยวนอิงยืนอยู่ พลางกล่าว
“ท่านหยวนอิง ใช่หรือไม่”
แม้หยวนอิงจะกำลังใปนแปลกใจ แต่ยังคงพยักหน้ารับ
หลังแน่ใจว่าไม่ผิดคนแน่ พ่อบ้านชุนจึงเผยรอยยิ้มอ่อนโยนพลางเอ่ย
“ข้าน้อย พ่อบ้านชุน ได้รับคำสั่งจากองค์ชายห้าให้มาต้อนรับท่านทั้งสองเข้าตำหนักขอรับ”
“เชิญทางนี้ขอรับ” พูดจบ พ่อบ้านชุนก็ผายมือเชื้อเชิญหยวนอิงและลู่อู๋ซู
ทั้งสองคนรีบเดินตามเข้าไปทันที หยวนอิงหันมองลู่อู๋ซูซึ่งมีใบหน้าฉายความประหลาดใจไม่แพ้กัน ยิ่งเดินเข้าไปก็ยิ่งพบกับข้ารับใช้สองข้างทางเป็ระยะ ทุกคนยิ้มแย้มอย่างเป็มิตร หยวนอิงยิ้มตอบอย่างสุภาพ ทำเอาสาวน้อยสาวใหญ่หน้าแดงก่ำกันเป็ทิวแถว
ใช้เวลาเพียงไม่นาน ทั้งสามคนก็มาถึงห้องโถงใหญ่ของตำหนัก เมื่อเดินเข้าไป หยวนอิงจึงเผยรอยยิ้มสดใสอย่างมีความสุข เพราะบัดนี้คนที่เขาเฝ้าคิดถึงคะนึงหากำลังนั่งอยู่ในห้อง สายตาทั้งสองสบประสานกัน ใบหน้าถังหลี่ยามนี้ประดับไปด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนอบอุ่นเมื่อจ้องมองมา
“มาแล้วรึ เดินทางเหนื่อยหรือไม่” ถังหลี่เอ่ยถามขณะลุกขึ้นยืนและเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย