ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 37 ค้นหา

            ใบหน้าขาวนวลของหญิงสาวเคลือบคลุมไปด้วยชั้นน้ำแข็งบางๆข้อนิ้วเรียวสวยกำแน่นจนเขียวไอสังหารแผ่กระจายอยู่อีกฟากหนึ่งของเครื่องมือสื่อสาร

            โทสะอัดแน่นอยู่ในอก ไม่มีทางระบายท่าทางกวนอารมณ์ของฉู่เฟิงก็ยิ่งทำให้เธองุ่นง่านจนแทบจะวิ่งไปฆ่าเขาที่เชิงเขาไท่หังซาน

            หญิงสาวพยายามสุดกำลังในการควบคุมน้ำเสียงของตัวเองให้เยือกเย็นไร้ซึ่งริ้วอารมณ์โดยสิ้นเชิง เอ่ยว่า “นายต้องรับรองความปลอดภัยของพวกเขา!”

            “คุณเป็นใครกันแน่? วันๆเอาแต่ส่งสัตว์ประหลาดพวกนั้นมา ผมเป็นคนธรรมดานะคุณ ขืนเป็นอย่างนี้ต่อไปผมอาจหัวใจวายตายได้นะ” ฉู่เฟิงแสดงท่าทางฮึดฮัดขัดใจอยู่อีกฟากของสายแต่แล้วก็สงสัย ถามว่า “คุณคงไม่ใช่แม่มดหมอผีหรอกนะ?”

            ฟึ่บ!

            หญิงสาวตัดสายทิ้งทันที จบการสนทนา ใบหน้าสวยงามอ่อนเยาว์ บัดนี้เขียวคล้ำ

            “ใครหน้าไหนช่วยมันกันแน่?!”

            เธอยืนอยู่ตรงหน้าต่าง มองท้องฟ้ายามราตรี คิ้วขมวดแน่นแววตามีประกายเย็นเฉียบ ความพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้เธอหวาดผวาเป็นกังวล

            มนุษย์พิเศษหกถึงเจ็ดคนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเพราะการนี้ไหนจะมือดีที่พกอาวุธร้ายแรงไปด้วยอีกนับสิบนั่น ก็ไม่มีข่าวคราวกลับมาความเสียหายไม่ใช่น้อยๆ

            หากมีการไล่เรียง ย่อมยากที่เธอจะพ้นผิด

            ครั้งก่อน เธอเคยวิเคราะห์ทั้งตัดความเป็นไปได้ที่ฉู่เฟิงจะลงมือกระทำการใดๆ ด้วยตัวเองเส้นผมของเขาเคยถูกเอาไปทดสอบและได้รับการยืนยันว่าเขาไม่มีทางกลายเป็นมนุษย์พิเศษได้

            “หรือมียอดฝีมือลอบช่วยเหลือเขา คอยจับตาดูฉันอยู่?” เธอเริ่มระแวง

            ในห้อง หญิงสาวเดินวนเวียนไปมาใต้โคมระย้า สุดท้ายเสียเพล้งดังขึ้นแก้วไวน์ทรงสูงถูกปัดตกลงพื้น

            เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นหลินนั่วอีครั้งที่แล้วเธอก็ตัดประเด็นนี้ออกไปแล้วเช่นกัน

            พอใคร่ครวญโดยละเอียด เธอก็สับสนวุ่นวาย

            ไอ้คนเถื่อนไท่หังซานนั่นเป็นแค่คนธรรมดาแท้ๆ ในตอนแรกเธอตอบรับคำขอจากผู้อื่นว่าจะจัดการอย่างง่ายๆ ไม่กระโตกกระตากแต่อย่างใด

            ถึงกับขนาดวางแผนอย่างดิบดีให้ดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุเมื่อมองจากมุมมองของคนภายนอก

            มาตอนนี้ เหตุการณ์เกินกว่าที่เธอจะควบคุมเสียแล้ว เพียงแค่คนเพียงคนเดียวเธอเสียมนุษย์พิเศษไปหลายคน รวมไปถึงมือดีทั้งทีม

            พวกคนที่หายสาบสูญไปนั่นยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า?เธอไม่รู้จริงๆ!

            วินาทีนี้ เธอเริ่มเสียใจ เริ่มกลัวรู้สึกว่าข้างหน้าคือหลุมพรางที่หากฝืนเดินต่อไป จะยิ่งถลำลึกเข้าไปทุกที

            มันเป็นลางสังหรณ์อย่างหนึ่ง เรื่องนี้ใคร่ครวญยิ่งลึกซึ้งเท่าไหร่เธอก็ยิ่งรู้สึกเป็นกังวลมากขึ้นเท่านั้น

            “มันน่าหงุดหงิดจริงๆ ไอ้ฉู่เฟิง แกสมควรตาย!”

            น้ำเสียงเธอเย็นเยียบ ริมฝีปากแดงฉ่ำ ฟันขาวราวกับไข่มุกงดงามอย่างยิ่งหากแต่ใบหน้าเย็นชา ไอสังหารพลุ่งพล่าน เพลิงโทสะของเธอรุนแรง

            สุดท้าย เธอขมวดคิ้ว หยิบเครื่องมือสื่อสารของตัวเองออกมา ไล่หาชื่อ ‘มู่’ แล้วโทรออก

            “มู่ มีบางเรื่องเกิดขึ้น เกินความคาดหมายของฉัน ฉันชักจะกังวล...”

            ค่ำคืนนี้ ฉู่เฟิงนอนหลับฝันดีเป็นพิเศษ ตื่นเช้ามาก็กระชุ่มกระชวย เขาเดาว่าหญิงสาวคนนั้นคงนอนไม่หลับอาจจะไม่ถึงกับสติแตก แต่ฟุ้งซ่านแน่นอน

            ต่อให้เป็นคนอื่น เสียหายหนักหนาขนาดนี้ ไม่มีใครสบายใจเฉิบหรอก

            เขาหันหน้ารับแสงอรุโณทัย เริ่มฝึกหายใจแบบพิเศษยามอาบแสงสีทองจากดวงอาทิตย์ ทั่วร่างอุ่นสบาย ราวกับได้รับการชำระล้าง

            อิ่มจากอาหารเช้าอันอุดมสมบูรณ์แล้ว ฉู่เฟิงก็เรียกหวงหนิววันนี้จะขึ้นเขากัน เริ่มการแสวงหาตามการชี้นำของแผนที่

            พอเข้าเขตภูเขา เขาแวะไปดูพวกปืนบาซูก้าก่อน แล้วเลือกมาหนึ่งกระบอกทดลองยิงดู อีกหน่อยคงต้องใช้

            ตึง!

            บนเขาไกลออกไป เปลวเพลิงเริงแรง หินก้อนใหญ่พังทลายต้นไม้เก่าแก่หักโค่นไปเป็นแถบ ควันไฟพวยพุ่ง

            “ไม่เลวแฮะ ประสิทธิภาพใช้ได้ถ้ายิงใส่เทพปีกเงินนี่ไม่รู้ว่าจะสอยเขาได้หรือเปล่า” ฉู่เฟิงพึมพำกับตัวเอง

            สำหรับคนผู้นี้ เขาไม่อาจประเมินความสามารถได้แต่พวกมนุษย์พิเศษเจ็ดแปดคนที่เขาได้สัมผัสมานั้นเขาจัดการได้ทั้งหมดก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

            เมื่อทำความคุ้นเคยกับวิธีการใช้งานแล้วฉู่เฟิงก็เก็บซ่อนปืนบาซูก้าดังเดิม

            เขากางแผนที่ออกดู แล้วเดินทางลึกเข้าไปในแนวเขา

            เครื่องหมายแต่ละอันที่ระบุบนแผนที่ล้วนเป็นตำแหน่งดั้งเดิมในเทือกเขาไท่หังซาน ไม่มีสักที่ที่อยู่ในเขตภูเขาบรรพกาล

            ฉู่เฟิงกับหวงหนิวเดินทางกันอย่างราบรื่น ไม่นานนักก็ถึงที่หมายแรกเป็นยอดเขาเขียวขจีที่ไม่ได้สูงจากระดับน้ำทะเลมากนัก

            บนเขา ต้นไม้บางเบา พอมีต้นสนเก่าแก่อยู่บ้าง หินปูนระเกะระกะ

            บนแผนที่มีเครื่องหมายระบุไว้ เขียนว่า ‘เก็บแล้ว’ 

            ฉู่เฟิงเดาว่า ที่ตรงนี้น่าจะเคยปรากฏลูกไม้วิเศษขึ้น หากว่าถูกเก็บไปแล้วแต่เขาก็ยังมาดูสักหน่อย เผื่อว่าจะยังพอมีอยู่บ้าง

            หวงหนิวมาถึงก็จ้องแต่ต้นไม้ไม่วางตา

            ฉู่เฟิงเองก็เห็นเช่นกัน มันดูแตกต่าง เขียวขจี มีแสงเรืองรองทั้งยังมีกลิ่นอายความมีชีวิตชีวาโอบล้อม

            เมื่อดูให้ละเอียดแล้ว มันคือต้นผักกาดน้ำเล็กเป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ดาษดื่นข้างทาง มองไปทางไหนก็เจอ

            ต้นผักกาดน้ำเล็ก ใบเป็นทรงรี มีรอยคลื่นชัดเจนมากมายต้นหญ้านี่ออกผลด้วยเหรอ?

            “มีบางอย่างแปลกไป เทียบกับต้นผักกาดน้ำเล็กทั่วไปแล้วต้นไม้นี่ใบหนากว่าปรกติ มันดูเขียวสดใสแวววาวอย่างกับแกะสลักมาจากหยกสีเขียว”ฉู่เฟิงเอ่ย

            น่าเสียดาย ที่ลูกไม้ถูกเก็บไปแล้ว บนต้นยังเห็นก้านขั้วอยู่เลยไม่รู้ว่ามันมีความพิเศษอย่างไร

            แกรก!

             ขณะที่ฉู่เฟิงกำลังครุ่นคิด หวงหนิวก็ก้มลงไปกัดต้นหญ้าต้นนั้นงับอีกไม่กี่ทีก็ฟาดเกลี้ยงไม่เหลือหลอ

            “หนิวหมัวหวัง!” ฉู่เฟิงโมโหทันที

            หวงหนิวหันมาปรายตามองเขา หมายความว่า ทำไม?

            “ให้วัวกินต้นโบตั๋น เสียของจริงๆ ให้ตาย แกกินเข้าไปได้ยังไงหา?!”ฉู่เฟิงถลึงตา คนของเทียนเสินเซิงอู้ยังไม่กล้าทำลายต้นไม้นี่เลยคงตั้งใจเก็บไว้รอดูว่ามันจะออกผลอีกหรือไม่

            เพราะเขาเองก็คิดเช่นเดียวกัน กะว่าทิ้งเวลาอีกสักหน่อยค่อยมาดู

            สีหน้าหวงหนิวไร้ซึ่งความรู้สึกผิด มันเขี่ยที่พื้นบอกต้นหญ้าธรรมดากลายพันธุ์ ออกผลได้แค่ครั้งเดียว

            ฉู่เฟิงอึ้ง แอบร้องเสียดายในใจ

            หวงหนิวแยกเขี้ยวหัวเราะเยาะ

            “หัวเราะอะไรหา?” ฉู่เฟิงถลึงตาใส่มัน

            คราวนี้หวงหนิวเขียนตัวอักษรมากขึ้นอีกหน่อยมันบอกความลับบางอย่างให้เขารู้

            โลกกำลังเปลี่ยนแปลงรากเหง้าใต้ดินนับไม่ถ้วนล้วนรอคอยที่จะงอกเงยขึ้นมาใหม่!

            “รอที่จะงอกใหม่ แกหมายความว่ายังไง หมายถึงพวกพันธุ์ไม้โบราณที่ยังคงเหลือรอดมาจนทุกวันนี้น่ะเหรอ?” ฉู่เฟิงเค้นถาม

            “โอกาสแบบพันปีจะมีสักครั้ง” หวงหนิวปล่อยมาอีกประโยคจากนั้นไม่พูดอะไรอีก

            ฉู่เฟิงยังจำได้ ก่อนหน้านี้หวงหนิวเอ่ยถึงความลับน้อยแสนน้อยมันวางแผนการใหญ่ เรียกได้ว่ามันมายังที่นี่เพื่อบรรลุการเป็นเทพรุ่นบุกเบิกด้วยซ้ำ!

            “เกี่ยวกับรากเหง้าที่รอวันงอกพวกนั้นด้วยไหมนะ?”เขาเดา

            เขาเหม่อไปสักพัก โลกใบนี้ดูจะมีความลับอยู่มากมายมากเสียจนสัตว์ประหลาดพวกนั้นอยากจะทะยานออกมา

            ต่อมา ฉู่เฟิงขุดรากของต้นผักกาดน้ำเล็กขึ้นมา ก็ในเมื่อมันไม่มีลูกไม้วิเศษออกมาอีกแล้วงั้นก็ไม่ต้องเกรงใจกันละ อยากรู้จริงๆ ว่ามันต่างกันอย่างไร ทำไมถึงกลายพันธุ์ได้

            “เห!”

            แล้วเขาก็ได้เห็นจริงๆ ดินที่ติดอยู่กับรากนั้นค่อนข้างพิเศษเล็กขนาดประมาณเล็บมือ ทว่ากลับถูกรากแปลกประหลาดนั้นพันเกี่ยว

            ก้อนดินสีม่วง เรืองแสงหน่อยๆ อย่างกับเป็นเม็ดทราย

            “หรือนี่จะเป็นสาเหตุที่ต้นผักกาดน้ำเล็กกลายพันธุ์?” เขาชักสงสัย

            หวงหนิวก็เข้ามามุงด้วย แต่มันก็ไม่เข้าใจอยู่ดี

            “ช่างมันเถอะ เก็บไปก่อนแล้วกัน”

            จากนั้น พวกเขาก็ไปอีกสามที่ ซึ่งก็ล้วนพบเจอต้นไม้กลายพันธุ์แต่น่าเสียดายที่ลูกไม้ถูกเก็บไปนานแล้ว

            ที่ฉู่เฟิงค้นพบอย่างน่าประหลาดใจก็คือ ที่รากของต้นไม้ทุกต้นล้วนมีก้อนดินขนาดเล็บมือที่ส่องแสงเรืองรอง บางก้อนสีแดง บางก้อนสีน้ำเงินแตกต่างจากก้อนดินทั่วๆ ไป

            ก้อนดินพิสดารพวกนี้ ล้วนถูกรากต้นไม้เกี่ยวพันไว้อย่างกับว่ามันมีพลังพิเศษบางอย่าง

            เขารวบรวมได้สี่ก้อนที่มีสีใกล้เคียงกัน จากนั้นค่อยๆ ห่ออย่างระมัดระวัง

            “มีดินพวกนี้ เมล็ดพันธุ์สามเมล็ดของฉันก็น่าจะงอกได้นะ”ฉู่เฟิงค่อนข้างตื่นเต้น เขาอยากรู้จริงๆ ว่ามันจะงอกออกมาเป็นต้นอะไร

            เขาคาดหวังอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อที่มาที่ไปของมันก็ไม่ธรรมดาจากกล่องหินลึกลับที่เชิงเขาคุนหลุนเชียวนะ

            ฉู่เฟิงกางแผนที่ ยังมีจุดสำคัญอีกที่ที่ยังไม่ได้ไปทั้งยังเป็นตำแหน่งตรงกลางแผนที่ วาดไว้ด้วยสัญลักษณ์หัวกะโหลกสีดำ

            มันหมายความว่าอันตรายอย่างถึงที่สุดหรือเปล่า?

            จากข่าวที่หลุดออกมาว่า บนเขาไท่หังซานมีต้นไม้พิสดารที่ออกผลแล้วหากยังไม่สุกงอม เรื่องนี้ทำให้มนุษย์พิเศษพากันแตกตื่นทั่วสารทิศ

            ฉู่เฟิงสงสัยว่า ตำแหน่งของหัวกะโหลกสีดำนี้จะเป็นตำแหน่งของต้นไม้พิสดาร

            “นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว น่าจะมีมนุษย์พิเศษเดินทางกันมาเยอะแล้วนะอีกไม่นาน เขาไท่หังซานคงเต็มไปด้วยยอดฝีมือ ยากที่จะหลีกเลี่ยงการปะทะ”ฉู่เฟิงคาดเดา

            เขาเรียกหวงหนิวให้เดินทางต่อ อยากตรวจดูให้ละเอียด หากเวลาพอเหมาะพอเจาะล่ะก็เขาก็อยากจะร่วมวงด้วยเหมือนกัน

            ระหว่างทาง เขาพบร่องรอยของมนุษย์พิเศษอยู่บ้าง จึงเลี่ยงอย่างระมัดระวัง

            ลูกไม้นั่น ขนาดยังไม่สุกงอมดี เหตุการณ์ยังเป็นขนาดนี้ถ้าผ่านไปอีกหลายวันจะขนาดไหน? ที่ตรงนี้พายุคงโหมเริงแรงมนุษย์พิเศษจากทั่วแผ่นดินต่างดาหน้ามาเพื่อฟาดฟันแย่งชิง

            แน่นอน ข่าวลืออย่างนี้ย่อมดึงดูดยอดฝีมือระดับสุดยอดอย่างเทพปีกเงินหรือเทพวัชระอย่างแน่นอน!

            “ทำไมถึงเป็นที่นี่ล่ะ?” ฉู่เฟิงแปลกใจ

            เขางูขาว!

            ตรงนี้เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความลึกลับซับซ้อนแห่งหนึ่งในภูเขาไท่หังซาน

            เล่ากันว่า มีงูขาวตัวหนึ่งบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จมรรคผลมีชีวิตอยู่ไม่รู้เนิ่นนานเท่าใด จนวันนี้ก็ยังมีเรื่องเล่าขานของมันอยู่

            แต่ก็มีคนจำนวนมากที่ไม่เชื่อเพราะคนที่เห็นกับตาก็ต่างเสียชีวิตไปร่วมสิบปีแล้ว จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่งูตัวนั้นตัวใหญ่มาก ลำตัวยาวอย่างต่ำก็ร้อยเมตร

            ใครมันจะไปเชื่อ? ในป่าดิบชื้นงูอนาคอนดาที่ใหญ่ที่สุดยังยาวแค่สิบเมตร

            “มีคนมา ระวัง!” ฉู่เฟิงลากหวงหนิวซ่อนตัว

            มีมนุษย์พิเศษเฝ้าอยู่ตรงทางขึ้นเขา อีกอย่าง เจอคนรู้จักเสียด้วยจั่วจวิ้น

            “ให้ตายสิ ต้นไม้พิสดารนั่นอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย!” ฉู่เฟิงครุ่นคิดแผนการ