บทที่ 28 ของอยู่นี่ไงครับ!
เหอเจ๋อวุ่นวายจนดึกดื่น เหงื่อไหลท่วมตัว เพิ่งอาบน้ำเย็นเสร็จก็ได้ยินเสียงกรีดร้องที่แทบจะทำลายแก้วหูของเขา
เขาคิดว่าเกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้น จึงเอาผ้าเช็ดตัวพันไว้รอบเอว คว้ามีดในครัวแล้ววิ่งไปห้องข้าง ๆ ตะโกนอย่างชอบธรรมว่า “อย่าตกใจไปนะคนสวย หนุ่มหล่อคนนี้มาแล้ว ใครกล้าทำอะไรเธอ?”
กวนหลิงกอดอกเอาไว้ หลังจากมีใครบางคนซ่อมชุดราตรีรัดรูปอย่างยากลำบากที่หล่อนสวมอยู่ ก็สามารถปกปิดร่างกายได้แล้ว หญิงสาวนั่งอยู่บนโซฟาอย่างเหม่อลอย
เมื่อเห็นเหอเจ๋อวิ่งเข้ามาพร้อมพันผ้าเช็ดตัวที่พันไว้รอบเอว ในมือถือมีด สวมรองเท้าแตะ เธอกลั้นหัวเราะไม่ไหวถามว่า “นี่นายกำลังเล่นละครอะไรอยู่เนี่ย ซูเปอร์แมนจีนเหรอ?”
เหอเจ๋อกลอกตาไปมา วางมีดไว้บนโต๊ะ พูดอย่างไม่พอใจว่า “คุณยังมีหน้ามาพูดอีก ถ้าไม่มีอะไรแล้วจะกรี๊ดทำไม ทำเอาผมตกใจคิดว่ามนุษย์ต่างดาวบุกโลกซะอีก”
“งั้นนายก็เตรียมใช้มีดฟันมนุษย์ต่างดาว แล้วปกป้องโลกอย่างนั้นเหรอ?”
เหอเจ๋อ “...”
เมื่อเห็นท่าทางอับจนคำพูดของเขา กวนหลิงก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ถามด้วยความสงสัยว่า “ฉันจำได้ว่าฉันถูกวางยา แล้วทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ นายช่วยฉันเหรอ?”
เหอเจ๋อที่ถูกทำลายความมั่นใจไปแล้ว กลับมาร่าเริงอีกครั้ง เขา ‘ปรุงแต่ง’ เรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยใส่ข้อเท็จจริงไปเล็กน้อย ก่อนจะเล่าให้เธอฟัง
ถ้าไมเคิล เบย์ได้ยินเรื่องราวที่เหอเจ๋อเล่า เขาต้องตกตะลึงและเชิญเขาไปร่วมเขียนบทหนัง Transformers 8 แน่นอน ทว่าน่าเสียดายที่กวนหลิงทำงานด้านการเขียนมานานหลายปี เธอไม่หลงกลเขาแม้แต่น้อย ทั้งยังแยกแยะข้อเท็จจริงจากเรื่องโกหกของเขาได้อย่างง่ายดาย เหลือเพียงเนื้อหาที่ใช้ได้จริงเท่านั้น
“ฉันไม่เคยมีเรื่องอะไรกับเหอโฮ่วฮวา คนที่วางยาฉันต้องเป็นจูเทียนหลินที่คอยสั่งการอยู่เบื้องหลังแน่” กวนหลิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง พลางเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด จากนั้นก็คาดเดาตัวจริงได้ทันที
“งั้นเราแจ้งตำรวจกันเถอะ อย่าปล่อยให้ไอ้สารเลวนี่ลอยนวล" เหอเจ๋อแนะนำ
“ไม่มีประโยชน์” แม้ในใจกวนหลิงจะอยากถลกหนังไอ้สองคนนี้มากแค่ไหน แต่ก็ส่ายหัว และวิเคราะห์อย่างใจเย็นว่า “เครื่องอัดเสียงของฉันหาย เราไม่มีหลักฐาน พวกอันธพาลกว่างหนานทั้งสามคนมีอิทธิพลในบ้านไม่น้อย ถ้าแจ้งความตอนนี้พวกมันจะไหวตัวทัน แต่ถ้าแอบเก็บหลักฐานไว้ ตอนนี้จะได้เปิดโปงความชั่วร้ายของพวกมันได้”
เหอเจ๋อก็คิดเหมือนกัน สำหรับพวกคนรวยพวกนี้ พวกเขาสามารถจ้างทนายที่เก่งกาจมาสู้คดีได้อย่างง่ายดาย ถ้าไม่มีหลักฐานมัดตัวที่แน่ชัด นอกจากจะไม่ได้กินเนื้อแกะแล้ว ยังหาเรื่องเดือดร้อนอีกด้วย
ยามวิกาล ชายหญิงอยู่ด้วยกันตามลำพังไม่เหมาะสมอยู่นาน หลังยืนยันแล้วว่าไม่มีเรื่องอันตรายอะไร เหอเจ๋อก็หยิบมีดบนโต๊ะแล้วตั้งท่ากลับห้อง
“ขอบ… ขอบคุณที่ช่วยฉันนะ”
ตอนที่เขากำลังจะออกไป ก็ได้ยินเสียงกวนหลิงดังขึ้นที่ข้างหู มุมปากของเหอเจ๋อยกยิ้มเล็กน้อย และก้าวอยากไปอย่างเร็ว
เช้าวันรุ่งขึ้น เหอเจ๋อนอนยาวจนแสงส่องบั้นท้าย พลางลุกขึ้นอย่างเกียจคร้าน หลังล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ ก็เคาะประตูห้องข้าง ๆ เพื่อขอกินอาหารเช้าฟรี แต่กลับพบว่ากวนหลิงไม่อยู่แล้ว
เขาจึงจำใจไปซื้อนมถั่วเหลืองและปาท่องโก๋ที่ชั้นล่าง เมื่อกินเสร็จ เขาคิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้ว จึงหยิบซิมใหม่ที่ซื้อจากร้านค้าเมื่อวานมาใส่ในโทรศัพท์ ก่อนจะกดโทรไปหมายเลขอื่นที่ได้มาจากหวงจิงจิง
"สวัสดีครับ ผมเป็นพนักงานส่งของจากบริษัทขนส่งซุ่นต้า มีพัสดุของคุณมาส่งครับ"
คราวนี้เขาไม่รอให้อีกฝ่ายพูด รีบพูดขึ้นมาก่อน
ปลายสายเหมือนจะสับสนไปครู่หนึ่ง เงียบไปสักพัก ก่อนจะถามอย่างสงสัยว่า “ช่วงนี้ฉันไม่ได้สั่งอะไรเลยนะ? คุณส่งผิดหรือเปล่า?”
เหอเจ๋อโกหกหน้าตาเฉยว่า “ไม่ผิดครับ คุณชื่อหวงเหยียนใช่ไหม ที่อยู่บนกล่องพัสดุถูกขูดขีดจนเสียหาย ช่วยบอกที่อยู่ของคุณใหม่อีกครั้งได้ไหมครับ”
นี่คือแผนสุดเจ๋งที่เขาคิดขึ้นมาเมื่อคืนนี้ โดยแกล้งทำเป็นพนักงานส่งของเพื่อหลอกถามที่อยู่ผู้ชายคนนั้น
หวงเหยียนขมวดคิ้ว พูดอย่างระแวดระวังว่า “ช่วงนี้ฉันไม่ได้ซื้ออะไร อาจจะส่งผิดก็ได้ คุณช่วยส่งกลับไปให้หน่อยได้ไหม?”
เหอเจ๋อได้ยินแล้วในใจร้องว่าแย่แล้ว รีบพูดว่า “คุณครับ นี่เป็นพัสดุส่งด่วนราคาแพง และผู้ส่งก็จ่ายเงินไปแล้ว คุณแค่เซ็นรับก็พอแล้วครับ”
หวงเหยียนที่อยู่ปลายสายยังคงลังเล ทันใดนั้นมีคนอยู่ข้าง ๆ เขาพูดว่า “ยังไงก็ไม่เสียเงิน ให้เขาเอามาส่งก็ได้” เขาจึงตัดสินใจพูดปากว่า “ฉันอยู่ถนนหัวโข่ว หมู่บ้านซางหนาน เลขที่ห้าสิบหก คุณเอามาส่งที่นี่แหละ”
เหอเจ๋อถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบพูดว่า “รอสักครู่นะครับ พัสดุจะถูกจัดส่งเร็ว ๆ นี้”
หลังจากวางสาย เขารีบหยิบกระดาษกับปากกามาจดที่อยู่ แล้วเปิดแผนที่ในมือถือเพื่อดูตำแหน่งให้ชัดเจน
"เฮ้อ ในที่สุดเจ้าปลาตัวน้อยก็ติดเบ็ดแล้ว!"
เหอเจ๋อเก็บข้าวเก็บของ เรียกรถแท็กซี่ลงไปข้างล่าง แล้วไปตามที่อยู่ที่ได้รับมา ไม่นานก็พบหมู่บ้านซางหนาน
“อืมอืม หรูหราจริง ๆ!”
เหอเจ๋อมองพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่และสะอาดสะอ้านภายในหมู่บ้าน เมื่อเทียบกับสถานที่ที่หวงเทียนเหยาอาศัยอยู่ เขายิ่งเชื่อมั่นว่าสองคนนี้ต้องแอบขโมยโสมร้อยไปขาย แล้วได้เงินก้อนโตมาอย่างแน่นอน
ปัง! ปัง! ปัง!
“บริษัทขนส่งซุ่นต้าครับ พัสดุของคุณมาถึงแล้ว”
ภายในบ้านเงียบสงัด จากนั้นประตูเปิดออกจากด้านใน ชายร่างสูงผอมในวัยสามสิบผิวซีดเหลืองเดินออกมาถามว่า “คุณเป็นคนส่งพัสดุเหรอ? ของอยู่ไหน?”
เหอเจ๋อเผยยิ้มกว้าง ให้เห็นฟันขาว “ของอยู่นี่ไงครับ!”
เขายกแขนขึ้นชกเข้าที่ใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างแรง หวงเหยียนไม่ทันระวัง อาการชา แสบ บวม ผสมปนเปหลั่งไหลเข้าสู่สมอง น้ำมูกน้ำตาไหลพราก ส่งเสียงร้องดังระงม
เสียงฝีเท้าหนักดังก้องออกจากในบ้าน ชายร่างท้วมใหญ่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อวิ่งออกมา พร้อมด่าทอว่า “ไอ้หน้าไหนมันอยากตายวะ ถึงกล้ามาหาเรื่องกูถึงบ้าน?”
เหอเจ๋อมองอย่างตั้งใจ แล้วหัวเราะออกมา “เดินจนรองเท้าขาดก็ไม่เจอ*[1] พอได้มาแล้วไม่ต้องลงแรงเลย พวกแกสองคนเป็นเพื่อนซี้ที่ดีจริงทั้งยังอยู่ด้วยกันอีก ช่วยฉันประหยัดเวลาฉันได้ดีเลย”
ถานเหว่ยซ่งกำหมัดพุ่งเข้าใส่ ร่างกายของเขาใหญ่โตกำยำ หมัดนี้รุนแรงอย่างมาก กอปรกับพื้นที่แคบหน้าประตู คนทั่วไปคงหลบได้ยาก
เหอเจ๋อยิ้มเยาะ ยกแขนขึ้นตบหน้าถานเหว่ยซ่งอย่างแรง
เขาโกรธที่สองคนนี้ทำให้หวงเทียนเหยาป่วยหนัก การกระทำทรยศต่ออาจารย์แบบนี้ ในสายตาเขาถือว่าชั่วร้ายที่สุด ดังนั้นจึงต่อยพวกเขาไปคนละชุดโดยไม่พูดอะไร
ครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นถานเหว่ยซ่งที่มีนิสัยขี้ระแวงหรือประมาทเลินเล่อก็ต้องยอมแพ้ไป ทั้งสองขดตัวอยู่ที่มุมผนัง มองไปยังชายหนุ่มที่ร่วงลงมาจากฟ้า นัยน์ตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว และรู้สึกปวดใจอย่างมาก
[1] เดินจนรองเท้าขาดก็ไม่เจอ หมายถึง พยายามหาแทบตายก็ไม่เจอ แต่พอเลิกหาเลิกสนใจ กลับได้มาง่าย ๆ อย่างไม่คาดคิด