ทุกคนหันมามองโค้ชบีด้วยความสนใจอย่างยิ่ง“ตอนนี้ทุกคนรู้กันแล้วใช่ไหมว่าท่านปรมาจารย์จางเหวยหลุ่นเป็นนักสู้ในตำนานเพียงคนเดียวที่สามารถคว้าแชมป์โลกได้ถึง7 สมัยรวด...หลังจากที่ท่านจางเอาชนะนักกีฬาจากเกาหลีใต้คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 7ท่านประกาศช็อคโลก ขอวางมือจากการเป็นนักกีฬาต่อสู้สมัยใหม่ทันทีในสมัยนั้นเป็นข่าวที่ใหญ่มาก”
“ยุคสมัยยิ่งใหญ่ถัดจากท่านจางมีดาวรุ่งคนใหม่ชาวญี่ปุ่นฉายแววความเป็นอัจริยะเข้าร่วมการแข่งขันครั้งแรกสามารถคว้าแชมป์โลกได้เลย เด็กหนุ่มคนนี้ชื่อว่าอาซาโตะไคกิ...หลังจากนั้นเป็นต้นมา ท่านไคกิสามารถคว้าแชมป์โลกได้อีก 5 สมัยติดต่อกันจนเกจิสมัยนั้นต่างยกย่องว่าท่านไคกิอาจจะสร้างผลงานได้เทียบเท่ากับท่านจาง”
“เกิดอะไรขึ้นกับท่านไคกิเหรอครับ?”วิทย์ตั้งคำถามสำคัญทันที
“หลังจากที่ท่านไคกิคว้าแชมป์โลกสมัยที่5 เกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้นมาครับ...ภรรยาและลูก 2คนของท่านประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตทั้ง 3 คน เรื่องนี้ทำให้ท่านไคกิเสียใจมากประกาศวางมือจากการแข่งขันทั้งหมด หลังจากนั้นท่านก็หายไปจากแวดวงกีฬาประเภทนี้มีสื่อมวลชนญี่ปุ่นไปเยี่ยมเยียนท่านบ้าง แต่ก็เป็นลักษณะสกู๊ปข่าวสั้นๆ...ท่านเก็บตัวเงียบมาตลอดหลายปีจนกระทั่งท่านไคกิล้มป่วยเสียชีวิต...ผมแปลกใจมากว่าทำไมมิวถึงกลายเป็นลูกศิษย์ท่านไคกิไปได้อย่างไร”
คำถามที่โค้ชบีทิ้งไว้ทำให้ทุกคนต้องหันมามองมะปรางทันที“มะปรางต้องเล่าต่อแล้วล่ะว่าในช่วงที่ท่านไคกิหายไป เกี่ยวข้องกับมิวยังงัย??”บัวหันไปถามนำมะปราง
“มิวต้องตามพ่อไปที่ญี่ปุ่นตั้งแต่ยังเด็กๆอยู่เลยค่ะ จนกระทั่งพ่อได้รับมอบหมายให้ไปดูแลงานหนึ่งคือปรับปรุงซ่อมแซมบ้านท่านไคกิค่ะ...มิวบอกหนูว่าท่านไคกิไม่อยากอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมอีกต่อไปแล้ว ท่านคิดถึงภรรยาและลูก 2 คน พ่อมักจะพามิวไปบ้านท่านไคกิเสมอค่ะจนกระทั่งท่านไคกิเอ่ยปากออกมาว่า รอยยิ้มของเด็กน้อยมิวทำให้ท่านไคกิกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง”
“การซ่อมแชมบ้านใช้เวลานานหลายปีค่ะในระหว่างนั้นท่านไคกิสอนศิลปะการต่อสู้หลายประเภทให้กับมิว จริงๆแล้วมิวไม่ได้ถนัดแค่คิกบ๊อกซิ่งนะคะ แต่เก่งหลายอย่างค่ะ MMA ก็ได้นะคะ...แต่หลังจากนั้นไม่นานท่านไคกิล้มป่วยด้วยโรคหัวใจและเสียชีวิตในขณะที่ซ่อมบ้านยังไม่เสร็จท่านรับมิวเป็นลูกบุญธรรมและยกทรัพย์สินทั้งหมดให้กับมิว”
คำพูดของมะปรางทำให้ทุกคนรีบค้นข้อมูลข่าวเก่าทันทีและได้เห็นข่าวท่านไคกิทำพินัยกรรมมอบมรดกให้กับลูกบุญธรรมที่ชื่อว่าซารินะอุเมโกะจริงๆ
“พ่อกับมิวในฐานะทายาทโดยชอบธรรมเพียงคนเดียวจัดงานให้ท่านไคกิอย่างสมเกียรติที่สุด ซ่อมแซมบ้านจนเสร็จตามเจตนารมณ์ของท่านหลังจากนั้นพ่อกับมิวต้องย้ายมาทำงานที่จีนและเจอกับหนูค่ะ”
“เป็นแบบนี้นี่เองผมเข้าใจละ” โค้ชบีพยักหน้าตอบรับ “แล้วมิวก็มาแข่งขันที่ไทยเพราะว่าอยากเจอมะปรางอีกครั้ง...มิน่าล่ะ!!! ทำไมมิวถึงไม่เคยลงแข่งขันที่ไหนเลย เพราะว่าต้องเดินทางไปกับพ่อตลอดเวลา”
“ค่ะโค้ชบีจนกระทั่งหนูได้มาเจอมิวที่ไทยเนียแหละค่ะ”
ครูใหญ่กับครูหนึ่งติดต่อกับท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยของมิวที่เชียงใหม่เพื่อวางแผนการเรียนและการฝึกซ้อมของมิวจนได้ข้อยุติว่าให้มิวย้ายมาเรียนที่วิทยาเขตที่ขอนแก่นได้ทันที
“ผมมอบหมายหน้าที่จัดหาที่พักกับดูแลมิวให้กับครูหนึ่งรับช่วงต่อนะครับ”
“ได้ครับครูใหญ่”
“ส่วนตารางฝึกซ้อมมะปรางยืนยันแล้วเหรอว่า ไม่ต้องการโค้ชเพิ่มเติม”ครูใหญ่เอ่ยปากถาม
“เห็นบอกว่าขอฝึกซ้อมกับมิวที่นี่ก็พอครับแล้วค่อยเดินทางไปเก็บตัวที่กรุงเทพล่วงหน้าการแข่งขัน 1 เดือน ผมบอกบัวไปแล้วว่าให้เดินทางไปเป็นเพื่อนน้องที่กรุงเทพด้วยครับ ส่วนวิทย์ให้ดูแลเด็กๆ ที่นี่...เราอาจจะต้องทำเรื่องขอพยาบาลคนใหม่มาช่วยดูแลเด็กๆชั่วคราวในช่วงที่บัวไม่อยู่ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นผมฝากครูหนึ่งดูแลเรื่องนี้ด้วยครับ”
พ่อนั่งดูมิวกำลังเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุขจนอดแซวไม่ได้“ลูกพ่ออมยิ้มตลอดเวลานะเนีย!!!”
“หนูแค่รู้สึกว่าหนูมีความสุขในสิ่งที่ตัวเองอยากทำค่ะ”
“ลูกไปอยู่ที่ขอนแก่นคนเดียวได้ใช่ไหม?จะให้พ่อไปด้วยไหม?...พ่อทำเรื่องย้ายไปอยู่กับลูกได้นะ”
“ไม่เป็นไรค่ะพ่อฮุ่ยหนิงบอกกับหนูว่าจะดูแลหนูอย่างดีค่ะ พ่อไม่ต้องเป็นห่วง”
“โอเคถ้าอย่างนั้นงานพ่อเสร็จเมื่อไร พ่อจะไปหาลูกทันที”สิ้นเสียงของพ่อทำให้มิวโผเข้าไปกอดพ่อด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
มะปรางกับโอ๋เดินเข้ามาในโรงยิมหลังจากที่ปรับปรุงพื้นที่ใหม่เสร็จแล้วอุปกรณ์การฝึกซ้อมต่างๆ ถูกจัดวางเป็นสัดส่วนอย่างดี
“ครูหนึ่งบอกว่าพื้นที่ตรงนี้ให้ปรางมาซ้อมกับมิวส่วนพวกรุ่นน้องๆ กับคนนอกที่สนใจให้มาใช้ลานด้านนอกดีกว่า พื้นที่โล่งๆน่าจะกว้างมากพอ”
“อืมๆเดี๋ยวปรางกะลองคุยกับมิวก่อนว่าจะฝึกซ้อมกันยังงัย”
“แล้วมิวจะมาถึงนี่วันไหนเหรอ?” โอ๋ถาม
“2-3วันนี้แหละ ให้มิวไปนอนบ้านพักครูด้านหลัง...ครูหนึ่งบอกว่ากำลังตกแต่งใหม่”
มิวใช้เวลาที่เหลืออยู่เคลียร์เอกสารและการเรียนที่คั่งค้างจนเสร็จสิ้นเธอเดินทางมาถึงบ้านพักครูหลังหนึ่งที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างดี “นั่งรถมาตั้งหลายชั่วโมงถึงซะที!!!!...ขอนอนก่อน ไม่ไหวแล้ว!!!”
มิว :“ถึงบ้านพักแล้วนะ ตอนนี้ขอนอนก่อน...พรุ่งนี้เช้าเจอกันที่หน้าโรงยิม”
ฮุ่ยหนิง: “อืมๆๆ พักก่อนๆๆ”
มะปรางใช้เวลาหลังเลิกเรียนเข้ามาช่วยจัดบ้านใหม่บ้างจัดร้านใหม่บ้างจนเข้าอยู่อาศัยได้แล้ว ส่วนที่ร้านแม้ว่าจะยังไม่เรียบร้อยมากนักแต่ก็พร้อมที่จะเปิดร้านขายแล้วเช่นกัน
“แม่ดีใจจริงๆที่เรามีร้านเป็นของตัวเองแล้ว...น้ำพักน้ำแรงของลูก”แม่เอ่ยปากด้วยความดีใจโผเข้าไปกอดมะปรางทั้งน้ำตา “ลูกของแม่เก่งมากแม่ภูมิใจในตัวลูกมากที่สุด”
“หนูรักพ่อกับแม่นะคะ...ต่อไปหนูจะตั้งใจทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุดค่ะหนูให้สัญญาค่ะ”มะปรางเดินเข้าไปกอดทั้งพ่อกับแม่ทั้งน้ำตา
“แม่คิดว่าอยากจะเปิดร้านวันอาทิตย์นี้เลยก็แล้วกันดีไหมพ่อ?”
“ตามใจแม่เลยพ่อยังงัยก็ได้…”
เช้าวันรุ่งขึ้นครูใหญ่, ครูหนึ่ง, ครูเพ็ญศรี,วิทย์และบัวนัดมะปรางกับมิวเข้ามาประชุมที่ห้องประชุมเล็กตั้งแต่เช้า “สวัสดีค่ะคุณครู...พี่วิทย์...พี่บัว”มะปรางกับมิวยกมือไหว้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“สวัสดีครับ/ค่ะ...มะปราง...มิว”
“วันนี้ครูนัดเธอทั้ง2 คนตั้งแต่เช้าเพราะว่าผู้ใหญ่ทางสมาคมที่กรุงเทพ อยากถามเธอทั้ง 2คนว่าต้องการอะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษบ้างไหม?”
“สำหรับหนูไม่มีนะคะครูใหญ่หนูอยากได้แค่ที่ซ้อมหุ่นไม้ก็พอ ส่วนโรงยิมใหม่มีพื้นที่กว้างมากพอค่ะ” มะปรางหันมาตอบ“ส่วนซ้อมคู่ หนูคงซ้อมกับมิวเหมือนเมื่อก่อนค่ะ”
“ปกติหนูซ้อมคนเดียวอยู่แล้วค่ะหนูขอแค่มาซ้อมกับฮุ่ยหนิงก็พอแล้วค่ะ” มิวพูดเสริม
“แล้วเธอทั้ง2 คนต้องการให้ดูแลเรื่องอาหารการกินกับโค้ชอะไรเป็นพิเศษไหม?บอกได้นะ ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้ ทางสมาคมยินดีจัดหาให้” ครูหนึ่งถามเสริม
มะปรางกับมิวหันหน้ามองกันด้วยรอยยิ้ม“ไม่เป็นไรค่ะ เมื่อก่อนหนูก็ซ้อมแค่ในสวนหลังบ้านเองค่ะตอนนี้มีอุปกรณ์ซ้อมเยอะแล้วค่ะ”
“แล้วมีแผนการซ้อมไหมหรือต้องทำยังงัย...อันนี้ครูก็ยอมรับว่าไม่รู้จะช่วยยังงัยเหมือนกันครูก็นึกไม่ออก” ครูหนึ่งถามอย่างต่อเนื่อง
“หนูคิดว่าคงซ้อมเหมือนตอนที่อยู่ที่บ้านอาจารย์จาง...เอาแบบเดิมป่ะมิว?” มะปรางหันมามิวเพิ่มเติม
“อืมๆๆก็ดีๆๆ เอาแบบเดิมแหละค่ะครูหนึ่ง...พวกหนูพอจะมีแนวทางกันบ้างค่ะเอาตามที่ฮุ่ยหนิงบอก”
“ครูใหญ่มอบหมายให้ครู,วิทย์กับบัวดูแลเธอทั้ง 2คนก่อนที่จะเดินทางไปกรุงเทพ...ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกได้ตลอดเวลา”
“ค่ะครูหนึ่ง...หนูจะชวนมิวมาซ้อมหลังเลิกเรียนที่โรงยิมหนู 2 คนค่อยมาคิดกันอีกทีว่าแต่ละวันจะซ้อมกันยังงัยบ้าง”
ภายในแคมป์ทีมชาติที่กรุงเทพโค้ชบีเรียกโรจน์, มนต์ชัยและน้ำเข้ามานั่งคุยภายในห้องทำงาน “มาๆๆมาคุยกันนิดหนึ่ง”
“ตอนนี้ผมตัดตัวสำหรับทีมชาติเรียบร้อยแล้วนะ...โรจน์,มนต์ชัย, น้ำ, มะปรางและมิว ผมส่งรายชื่อให้กับทางสมาคมเรียบร้อยแล้วคงจะมีประกาศอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้”โค้ชบียื่นเอกสารใบหนึ่งวางบนโต๊ะทำงาน
“โค้ชจัดตัวยังครับ?” โรจน์ตั้งคำถามสำคัญ
“ปีนี้ทางผู้ใหญ่ตั้งความหวังไว้สูงมากผมรู้ดีว่าพวกเราไม่กดดันกันหรอก ชินกันแล้วแต่กับมะปราง, มิวนี่สิ...การปรากฎตัวของมะปรางกับมิวมีผลเยอะ...น้องยังเด็กมากเด็กเกินไปด้วยซ้ำ!”
“ปีนี้ตั้งเป้ากะเอาแชมป์เหรอครับโค้ช?”มนต์ชัยถามด้วยความสนใจ “เราจะกดดันน้องมะปรางกับมิวมากเกินไปหรือเปล่าครับ?”
โค้ชบีไม่ได้ตอบอะไรได้แค่พยักหน้าตอบรับด้วยสีหน้าไม่สู้ดีเท่าใดนัก
“ผมไม่อยากให้เกิดแรงกดดันกับเด็กทั้ง2 คนนี้ ผมเชื่อมั่นว่าน้องทั้ง 2 คนมีฝีมืออยู่แล้ววันนี้ที่เรียกพวกเรามาคุยก่อน ก็อยากให้เราทั้ง 3 คนช่วยประคับประคองน้องหน่อย”
“ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้ครับโค้ชพวกเราก็ห่วงเรื่องนี้เหมือนกัน” โรจน์รับปากด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เดี๋ยวหนูรับอาสาดูแลน้องทั้ง2 คนเองค่ะ” น้ำพูดด้วยรอยยิ้ม
“ตอนนี้ประชาชนให้ความสนใจเยอะมากความคาดหวังน่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ยังงัยผมก็ฝากน้ำด้วย พยายามช่วยน้องๆนิดหนึ่ง”
“ไม่ต้องห่วงค่ะโค้ช”
ครูหนึ่ง,วิทย์, บัว,มะปรางและมิวกำลังเดินดูภายในโรงยิมที่ตกแต่งใหม่พร้อมอุปกรณ์ฝึกซ้อมครบครัน มะปรางกับมิวขอแยกตัวเดินไปดูพื้นที่ต่างๆ โดยรอบ
“ผมคิดว่าในระหว่างการฝึกซ้อมต้องมีเด็กๆกับประชาชนภายนอก เข้ามาดูกันเต็มไปหมดแน่ๆน่าจะมีการจำกัดคนไว้นิดหนึ่งก็ดีนะครับ เก้าอี้นั่งไม่น่าจะพอ”วิทย์เสนอความเห็น
“ผมลืมคิดเรื่องนี้สนิทเลยคงต้องให้ครูกิจกรรมสลับกันมาดูแลจนกว่าจะถึงวันเดินทางไปกรุงเทพ”ครูหนึ่งพูดเสริม
“ตอนนี้หนูอยากรู้เหลือเกินว่า...ทั้ง2 คนจะซ้อมกันยังงัย?” บัวตั้งคำถามที่ทำให้ทุกคนต้องหันมามอง