ชี่หยวนเฟิง อาบน้ำร้อนชำระกายเป็ครั้งที่สามของวันนี้
ปกติคนทั่วไปสมัยนั้น มิได้อาบน้ำกันทุกวัน ส่วนใหญ่จะอาบน้ำทุกสามถึงห้าวัน มีบ้างบางคนสิบวันถึงได้อาบน้ำครั้งหนึ่ง
แต่ชี่หยวนเฟิงไม่ชอบให้ร่างกายมีกลิ่นเหม็น ไม่ว่าจะเป็กลิ่นเหงื่อหรือกลิ่นโลหิต
เมื่อลงมือฆ่าคนแล้ว มันจึงต้องล้างคราบออกให้หมด
เพราะเมื่อออกแรงต่อสู้ก็ต้องมีเหงื่อไคล
เมื่อฆ่าผู้อื่น มือต้องแปดเปื้อนโลหิต
มันไม่ได้ฆ่าคนมานานหลายเดือนแล้ว
ั้แ่พ้นกักตัวร้อยวัน รักษาอาการาเ็จนหาย ท่านประมุขก็ไม่เคยเรียกใช้มันอีก
บางครั้งมันยังนึกอิจฉาเ้าค้างคาว ที่แม้ทำงานไม่สำเร็จ แต่ก็ได้ตายชดใช้ความผิด
ส่วนมันแม้รอดชีวิตกลับมา แต่เหมือนแบกเอาความผิดหวังของพรรคกลับมาด้วย
ผู้ใดใช้ให้มันไม่เคยพ่ายแพ้
เมื่อไม่เคยพ่ายแพ้ สิ่งที่น่ากลัวก็คือความพ่ายแพ้
โดยเฉพาะความพ่ายแพ้ครั้งแรก
คนบางคนพ่ายแพ้หลายครั้ง แต่ผู้คนสามารถยอมรับได้
แต่บางคนแพ้เพียงครั้งเดียว กลับกลายเป็ตกต่ำไร้ราคา
มันเล่าเป็ประเภทใด
หลังอาบน้ำมันนั่งดื่มสุราอยู่ที่ระเบียง
เมื่อมองออกไปเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนลดหลั่นไปไกลตา
เป็ทิวทัศน์ที่งดงาม ทั้งอยู่ห่างไกล ยากแก่การค้นพบ
บุรุษหนึ่งเดินมาหามันทางด้านหลัง
แม้อยู่ในภวังค์ แต่โลกนี้คงมีไม่กี่คนที่เดินมาข้างหลังได้โดยที่มันไม่รู้สึกตัว
“พี่ชี่มีความในใจอันใด” เสียงอ่อนโยนทุ้มกังวานดังขึ้น
ชี่หยวนเฟิงแววตาเป็ประกายเจิดจ้า หันกลับไปมองบุรุษที่เพิ่งมา
“หล่อเหลา”
มันไม่รู้จะบรรยายบุรุษที่อยู่ตรงหน้าเป็อื่นได้อย่างไร
ด้วยความสูงแปดเชียะเศษ (ราว 190 เิเ) ไหล่บ่ากว้าง ยามวาดมือวางเท้า ครึ่งหนึ่งคล้ายแม่ทัพเจนศึกในสมรภูมิ อีกครึ่งคล้ายจอมปราชญ์ผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน
ผมของมันตัดไว้ไม่ยาวไม่สั้น คิ้วหนาเข้มคลุมดวงตาเรียวใหญ่ จมูกเป็สันแต่ไม่โด่งเกินไป ใบหูกางออกเล็กน้อย ปากกว้างได้สัดส่วนพอดี มีรอยบุ๋มเล็กๆ ตรงคาง
ที่สำคัญคือสายตาและน้ำเสียงของมัน นุ่มนวลอะไรปานนั้น อ่อนโยนอะไรเยี่ยงนั้น เวลามันเจรจากับท่าน คล้ายมันเป็ห่วงเป็ใยและพร้อมช่วยเหลือท่านทุกประการ
แต่อย่าคิดว่ามันอ่อนแอ
แม้ยืนอยู่เฉยๆ แต่ท่าทางของมันกลับองอาจหาญกล้า ประดุจเทพเ้าาจุติมาเกิดบนโลกมนุษย์ ไม่ว่ากิจการงานอันตรายเพียงใดที่ประมุขบัญชา มันทำมาแล้วทั้งสิ้น
นี่คือรองประมุขอันดับหนึ่งแห่งพรรคปราบั
“ฟางเหลาหู่”
มันอายุสามสิบห้าปี แต่ไม่ปรากฏบุตรภริยาที่ชัดเจน สิบกว่าปีก่อน อยู่ๆ วันหนึ่งประมุขก็แต่งตั้งให้มันเป็รองเ้าสำนัก
แน่นอนว่ารองเ้าสำนักอันดับหนึ่งในขณะนั้นย่อมไม่พอใจ เพราะแม้จะไม่มีกฎเกณฑ์ในการขึ้นสู่ตำแหน่ง แต่รองเ้าสำนักแต่ละคนใช้เวลาหลายปีในการไต่เต้าขึ้นมา
โดยเฉพาะรองเ้าสำนักอันดับหนึ่ง ใช้เวลาถึงสามสิบปี
และไม่เคยทำงานพลาดแม้แต่ครั้งเดียว
ส่วนรองเ้าสำนักอีกหกคน แม้มีคนไม่พอใจ แต่ก็มิกล้าขัดท่านประมุข
ไม่มีใครทราบว่าชี่หยวนเฟิงคิดอย่างไรในตอนนั้น
สถานการณ์ดูคล้ายจะเป็ปัญหาใหญ่ในพรรค แต่ท่านประมุขสามารถจัดการได้ด้วยคำพูดเดียว
“ให้พวกมันประลองฝีมือกัน”
สำหรับหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปีที่เข้าสู่สำนักเป็วันแรก การต้องประมือกับรองประมุขอันดับหนึ่งของพรรคปราบั ย่อมมีแต่หนทางตายสถานเดียว
แต่ฟางเหลาหู่สังหารรองประมุขผู้นั้นภายในสิบกระบวนท่า
คนที่เหลือหน้าซีดเผือด พวกมันรู้ดีว่าไม่อาจรับมือรองประมุขคนเก่าได้ถึงหนึ่งร้อยกระบวนท่า
แต่ชี่หยวนเฟิงคิดอย่างไรไม่มีผู้รู้แน่
หลังจากนั้นฟางเหลาหู่นั่งเก้าอี้รองเ้าสำนักอันดับหนึ่งของพรรค และมิมีผู้ใดเอ่ยชื่ออดีตรองประมุขคนเก่าอีกเลย
สิบปีผ่านพ้น พรรคปราบัซ่องสุมผู้คนเพิ่มจากหลักพันเป็หลักหมื่นคน มีเครือข่ายทางลับอยู่ทุกหัวเมือง มีผู้คนแฝงตัวอยู่ทุกหน่วยงาน มีทรัพย์สินเงินทองเพียงพอที่จะสร้างพระราชวังได้
ทั้งนี้ก็ด้วยมันสมองและการจัดการของฟางเหลาหู่นี้เอง
จนบัดนี้ไม่มีผู้ใดกล้าสงสัยการตัดสินใจของท่านประมุข หรือพลังฝีมือของฟางเหลาหู่อีก
และไม่มีใครได้เข้าพบกับท่านประมุขโดยตรง
การสั่งการทุกอย่างล้วนผ่านทางแม่เฒ่าผู้าุโ
ชี่หยวนเฟิงขยับกายเข้าไปใกล้ๆ แล้วกล่าวเสียงเบา
“มิมีใด เพียงแต่เราผู้เฒ่าคงไม่มีคุณค่าแล้ว”
ฟางเหลาหู่มองมันด้วยแววตาอ่อนโยน
“พี่ชี่อย่าตึงเครียดไป พรรคเรากำลังจะทำการใหญ่ หากไม่มีบุคคลเช่นพี่ชี่ จะสำเร็จได้อย่างไร”
แม้จะรู้ว่าเป็คำพูดปลอบใจ แต่ชี่หยวนเฟิงยินยอมฟังคำพูดเช่นนี้จากมันอีกหลายครั้ง
ฟางเหลาหู่หันกลับแล้วเดินออกมา สองมือไพล่หลัง แต่หยุดลงเล็กน้อยก่อนกล่าว
“แม่เฒ่าเรียกหาพี่ชี่ คาดว่ามีกิจอันสำคัญ”
ชี่หยวนเฟิงมองตามแผ่นหลังกว้างใหญ่ที่ห่างไป บุรุษผู้นี้มีรังสีบางอย่างแผ่ซ่านออกจากตัวตลอดเวลา คล้ายกับว่ามันสามารถแบกรับทุกเื่ราวในโลกไว้ได้ ทั้งไม่มีผู้ใดที่สามารถสั่นคลอนจิตใจมันได้เลย
ไม่ว่าบุรุษหรือสตรี
เหมยฮวานอนอยู่บนเตียงเล็กๆ ใต้หลังคาที่ทำการของเว่ยกงกง
นางหลบซ่อนอยู่ที่นี่สองสัปดาห์แล้ว
ยามกลางวันเสี่ยวอู้ิไปทำงาน พอตกเย็นก็จะกลับมาหานางพร้อมข้าวปลาอาหาร
ส่วนใหญ่เป็เหมือนส่วนหนึ่งของอาหารจานใหญ่ หรือเป็เสี้ยวหนึ่งของอาหารชุดใหญ่ แต่นั่นมิใช้ข้อตำหนิ
เพราะอาหารทุกอย่างล้วนแต่โอชะและเป็ของอย่างดีที่สุด
บางครั้งมันนำรังนกมาถ้วยหนึ่ง เนื้อกวางนึ่งชิ้นหนึ่ง ปลากุ้ยอวี้ต้มชามหนึ่ง แถมด้วยสุราซีเฟิงอีกจอกเล็กๆ
อาหารหลายอย่างนางไม่เคยกินที่ใดมาก่อน
หรือไม่รสชาติก็ไม่เลอเลิศขนาดนี้
นางมั่นใจว่าเสี้ยวอู่ิไม่นำของเหลือมาให้นางรับประทาน
ทั้งเมื่อดูจากชิ้นเนื้อที่สวยงามยากที่จะเป็ของเหลือได้
สิ่งที่นางกังวลคือ “พิษ”
นางทราบมาก่อนว่าในพระราชวังมีการใช้ยาพิษในการกำจัดศัตรูอย่างแพร่หลาย
แม้แต่สมเด็จพระจักรพรรดินีก็ยังต้องมีเ้าหน้าที่คอยตรวจพระกระยาหารทุกมื้อ
แต่เสี้ยวอู่ิยืนยันหนักแน่นว่าอาหารทุกชิ้นปลอดภัย
มันบอกว่ามันสูดดมกลิ่นพิษได้ แต่นางมิค่อยเชื่อเท่าใด
บางครั้งมันจึงต้องชิมให้นางดูก่อน
นางเองความจริงก็กล้าที่จะกินอาหารเหล่านี้อยู่แล้ว
แม้สุดท้ายจะมีพิษจริง ก็มิโศกเศร้าเสียใจ
ตลาดเมืองฉางอาน
หวงซิ่นเดินอยู่กับเสี้ยวอู่ิ
ตลาดของเมืองนี้ดูเหมือนใหญ่โตกว่าของลั่วหยางเสียอีก มีร้านขายสินค้าหลายร้อยชนิด เนื่องจากมีผู้คนท้องถิ่นและชาวต่างชาติอาศัยอยู่ด้วยกัน เกิดเป็การผสมผสานของวัฒนธรรมความเชื่อที่หลากหลายซับซ้อนพิสดารน่าสนใจ
ชาวต่างชาติบางคนก็รักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมของตนไว้ แต่บางคนก็พร้อมเปิดใจเดินเข้าสู่เส้นทางใหม่ สร้างสรรค์สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในโลกมาก่อน
วัฒนธรรมประเพณีหลายอย่างพัฒนาขึ้นในรูปแบบนี้
ทั้งสองเพิ่งเดินผ่านสตรีนางหนึ่ง นางสูงกว่าหญิงสาวทั่วไปเล็กน้อย รูปร่างทรวดทรงอวดอัดแข็งแรงกว่าสตรีภาคกลาง ผมของนางเป็สีดำปนน้ำตาลทอง สวมชุดสีแดงเปิดเผยรัดรูป มีผ้าผืนบางปิดบังครึ่งใบหน้า
แต่ผ้านั้นมิอาจซ่อนความงามของนางได้
โดยเฉพาะดวงตาของนาง คมราวมีดโกน คล้ายกับจะบาดใจชายทุกคนที่เดินผ่าน
หวงซิ่นมิเคยเห็นสตรีในรูปแบบนี้มาก่อน
“หากพี่ท่านยังเหลียวมองนางต่อ เกรงว่าจะได้รับาเ็ที่คอเพิ่ม”
เสี้ยวอู่ิกล่าวยิ้มแย้ม
“นางช่างงามแปลกตานัก”
“สำหรับสตรีที่นี่ พี่ท่านต้องจู่โจมอย่างเปิดเผย มิฉะนั้นจะถูกพวกนางดูแคลน”
หวงซิ่นหันไปมองเสี้ยวอู่ิเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“พี่เสี้ยวทราบหรือไม่ว่าใครปองร้ายพวกเรา” มันเปลี่ยนเื่
เสี้ยวอู่ิมองไปด้านหน้าครู่หนึ่งแล้วหันมามองบุรุษหนุ่ม
ศิษย์าุโลำดับสี่ของตระกูลหวงผู้นี้ แม้ด้านวรยุทธไม่โดดเด่นเท่าใด แต่มีนิสัยสัตย์ซื่อเปิดเผย ขยันขันแข็ง ความจงรักภักดีต่อประมุขและฮูหยิน มิมีที่เคลือบแคลงสงสัย
คราวนี้เพราะการพยายามส่งข่าวเื่มีผู้ปองร้ายพระจักพรรดินีและมาตามหาเสี้ยวอู่ิ ทำให้หวงซิ่นต้องาเ็สาหัสทั้งสูญเสียเพื่อนร่วมเดินทางทั้งหมด
“ไม่ทราบพี่หวงเคยได้ยินชื่อพรรคปราบัหรือไม่”
หวงซิ่นพยายามครุ่นคิด แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินชื่อนี้หรือไม่
“ขอพี่อู่ิเฉลย”
“นี่เป็อดีตพรรคมารอันดับหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว”
“ใช่แล้ว ข้าฯ เคยได้ยินพี่เสวียจงพูดถึงพรรคมารที่ตระกูลหวงเราเคยร่วมกับค่ายธรรมะเข้าปราบปรามเมื่อหลายสิบปีก่อน ประมุขของฝ่ายมารต่อสู้จนตัวตาย แต่ตระกูลหวงก็สูญเสียรองประมุขไปทั้งหมด ท่านประมุขเสียใจมาก มิค่อยเอ่ยถึงเื่นี้เท่าใด”
หวงซิ่นถูกประมุขหวงเก็บมาเลี้ยงั้แ่แบเบาะ จึงไม่มีความทรงจำถึงเื่ที่เกิดขึ้นก่อนนั้นมากนัก
“ผู้น้องได้ข่าวว่ามีการเคลื่อนไหวที่ลึกลับอันตรายเกี่ยวข้องกับพรรคนี้ แต่ไม่ทันแจ้งต่อท่านประมุขหวงก็เกิดเหตุขึ้น”
หวงซิ่นมีท่าทางกังวล
“หลายสิบปีก่อนฝ่ายธรรมะยังต้องรวมตัวทุ่มเทกำลังจนหมดสิ้น ถึงปราบปรามพรรคนี้ลงได้ มิทราบตอนนี้ ศัตรูจะแข็งแกร่งเพียงใด”
“เื่นี้ผู้น้องกำลังหาทางสืบข่าว ขอพี่หวงวางใจ หากได้ข้อมูลอันใดจะรีบแจ้งต่อท่านประมุขโดยเร็ว”
หวงซิ่นหันมามองหน้ากลมของเสี้ยวอู่ิชัดๆ มันผู้นี้หากเทียบกับคุณชายในลั่วหยางที่เคยมาติดพันเจียเจียหลายคน ยังนับว่าห่างไกล เหตุไฉนน้องเล็กถึงได้ติดใจมันนัก
“พี่หวงคิดอันใด”
“อย่าหาว่าผู้น้องละลาบละล้วง ที่เดินทางมาครั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะเจียเจียเป็ห่วงท่าน”
เสี้ยวอู่ิคิดถึงเสียงหัวเราะอันสดใสของเจียเจียและเหตุการณ์ที่นางแอบย่องมา “เป็ห่วง” มันในคืนนั้น
“ผู้น้องฝากข่าวไปกับม้าเร็วตัวเดียวกับพี่หวง คาดว่าไม่นานก็ถึงลั่วหยาง”
หวงซิ่นเงียบไป มันเองมีเป้าหมายล้างแค้นทวงความยุติธรรมให้พี่น้องที่ตายไป สำหรับเื่ความรักนั้น ต้องปล่อยให้เจียเจียจัดการเอง
แต่หากนางชอบบุรุษผู้นี้จริง ท่านประมุขจะยอมรับหรือไม่
จนบัดนี้หวงซิ่นยังไม่ทราบความเป็มาของเสี้ยวอู่ิที่ชัดเจน
พรรคปราบั
ฟางเหลาหู่เดินอยู่ตามทางน้อยซึ่งปูด้วยอิฐกว้างประมาณคนเดินสวนกัน สองฟากเป็แนวดอกไม้ที่ขึ้นเฉพาะในป่าลึก สวยงามแปลกตา ซึ่งผู้ที่อยู่ในเมืองใหญ่เช่นลั่วหยางหรือฉางอานยากจะได้พบเห็น มันแม้เดินชมสวน แต่บุคลิกราวเทพชม์
บุคคลที่อยู่ในฐานะเช่นมันยากนักที่จะมีเวลาชมดอกไม้ได้
“ชิโนะ” มันเรียกเบาๆ
บุคคลในชุดรัดกุมสีเขียวกลืนไปกับใบไม้ปรากฏตัวขึ้นข้างๆ มัน
“ไปสืบเื่เ้าค้างคาวและสำนักตระกูลหวง”
คนในชุดเขียวหายตัวไปทันที
ฟางเหลาหู่เดินต่อไปอีกพักหนึ่งก็มาหยุดอยู่ ณ เก๋งชมวิวริมผาลึก
มองไปเบื้องล่างไม่เห็นพื้นดิน
สายหมอกลอยระเลียดปลายยอดไม้
มันความจริงสามารถอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้ตลอดไป
ติดอยู่แต่ภาระที่แบกไว้ ยากจะหาผู้ทดแทน
“ฟาร่า” มันเอ่ยเบาๆ อีกครั้ง
สตรีร่างใหญ่ผิวคล้ำกว่าหญิงทั่วไปปรากฏตัวขึ้น
“ไปตามหาเหมยฮวา”
“นายท่านจะให้จับตัวมาหรือไม่”
ฟางเหลาหู่เหม่อมองไปยังพระอาทิตย์กำลังตกลับเหลี่ยมทิวเขา
“หากนางไม่ยอมมาให้จัดการเสีย”
ฟาร่ารับคำ มองแผ่นหลังกว้างของมันอยู่ครู่หนึ่งก็เดินจากไป
ฟางเหล่าหู่ยืนอยู่เงียบๆ
มันไม่อยากฆ่านางมารน้อย ความจริงแล้วมันไม่ชอบสังหารผู้คนโดยไร้เหตุผล
แต่นางรู้เื่ราวมากเกินไป