จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 44 กลับคืนสู่ระดับจื่อฝู่

            “โฮก”

            บริเวณกลางป่าใกล้กับเขตป่าลึกบนเทือกเขาอันหนานได้ปรากฏเสียงคำรามดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราดเวลานี้เด็กหนุ่มสองคนหนึ่งถือดาบหนึ่งถือกระบี่กำลังเผชิญหน้ากับพยัคฆ์ร้ายขนสีโลหิตตัวหนึ่ง

            พยัคฆ์ร้ายตัวนี้มีความยาวหนึ่งจั้ง* และมีขนสีแดงโลหิตปกคลุมทั่วทั้งตัว มันเปล่งเสียงร้องคำรามออกมาอย่างดุร้ายเขี้ยวคมสองซี่ด้านหน้าของมันมีความยาวเท่ากับกริชสั้นเล่มหนึ่ง

            (*1 จั้งเท่ากับ 2.5 เมตร)

            พยัคฆ์โลหิต สัตว์อสูรระดับจื่อฝู่!

            มู่เฟิงและมู่ขวงต่างหันมามองสบตากัน จากนั้นพวกเขาได้แยกกันเคลื่อนไหวไปฝั่งซ้ายและฝั่งขวาก่อนที่คนทั้งคู่จะพุ่งเข้าจู่โจมพยัคฆ์โลหิตในเวลาเดียวกัน

            ดวงตาสีทองเข้มของพยัคฆ์โลหิตจ้องมองเด็กหนุ่มทั้งสองที่กำลังพุ่งเข้ามาจู่โจมมันอย่างเหยียดหยามจากนั้นมันก็ได้เลือกที่จะกระโจนเข้าหามู่เฟิงก่อนเพื่อหวังจะสังหาร

            พยัคฆ์โลหิตกระโดดออกไปไกลเจ็ดถึงแปดเมตรมันเปิดปากเปื้อนเลือดเตรียมพุ่งเข้ากัดมู่เฟิงคนที่บังอาจมาท้าทายความยิ่งใหญ่ของมันมันจะกลืนกินอีกฝ่ายไม่ให้เหลือแม้แต่กระดูก

            มู่เฟิงกระโดดถอยหลังกลับในทันที ส่งผลให้พยัคฆ์โลหิตงับได้เพียงอากาศว่างเปล่าเท่านั้น และในเวลาเดียวกัน มู่เฟิงก็ง้างกระบี่ขึ้นและฟันลงไปยังร่างของพยัคฆ์โลหิตอย่างรวดเร็วและดุดัน

            พยัคฆ์โลหิตกางกรงเล็บและตบไปทางมู่เฟิงในทันทีเป็นผลให้กระบี่ของมู่เฟิงกระทบเข้ากับกรงเล็บของมันจนเกิดเป็นเสียงโลหะกระทบกัน

            ด้วยพละกำลังที่มหาศาลของพยัคฆ์โลหิต ทำให้มู่เฟิงต้องถอยหลังออกไปสองก้าว

            “ตายเสียเถอะ!”

            ทันใดนั้นเอง มู่ขวงก็กระโจนเข้ามาพร้อมกับดาบในมือ เขาฟันดาบลงเหนือศีรษะของสัตว์อสูรจากเสียงทะลวงผ่านอากาศของดาบ สามารถบ่งบอกได้ว่าดาบนี้ทรงพลังมากเพียงใด

            หางของพยัคฆ์โลหิตตวัดไปยังหน้าอกของมู่ขวงราวกับแส้เหล็กเสื้อผ้าของเขาขาดวิ่นและปรากฏรอยแผลเป็นทาง แรงมหาศาลของมันทำให้มู่ขวงกระเด็นออกไปไกล

            “เคล็ดดาบคลั่ง”

            คราวนี้มู่เฟิงได้ใช้กระบี่ในมือแทนตัวดาบเขากระโจนร่างขึ้นกลางอากาศก่อนจะบิดตัวและฟาดกระบี่ไปทางพยัคฆ์โลหิตอย่างรุนแรง

            ถึงอย่างไรพยัคฆ์โลหิตก็ไม่ใช่มนุษย์ดังนั้นมันจึงไม่อาจต้านทานทักษะพลังปราณได้ เมื่อถูกกระบี่เล่มนั้นฟาดฟันลงมามันจึงทำได้เพียงร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด

            “หมัดทะลวงลมปราณ!”

            หลังมู่เฟิงดึงกระบี่กลับไปแล้ว เขาได้ใช้พลังหมัดโจมตีออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยหมัดนี้ของเขาเป็นการระเบิดพลังปราณจากเส้นลมปราณทั้งหมดสิบสองจุดหมัดที่เปล่งออร่าแสงสีขาวได้พุ่งกระแทกหัวของพยัคฆ์โลหิตเข้าอย่างจัง

            เปรี้ยง!

            ปรากฏเป็นเสียงกระแทกหมัดดังสนั่นร่างขนาดยักษ์ของสัตว์อสูรที่มีน้ำหนักมากกว่าเจ็ดร้อยถึงแปดร้อยจินได้กระเด็นออกไปไกลสี่ถึงห้าเมตรพยัคฆ์โลหิตกระอักเลือดออกมาจากปากมันไม่สามารถพยุงร่างของตัวเองให้ลุกขึ้นมาได้ชั่วขณะ

            “ตายเสีย!”

            มู่เฟิงเสือกไสเสียบแทงกระบี่ใส่มันอย่างเหี้ยมโหด คมกระบี่แทงทะลุหัวของพยัคฆ์โลหิตในทันทีถือเป็นการจบความเจ็บปวดและพรากลมหายใจของมันไปอย่างสมบูรณ์

            มู่ขวงขยับลุกขึ้นจากพื้นพลางปัดฝุ่นออก เขามองไปยังมู่เฟิงด้วยความตกใจหากจะให้เขาทำเช่นอีกฝ่ายเกรงว่าคงไม่อาจทำได้

            “พี่เฟิง พลังหมัดของท่านช่างน่ากลัวนักเกรงว่าหากเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีวรยุทธ์ต่ำกว่าระดับจื่อฝู่ขั้นสามคงได้รับบาดเจ็บหนักหรือกระทั่งอาจจะถึงตายเลยก็ได้เลย”

            มู่ขวงอุทานออกมาด้วยความตกใจ

            มู่เฟิงยิ้มบางเวลานี้เส้มลมปราณของเขาสามารถกักเก็บพลังปราณได้มากถึงสิบสองจุดแล้วดังนั้นเมื่อเขาระเบิดพลังปราณออกมา มันย่อมเทียบได้กับผู้ฝึกยุทธ์ระดับจื่อฝู่

            เพียงแต่วรยุทธ์ระดับทงม่ายของเขายังไม่สามารถปลดปล่อยพลังปราณออกมาสู่ภายนอกได้

            “ข้าจะใช้เลือดของพยัคฆ์โลหิตตัวนี้ทำการฝึกฝนก่อนแล้วกัน”

            มู่เฟิงยกยิ้มก่อนจะกล่าวกับมู่ขวงโดยไม่ได้สนใจคำพูดของอีกฝ่ายมากนัก เด็กหนุ่มอีกคนพยักหน้าและทำหน้าที่คอยปกป้องมู่เฟิงเหมือนเช่นทุกที

            มู่เฟิงต้องการพัฒนาความแข็งแกร่งของเขาให้เร็วที่สุดดังนั้นเขาจึงไม่ลังเลที่จะเริ่มดูดซับพลังเลือดจากพยัคฆ์โลหิตและในขณะเดียวกันนั้น เขาก็ได้หยิบไข่ฟองสีขาวออกมาก่อนจะวางมันไว้ด้านข้าง

            พลังเลือดที่ถูกกลั่นออกมาหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของมู่เฟิงอย่างรวดเร็วนอกจากนี้โดยไม่ทันคาดคิดพลังเลือดส่วนน้อยยังได้ถูกไข่พญางูเหลือมดูดซับเข้าไปอีกด้วย

            จุดตันเถียนจื่อฝู่บริเวณหน้าท้องส่วนล่างของมู่เฟิงเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเล็กน้อยพลังเลือดที่เขาดูดซับเข้าไปกำลังหล่อเลี้ยงบริเวณนั้นเป็นผลให้มันได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาทีละน้อย...

            หลังจากเข้ามายังเทือกเขาอันหนานนานกว่าครึ่งเดือนเด็กหนุ่มทั้งสองได้ล่าสังหารสัตว์อสูรไปแล้วหลายตัวและด้วยผลลัพธ์ของผลชิงหยวนที่มู่ขวงได้ดูดซับพลังปราณเข้าไป ทำให้เขาสามารถทะลวงขึ้นสู่ระดับจื่อฝู่ได้สำเร็จอีกทั้งยังเป็นระดับจื่อฝู่ชั้นสูง สิ่งนี้ทำให้มู่ขวงรู้สึกตื่นเต้นอยู่พักใหญ่

            ส่วนการที่เขาสามารถก้าวขึ้นสู่ระดับจื่อฝู่ชั้นสูงได้นั้น คาดว่าอาจจะเป็นเพราะร่างกายของเขาเคยผ่านการฝึกด้วยวิธีการผลาญโลหิตหลอมกายามาก่อน

            สำหรับวรยุทธ์ระดับจื่อฝู่ของมนุษย์นั้นได้มีการแบ่งแยกระดับชั้นออกไปตามปริมาณของพลังปราณที่บรรจุอยู่ภายในเส้นลมปราณโดยระดับชั้นที่สามารถบรรจุพลังปราณได้มากที่สุดก็คือระดับจื่อฝู่ชั้นยอดนอกจากนี้ยังมีระดับจื่อฝู่ชั้นสูง ระดับจื่อฝู่ชั้นกลางและระดับจื่อฝู่ชั้นต่ำโดยเรียงลำดับจากปริมาณมากไปน้อย 

            หากยิ่งมีระดับชั้นที่สูงมากเท่าไรนั่นหมายถึงความจุของพลังปราณที่มากขึ้นเท่านั้น

            กล่าวได้ว่าวรยุทธ์ระดับจื่อฝู่ชั้นต่ำนั้นบรรจุพลังปราณที่สามารถใช้ทักษะพลังปราณออกมาได้เพียงสามครั้งเท่านั้นส่วนระดับจื่อฝู่ชั้นกลางจะสามารถใช้ทักษะพลังปราณออกมาได้หกครั้งซึ่งมากกว่าระดับจื่อฝู่ชั้นต่ำเป็นเท่าตัวส่วนระดับจื่อฝู่ชั้นสูงนั้นจะเหนือกว่าระดับจื่อฝู่ชั้นต่ำสามเท่าและสำหรับระดับจื่อฝู่ชั้นยอดจะเหนือกว่าระดับจื่อฝู่ชั้นต่ำถึงสี่เท่า

            ในอดีตวรยุทธ์ของมู่เฟิงคือระดับจื่อฝู่ชั้นสูง

            ซึ่งในความเป็นจริงแล้วระดับชั้นของจื่อฝู่เคล็ดวิชาการฝึก รวมถึงระดับขั้นของปราณกระดูกและทักษะร่างกายทั้งหมดนี้ล้วนมีความสัมพันธ์กัน

            หากเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีปราณกระดูกขั้นสามหรือขั้นสี่ย่อมสามารถทะลวงผ่านระดับจื่อฝู่ได้เพียงระดับชั้นธรรมดาเท่านั้นไม่มีทางเป็นระดับชั้นสูงได้ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นระดับจื่อฝู่ชั้นต่ำ

            หากกล่าวกันตามหลักเหตุผลคุณสมบัติของมู่ขวงนั้นสามารถทะลวงเปิดได้เพียงระดับจื่อฝู่ชั้นกลางเท่านั้น แต่เวลานี้เขากลับสามารถทะลวงเปิดได้ถึงระดับจื่อฝู่ชั้นสูงเช่นนี้จะไม่ให้เขารู้สึกตื่นเต้นได้อย่างไร

            เมื่อก้าวขึ้นสู่ระดับจื่อฝู่นั่นหมายความว่าเขาได้ก้าวเข้าสู่ประตูแห่งการฝึกยุทธ์อย่างเป็นทางการ และได้กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์อย่างแท้จริงสามารถปลดปล่อยพลังปราณออกมาสู่ภายนอกเพื่อสังหารผู้คนจากระยะไกลได้

            ส่วนด้านมู่เฟิงนั้นเวลานี้เขาสามารถทะลวงผ่านเส้นสมปราณได้หมดทั้งสิบสองจุดแล้ว และหลังจากที่เขาได้ดูดซับพลังเลือดจากอสูรร้ายจำนวนสามตัวรวมถึงสัตว์อสูรอีกมากมาย ในที่สุดจุดตันเถียนจื่อฝู่ของเขาก็ได้รับการฟื้นฟู

            จุดตันเถียนส่วนกลางของมู่เฟิงคือพื้นที่สำหรับกักเก็บพลังปราณส่วนหนึ่งโดยปริมาณของพลังปราณที่ถูกบรรจุอยู่ภายในนั้นมีมากกว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับจื่อฝู่ชั้นต่ำถึงสี่เท่า!

            แน่นอนว่าทุกอย่างล้วนเป็นไปตามการคาดการณ์ ระดับชั้นจื่อฝู่ของมู่เฟิงที่ได้รับการฟื้นฟูกลับมานั้นมีระดับชั้นที่สูงขึ้นกว่าเดิมนั่นคือระดับจื่อฝู่ชั้นยอดซึ่งเป็นระดับชั้นสูงสุด!

            เวลานี้เขาคือผู้ฝึกยุทธ์ระดับจื่อฝู่ขั้นหนึ่งที่สามารถทะลวงผ่านเส้นลมปราณได้สิบสองจุดดังนั้นพลังปราณที่เขามีจึงท่วมท้นเหนือกว่าผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นที่อยู่ในระดับเดียวกันพลังปราณทั้งหมดได้พวยพุ่งมารวมกันบริเวณจุดตันเถียนจื่อฝู่ราวกับธารน้ำที่กำลังไหลหลากจากนั้นมันก็ได้เกาะกลุ่มรวมตัวกันจนกลายเป็นเกลียวคลื่นพายุสีขาวพิสุทธิ์!

            เกลียวคลื่นพายุสีขาวพิสุทธิ์นี้ล้วนบรรจุด้วยพลังทั้งหมดในเส้นโลหิตวิญญาณทั้งสิบสองจุด!

            เวลานี้เด็กหนุ่มได้กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับจื่อฝู่ขั้นหนึ่งแล้ว

            โดยปกติแล้วระดับจื่อฝู่ขั้นหนึ่งนั้นจะสามารถรวบรวมคลื่นพลังปราณได้มากสุดเพียงหนึ่งลูกเท่านั้นและเมื่อใดที่ก้าวขึ้นสู่ขั้นเก้า ถึงเวลานั้นจึงจะสามารถรวบรวมคลื่นพลังปราณภายในจุดตันเทียนได้เก้าลูก

            เห็นได้ชัดว่าคลื่นพลังปราณนี้ของมู่เฟิงทั้งใหญ่และมีความเข้มข้นมากกว่าคลื่นพลังของคนอื่นอย่างชัดเจนซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากระดับจื่อฝู่ชั้นยอดและเคล็ดวิชาการฝึกอันล้ำเลิศของเขา

            พรึ่บ!

            มู่เฟิงลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาทอประกายแสงสีขาวออกมา รอยยิ้มตื่นเต้นผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาและเด็ดเดี่ยวของเด็กหนุ่ม

            “วรยุทธ์ระดับจื่อฝู่ ในที่สุดข้าก็สามารถฟื้นฟูมันกลับคืนมาได้แล้วว่านเอ๋อร์ เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าสามารถกลับคืนสู่ระดับจื่อฝู่ได้อีกครั้งแล้วจ้าวเหิง เจ้ารอก่อนเถอะ ในอนาคตเจ้าจะได้ควักลูกตาตนเองเพื่อขอขมาต่อข้าแน่”

            มู่เฟิงกำหมัดแน่น รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย

            “พี่เฟิง ท่านฟื้นฟูวรยุทธ์ระดับจื่อฝู่กลับมาได้แล้วหรือ?”

            มู่ขวงเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น

            “อืม”

            มู่เฟิงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม

            เด็กหนุ่มหยิบกระบี่ซึ่งเป็นอาวุธปราณระดับต่ำออกมาก่อนจะเริ่มโคจรพลังปราณภายในร่าง จากนั้นเขาก็ง้างกระบี่ขึ้นและตวัดมันไปทางต้นสนขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปสองเมตร

            “เคล็ดวิชาดาบเปลวอัคนี!”

            พลังปราณภายในเส้นลมปราณพลางเดือดพล่านขึ้นมาฉับพลันนั้นพลังปราณสีแดงที่มีลักษะคล้ายกับเปลวไฟก็ได้ปรากฏขึ้น จากนั้นมันก็กลายเป็นลำแสงพลังปราณสีแดงเพลิงและกวาดออกไปยังต้นสนเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว

            เปรี้ยง!

            ต้นสนเบื้องหน้าถูกตัดขาดลงในทันที หลังจากที่พลังปราณสีแดงเพลิงได้ผ่าต้นสนนี้แล้วมันยังคงกวาดไปเบื้องหน้าต่ออีกสามเมตรก่อนที่จะสลายหายไปในที่สุด!

            “อานุภาพแข็งแกร่งมาก!”

            มู่เฟิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย อานุภาพของพลังกระบี่นี้แข็งแกร่งกว่าพลังระดับจื่อฝู่ขั้นหนึ่งทั่วไปมาก

            เคล็ดดาบเปลวอัคนีคือเคล็ดวิชาธาตุไฟที่อยู่ในระดับธาตุทองขั้นต่ำ ในอดีตมู่เฟิงเคยฝึกเคล็ดวิชานี้มาก่อนเคล็ดวิชานี้ถือเป็นทักษะพลังปราณที่มีคุณลักษณะพิเศษและเมื่อใดที่ใช้ทักษะพลังปราณที่มีคุณลักษะพิเศษออกมาพลังปราณที่ปรากฏย่อมถูกเปลี่ยนไปตามคุณลักษณะพิเศษของตัวเคล็ดวิชา

            เดิมทีแล้วพลังปราณนั้นไม่ได้มีคุณลักษณะพิเศษอื่นใดแต่เมื่อใดที่มันถูกใช้ออกมาพร้อมกับทักษะพลังปราณที่มีคุณลักษณะพิเศษรูปแบบของพลังปราณย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามคุณลักษณะพิเศษนั้น

     

    คล้ายกับเรื่องจุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】 ที่คุณอ่าน