หนีความวุ่นวายมาเป็นผู้ใหญ่บ้านในต่างโลก แต่ลูกบ้านดันมีตั้งแต่มอนสเตอร์ยันมังกรบรรพกาล ภาค 1

    บทที่ 34: สัญญาณขอความช่วยเหลือ สถาปนิกตัวน้อยปรากฏตัว

            บทที่ 34: สัญญาณขอความช่วยเหลือสถาปนิกตัวน้อยปรากฏตัว

            ดวงอาทิตย์ยามสายสาดทอประกายแสงสีทองลงมาอาบไล้‘รัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุค’ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบและเป็นระเบียบเรียบร้อยอีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปียังคงนั่งจดจ่ออยู่หน้าโต๊ะทำงานช่างแผ่นไม้กระดานที่ถูกขีดเขียนด้วยเส้นชั้นความสูง  ของแผนที่ภูมิประเทศยังคงถูกกางแผ่ไว้เบื้องหน้าอดีตสถาปนิกวัยสามสิบห้าปีกำลังใช้ก้อนถ่านไม้ร่างเส้นทางขยายถนนแมคคาดัม  เพื่อเตรียมรองรับการเติบโตของเมืองในอนาคตทางด้านทิศตะวันตกของลาน “ต้นบลิสโอ๊คแห่งความสุข” แผ่เรือนยอดอยู่เงียบงัน ใบไม้สีส้มอมชมพูไหวเอนรับแสงแดดอ่อนๆ อย่างสงบราวกับยังไม่รู้เลยว่าอีกไม่กี่อึดใจ… ความวุ่นวายกำลังจะมาถึง

            บนท้องฟ้าที่ห่างออกไปหลายกิโลเมตรไพเพอร์ นกอสูรสายลับตัวจิ๋วที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ‘โดรนสำรวจเวหา ’ ประจำหมู่บ้านกำลังทำหน้าที่ลาดตระเวนทางอากาศตามตารางงานที่ได้รับมอบหมาย ปีกสีขาวบริสุทธิ์ของมันที่เพิ่งได้รับการรักษาด้วยเฝือกไม้โอ๊กเหล็กและเวทมนตร์พฤกษากระพืออย่างมั่นคงกางรับกระแสลมบนได้อย่างไร้ที่ติ

            “เจ้านายครับ!ลมวันนี้ดีมากเลย! ฉันบินเลยเขตป่าชั้นนอกมาถึงรอยต่อของป่าชั้นกลางแล้วนะ!ต้นไม้ข้างล่างต้นใหญ่เบ้อเริ่มเลย!” เสียงเจื้อยแจ้วของไพเพอร์ส่งผ่านสายใยพันธสัญญา  เข้ามาในหัวของอีไลอัส

            “ดีมากไพเพอร์แต่อย่าบินต่ำเกินไปล่ะ ป่าชั้นกลาง  มีความหนาแน่นของมานาสูงและเป็นถิ่นของสัตว์อสูรระดับนักล่า ถ้ารักษาระยะความสูงไว้ แกจะปลอดภัย” อีไลอัสส่งกระแสจิตตอบกลับพลางปัดเศษผงถ่านออกจากมือ

            “รับทราบครับ!เอ๊ะ... เดี๋ยวก่อนนะเจ้านาย...”

            จู่ๆ น้ำเสียงที่เคยร่าเริงของไพเพอร์ก็ขาดห้วงไปคลื่นความถี่ในกระแสจิตเปลี่ยนจากความผ่อนคลายเป็นความตึงเครียดระดับสูงสุด

            “เจ้านาย!แย่แล้ว! ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ลึกเข้าไปในป่าชั้นกลาง มีพายุแปลกๆกำลังก่อตัว! มันไม่ใช่พายุฝน แต่มันเป็นพายุที่เรืองแสงสีม่วงแดง ต้นไม้ถูกพัดจนถอนรากถอนโคนเลยครับ!และที่สำคัญ... มีสิ่งมีชีวิตกำลังวิ่งหนีตายมาทางนี้!”

            “พายุเรืองแสง?สิ่งมีชีวิต?” อีไลอัสผุดลุกขึ้นยืนทันทีสัญชาตญาณของผู้นำและนักวางผังเมืองร้องเตือนถึงความผิดปกติที่กำลังจะลุกล้ำเส้นขอบเขตความปลอดภัย“ไพเพอร์! ส่งภาพมาให้ฉันดูเดี๋ยวนี้!เปิดใช้งานวิสัยทัศน์เวหา !”

            วูบ!

            อีไลอัสหลับตาลงอย่างรวดเร็วในเสี้ยววินาที ภาพการมองเห็นของเขาก็ถูกดึงกระชากขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบนสวมทับเข้ากับดวงตาของนกอสูรตัวน้อยที่กำลังบินร่อนอยู่เหนือยอดไม้ ภาพมุมสูง  ปรากฏขึ้นในมโนสำนึกด้วยความคมชัดระดับสูงสุด

            สิ่งที่เขาเห็นทำเอาลมหายใจสะดุดกึก

            ห่างออกไปไม่กี่กิโลเมตรทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่บิดเบี้ยวฝืนกฎฟิสิกส์กำลังแผลงฤทธิ์ พายุเวทมนตร์  ที่เกิดจากความแปรปรวนของมานาในป่าลึกกำลังหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นสีม่วงแดงอากาศรอบบริเวณบิดเบี้ยวราวกับถูกบีบอัด เสียงลมไม่ได้พัดเป็นทิศทางแต่หมุนวนอย่างไร้รูปแบบ ส่งเสียงครวญครางต่ำๆที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจแม้จะมองจากระยะไกล ต้นไม้ขนาดใหญ่ถูกกระชากจนฉีกขาดแต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของสถาปนิกน้อยไม่ใช่ตัวพายุ ทว่าเป็นกลุ่มจุดเล็กๆที่กำลังวิ่งหนีเอาชีวิตรอดผ่านดงไม้เบื้องล่าง

            เมื่อไพเพอร์บินโฉบต่ำลงมาเพื่อซูมภาพให้ชัดเจนขึ้นอีไลอัสก็สามารถประมวลผลข้อมูลของกลุ่มผู้ประสบภัยเหล่านั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

            พวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์รูปร่างสูงโปร่งและเพรียวบาง เรือนผมสีทองและสีเงินปลิวไสวไปตามแรงลมจุดเด่นที่สุดคือใบหูที่เรียวยาวและแหลมชี้ขึ้นด้านบนผิวพรรณของพวกเขาดูละเอียดอ่อนและงดงามราวกับประติมากรรมชั้นสูงแม้ว่าในเวลานี้มันจะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าควัน เลือด และโคลนตมก็ตาม

            “เผ่าเอลฟ์ ...”อีไลอัสวิเคราะห์ 

            กลุ่มเอลฟ์สายช่างทอ ’ สัตว์อสูรระดับ B ที่มีสัญชาตญาณการล่าเป็นฝูงที่โหดเหี้ยมที่สุดในป่าชั้นกลาง!

            “เจ้านาย!พวกหมาป่ามันตีวงล้อมแล้ว! พวกคนหูแหลมหนีไม่รอดแน่!” เสียงของไพเพอร์รายงานสถานการณ์อย่างตื่นตระหนก

            ภาพในวิสัยทัศน์เวหาแสดงให้เห็นหลักการล่าแบบหมาป่า อย่างชัดเจนฝูงหมาป่าทมิฬไม่ได้วิ่งตามเป็นเส้นตรง แต่มันกระจายกำลังออกเป็นรูปพัด  บีบเส้นทางหนีของกลุ่มเอลฟ์ให้แคบลงเรื่อยๆจนต้อนพวกเขาให้ไปจนมุมอยู่ที่หน้าผาหินแคบๆ ซึ่งเป็นทางตัน

            เอลฟ์ชายวัยกลางคนผู้เป็นผู้นำกลุ่มกัดฟันกรอด เขาดันเอลฟ์หญิงและเด็กๆ ให้ไปหลบด้านหลังหลังพิงกำแพงหินในมือของเขากำคันธนูไม้ที่หักครึ่งไว้แน่น ไม่มีลูกธนูเหลือแม้แต่ดอกเดียวพลังเวทมนตร์ในร่างก็เหือดแห้งจนไม่สามารถร่ายเวทป้องกันได้อีกต่อไปความสิ้นหวังและความตายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจเหม็นสาบของนักล่า

            “จบสิ้นแล้ว...เทพบิดรแห่งป่าได้ทอดทิ้งพวกเราแล้ว...” เอลฟ์ผู้นำพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือหยาดน้ำตาแห่งความสิ้นหวังไหลอาบแก้ม

            อีไลอัสลืมตาขึ้นในโลกความเป็นจริงตัดการเชื่อมต่อจากวิสัยทัศน์เวหา ดวงตาของเด็กชายวัยสิบสองปีไม่ได้ตื่นตระหนกแต่มันเยือกเย็นและเฉียบคมราวกับวิศวกรที่กำลังคำนวณการรับน้ำหนักของโครงสร้าง

            “วิกฤตการณ์ผู้ลี้ภัยและการรุกล้ำอาณาเขต” อีไลอัสหันขวับไปหาลูกบ้านที่กำลังพักผ่อนอยู่รอบๆลานกว้าง “การปล่อยให้มีผู้อพยพมาถูกสังหารหมู่ใกล้เขตผังเมืองของเราเป็นการผิดหลักมนุษยธรรมและจะสร้างมลพิษทางชีวภาพ  ที่ชายแดน!”

            เด็กชายสูดลมหายใจเข้าลึกตะโกนสั่งการด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังก้องกังวาน

            “ทีมงานเฮเซลบรุค!ประกาศสภาวะฉุกเฉินระดับสีแดง ! เตรียมปะทะเดี๋ยวนี้!”

            “โฮก!!” บาร์นีย์ หมียักษ์อสูรรถเครนระดับ A ผุดลุกขึ้นยืนสี่ขากล้ามเนื้อทั่วร่างสูบฉีดด้วยความตื่นตัว “โฮ่ง!ได้เวลาเผาขนพวกหมาป่าแล้ว!” ฟินน์ จิ้งจอกอสูรนักรบเวทมนตร์แยกเขี้ยวขู่ฟ่อ ประกายไฟสีแดงปะทุขึ้นที่มุมปากอย่างดุดัน “แกรกๆ!ใครกล้ามาทำพื้นดินรกเรี้ยวใกล้ไซต์งานของฉัน!” ดัสตี้ตุ่นอสูรวิศวกรโยธาตบหมวกเซฟตี้เกล็ดแข็งบนหัวเตรียมพร้อมลุย “ฉันจะเอาเถาวัลย์ฟาดพวกมันเองเจ้านาย!” เดซี่กระต่ายอสูรสายพฤกษากระทืบเท้าหลังอย่างฮึกเหิม

            “ฟินน์!นำทางไปตามพิกัดที่ไพเพอร์ส่งมา! บาร์นีย์ แกรับหน้าที่เป็นกองหน้าทะลวงฟัน!ดัสตี้ เตรียมปรับสภาพพื้นผิว! เดซี่ เตรียมระบบพันธนาการ! เคลื่อนพลได้!”

            ขบวนการข้ามเผ่าพันธุ์พุ่งทะยานออกจากรัฐอิสระเฮเซลบรุคมุ่งหน้าสู่แนวป่าชั้นกลางด้วยความเร็วและประสิทธิภาพที่เป็นระบบระเบียบที่สุด

            ตัดภาพกลับมาที่หน้าผาหิน

            ฝูงหมาป่าทมิฬเกือบสิบตัวเดินย่างสามขุมเข้าหาประชากรเอลฟ์ที่ไร้ทางสู้จ่าฝูงของพวกมันซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าตัวอื่นและมีรอยแผลเป็นพาดผ่านดวงตา (ซิลเวอร์)ก้าวออกมายืนจังก้าอยู่ด้านหน้าสุด มันแยกเขี้ยวขาววับ น้ำลายหยดแหมะลงบนพื้นดินเตรียมจะกระโจนเข้าขย้ำคอเหยื่อเพื่อเปิดงานเลี้ยงฉลองชัยชนะ

            พวกเอลฟ์หลับตาลงกอดกันแน่นรอรับความตายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

            ทว่า...ในเสี้ยววินาทีที่จ่าฝูงหมาป่าทมิฬย่อขาหลังและสปริงตัวพุ่งกระโจนขึ้นสู่อากาศนั้นเอง!

            ตึงงงงงง!!!

            เสียงฝีเท้าที่หนักหน่วงราวกับแผ่นดินไหวขนาดย่อมดังก้องมาจากพุ่มไม้ด้านข้างแผ่นดินสั่นสะเทือนจนเศษหินร่วงหล่นลงมาจากหน้าผา ก่อนที่จ่าฝูงหมาป่าจะได้ฝังเขี้ยวลงบนเนื้อของเอลฟ์เงาดำทะมึนขนาดมหึมาก็พุ่งพรวดพราดตัดหน้าออกมาจากแนวป่าด้วยความเร็วที่ขัดกับขนาดตัวอย่างสิ้นเชิง!

            มันคือ บาร์นีย์!หมียักษ์อสูรระดับ A ที่พุ่งชาร์จเข้ามาด้วยโมเมนตัม มหาศาล!

            “โฮกกกกก!!”

            บาร์นีย์คำรามลั่น มันไม่ได้ใช้กรงเล็บตะปบให้เลือดสาดตามสัญชาตญาณสัตว์ป่าแต่รับคำสั่งมาให้ใช้การโจมตีแบบ ‘แรงกระแทกทื่อ ’ หมียักษ์ใช้อุ้งเท้าหน้าที่หนาและกว้างราวกับเสาเข็มคอนกรีตสวิงตบเข้าที่กลางลำตัวของจ่าฝูงหมาป่าทมิฬที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศอย่างจัง!

            เปรี้ยง!! ในเสี้ยววินาทีที่อุ้งเท้าปะทะร่างหมาป่า… ทุกอย่างเหมือนหยุดนิ่ง  ก่อนที่แรงกระแทกจะระเบิดออกมาในวินาทีถัดไป

            เสียงเนื้อปะทะเนื้อดังสนั่นหวั่นไหวแรงกระแทกจากการตบของมอนสเตอร์ระดับ A เปลี่ยนทิศทางและพลังงานจลน์  ของหมาป่าทมิฬในพริบตา ร่างของจ่าฝูงหมาป่าถูกปัดกระเด็นปลิวละลิ่วออกไปไกลกว่าสิบเมตรกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่จนลำต้นร้าว ก่อนจะร่วงลงไปนอนกองกับพื้น หอบหายใจรวยรินไม่อาจลุกขึ้นมายืนได้อีก

            กลุ่มเอลฟ์ที่หลับตารอความตายค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาด้วยความตกตะลึงสุดขีด ภาพหมียักษ์อสูรที่ยืนตระหง่านบังหน้าพวกเขาไว้ราวกับป้อมปราการมีชีวิตทำเอาพวกเขาแทบจะหยุดหายใจ

            “หมียักษ์อสูร...มอนสเตอร์ระดับ A! เทพบิดร... นี่เราหนีเสือปะจระเข้งั้นรึ!?”เอลฟ์ผู้นำอุทานด้วยความสิ้นหวังระลอกใหม่

            แต่ความตกตะลึงยังไม่จบเพียงแค่นั้นฝูงหมาป่าทมิฬที่เหลือเมื่อเห็นจ่าฝูงถูกเล่นงานพวกมันก็ส่งเสียงเห่าหอนด้วยความโกรธแค้น เปลี่ยนเป้าหมายจากการล่าเอลฟ์หันมาแยกเขี้ยวเตรียมจะรุมทึ้งบาร์นีย์แทนพวกมันพุ่งตัวเข้ามาจากทั้งซ้ายและขวาตามยุทธวิธีหมาหมู่

            “ดัสตี้!จัดการปรับระดับหน้าดิน !” เสียงตะโกนสั่งการที่ฟังดูเยาว์วัยแต่ทรงอำนาจดังแว่วมาจากความมืด

            “รับทราบการว่าจ้าง!”

            แกรกๆๆ! ครืดดดด!!

            ที่บริเวณพื้นดินด้านหน้าของฝูงหมาป่าทมิฬที่กำลังวิ่งตะบึงเข้ามาจู่ๆ หน้าดินก็เกิดการยุบตัวลงอย่างฉับพลัน! ดัสตี้ตุ่นอสูรหมวกเซฟตี้ผู้เชี่ยวชาญการขุดเจาะใต้ดิน หลุมยุบนี้… ไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลันแต่มันถูกเตรียมไว้ล่วงหน้าในตำแหน่งที่คาดการณ์เส้นทางการพุ่งชาร์จเอาไว้แล้ว 

            หมาป่าทมิฬสามสี่ตัวที่เบรกไม่ทันร่วงถลากลิ้งตกลงไปในหลุมยุบที่ลึกกว่าสองเมตรขาของพวกมันจมลงไปในดินร่วนที่ดัสตี้ขุดดักไว้จนไม่สามารถตะกุยขึ้นมาได้ในทันทีโครงสร้างการโจมตีแบบฝูงของพวกมันถูกทำลายลงอย่างย่อยยับด้วยวิศวกรรมปฐพี!

            “เดซี่!ล็อกเป้าหมาย! ใช้ระบบพันธนาการชีวภาพ !” เสียงสั่งการดังขึ้นอีกครั้ง

            “จัดให้เลยเจ้านาย!กองกำลังสีเขียว ทำงาน!”

            เดซี่กระต่ายอสูรสายพฤกษากระโดดออกมาจากพุ่มไม้ มันกระทืบอุ้งเท้าหลังลงบนพื้นดินอย่างแรง คลื่นมานาสีเขียวมรกตแผ่ซ่านลงสู่ผืนดินเบื้องล่างอย่างรวดเร็วรากไม้และเถาวัลย์ป่าที่เคยสงบนิ่งอยู่ใต้ดิน ตอบสนองต่อ ‘การเร่งกระบวนการแบ่งเซลล์ ’พวกมันแทงทะลุหน้าดินขึ้นมาราวกับมีชีวิตพุ่งเข้ารัดพันและมัดแข้งมัดขาของหมาป่าทมิฬตัวที่เหลือรอดจากการตกหลุมเถาวัลย์เหนียวหนึบมัดพวกมันไว้แน่นหนาราวกับโซ่ตรวนเวทมนตร์สกัดกั้นพลังงานจลน์และการเคลื่อนไหวทุกประการจนพวกมันทำได้แค่ดิ้นทุรนทุราย

            การประสานงานของเหล่าสัตว์อสูรนั้นเฉียบขาดแม่นยำ และทรงประสิทธิภาพยิ่งกว่ากองทหารของจักรวรรดิใดๆ ไม่มีท่วงท่าที่สูญเปล่า ทุกการกระทำถูกคำนวณมาอย่างดีเพื่อควบคุมสถานการณ์ โดยไม่เกิดการนองเลือดที่ไม่จำเป็น

            กลุ่มเอลฟ์สายช่างทอยืนอ้าปากค้างขาของพวกเขาสั่นเทาจนแทบทรุดพวกเขาไม่เคยเห็นการต่อสู้ของมอนสเตอร์ที่เป็นระบบระเบียบเช่นนี้มาก่อนมอนสเตอร์ต่างเผ่าพันธุ์... หมียักษ์ ตุ่น และกระต่าย... ร่วมมือกันปกป้องพวกเขา? นี่มันผิดเพี้ยนไปจากกฎแห่งพงไพรที่พวกเขาเคยเรียนรู้มาตลอดชีวิต!

            “ผู้ใดกัน...ผู้ใดคือจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถควบคุมสัตว์อสูรระดับสูงเหล่านี้ได้...”เอลฟ์ผู้นำพึมพำด้วยความยำเกรง “ต้องเป็นผู้อัญเชิญสัตว์อสูรในตำนานหรือไม่ก็อาร์คเมจ  ผู้ทรงศีลที่ปลีกวิเวกมาอยู่ในป่าลึกเป็นแน่...”

            ในขณะที่พวกเอลฟ์กำลังจินตนาการถึงจอมเวทชราหนวดขาวยาวเฟื้อยหรือนักรบสวมเกราะอัศวินเปล่งประกาย เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นเหยียบย่ำลงบนกิ่งไม้แห้งอย่างเนิบนาบแต่เปี่ยมไปด้วยความมั่นคง

            “ฟินน์เคลียร์พื้นที่ให้แสงสว่างหน่อย ฉันมองไซท์งานไม่ชัด”

            “โฮ่ง!”

            ฟินน์ จิ้งจอกอสูรนักรบเวทมนตร์ก้าวออกมายืนเคียงข้างหมียักษ์ มันอ้าปากพ่นลูกไฟเวทมนตร์  ขนาดเล็กขึ้นไปแขวนลอยอยู่กลางอากาศทำหน้าที่เป็นคบเพลิงส่องสว่างที่ให้แสงสีส้มแดงอาบไล้ไปทั่วบริเวณ

            แสงสว่างจากลูกไฟเวทมนตร์ค่อยๆเผยให้เห็นร่างของผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหลังเงาของเหล่าสัตว์อสูรผู้ทรงพลัง

            เด็กชายก้าวออกมาพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เบา… แต่มั่นคง 

            ท่ามกลางสนามรบที่เพิ่งถูกควบคุมเขากลับดูเหมือนเป็นเพียงคนเดียวที่ “รู้ผลลัพธ์ล่วงหน้าอยู่แล้ว”

            ไม่ใช่จอมเวทชราหนวดขาว...ไม่ใช่นักรบสวมเกราะอัศวิน...

            แต่เป็นเพียงมนุษย์... ‘เด็กชายมนุษย์’ อายุไม่น่าจะเกินสิบสองปี!

            เด็กชายผู้นั้นสวมชุดผ้าทอหยาบๆสีตุ่นที่มีรอยปะซ่อมใบหน้าของเขาดูเยาว์วัยและมีเค้าโครงของความง่วงซึมติดเป็นนิสัยทว่าแววตาของเขากลับดูสุขุม ลึกล้ำ และแฝงไปด้วยประกายแห่งความรอบรู้เกินวัยในมือซ้ายของเขาไม่ได้ถือคทาเวทมนตร์หรือดาบศักดิ์สิทธิ์ แต่เขากลับถือ ‘ม้วนแผ่นกระดานไม้’ ที่มีรอยขีดเขียนเส้นสายแปลกประหลาด (แผนที่ภูมิประเทศ) เอาไว้แนบอก

            อีไลอัสผู้ใหญ่บ้านแห่งรัฐอิสระเฮเซลบรุค กวาดสายตามองประเมินสภาพของกลุ่มเอลฟ์ผู้ลี้ภัยด้วยสายตาของวิศวกรที่กำลังตรวจสอบวัสดุก่อสร้าง

            “เสื้อผ้าขาดวิ่นขาดสารอาหารขั้นรุนแรง มีแผลถลอกตามร่างกาย...” อีไลอัสพึมพำกับตัวเองเบาๆก่อนจะถอนหายใจยาว “ดูท่าทาง... โซนที่อยู่อาศัย  ของเรา คงต้องเร่งดำเนินการลงเสาเข็มสร้าง ‘บ้านพักชั่วคราว’ เร็วกว่ากำหนดซะแล้วสิ”

            เหล่าเอลฟ์สายช่างทอทั้งสิบชีวิตยืนนิ่งงันราวกับถูกแช่แข็งดวงตาของพวกเขาเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า

            สติปัญญาและความเชื่อทั้งหมดที่พวกเขามีพังทลายลงในพริบตา...ผู้นำของฝูงสัตว์อสูรสุดแกร่ง ผู้พลิกสถานการณ์ความตายด้วยยุทธวิธีที่เหนือล้ำและผู้ทรงอำนาจแห่งป่าต้องห้าม...แท้จริงแล้วคือเด็กมนุษย์ตัวกระเปี๊ยกคนนี้อย่างนั้นหรือ!?

            ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมหน้าผาหินมีเพียงเสียงหอบหายใจของเอลฟ์และเสียงครางหงิงๆของหมาป่าทมิฬที่ถูกมัดเท่านั้นที่ดังแทรกขึ้นมา รัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุคกำลังจะได้ต้อนรับ‘ผู้อพยพกลุ่มแรก’เข้าสู่หน้าประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ! และนี่คือครั้งแรก… ที่เฮเซลบรุคไม่ได้เป็นแค่ที่อยู่อาศัย
    แต่มันกลายเป็น “ที่พึ่งพิงของผู้อื่น”

    คล้ายกับเรื่องหนีความวุ่นวายมาเป็นผู้ใหญ่บ้านในต่างโลก แต่ลูกบ้านดันมีตั้งแต่มอนสเตอร์ยันมังกรบรรพกาล ภาค 1 ที่คุณอ่าน