บทที่ 39 บททดสอบ
ตัวเลขที่แสดงให้เห็นอยู่บนผนังห้องสีขาวเปลี่ยนจาก 41 เป็น 35 หลังจากที่เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง พูดอีกอย่างก็คือ...ตอนนี้นักเรียนทั้ง 36 คนสามารถจัดการกับหุ่นซ้อมอินทรีย์ได้แล้ว 6 ตัวนั่นเอง ทว่า...ด้วยจำนวนเท่านี้ กับสถานการณ์ของนักเรียนแนวหน้าทั้งหมด ดูเหมือนพวกเขาจะเข้าใจแล้วว่าไม่สามารถปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปได้
นักเรียนคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บที่แขนอย่างหนักจนทำให้เขาไม่สามารถใช้ดาบสองมือของตนเองได้อีก เขาหงุดหงิดมากที่พลาดท่าถูกโจมตีเข้าแบบนี้ รวมกับความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องรับมือกับหุ่นซ้อมพวกนี้เป็นเวลานาน ทันทีที่หันมาเห็นว่ามีนักเรียนบางคนไม่ทำอะไรเลย เขาก็ยิ่งมีความโกรธเพิ่มมากขึ้นไปอีก
“บัดซบเอ้ย!! ดูไอ้พวกนักเรียนทุนพวกนั้นสิ!”
เขาคำรามออกมาด้วยความโกรธ เพื่อที่จะได้รักษาแขนของตนเองให้กลับมาดีก่อน เขาจึงต้องเดินออกมาอยู่แนวหลัง ดังนั้นไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาจะได้เห็นอย่างชัดเจนว่าใครบ้างที่กำลังต่อสู้อย่างหนัก และใครบ้างที่กำลังยืนมองพวกเขาต่อสู้ แอบกินแรงกันอยู่อย่างนั้น
อันซูหยวนเห็นสายตาของอีกฝ่าย ทางนั้นไม่ได้มองเธอด้วยสายตาตำหนิ เขาเห็นอยู่แล้วว่าซูหยวนกำลังต่อสู้ และครั้งหนึ่งก็เคยช่วยเขาโจมตีผลักดันให้ศัตรูถอยหลังออกไปด้วยซ้ำ ซึ่งเป้าหมายที่เขากำลังมองด้วยความโกรธกลับเป็นพวกนักเรียนทั้ง 5 คนที่อยู่ด้านหลังของเธอต่างหาก
หญิงสาว 2 คน และเด็กหนุ่ม 3 คนตัดสินใจกันเองว่าพวกเขาจะอยู่เงียบๆ รอจนกว่าพวกหุ่นซ้อมอินทรีย์จะได้รับบาดเจ็บและเหลือจำนวนน้อยแล้วจึงค่อยลงมือ พวกเขาคิดกันว่า..ไม่ว่าจะลงมือตอนนี้หรือลงมือภายหลัง ตอนไหนก็จะได้คะแนนทั้งนั้น
ขอเพียงได้คะแนนสักเล็กน้อย เช่นนั้นก็จะมีผลงานที่ทำให้อาจารย์รับเป็นศิษย์ได้ เพราะแบบนั้นทั้ง 5 คนจึงเลือกที่จะยืนดูการต่อสู้ที่อันตรายนี้อยู่เงียบๆ
ชายหนุ่มผู้ใช้ดาบสองมือเดินมาข้างหลังด้วยความโกรธจัด เสียงของเขาไม่ได้เบาเลย แม้จะมีนักเรียนหลายคนไม่ได้ยินเพราะกำลังยุ่งกับการต่อสู้ แต่นักเรียนที่ทำหน้าที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังกลับได้ยินทั้งหมด สายตาของพวกเขามองดูนักเรียนทุน 5 คนที่อยู่ด้านหลัง ยิ่งเห็นว่าพวกเขาแสดงท่าทางไม่ทุกข์ร้อนในขณะที่คนอื่นเริ่มบาดเจ็บกันหมดแล้ว ก็ยิ่งแสดงสายตาเกลียดชังออกมา
อันซูหยวนรู้สึกได้เลยว่าสถานะที่ต่ำต้อยของพวกนักเรียนทุนกำลังจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากที่ไม่ชอบ อีกไม่นานก็น่าจะกลายเป็นความเกลียดชังแล้ว
โชคดีที่เธอไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา และไม่แสดงความเห็นแก่ตัวออกมาตอนนี้ ซูหยวนเชื่อว่ามนุษย์มีความเห็นแก่ตัวกันทั้งนั้น ทว่า...ความเห็นแก่ตัวที่แสดงออกมาอย่างไม่ถูกที่ถูกเวลา อาจจะทำให้ชีวิตในวันข้างหน้าลำบากมากขึ้นก็ได้
“ไอ้พวกนักเรียนทุน! ไม่เห็นหรอว่าสถานการณ์เป็นยังไง ถ้าพวกแกไม่อยากต่อสู้ อย่างนั้นก็ไม่ต้องเข้ามาเรียนในสถาบันนี้ ไสหัวออกไปได้เลย!” นักเรียนชายคนนั้นตวาดออกมาเสียงดัง เขาหงุดหงิดมากที่เห็นพวกนักเรียนทุนซ่อนตัวอยู่ด้านหลังในขณะที่เขาและคนอื่นๆกำลังทำงานกันอย่างหนัก
“อะ อะไรเล่า! เพราะต่อสู้กันไม่ได้ เวลานี้ก็เลยมาโทษพวกเรางั้นหรอ”
“อะไรนะ? นี่ยังจะกล้าพูดกันแบบนี้อีกหรอ ไอ้พวกขยะเอ้ย!” เมื่อได้ยินคำตอบของพวกนักเรียนทุน คนที่กำลังโกรธจัดก็รู้สึกเหมือนกำลังถูกจุดไฟที่รุนแรงกว่าเดิม แทนที่มันจะเป็นการแผดเผา เวลานี้เห็นทีว่ากำลังจะกลายเป็นการระเบิดแล้ว
ใบหน้าของชายหนุ่มแดงก่ำ ในขณะที่นักเรียนหลายคนก็แสดงความเกลียดชังออกมาอย่างไม่ปิดบังเลย นอกจากชายหนุ่มคนนี้แล้ว ก็ยังมีนักเรียนอีกหลายคนที่ต้องถอยออกมาจากแถวหน้าในการต่อสู้เพื่อพักฟื้น ดังนั้นเมื่อได้ยินคำตอบนั้น พวกเขาก็เดินตามชายหนุ่มมาด้วย ส่งผลให้นักเรียนทุนทั้งห้าต้องขยับถอยหลัง
พวกเธอกำลังหวาดกลัวมากที่เห็นพวกนักเรียนจากเขตชั้นในมุ่งหน้ามาที่พวกเธออยู่เช่นนี้ คนที่น่าจะเป็นตัวแทนของกลุ่มมองไปรอบๆก่อนจะหยุดอยู่ที่อันซูหยวน
“นักเรียนทุนอัน ดูพวกเขาสิ...ขนาดว่าพวกเราเองก็มีส่วนร่วมขนาดนี้แล้ว พวกเขาก็ยังโทษพวกเราอีก ไม่ใช่ว่าเป็นเพราะพวกเขาอ่อนแอกันหรอกหรอ?”
“ไหนว่ามีประสบการณ์ในการต่อสู้กับพวกหุ่นซ้อมอินทรีย์พวกนี้แล้ว แต่สุดท้ายก็ยังต้องการมากดดันพวกเราให้ไปต่อสู้อีก พวกเรามาจากเขตชั้นนอกที่พวกเขาดูถูกหนักหนาเลยนะ ไม่เคยรู้จักพวกหุ่นซ้อมอินทรีย์เหล่านี้ด้วยซ้ำ แล้วจะให้พวกเราทำงานหนักกันขนาดไหนล่ะ เธอว่าจริงไหม?”
เมื่อได้ยินนักเรียนคนนั้นพูด นักเรียนจากเขตชั้นในคนอื่นๆก็หรี่ตาลง มองซูหยวนที่กำลังถือคันธนูพร้อมกัน ราวกับต้องการจะดูว่าหญิงสาวคนนี้จะแสดงออกมาอย่างไร
อันซูหยวนแค่นหัวเราะออกมา เธอไม่คิดว่าเรื่องนี้จะยังมาเกี่ยวข้องกับเธอได้ยังไง อีกอย่าง...นักเรียนทุนพวกนี้ไม่รู้จักวิธีพูดหรอ? ถ้าหวาดกลัวก็แค่ร้องไห้ออกมา ร้องขอความเมตตา ทำให้คนสงสาร บางทีอาจจะยังมีสิทธิรอดมากกว่านี้ก็ได้ แต่นี่...ดูเอาเถอะว่าพวกหล่อนพูดออกมาแบบนี้ คงอยากจะตายคามือของนักเรียนจากเขตชั้นในกระมัง
กับคนโง่เขลาแต่อวดดี ไม่ยอมรับความจริงว่าตนเองอ่อนแอแบบนี้ ซูหยวนก็คร้านที่จะสนทนาด้วย
“ใช่ พวกเรามาจากเขตชั้นนอก แต่เพราะแบบนั้น...ไม่ใช่ว่าพวกเราต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ให้เหมาะสมกับที่ได้รับการสนับสนุนมาเรียนด้วยเงินของคนอื่นหรอกหรอ” อันซูหยวนไม่ได้พูดเปล่า เธอยังยิงธนูของตนเองออกไปแล้วปักที่กลางหัวของหุ่นซ้อมอินทรีย์อีกครั้ง
แม้ว่าการโจมตีของเธอจะไม่ได้ทำให้ศัตรูตกตายในครั้งเดียว แต่มันก็ช่วยหยุดการเคลื่อนไหวของหุ่นซ้อมอินทรีย์จนส่งผลให้คนที่กำลังต่อสู้แถวหน้าหาจังหวะในการโจมตีศัตรูถึงจุดตายได้
อันซูหยวนวางแขนลง ในขณะที่กำลังใส่ลูกศรต่อไป เธอก็พูดขึ้นมาอีกประโยค
“อย่าเหมารวมฉันรวมกับพวกเธอ ฉันไม่ใช่คนขี้ขลาดที่หวังเอาแต่จะกอบโกยผลประโยชน์ ทั้งๆที่รู้ว่าตนเองก็ทำอะไรได้บ้าง” อันซูหยวนหัวเราะออกมาเบาๆ
เห็นท่าทางของเธอเช่นนี้ นักเรียนจากเขตชั้นในหลายคนที่กำลังสงสัยว่าทำไมอันซูหยวนจึงถูกเลือกโดยท่านประธานจางที่แข็งแกร่งคนนั้น ตอนนี้พวกเขาก็เริ่มที่จะยอมรับอันซูหยวนมากขึ้นแล้ว
ในขณะเดียวกัน นักเรียนทุนอย่างอันซูหยวนก็ได้ทำให้ระดับของเธออยู่สูงกว่านักเรียนทุนทั้ง 5 ไปอีกหลายขั้น สายตาของนักเรียนทั้งหมดยิ่งเต็มไปด้วยความรังเกียจและดูแคลนนักเรียนทั้ง 5 มากกว่าเดิมเสียอีก
นักเรียนหญิงที่เหมือนกับถูกอันซูหยวนตบหน้าอย่างแรงก็ไม่พอใจทันที ก่อนหน้านี้เธอก็บอกแล้วไม่ใช่หรอว่าให้อันซูหยวนไปล่อหุ่นซ้อมอินทรีย์มาทางพวกเธอน่ะ ถ้าอีกฝ่ายยอมทำตามเสียงส่วนใหญ่ของนักเรียนทุน เวลานี้พวกเธอก็คงจะทำลายหุ่นซ้อมไปได้สองสามตัวแล้ว
“ใครกันแน่ที่หวังแค่ผลประโยชน์น่ะ! นักเรียนทุนอัน เพราะเธอเลือกที่จะไม่รับฟังใครเลย ผลก็เลยเป็นเช่นนี้ต่างหาก” นักเรียนทุนหญิงคนนั้นพูดด้วยความไม่พอใจ เห็นอีกฝ่ายไม่ยอมรับความผิดเช่นนี้ อันซูหยวนก็ส่ายหน้า
“ทุกคน! ช่วยเลิกเถียงกันแล้วมาช่วยกันต่อสู้ดีกว่า ไม่อย่างนั้นพวกเราทุกคนอาจจะไม่ได้แสดงความสามารถกันเลย การทะเลาะกันด้วยเรื่องไร้สาระนี้ไม่เป็นผลดีหรอก อย่าลืมว่าอาจารย์กำลังมองดูอยู่นะ” นักเรียนที่กำลังต่อสู้อยู่แถวหน้าคนหนึ่งร้องบอก
ต่อให้พวกเขาจะจัดการไล่นักเรียนทุนพวกนี้ออกจากห้องทดสอบไป แต่ผลที่ได้ก็ไม่มีอะไรนอกไปจากพวกเขานี่แหละที่ไม่ได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่ จนสุดท้ายแล้วก็พลาดโอกาสที่จะได้ติดตามอาจารย์มากฝีมือไป
ส่วนพวกนักเรียนทุนเหล่านั้น เอาไว้จัดการพวกมันเมื่อไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ! พวกเขาไม่เชื่อหรอกว่าจะมีอาจารย์คนไหนรับนักเรียนทุนที่เห็นแก่ตัวเหล่านั้นไปเป็นศิษย์น่ะ
“ชิ! ก็คงต้องเป็นแบบนั้น”
“อย่าคิดว่าเรื่องวันนี้พวกเราจะปล่อยผ่านนะ ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าพวกนักเรียนทุนมันน่ารังเกียจ แต่พอได้เจอกับตัวถึงได้รู้ว่าที่คิดเอาไว้ยังน้อยกว่าความเป็นจริงอีก”
“นั่นน่ะสิ ยกเว้นแค่นักเรียนทุนอันคนเดียว ที่เหลือก็เป็นได้แค่ขยะเท่านั้น” นักเรียนจากเขตชั้นในพูดกันออกมา แม้ว่าพวกเขาจะโกรธแล้วอยากฟาดอาวุธใส่นักเรียนทุนพวกนี้มากแค่ไหน สุดท้ายก็อย่างที่เพื่อนนักเรียนร้องเตือนนั่นแหละ พวกเขาคือคนที่จะเสียผลประโยชน์ เท่ากับว่าเป็นการเอาตัวเข้าแลกกับพวกไร้ค่าไปอย่างเสียเปล่าเท่านั้น
ได้ยินพวกนักเรียนจากเขตชั้นในชื่นชมนักเรียนทุนอันพร้อมกับด่าตนเองไปด้วย นักเรียนทั้ง 5 ก็แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาทันที
“สมใจของเธอแล้วใช่ไหม?”
“ทั้งๆที่มาจากเขตชั้นนอกเหมือนกันกับพวกเรา แต่คิดอยากจะเป็นส่วนหนึ่งกับพวกนักเรียนเขตชั้นในก็เลยทำลายพวกเราเพื่อทำให้ตนเองดูสูงขึ้นงั้นหรอ”
“ไม่ว่าเธอจะพยายามแค่ไหน กำพืดเดิมของเธอก็ยังคงเป็นคนจากเขตชั้นนอกอยู่ดี ในสายตาของพวกเขา...เธอก็แค่ขยะที่ดีกว่าพวกเราเล็กน้อยเท่านั้น อย่าได้ใจไปล่ะ!” พวกนักเรียนทุนต่างก็แสดงความคิดเห็นไปในแนวทางเดียวกัน ซึ่งอันซูหยวนไม่เก็บคำพูดของพวกเธอมาใส่ใจเลย
กับคนที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองพลาดตรงไหน เธอก็ไม่อยากจะเสียเวลาพูดด้วย
สายตาของอันซูหยวนยังคงจับจ้องอยู่ด้านหน้าเพื่อหาจังหวะโจมตีหุ่นซ้อมอินทรีย์และสนับสนุนเพื่อนนักเรียน ยิ่งยิงลูกศรออกไปมากเท่าไร ความแม่นยำของเธอก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แม้ว่าหลายลูกจะยังไม่โดนตัวหุ่นซ้อมเพราะพวกมันมีจังหวะการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นรูปแบบนัก แต่เธอก็ยังเป็นผู้สนับสนุนที่ยอดเยี่ยมและทำผลงานได้ดีคนหนึ่งเลย
น่าเสียดายที่หุ่นซ้อมเหล่านี้มีจำนวนมาก ประกอบกับการรวมกลุ่มต่อสู้ของนักเรียนชั้นปีที่หนึ่งยังไม่ดีพอ พวกเขาเพิ่งมาที่นี่ หลายคนเพิ่งรู้จักกันด้วยซ้ำ ย่อมไม่รู้ว่าเพื่อนนักเรียนมีความสามารถอะไร แล้วเชื่อใจได้มากน้อยแค่ไหน ดังนั้นการต่อสู้ของพวกเขาจึงค่อนข้างทุลักทุเล
ผลก็คือ...ด้วยจำนวนที่เท่ากันกับระดับของพวกเขา นักเรียนชั้นปี 1 สามารถจัดการหุ่นซ้อมอินทรีย์ได้เพียง 12 ตัวเท่านั้น ในขณะที่แนวหน้าถูกทำลายอย่างไม่เป็นท่า แนวหลังเองก็ไม่สามารถโต้กลับพวกหุ่นซ้อมอินทรีย์ได้เลย
ซูหยวนพยายามที่จะรับมือกับหุ่นซ้อมอินทรีย์เหมือนกับผู้สนับสนุนคนอื่นๆ แต่จำนวนหุ่นซ้อมที่รุมเข้ามา 20 ตัว เธอก็ล้มลงไปหอบหายใจเช่นกัน หากคำนวณค่าพลังงานหุ่นซ้อม 20 ตัวแล้ว แทบจะเทียบเท่ากับ 800 หน่วยเลย มากกว่าอันซูหยวนหลายเท่าตัว
ถ้าหากเธอไม่ต้องซ่อนความสามารถของมิติฟาร์มของตนเอง ซูหยวนคงจะสามารถใช้วิธีอื่นที่หลากหลายกว่าในการเอาตัวรอดได้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกอุปกรณ์อื่นๆออกมาโจมตี การหายเข้าไปในฟาร์มก่อนจะออกมาหลังการโจมตีผ่านไป หรืออื่นๆ ทว่า...นี่ก็แค่การทดสอบเท่านั้น อันซูหยวนไม่จำเป็นต้องเปิดไพ่ในมือของตนเองทั้งหมด
เธอล้มลงก่อนนักเรียนทุนทั้ง 5 คน ดังนั้นจึงได้เห็นพวกเธอพยายามวิ่งหนีไปด้านหลัง เมื่อจวนจะถูกโจมตี ทั้ง 5 ก็ยกมือขึ้นยอมแพ้ ไม่เหมือนกับที่วางแผนเอาไว้ว่าจะต่อสู้ภายหลังเลย
เห็นท่าทางของอีกฝ่าย ซูหยวนก็มั่นใจว่าทั้ง 5 คนไม่มีทางถูกอาจารย์เลือกไปเป็นศิษย์ของตนเองแน่นอน แต่สำหรับเธอที่พยายามทำงานอย่างเต็มที่แล้ว ซูหยวนมั่นใจว่าอาจารย์ผู้ที่มีทักษะในการใช้ธนูน่าจะเล็งเห็นผลงานของเธอบ้าง
29
ตัวเลขปรากฏอยู่บนผนังของห้อง แสดงจำนวนของหุ่นซ้อมอินทรีย์ที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งหลังจากที่พวกมันเห็นว่านักเรียนทั้งหมดพ่ายแพ้แล้วก็หยุดลงมือแล้วค่อยๆกลับเข้าไปในผนังห้องสองฝั่งข้างอีกครั้ง
เจ้าหน้าที่รักษารีบกรูกันเข้ามา พวกเขาเตรียมพร้อมที่จะดูแลนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บอยู่แล้ว จากที่เฝ้าดูก่อนหน้านี้ พวกเขาสามารถเข้าถึงนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงก่อนได้ ส่วนอันซูหยวนนั้นไม่ได้รับบาดเจ็บมากนัก เธอถูกฟาดเข้าที่ข้อมือและหลังจนทำให้ล้มลง แม้จะสามารถลุกขึ้นมาต่อสู้อีกได้ แต่อันซูหยวนรู้ว่างานของเธอเสร็จไปเกินครึ่งแล้ว ดังนั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องต่อสู้เอาเป็นเอาตายอีก
“นักเรียนอัน ดื่มยารักษาการบาดเจ็บและการอักเสบนี้ มันจะช่วยให้เธอดีขึ้น” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งถือยามาให้อันซูหยวน เหมือนกับนักเรียนคนอื่นๆที่ได้รับบาดเจ็บและมีอาการบอบช้ำทางร่างกาย ยาขวดสีน้ำเงินนี้ถูกส่งให้พวกเขาเหมือนกันทั้งหมด
ดวงตาของอันซูหยวนมีประกายความสนใจ หากในฟาร์มของเธอสามารถผลิตยาพวกนี้ได้ก็คงจะดี ดังนั้นแทนที่จะดื่มมันทั้งหมดรวดเดียว อันซูหยวนกลับกระดกมันลงคอไปครึ่งขวด ก่อนที่จะเก็บซ่อนเอาไว้อีกครึ่ง
ถ้าสามารถเอาเข้าไปในมิติได้ บางที...มิติของเธออาจจะเรียนรู้วิธีการผลิตยาขึ้นมาก็ได้ หากเป็นเช่นนั้นจริง อันซูหยวนก็แทบจะกลายเป็นอมตะแล้ว
……………………………….