ในตอนนั้นเองอวิ๋นเทียนหลันได้กล่าวขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับชูอาวุธระดับทองคำมืดที่เพิ่งได้รับมาในมือขึ้นพลางยิ้มกล่าวว่า “ถ้าสหายลู่ถูกใจฉันขอยกให้เลยแล้วกัน ยังไงตอนนี้ฉันก็ยังไม่ได้ใช้อยู่แล้ว”
สิ้นคำพูดนี้ลู่เซิ่งยังไม่ทันจะมีปฏิกิริยาตอบกลับแต่เหล่าผู้เข้าสอบโดยรอบกลับระเบิดเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที
“อะไรเนี่ย? เมื่อกี้ฉันหูฝาดไปหรือเปล่า?”
“เซียนกระบี่พเนจรอวิ๋นเทียนหลันถึงกับจะยกอาวุธระดับทองคำมืดของตัวเองให้พาลาดินคนหนึ่งเนี่ยนะ?”
“ลู่เซิ่งคนนี้มีดีอะไรกันแน่ถึงได้รับความเมตตาจากผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดอย่างอวิ๋นเทียนหลันขนาดนี้?”
ฝูงชนต่างพากันมองไปที่อวิ๋นเทียนหลันด้วยความประหลาดใจเห็นได้ชัดว่าไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะมีพฤติกรรมที่น่าตกตะลึงเช่นนี้
“เทียนหลัน ทำอะไรของเธอ?”
แม้แต่ประธานผู้ตัดสินอย่างหลี่ชิวซานยังนึกไม่ถึง
แต่ในฐานะผู้ฝึกสอนของสถาบันจิงหลงเมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น แน่นอนว่าเขาไม่อาจปล่อยผ่านไปเฉยๆ ได้จึงเอ่ยปากทัดทานว่า “กระบี่อัสนีสังหารฟ้าเล่มนี้ทางสถาบันจิงหลงของเราสั่งทำขึ้นมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ...”
เขายังพูดไม่ทันจบก็ถูกอวิ๋นเทียนหลันโบกมือขัดจังหวะ
“ในเมื่อพวกคุณให้รางวัลอุปกรณ์นี้กับผมแล้วจะจัดการกับมันยังไงก็เป็นเรื่องของผมสิ พวกคุณคงไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่งไม่ใช่เหรอ?”
“เรื่องนั้นมัน...”
หลี่ชิวซานชะงักไปทันที
แต่อวิ๋นเทียนหลันไม่ได้สนใจว่าอีกฝ่ายจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเขาไม่พูดพร่ำทำเพลง เตรียมจะยัด ‘กระบี่อัสนีสังหารฟ้า’ที่ถืออยู่ใส่มือของลู่เซิ่งทันที
“สหายลู่ รับไปเถอะ”
“ขอบใจสำหรับน้ำใจของพี่อวิ๋นมาก แต่ผมคงรับไว้ไม่ได้จริงๆ”
ลู่เซิ่งส่ายหน้าและไม่ได้รับกระบี่ที่ส่งมาให้พร้อมกล่าวอย่างทระนงว่า “แค่อุปกรณ์ระดับทองคำมืดชิ้นเดียวผมไม่เห็นอยู่ในสายตาหรอก”
“เอ่อ...สหายลู่ถึงกับไม่เห็นอุปกรณ์ระดับทองคำมืดอยู่ในสายตาเลยอย่างนั้นหรือ?” อวิ๋นเทียนหลันเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ
“หึๆ ไม่เห็นอยู่ในสายตาจริงๆ นั่นแหละ” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างราบเรียบ
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เพราะเขาตั้งใจจะอวดดีแต่เป็นเพราะหลังจากสำเร็จภารกิจเปลี่ยนอาชีพระดับ 9 ดาวตอนนี้เขามีชุดเซ็ตระดับมหากาพย์ครบชุดสวมใส่อยู่แล้ว
ดังนั้นอุปกรณ์ระดับทองคำมืดเพียงชิ้นเดียวเขาจึงไม่เห็นอยู่ในสายตาจริงๆ
ทว่าคำพูดนี้หากเขาไม่พูดออกมาก็คงไม่เป็นไรแต่พอพูดออกมาแล้ว กลับมีคนทนอยู่เฉยๆ ไม่ได้
“เหอะ ช่างกล้าพูดนะ”
จอมเวทมิติหวังเทียนอีแสดงสีหน้าดูแคลนพลางจ้องมองลู่เซิ่งและเยาะเย้ยอย่างไม่ไว้หน้า “พาลาดินขยะคนหนึ่งถึงกับกล้าบอกว่าไม่เห็นอุปกรณ์ระดับทองคำมืดอยู่ในสายตาต่อให้แกอยากจะโชว์เหนือต่อหน้าสาวๆ แค่ไหน ก็ไม่เห็นต้องฝืนทำขนาดนี้เลยนี่หว่า”
“หวังเทียนอี นายต้องการอะไร?”
เมื่อได้ยินดังนั้นอวิ๋นเทียนหลันพลันขมวดคิ้วมุ่น
“อย่าไปสนใจเขาเลย พวกปลายแถวที่แม้แต่สี่อันดับแรกยังคว้ามาไม่ได้ก็ทำได้แค่ส่งเสียงเห่าหอนด้วยความโกรธแค้นอยู่ที่นี่แหละ” ลู่เซิ่งยิ้มกล่าวโดยที่ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่ได้ปรายตามองหวังเทียนอีเลยแม้แต่น้อย
แต่คำพูดเมื่อครู่ของเขาไม่ต่างอะไรกับการกรีดซ้ำลงบนแผลเป็นของหวังเทียนอีอีกครั้ง
“แก แกหาที่ตาย”
หวังเทียนอีเดือดดาลจนตัวสั่นเทิ้ม
ความจริงตั้งแต่เมื่อครู่ที่เขาต้องทนดูสามผู้ใช้อาชีพขั้นสูงสุดที่มีชื่อเสียงทัดเทียมกับตนได้รับอุปกรณ์ระดับทองคำมืดที่ยอดเยี่ยมและรางวัลเหรียญมังกรจำนวนมหาศาลจิตใจของเขาก็เสียสมดุลไปมากแล้ว
มาตอนนี้ลู่เซิ่งยังมาพูดจาจี้จุดอ่อนของเขาอีก
ในสถานการณ์ที่บีบคั้นหวังเทียนอีเกือบจะระเบิดอารมณ์ออกมาเดี๋ยวนั้น
โชคดีที่แม้จะโกรธแค้นเพียงใดแต่ในใจเขายังมีสติอยู่บ้าง และรู้ว่าที่นี่ไม่สะดวกที่จะลงมือ
ดังนั้นเอง
'ไอ้พาลาดินขยะ แกคอยดูเถอะ รอให้การทดสอบรอบที่สองเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ฉันจะสับแกให้เป็นชิ้นๆ เผาให้เป็นจุณเลย'
หวังเทียนอีคำรามก้องในใจเมื่อมองไปยังลู่เซิ่งอีกครั้งในแววตาของเขาไม่มีความรู้สึกของมนุษย์หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อยมีเพียงจิตสังหารที่ดุร้ายและโหยหาเลือดและความแค้นที่ฝังลึกเข้ากระดูก
“เอาละ ได้เวลาแล้ว”
ในตอนนั้นเองเมื่อเห็นว่าลู่เซิ่งไม่ได้รับอุปกรณ์จากอวิ๋นเทียนหลันหลี่ชิวซานจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก และเมื่อเห็นว่าได้เวลาสมควรแล้วเขาจึงบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้งและประกาศเสียงดังว่า“ผมขอประกาศว่า การสอบระดับชาติรอบที่สอง 'เจนจัดประสบการณ์รบ'เริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้”
สิ้นเสียงประกาศเขาได้สะบัดมือใหญ่อย่างแรง
วูบ...
วินาทีต่อมาพร้อมกับความผันผวนของมิติที่รุนแรง
ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของเหล่าผู้เข้าสอบทางเข้าลึกลับที่ดูราวกับหลุมดำพลันปรากฏขึ้นกลางอากาศบนลานกว้างยอดเขาที่อยู่ไม่ไกล
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จหลี่ชิวซานจึงกล่าวต่อว่า “ลำดับต่อไปขอให้ผู้เข้าสอบทุกท่านเข้าไปใน 'แดนลับป่าร้าง' ที่อยู่ด้านหน้าและสังหารมอนสเตอร์ภายในนั้นให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายในเวลาที่กำหนด”
ถึงตรงนี้เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะเสริมว่า “พึงระวังไว้แม้มอนสเตอร์ในแดนลับป่าร้างจะมีเลเวล 200 ทั้งหมดแต่หากแบ่งตามความแข็งแกร่งของพลังต่อสู้จะสามารถแบ่งออกเป็นห้าระดับที่แตกต่างกัน ได้แก่ มอนสเตอร์ทั่วไปมอนสเตอร์ผู้แข็งแกร่ง มอนสเตอร์ระดับชนชั้นสูง จ่าฝูงมอนสเตอร์' และมอนสเตอร์ระดับบอส“
“ซึ่งการสังหารมอนสเตอร์ต่างระดับกัน คะแนนที่ได้รับก็จะแตกต่างกันไปด้วย”
หลี่ชิวซานกล่าวรายละเอียดออกมา“โดยผู้เข้าสอบที่สังหารมอนสเตอร์ทั่วไปได้หนึ่งตัว จะได้รับ 10คะแนน”
“สังหารมอนสเตอร์ผู้แข็งแกร่งหนึ่งตัว จะได้รับ 50 คะแนน”
“สังหารมอนสเตอร์ระดับชนชั้นสูงหนึ่งตัว จะได้รับ 200 คะแนน”
“สังหารจ่าฝูงมอนสเตอร์หนึ่งตัว จะได้รับ 500 คะแนน”
“สังหารมอนสเตอร์ระดับบอสหนึ่งตัว จะได้รับ 2,500 คะแนน”
“การทดสอบรอบนี้จำกัดเวลาหนึ่งชั่วโมง หลังจากครบหนึ่งชั่วโมงผู้เข้าสอบคนใดที่มีคะแนนต่ำกว่า 300 คะแนนไม่ว่ากรณีใดก็ตาม จะถือว่าถูกคัดออกทันที”
“ไม่เพียงเท่านั้น คะแนนในรอบนี้จะเริ่มมีการสะสมซึ่งจะส่งผลต่อคะแนนสอบระดับชาติในรอบสุดท้าย ยิ่งมีคะแนนสูงโอกาสที่จะถูกเลือกโดยสถาบันฝึกตนก็จะยิ่งมีมากขึ้น ขอให้ทุกคนฉวยโอกาสนี้ไว้ให้ดี”
ทุกถ้อยคำทุกประโยค
ตู้ม...
ในที่สุดลานกว้างยอดเขาที่กว้างขวางก็ระเบิดความวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้ง
“ฟู่ว ในที่สุดก็จะได้ใช้หมัดตัดสินกันสักทีใช่ไหม?”
“ฉันไม่ได้หวังสูงหรอก เดี๋ยวขอแค่ฆ่ามอนสเตอร์ระดับชนชั้นสูงสักสองตัวเอาคะแนนสัก 400 ก็พอ”
“ถุย แกมันก็แค่แม่นปืนทั่วไป ยังคิดจะฆ่ามอนสเตอร์ระดับชนชั้นสูงอีกฉันว่าแกคงเบื่อโลกแล้วมั้ง”
“ด้วยพลังต่อสู้ของฉันสังหารมอนสเตอร์ผู้แข็งแกร่งสักสองสามตัวให้ได้คะแนนเกิน 300 น่าจะไม่ใช่ปัญหา”
“ถ้าฆ่ามอนสเตอร์ระดับบอสได้สักตัวก็คงดีนะ คะแนนตั้ง 2,500 แน่ะ เท่ากับฆ่า มอนสเตอร์ทั่วไปถึง 250 ตัวเลย”
“พูดเป็นเล่นไป มอนสเตอร์ระดับบอสน่ะมันต้องร่วมมือกันเป็นทีมถึงจะฆ่าได้แม้แต่ผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะยังไม่มีทางลุยเดี่ยวได้เลย ยกเว้นแต่ว่า...”
เหล่าผู้เข้าสอบต่างพากันพูดคุยกันไปมาแต่ละคนตื่นเต้นจนตัวสั่นและกำหมัดแน่น
เมื่อเห็นภาพนี้หลี่ชิวซานไม่ได้เข้าไปขัดจังหวะการสนทนาของทุกคนแต่กลับให้เวลาพวกเขาสงบสติอารมณ์และย่อยข้อมูลเหล่านี้อย่างเพียงพอ
จนกระทั่งบนยอดเขากลับมาสงบอีกครั้งหลี่ชิวซานจึงเอ่ยถามเสียงดังว่า “เป็นยังไงบ้างทุกคนเข้าใจกฎกติกาแล้วใช่ไหม?”
“เข้าใจแล้ว”
ทุกคนขานรับพร้อมกันเสียงดังก้อง
“ดีมาก”
หลี่ชิวซานพยักหน้าอย่างพึงพอใจและกล่าวต่อว่า“แต่ก่อนที่การทดสอบจะเริ่มขึ้นผมยังมีเรื่องที่ต้องย้ำเตือนสักหน่อยมอนสเตอร์ในแดนลับป่าร้างเหล่านี้ไม่มีสติปัญญา นั่นหมายความว่าทันทีที่การต่อสู้เริ่มขึ้น มันจะเป็นศึกที่ตัดสินกันด้วยความตายดังนั้นจึงอาจเกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ง่าย หวังว่าทุกคนจะลงมือตามกำลังของตนอย่าได้โลภจนประมาท เข้าใจไหม?”
“เข้าใจครับ/ค่ะ”
ทุกคนตะโกนตอบ
“โอ้ จริงด้วย ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง”
หลี่ชิวซานกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ“การทดสอบครั้งนี้ มอนสเตอร์ชนิดอื่นไม่มีการจำกัดจำนวนเมื่อตายแล้วจะเกิดใหม่ทันที ทว่ามอนสเตอร์ระดับบอสจะมีเพียงสี่ตัวเท่านั้นและเมื่อถูกสังหารแล้วจะไม่เกิดใหม่ดังนั้นหากใครต้องการจะท้าทายมอนสเตอร์ระดับบอส จะต้องรีบลงมือให้ไวอย่าได้พลาดโอกาสทองไปเด็ดขาด”
ฮือฮา...
“อะไรนะ? มีแค่สี่ตัวเหรอ?”
“ดูเหมือนมอนสเตอร์ระดับบอสทั้งสี่ตัวนี้จะถูกเตรียมไว้ให้สี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดโดยเฉพาะสินะ”
“แต่เรื่องแบบนี้เดิมทีก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกเรามากนักหรอกเพราะมอนสเตอร์ระดับบอสน่ะ ผู้ใช้อาชีพทั่วไปไม่มีทางลุยเดี่ยวได้อยู่แล้วในที่นี้ก็มีแค่สี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดเท่านั้นแหละที่จะพอฟัดพอเหวี่ยงกับมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งขนาดนั้นได้”
“ใช่แล้วๆ คนทั่วไปไปท้าทายมอนสเตอร์ระดับบอสมันก็ไม่ต่างอะไรกับการไปหาที่ตายหรอก”
สิ้นคำพูดนี้ลานกว้างยอดเขาที่กว้างขวางก็กลับมาวุ่นวายอีกครั้งราวกับหม้อน้ำเดือด
เหล่าผู้เข้าสอบต่างพากันพูดคุยไปพลางและพากันจ้องมองไปยังสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดที่อยู่กลางลาน
เพราะในการทดสอบรอบที่สองนี้ใครที่มีตาก็พอดูออกว่ามอนสเตอร์ระดับบอสทั้งสี่ตัวนี้ถูกเตรียมไว้ให้สี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดนั่นเอง
“มอนสเตอร์ระดับบอสงั้นเหรอ...”
ในขณะเดียวกันลู่เซิ่งพึมพำเบาๆ แววตาของเขาเป็นประกายวาบขึ้นมา
เมื่อเห็นปฏิกิริยาเช่นนั้นของเขาลั่วเซวียนเซวียนที่อยู่ด้านข้างพลันใจหายวาบ และถามออกไปตามสัญชาตญาณว่า“ลู่เซิ่ง นายคงไม่ได้คิดจะทำอะไรแบบนั้นอีกใช่ไหม...”