ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 5 บทที่ 138 การสอบระดับชาติรอบที่สอง เจนจัดประสบการณ์รบ

            ในตอนนั้นเองอวิ๋นเทียนหลันได้กล่าวขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับชูอาวุธระดับทองคำมืดที่เพิ่งได้รับมาในมือขึ้นพลางยิ้มกล่าวว่า “ถ้าสหายลู่ถูกใจฉันขอยกให้เลยแล้วกัน ยังไงตอนนี้ฉันก็ยังไม่ได้ใช้อยู่แล้ว”

            สิ้นคำพูดนี้ลู่เซิ่งยังไม่ทันจะมีปฏิกิริยาตอบกลับแต่เหล่าผู้เข้าสอบโดยรอบกลับระเบิดเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที

            “อะไรเนี่ย? เมื่อกี้ฉันหูฝาดไปหรือเปล่า?”

            “เซียนกระบี่พเนจรอวิ๋นเทียนหลันถึงกับจะยกอาวุธระดับทองคำมืดของตัวเองให้พาลาดินคนหนึ่งเนี่ยนะ?”

            “ลู่เซิ่งคนนี้มีดีอะไรกันแน่ถึงได้รับความเมตตาจากผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดอย่างอวิ๋นเทียนหลันขนาดนี้?”

            ฝูงชนต่างพากันมองไปที่อวิ๋นเทียนหลันด้วยความประหลาดใจเห็นได้ชัดว่าไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะมีพฤติกรรมที่น่าตกตะลึงเช่นนี้

            “เทียนหลัน ทำอะไรของเธอ?”

            แม้แต่ประธานผู้ตัดสินอย่างหลี่ชิวซานยังนึกไม่ถึง

            แต่ในฐานะผู้ฝึกสอนของสถาบันจิงหลงเมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น แน่นอนว่าเขาไม่อาจปล่อยผ่านไปเฉยๆ ได้จึงเอ่ยปากทัดทานว่า “กระบี่อัสนีสังหารฟ้าเล่มนี้ทางสถาบันจิงหลงของเราสั่งทำขึ้นมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ...”

            เขายังพูดไม่ทันจบก็ถูกอวิ๋นเทียนหลันโบกมือขัดจังหวะ

            “ในเมื่อพวกคุณให้รางวัลอุปกรณ์นี้กับผมแล้วจะจัดการกับมันยังไงก็เป็นเรื่องของผมสิ พวกคุณคงไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่งไม่ใช่เหรอ?”

            “เรื่องนั้นมัน...”

            หลี่ชิวซานชะงักไปทันที

            แต่อวิ๋นเทียนหลันไม่ได้สนใจว่าอีกฝ่ายจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเขาไม่พูดพร่ำทำเพลง เตรียมจะยัด ‘กระบี่อัสนีสังหารฟ้า’ที่ถืออยู่ใส่มือของลู่เซิ่งทันที

            “สหายลู่ รับไปเถอะ”

            “ขอบใจสำหรับน้ำใจของพี่อวิ๋นมาก แต่ผมคงรับไว้ไม่ได้จริงๆ”

            ลู่เซิ่งส่ายหน้าและไม่ได้รับกระบี่ที่ส่งมาให้พร้อมกล่าวอย่างทระนงว่า “แค่อุปกรณ์ระดับทองคำมืดชิ้นเดียวผมไม่เห็นอยู่ในสายตาหรอก”

            “เอ่อ...สหายลู่ถึงกับไม่เห็นอุปกรณ์ระดับทองคำมืดอยู่ในสายตาเลยอย่างนั้นหรือ?” อวิ๋นเทียนหลันเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ

            “หึๆ ไม่เห็นอยู่ในสายตาจริงๆ นั่นแหละ” ลู่เซิ่งกล่าวอย่างราบเรียบ

            แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เพราะเขาตั้งใจจะอวดดีแต่เป็นเพราะหลังจากสำเร็จภารกิจเปลี่ยนอาชีพระดับ 9 ดาวตอนนี้เขามีชุดเซ็ตระดับมหากาพย์ครบชุดสวมใส่อยู่แล้ว

            ดังนั้นอุปกรณ์ระดับทองคำมืดเพียงชิ้นเดียวเขาจึงไม่เห็นอยู่ในสายตาจริงๆ

            ทว่าคำพูดนี้หากเขาไม่พูดออกมาก็คงไม่เป็นไรแต่พอพูดออกมาแล้ว กลับมีคนทนอยู่เฉยๆ ไม่ได้

            “เหอะ ช่างกล้าพูดนะ”

            จอมเวทมิติหวังเทียนอีแสดงสีหน้าดูแคลนพลางจ้องมองลู่เซิ่งและเยาะเย้ยอย่างไม่ไว้หน้า “พาลาดินขยะคนหนึ่งถึงกับกล้าบอกว่าไม่เห็นอุปกรณ์ระดับทองคำมืดอยู่ในสายตาต่อให้แกอยากจะโชว์เหนือต่อหน้าสาวๆ แค่ไหน ก็ไม่เห็นต้องฝืนทำขนาดนี้เลยนี่หว่า”

            “หวังเทียนอี นายต้องการอะไร?”

            เมื่อได้ยินดังนั้นอวิ๋นเทียนหลันพลันขมวดคิ้วมุ่น

            “อย่าไปสนใจเขาเลย พวกปลายแถวที่แม้แต่สี่อันดับแรกยังคว้ามาไม่ได้ก็ทำได้แค่ส่งเสียงเห่าหอนด้วยความโกรธแค้นอยู่ที่นี่แหละ” ลู่เซิ่งยิ้มกล่าวโดยที่ตั้งแต่ต้นจนจบเขาไม่ได้ปรายตามองหวังเทียนอีเลยแม้แต่น้อย

            แต่คำพูดเมื่อครู่ของเขาไม่ต่างอะไรกับการกรีดซ้ำลงบนแผลเป็นของหวังเทียนอีอีกครั้ง

            “แก แกหาที่ตาย”

            หวังเทียนอีเดือดดาลจนตัวสั่นเทิ้ม

            ความจริงตั้งแต่เมื่อครู่ที่เขาต้องทนดูสามผู้ใช้อาชีพขั้นสูงสุดที่มีชื่อเสียงทัดเทียมกับตนได้รับอุปกรณ์ระดับทองคำมืดที่ยอดเยี่ยมและรางวัลเหรียญมังกรจำนวนมหาศาลจิตใจของเขาก็เสียสมดุลไปมากแล้ว

            มาตอนนี้ลู่เซิ่งยังมาพูดจาจี้จุดอ่อนของเขาอีก

            ในสถานการณ์ที่บีบคั้นหวังเทียนอีเกือบจะระเบิดอารมณ์ออกมาเดี๋ยวนั้น

            โชคดีที่แม้จะโกรธแค้นเพียงใดแต่ในใจเขายังมีสติอยู่บ้าง และรู้ว่าที่นี่ไม่สะดวกที่จะลงมือ

            ดังนั้นเอง

            'ไอ้พาลาดินขยะ แกคอยดูเถอะ รอให้การทดสอบรอบที่สองเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ฉันจะสับแกให้เป็นชิ้นๆ เผาให้เป็นจุณเลย'

            หวังเทียนอีคำรามก้องในใจเมื่อมองไปยังลู่เซิ่งอีกครั้งในแววตาของเขาไม่มีความรู้สึกของมนุษย์หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อยมีเพียงจิตสังหารที่ดุร้ายและโหยหาเลือดและความแค้นที่ฝังลึกเข้ากระดูก

            “เอาละ ได้เวลาแล้ว”

            ในตอนนั้นเองเมื่อเห็นว่าลู่เซิ่งไม่ได้รับอุปกรณ์จากอวิ๋นเทียนหลันหลี่ชิวซานจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก และเมื่อเห็นว่าได้เวลาสมควรแล้วเขาจึงบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้งและประกาศเสียงดังว่า“ผมขอประกาศว่า การสอบระดับชาติรอบที่สอง 'เจนจัดประสบการณ์รบ'เริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้”

            สิ้นเสียงประกาศเขาได้สะบัดมือใหญ่อย่างแรง

            วูบ...

            วินาทีต่อมาพร้อมกับความผันผวนของมิติที่รุนแรง

            ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของเหล่าผู้เข้าสอบทางเข้าลึกลับที่ดูราวกับหลุมดำพลันปรากฏขึ้นกลางอากาศบนลานกว้างยอดเขาที่อยู่ไม่ไกล

            หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จหลี่ชิวซานจึงกล่าวต่อว่า “ลำดับต่อไปขอให้ผู้เข้าสอบทุกท่านเข้าไปใน 'แดนลับป่าร้าง' ที่อยู่ด้านหน้าและสังหารมอนสเตอร์ภายในนั้นให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายในเวลาที่กำหนด”

            ถึงตรงนี้เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะเสริมว่า “พึงระวังไว้แม้มอนสเตอร์ในแดนลับป่าร้างจะมีเลเวล 200 ทั้งหมดแต่หากแบ่งตามความแข็งแกร่งของพลังต่อสู้จะสามารถแบ่งออกเป็นห้าระดับที่แตกต่างกัน ได้แก่ มอนสเตอร์ทั่วไปมอนสเตอร์ผู้แข็งแกร่ง มอนสเตอร์ระดับชนชั้นสูง จ่าฝูงมอนสเตอร์' และมอนสเตอร์ระดับบอส“

            “ซึ่งการสังหารมอนสเตอร์ต่างระดับกัน คะแนนที่ได้รับก็จะแตกต่างกันไปด้วย”

            หลี่ชิวซานกล่าวรายละเอียดออกมา“โดยผู้เข้าสอบที่สังหารมอนสเตอร์ทั่วไปได้หนึ่งตัว จะได้รับ 10คะแนน”

            “สังหารมอนสเตอร์ผู้แข็งแกร่งหนึ่งตัว จะได้รับ 50 คะแนน”

            “สังหารมอนสเตอร์ระดับชนชั้นสูงหนึ่งตัว จะได้รับ 200 คะแนน”

            “สังหารจ่าฝูงมอนสเตอร์หนึ่งตัว จะได้รับ 500 คะแนน”

            “สังหารมอนสเตอร์ระดับบอสหนึ่งตัว จะได้รับ 2,500 คะแนน”

            “การทดสอบรอบนี้จำกัดเวลาหนึ่งชั่วโมง หลังจากครบหนึ่งชั่วโมงผู้เข้าสอบคนใดที่มีคะแนนต่ำกว่า 300 คะแนนไม่ว่ากรณีใดก็ตาม จะถือว่าถูกคัดออกทันที”

            “ไม่เพียงเท่านั้น คะแนนในรอบนี้จะเริ่มมีการสะสมซึ่งจะส่งผลต่อคะแนนสอบระดับชาติในรอบสุดท้าย ยิ่งมีคะแนนสูงโอกาสที่จะถูกเลือกโดยสถาบันฝึกตนก็จะยิ่งมีมากขึ้น ขอให้ทุกคนฉวยโอกาสนี้ไว้ให้ดี”

            ทุกถ้อยคำทุกประโยค

            ตู้ม...

            ในที่สุดลานกว้างยอดเขาที่กว้างขวางก็ระเบิดความวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้ง

            “ฟู่ว ในที่สุดก็จะได้ใช้หมัดตัดสินกันสักทีใช่ไหม?”

            “ฉันไม่ได้หวังสูงหรอก เดี๋ยวขอแค่ฆ่ามอนสเตอร์ระดับชนชั้นสูงสักสองตัวเอาคะแนนสัก 400 ก็พอ”

            “ถุย แกมันก็แค่แม่นปืนทั่วไป ยังคิดจะฆ่ามอนสเตอร์ระดับชนชั้นสูงอีกฉันว่าแกคงเบื่อโลกแล้วมั้ง”

            “ด้วยพลังต่อสู้ของฉันสังหารมอนสเตอร์ผู้แข็งแกร่งสักสองสามตัวให้ได้คะแนนเกิน 300 น่าจะไม่ใช่ปัญหา”

            “ถ้าฆ่ามอนสเตอร์ระดับบอสได้สักตัวก็คงดีนะ คะแนนตั้ง 2,500 แน่ะ เท่ากับฆ่า มอนสเตอร์ทั่วไปถึง 250 ตัวเลย”

            “พูดเป็นเล่นไป มอนสเตอร์ระดับบอสน่ะมันต้องร่วมมือกันเป็นทีมถึงจะฆ่าได้แม้แต่ผู้ใช้อาชีพระดับอัจฉริยะยังไม่มีทางลุยเดี่ยวได้เลย ยกเว้นแต่ว่า...”

            เหล่าผู้เข้าสอบต่างพากันพูดคุยกันไปมาแต่ละคนตื่นเต้นจนตัวสั่นและกำหมัดแน่น

            เมื่อเห็นภาพนี้หลี่ชิวซานไม่ได้เข้าไปขัดจังหวะการสนทนาของทุกคนแต่กลับให้เวลาพวกเขาสงบสติอารมณ์และย่อยข้อมูลเหล่านี้อย่างเพียงพอ

            จนกระทั่งบนยอดเขากลับมาสงบอีกครั้งหลี่ชิวซานจึงเอ่ยถามเสียงดังว่า “เป็นยังไงบ้างทุกคนเข้าใจกฎกติกาแล้วใช่ไหม?”

            “เข้าใจแล้ว”

            ทุกคนขานรับพร้อมกันเสียงดังก้อง

            “ดีมาก”

            หลี่ชิวซานพยักหน้าอย่างพึงพอใจและกล่าวต่อว่า“แต่ก่อนที่การทดสอบจะเริ่มขึ้นผมยังมีเรื่องที่ต้องย้ำเตือนสักหน่อยมอนสเตอร์ในแดนลับป่าร้างเหล่านี้ไม่มีสติปัญญา นั่นหมายความว่าทันทีที่การต่อสู้เริ่มขึ้น มันจะเป็นศึกที่ตัดสินกันด้วยความตายดังนั้นจึงอาจเกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ง่าย หวังว่าทุกคนจะลงมือตามกำลังของตนอย่าได้โลภจนประมาท เข้าใจไหม?”

            “เข้าใจครับ/ค่ะ”

            ทุกคนตะโกนตอบ

            “โอ้ จริงด้วย ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง”

            หลี่ชิวซานกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ“การทดสอบครั้งนี้ มอนสเตอร์ชนิดอื่นไม่มีการจำกัดจำนวนเมื่อตายแล้วจะเกิดใหม่ทันที ทว่ามอนสเตอร์ระดับบอสจะมีเพียงสี่ตัวเท่านั้นและเมื่อถูกสังหารแล้วจะไม่เกิดใหม่ดังนั้นหากใครต้องการจะท้าทายมอนสเตอร์ระดับบอส จะต้องรีบลงมือให้ไวอย่าได้พลาดโอกาสทองไปเด็ดขาด”

            ฮือฮา...

            “อะไรนะ? มีแค่สี่ตัวเหรอ?”

            “ดูเหมือนมอนสเตอร์ระดับบอสทั้งสี่ตัวนี้จะถูกเตรียมไว้ให้สี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดโดยเฉพาะสินะ”

            “แต่เรื่องแบบนี้เดิมทีก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกเรามากนักหรอกเพราะมอนสเตอร์ระดับบอสน่ะ ผู้ใช้อาชีพทั่วไปไม่มีทางลุยเดี่ยวได้อยู่แล้วในที่นี้ก็มีแค่สี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดเท่านั้นแหละที่จะพอฟัดพอเหวี่ยงกับมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งขนาดนั้นได้”

            “ใช่แล้วๆ คนทั่วไปไปท้าทายมอนสเตอร์ระดับบอสมันก็ไม่ต่างอะไรกับการไปหาที่ตายหรอก”

            สิ้นคำพูดนี้ลานกว้างยอดเขาที่กว้างขวางก็กลับมาวุ่นวายอีกครั้งราวกับหม้อน้ำเดือด

            เหล่าผู้เข้าสอบต่างพากันพูดคุยไปพลางและพากันจ้องมองไปยังสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดที่อยู่กลางลาน

            เพราะในการทดสอบรอบที่สองนี้ใครที่มีตาก็พอดูออกว่ามอนสเตอร์ระดับบอสทั้งสี่ตัวนี้ถูกเตรียมไว้ให้สี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดนั่นเอง

            “มอนสเตอร์ระดับบอสงั้นเหรอ...”

            ในขณะเดียวกันลู่เซิ่งพึมพำเบาๆ แววตาของเขาเป็นประกายวาบขึ้นมา

            เมื่อเห็นปฏิกิริยาเช่นนั้นของเขาลั่วเซวียนเซวียนที่อยู่ด้านข้างพลันใจหายวาบ และถามออกไปตามสัญชาตญาณว่า“ลู่เซิ่ง นายคงไม่ได้คิดจะทำอะไรแบบนั้นอีกใช่ไหม...”

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน