ได้โปรดอย่าเอ่ยว่าท่านเกลียดข้า

    บทที่ 34 มารสวรรค์และโลกคู่ขนาน

    บทที่34

    มารสวรรค์และโลกคู่ขนาน

             

            ทิวทัศน์รอบด้านมีแต่ทุ่งเกษตรที่กำลังเก็บเกี่ยวฉันนั่งหลับมาตลอดทาง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง รอบข้างก็กลายเป็นตึกรามบ้านช่องมีผู้คนมากมายจนความรู้สึกทะลักเข้ามาในร่าง ทำเอาแทบสำลัก

            หลังรถวิ่งจนพ้นเมือง หนิงหลงเข้าไปสอบถามข่าวสารจากคนในจุดพักรถระหว่างนั้นคุเรไนยืนประกบฉันเหมือนบอดี้การ์ด

            เขาเงียบมาตลอดทาง ยิ่งใกล้ตัวเมืองเทียนเฉวียนเขายิ่งดูหมองหม่น ชายหนุ่มถอนหายใจยาว หยิบขนมปังแข็งๆ จากในอกเสื้อมากัดดังกร้วม

            “...แม่นางไม่ต้องทำหน้าเป็นห่วงข้าขนาดนั้นเลย”

            “...” ฉันลูบแก้มตัวเองสงสัยว่าทำหน้าแบบไหนอยู่

            “ไหนๆ ก็มีเวลาว่างยืนคุยกันสบายๆ โดยเรียวไม่อยู่แล้วข้าจะตอบคำถามที่แม่นางสงสัยให้เอง ดีไหม?” ชายหนุ่มเสนอ

            “สงสัยเรื่องรั่วหลาน” ฉันเขียนพัด

            ชายหนุ่มเก็บขนมปัง

            “ข้าบอกแม่นางไปหมดแล้ว...หรือแม่นางมีเหตุผลอะไรอีกที่อยากถามเรื่องนี้?”

            “ทางโทโคโยะพูดถึงสงครามเหยากวงไว้ยังไงบ้างคะ?”

            คุเรไนคงจะสงสัยว่าเรื่องรั่วหลานกระโดดไปเรื่องสงครามเหยากวงได้ยังไงฉันไม่สะดวกจะอธิบายและเขาก็ไม่ถาม แค่ยกมือแตะคางก่อนจะพูดว่า

            “เท่าที่เปรียบเทียบกับบันทึกฝั่งซิงกวน...ก็ต่างฝ่ายต่างป้ายสีกันไปมาเพื่อให้ตัวเองดูดีเพราะต่างคนก็เป็นเหตุให้แคว้นทั้งแคว้นจมหายลงทะเล ผู้คนตายไม่รู้กี่พันแต่ข้าขอยอมรับเรื่องหนึ่งว่า โทโคโยะไม่สมควรริเริ่มการใช้เวทระเบิดมนุษย์เลย” ชายหนุ่มถอนหายใจ“โทโคโยะเป็นประเทศเกาะจึงมีทรัพยากรจำกัดผู้ที่ถูกส่งไปเป็นเครื่องสังเวย...คือหญิงหม้ายและคนชรา เป็นการกระทำอันโหดร้าย”

            ฉันเห็นด้วย...

            “เคยสงสัยไหมคะว่าคนที่ระเบิดตัวเองหายไปไหน?”

            เป็นประโยคฟังดูแล้งน้ำใจคุเรไนเลิกคิ้ว

            “หายไปไหน? ก็ไปปรโลกสิแม่นาง”

            “เวทมนตร์พวกนั้นพอกับการเปิดประตูมิติไหมคะ?”

            “เปิด...เวทย้ายมิติ...”คุเรไนขมวดคิ้ว “ข้าไม่รู้เรื่องคาถาระเบิดตัวเองละเอียดนักเพราะเป็นความรู้ต้องห้ามมีเพียงสามสี่คนจากทั้งโทโคโยะที่ยังรู้วิธีใช้มัน และข้าไม่แน่ใจว่าเวทที่อยู่ในร่างของคนคนเดียวจะ...เดี๋ยวก่อนนะ เวทย้ายมิติ...”

            คุเรไนพึมพำอีกหลายคำ

            “ใช้พลังเวทจากคนสองคนขึ้นไปบวกกับพลังเวทในธรรมชาติ หากมีรอยแยกอยู่แล้วยิ่งง่ายดายต่อการเปิด ราชวงศ์ของเหยากวงต้องใช้ปริมาณพลังเวทมหาศาลเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อผู้ร่ายเวทและเป็นการเปิดรอยแยกใหม่...”ชายหนุ่มพูดเร็วจนฟังแทบไม่ทัน เหมือนกำลังท่องบทจากหนังสือเรียน“ใช้พลังเวทจากคนสองคนเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อผู้ร่ายเวท...แต่ถ้าระเบิดพลังทั้งหมดออกมาคนเดียว... เดี๋ยวสิ แล้วเรื่องวงเวท คาถาเป้าหมาย...”

            “...?” ฉันตามเขาไม่ทัน เขาดูเหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังไตร่ตรองผลการทดลองของตน

            “ว่าแต่ทำไมแม่นางถึงคิดอย่างนั้น?”เขาหยุดพึมพำและหันมาถาม

            ฉันอึกอัก จะบอกว่าฉันยังสงสัยเรื่องคาถาเรียกกลับจากต่างโลกซึ่งอยู่ในลิ้นชักห้องทำงานของหนิงหลงอยู่ก็ไม่ได้ฉันไม่รู้ว่าสรุปมันไม่ใช่ของเขาหรือเขาแค่ไม่อยากให้ฉันรู้ว่ามีมันอยู่...

            ลายมือที่กำกับในหนังสือเล่มนั้นใช่ลายมือของเขาหรือเปล่าหรือเป็นของเจ้าของหนังสือคนก่อนหน้าซึ่งทำให้ฉันคิดมากไปเอง?

            “หรือแม่นางมีเหตุผลบางอย่างจึงคิดว่ารั่วหลานไปอยู่โลกอีกฝั่งหนึ่ง?” คุเรไนถามต่อฉันแปลกใจที่เขาปะติดปะต่อความคิดสับสนวุ่นวายของฉันได้

            “ที่โลกของข้ามีประเทศที่คล้ายซิงกวนกับโทโคโยะ”ฉันเขียนตอบ “เลยสงสัยว่า ถ้ามีประเทศที่เหมือนกันจะมีคนที่เหมือนกันด้วยหรือเปล่า”

            “เหมือนโลกคู่ขนาน... อืม...เป็นความคิดที่น่าสนใจดีนะ ตัวข้าเองในโลกคู่ขนาน...” เขาหยิบขนมปังออกมากัดอีกคำพอกลืนแล้วจึงพูดต่อ “แม่นางสงสัยว่ารั่วหลานคนนี้จะมีร่างคู่ขนานอยู่ที่อีกโลกหรือสงสัยว่าจิตของนางอาจหลุดไปที่อีกโลกจากผลพวงของการตายของนาง?”

            “ข้าสงสัยว่าตัวเองคือรั่วหลานค่ะ”

            คุเรไนจ้องฉันตาโต

            “...เพราะอะไร...?” เขาถามเสียงเบา

            “ถึงนิสัยไม่เหมือน แต่ข้าหน้าเหมือนรั่วหลาน”ฉันเขียนไปก็มองซ้ายมองขวาให้แน่ใจว่าหนิงหลงยังไม่ออกมา

            “ระหว่างเดินทางมานี่แม่นางนั่งคิดเรื่องพวกนี้อยู่หรือ?”

            ฉันพยักหน้ารับ

            “หยุดคิดไม่ได้ค่ะ” ฉันแบมือมองฝ่ามือที่เมื่อคืนนี้กำหินที่หนิงหลงให้มา ยังมีรอยสีแดงจางๆหลงเหลืออยู่จากการที่ฉันกำมันแน่นทั้งคืน

            ระหว่างหลับ ความคิดความรู้สึกของเขาที่มีต่อรั่วหลานและมีต่อฉันซึมเข้ามาในร่างหรือเปล่าฉันจึงได้คิดไม่ตกเช่นนี้?

            “...หากรู้จักกับเรียวจะพบว่าเขาเป็นคนน่ารักน่าคบหาแต่แม้ข้าจะเป็นเพื่อนกับเขาเมื่อสมัยเด็ก บัดนี้เราห่างกันไปนานจนบางที ข้าก็ไม่เข้าใจว่าในสมองหยักๆของเขามีความคิดอะไรวนเวียนอยู่บ้าง” คุเรไนถอนหายใจ“แม่นาง...สมมุติการที่แม่นางอยู่ที่นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือปรากฏการณ์ประหลาดแม่นางจะรู้สึกเช่นไรหรือ?”

            ฉันเองก็เคยคิดเหมือนกัน แต่...

            “ไม่รู้ค่ะแค่รู้สึกดีใจที่ได้มาที่นี่”

            “นั่นคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”ชายหนุ่มส่งยิ้มให้ ประจวบกับที่หนิงหลงเดินออกมา เขาจึงหันไปพูดกับเพื่อน“นานจริง เจ้าโดนแม่เฒ่าเจ้าของร้านเบ็ดเตล็ดเกี้ยวพาราสีแล้วหรือไร?”

            “นางเล่าเรื่องอสูรที่บำเพ็ญตบะสำเร็จถึงขั้นมารสวรรค์ข้าบอกนางว่าอสูรหมดสิ้นไปจากโลกนี้แล้ว นางไม่ยอมเชื่อ” เขาพูด

            “คราวหลังพอเจอแบบนี้เจ้าแค่พยักหน้าเออออตามนางไปก็พอ ไม่ต้องไปแก้ไขความเข้าใจผิดของนาง”คุเรไนตบหลังเพื่อนดังป้าบ

            “แต่...”

            “เอาเถอะ! การรู้เรื่องนั้นไม่ได้ทำให้ชีวิตนางดีขึ้นหรอก”

            “...ถูกของเจ้า บางทีไม่รู้ความจริงอาจจะดีกว่า”ชายหนุ่มปรายตามาทางฉัน ก่อนจะหันกลับไปมองหนุ่มต่างแดน“ทว่าเหตุใดนางจึงเล่าว่าบำเพ็ญตบะสำเร็จเมื่อเร็วๆ นี้ข้าสงสัยว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นจึงเป็นต้นตอของข่าวลือ”

            “ข้าได้ข่าวว่าจะมีการผลัดแผ่นดินมารสวรรค์ที่ว่าคงหมายถึงใครก็ตามที่จะขึ้นเป็นโอรสสวรรค์ต่อ”

            หนิงหลงพยักหน้าก่อนจะหันมาเรียกฉันให้ขึ้นรถ

            พอพูดถึงนิยายจีนโบราณแล้วก็ต้องนึกถึงบำเพ็ญตบะเป็นเทพเซียนบรรลุขั้นโน้นขั้นนี้ แต่พอฉันมาถึงกลับได้ยินแต่เรื่องเวทมนตร์อย่างโน้นคาถาอย่างนี้ตอนนี้ฉันได้รู้แล้วว่าท่าทางเรื่องการบำเพ็ญตบะจะเคยมี...แต่ตอนนี้สูญหายไปหมดแล้ว

            “มารสวรรค์ไม่ดีเหรอคะ?” ฉันถามเมื่อเราขึ้นรถ

            “ข้าเองไม่ค่อยเข้าใจ เจ้าอธิบายสิ”คุเรไนโยนให้เพื่อน

            “ข้าเพียงรู้ว่านานมาแล้วเคยมีอยู่และปัจจุบันถ้าไม่สาบสูญก็ตัดขาดจากทางโลกไปแล้วเป็นมารซึ่งบำเพ็ญตนจนมีศักดิ์สูงพอจะสามารถเดินทางไปยังสวรรค์ได้แต่เท่าที่เคยอ่านมาก็ไม่มีความขัดแย้งใดเกิดขึ้นมารสวรรค์บางตนเคยทำหน้าที่เป็นแม่ทัพต่อสู้เพื่อปกป้องสวรรค์ด้วย” หนิงหลงอธิบาย“แต่มายุคนี้ แม้มารสวรรค์จะเคยมีอยู่ ผู้คนล้วนถือว่าเป็นเพียงเทพนิยาย”

            “เราอาศัยอยู่ในยุคที่มนุษย์คงอยู่โดยไม่มีเทพมานานแสนนานเพราะฉะนั้นการที่มนุษย์จะปฏิเสธการมีตัวตนของสิ่งที่ไม่เคยเห็นจึงเป็นเรื่องช่วยไม่ได้”คุเรไนกล่าว

             

             

            ในเวลาเย็นเรามาถึงตัวเมืองเทียนเฉวียน เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนให้บรรยากาศขลังเหมือนเมืองเก่า มีตึกไม้สูงสี่ห้าชั้นให้เห็นริมทางมากมายบางแห่งเป็นร้านขายของหรือร้านอาหาร บางแห่งเป็นโรงแรม

            ถนนในเมืองกว้างพอๆ กับถนนสี่เลนเราจึงวิ่งผ่านไปโดยไม่ติดขัด มาถึงที่พักในเวลาเย็น หลังเปลี่ยนเสื้อผ้า พวกเราออกไปเดินข้างนอก

            “นั่นคือตึกของสมาคมการค้าเทียนเฉวียน”คุเรไนชี้ตึกสามชั้นใหญ่โตโอ่อ่า ทาสีแดงสดใส ไฟด้านในยังสว่างอยู่มองเห็นคนเดินไปมาผ่านหน้าต่างไม้ฉลุหน้าต่างบางบานมีกระดาษขาวขุ่นปิดทับมองไม่เห็นข้างใน

            ด้านหน้าเป็นลานกว้างปูด้วยกระเบื้องหินสะอาดเอี่ยมมีผู้คนกำลังเดินจับจ่ายตามร้านแผงลอยที่ตั้งอยู่ในลาน ผู้คนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าราคาแพง

            เราเดินต่อไป ผู้คนเดินกันขวักไขว่มีตั้งแต่คนรวยจนถึงขอทาน ถ้าให้เปรียบก็คงเหมือนแถวๆ สยาม

            จากนั้นเดินมาอีกถนนบรรยากาศก็เปลี่ยนไป เราผ่านร้านท่าทางมีราคามากมาย นึกถึงย่านคนรวยเมืองนอกที่มีร้านแบรนด์เนมเปิดเรียงกันมีร้านอาหารที่มีสวนญี่ปุ่นอยู่ด้านหน้า และข้างกันนั้นคืออาคารล้อมรั้วไม้สูง

            คุเรไนหยุดยืนครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า

            “นี่คือสถานทูตโทโคโยะ ตอนนี้เข้าไปไม่ได้ข้างในไม่ค่อยมีอะไรให้ดู เป็นลานโล่งๆ มีสนามหญ้าเล็กน้อยพอเป็นพิธี อาคารเรียบๆเน้นใช้งาน ช่วงนี้ข้ามาคุยกระชับความสัมพันธ์ทำข้อตกลงเรื่องแลกเปลี่ยนนักเรียนในสถาบันเตรียมทหารของทั้งสองแคว้นคาดไม่ถึงว่าพอย้อนกลับมาอีกที ข้าต้องสืบว่าใครที่อยากทำสงครามทำลายสิ่งที่ข้าและสหายเพียรพยายามกระทำมาทั้งหมด”

            “เจ้ารายงานโทโคโยะไปว่าอะไร?”

            “ข้ารายงานว่ายังติดภารกิจโทโคโยะมีทูตประจำที่นี่หลายคน ข้าหายไปสักคนไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่” เขาหัวเราะ

            “...เจ้าทำแบบนั้นไม่ได้ไม่มีความเป็นมืออาชีพ”

            “เจ้าสอนข้ารึ?”

            “ข้าแค่พูด”

            สองหนุ่มเดินคุยกันไปโดยเอาฉันมาคั่นกลางเป็นกันชน