หลังจากที่หนานหมิงและหนิงขวงวางแผนดักพวกแมลงเม่าโลภมากแล้ว แค่สองวันต่อมาแผนการณ์นี้ก็กระจายไปอย่างรวดเร็ว
หนานหมิงได้ส่งเซียนแท้จำนวนมากไปยังโลกที่บุกรุกโลกเทียนจวินรวมไปถึงโลกที่อยู่ใกล้เคียงด้วย
สำหรับโลกห้าแห่งที่ส่งคนมาบุกโลกเทียนจวิน พวกเขาก็รับรู้ได้ตั้งแต่ที่เซียนแท้ของพวกเขาเสียชีวิตแล้ว ทำให้โลกเหล่านั้นส่งเซียนที่แข็งแกร่งกว่ามาตรวจสอบเหตุผลการเสียชีวิตของเซียนเหล่านั้นอย่างจริงจังและต้องการสืบหาว่าใครเป็นฆาตกร
แต่เมื่อโลกเหล่านั้นได้ยินข่าวเรื่องนี้ก็ทำให้พวกเขารู้ได้ทันทีว่าฆาตกรคือใคร ทำให้เรื่องนี้พวกเขาโกรธอย่างมากจึงส่งคนไปแก้แค้นทันที
ส่วนโลกอื่นๆที่เพิ่งรู้ข่าวก็ทำให้พวกเขารู้สึกประหลาดใจและตื่นเต้นขึ้นมา เพราะสมบัติที่ทำให้แข็งแกร่งขึ้นในเวลาไม่นานนับว่าเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกเซียนทุกๆคนต้องการ
เพียงแต่ข่าวที่ถูกกระจายออกไปบอกเพียงว่าโลกเทียนจวินโลกที่เพิ่งเปิดเส้นทางเซียนมีสมบัติลึกลับบางอย่างที่ช่วยเพิ่มพลังเซียนได้อย่างมหาศาล ทำให้โลกที่เพิ่งจะถือกำเนิดเส้นทางเซียนมีเซียนแท้ขั้นปลายและขั้นสูงอยู่เป็นจำนวนมาก
ด้วยเหตุนี้ทำให้เซียนแท้ขั้นสมบูรณ์และเซียนปฐพีที่ได้รับข่าวพวกเขาก็มุ่งหน้ามายังโลกเทียนจวินด้วยความโลภและครอบครองสมบัติชิ้นนั้นเป็นของตัวเอง
ซึ่งเซียนเหล่านั้นไม่ได้สงสัยเลยว่านี้เป็นกับดักที่ถูกวางแผนเอาไว้อย่างดี
ทางฝั่งของหนิงขวงเขาก็ได้แจ้งเซียนทั้งหมดของตระกูลหนานให้เตรียมตัวรับมือกับพวกเซียนทั้งหลายที่กำลังมุ่งหน้ามายังโลกของพวกเขา
ถึงอย่างไรโลกเทียนจวินก็มีขนาดใหญ่ทำให้การป้องกันเซียนทั้งหมดก็คงทำได้ยากเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นหนิงขวงก็มั่นใจว่าพวกเขาจะทำสำเร็จ เพราะต้องไม่ลืมว่าพลังของเซียนแท้หรือระดับที่สูงกว่านั้นแข็งแกร่งมาก อย่างเซียนปฐพีขั้นต้นก็สามารถพลังของพวกเขาครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่เกือบทั้งโลกแล้ว เพราะฉะนั้นการส่งเซียนปฐพีไปสักสองถึงสามคนก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่าเซียนคนไหนกำลังบุกโลกของพวกเขา
แต่ถ้าหากเซียนที่บุกโลกเป็นยอดฝีมือขั้นที่สูงกว่าเซียนปฐพีหรือก็คือขั้นเซียนนภา เซียนปฐพีที่ดูแลโลกอยู่ก็คงไม่สามารถตรวจจับได้เป็นแน่ แต่นั้นก็เป็นเพียงแค่เซียนปฐพี เพราะหนิงขวงได้ให้เซียนนภาของตระกูลหนานตรวจสอบอยู่ตลอดเวลาเพื่อปกป้องไม่ให้มีคนบุกรุกเข้ามาในโลกเทียนจวิน
ในระหว่างที่กำลังรอให้พวกเซียนต่างๆมุ่งหน้ามายังโลกเทียนจวิน
หนานหมิงและคนอื่นๆก็ใช้ชีวิตกันอย่างปกติ เพียงแค่รอให้พวกเซียนเหล่านั้นบุกมาที่โลกของพวกเขา
ณ หุบเขาเทียนจวิน
ภายในถ้ำที่อยู่อาศัยของเนี่ยหงอี
หนานหมิงและเนี่ยหงอีกำลังพูดคุยกันถึงเรื่องแผนล่อแมลงเม่ามาที่โลกเทียนจวิน
เมื่อเนี่ยหงอีได้ยินนางถึงกับนิ่งอึ้งและไม่คิดว่าหนานหมิงจะใช้เรื่องพวกนี้หลอกล่อให้เซียนแท้และเซียนปฐพีบุกมายังโลก
“ ข้าต้องการให้เจ้าจัดการกับพวกที่ทำลายเส้นทางเซียนของพวกเราเป็นหลัก ” เนี่ยหงอีกล่าวด้วยท่าทีเย็นชาและจริงจัง
หนานหมิงพยักหน้าและกล่าวว่า “ ความแค้นของท่านข้าเป็นคนจัดการให้เองท่านไม่ต้องเป็นห่วง ”
เนี่ยหงอียิ้มอย่างพึงพอใจและกล่าวว่า “ แล้วเจ้ามั่นใจในแผนนี้มากน้อยแค่ไหน? ”
“ ถ้าหากจะให้กล่าวก็ร้อยเต็มสิบส่วน ” หนาหนมิงยิ้มพร้อมกับดื่มชาไปด้วย
เนี่ยหงอีกลอกตาเบาๆก่อนที่จะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ เช่นนั้นข้าต้องฝากความหวังไว้กับเจ้าแล้ว ความหวังในการล้างแค้นพวกสารเลวที่ทำให้เส้นเซียนของพวกเราถูกทำลายลงไป! ”
หนานหมิงครุ่นคิดเล็กน้อยและส่ายหน้าเบาๆและกล่าวว่า “ เพียงแต่ข้าคิดว่าต้องการให้พวกมันรับใช้พวกเราน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด อย่างน้อยๆการทำลายเส้นทางเซียนของพวกเขาถือว่าเป็นการกระทำที่โหดร้ายเกินไป ”
เนี่ยหงอีส่ายหน้าและกล่าวว่า “ เจ้าจะต้องนำส่วนหนึ่งของชีพจรโลกของพวกมันมาเพิ่มพลังให้กับโลกของเรา เพราะนั้นคือวิธีการที่จะทำให้ชีพจรโลกของเราแข็งแกร่งและพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งชีพจรโลกที่พวกเรานำมาเพิ่มให้กับชีพจรโลกของเราแข็งแกร่งและทรงพลังมากแค่ไหน ชีพจรโลกของเราก็จะเติบโตได้เร็วมากยิ่งขึ้น ถึงตอนนั้นเซียนปฐพีหรือเซียนนภาก็คงมีมากมายดั่งหมู่เมฆา ”
หนานหมิงเองก็เห็นด้วย เพราะการพัฒนาชีพจรโลกถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ เพราะยิ่งโลกแข็งแกร่งมากแค่ไหน ตัวละครที่เขาอัญเชิญมาก็จะยิ่งแสดงฝีมือได้มากขึ้น
อย่างเช่นถ้าหากโลกของเขาสามารถรองรับพลังของเซียนนภาหรือเซียนทองคำได้ เขาก็สามารถทำให้เซียนของพวกเขาพัฒนาได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น เพราะการรองรับพลังของเซียนนภาหรือเซียนทองคำได้ก็จะแสดงให้เห็นว่าเซียนคนอื่นๆก็จะไปถึงระดับนั้นได้เช่นกันเพียงแต่ต้องใช้เวลายาวนานสักหน่อย
“ สำหรับการชิงพลังชีพจรโลกใบอื่นข้าได้คิดเอาไว้หมดแล้ว เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องเป็นกังวล ” หนานหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ
เนี่ยหงอีพยักหน้าและมั่นใจในแผนของหนานหมิงเพราะนางรู้แค่ว่าหนานหมิงมีเซียนอยู่ภายใต้การปกครองเป็นจำนวนมาก แถมในบรรดาเซียนเหล่านั้นก็ม่ีเซียนปฐพีอยู่หลายคน
นางเชื่อว่าอีกไม่นานโลกที่นางคอยปกป้องจะกลายเป็นโลกที่แข็งแกร่งกว่าเดิม และในอนาคตเซียนแท้ก็อาจจะไม่ใช่จุดสูงสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น
‘ ข้าก็หวังให้เป็นแบบนั้น ’ เนี่ยหงอีมองไปยังหนานหมิงด้วยแววตาเคารพมากขึ้น
พริบตาเดียวก็ผ่านไปครึ่งเดือน
ในที่สุดหนานหมิงก็ได้รับข่าวจากหนิงขวงว่าตอนนี้เซียนจำนวนมากกำลังมุ่งหน้ามายังโลกเทียนจวิน แถมในบรรดาเซียนเหล่านั้นมีเซียนปฐพีขั้นต้นอยู่ถึงสิบสามคนและมีเซียนปฐพีขั้นกลางมากถึงสี่คนด้วยกัน
สำหรับเซียนแท้ที่มุ่งหน้ามาที่โลกเทียนจวินก็ไม่ต่ำกว่าสองร้อยคน ซึ่งจำนวนนี้นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะสิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขามุ่งมาที่นี้ก็เพราะความโลภในสมบัติ
หนานหมิงปิดรายงานก่อนที่จะยิ้มจางๆ
“ ด้วยจำนวนขนาดนี้เกรงว่าสมบัติที่ได้ก็ทำให้ข้าใช้งานได้อีกนาน ” หนานหมิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ จากนั้นเขาก็ส่งนกกระดาษบอกให้หนิงขวงจัดการปัญหาต่างๆได้เองเลย
ภายนอกโลกเทียนจวิน
เซียนจำนวนมากได้รวมตัวกัน เพราะแม้ว่าโลกเทียนจวินจะมีขนาดใหญ่แต่กลิ่นอายของเซียนนั้นสามารถสัมผัสกันได้อย่างชัดเจน
เพราะเมื่อเซียนแท้ที่คุ้นเคยกันสัมผัสคลื่นพลังเซียนของกันและกันได้ พวกเขาจึงได้มารวมตัวกัน และอีกอย่างพวกเขามารวมตัวกันก็เพราะต้องการดูว่ามีเซียนจากโลกไหนมาบ้าง พวกเขาจะได้แบ่งปันทรัพยากรกันได้อย่างสมเหตุสมผล เพราะพวกเขากลัวว่าถ้าหากพวกเขาแบ่งผลประโยชน์กันโดยที่ไม่รู้ว่ามีใครมาบ้าง พวกเขาก็อาจจะเสียผลประโยชน์ในท้ายที่สุด
สำหรับเซียนแท้ พวกเขารู้ว่าโลกเทียนจวินนี้จะต้องดึงดูดเซียนปฐพีมาอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงอยากดูว่าเซียนปฐพีจากกองกำลังไหนจะมาบ้าง
เพียงไม่นานเซียนปฐพีก็ปราฏตัวขึ้นคนแรก
ซึ่งเซียนปฐพีผู้นี้มาจากโลกเทียนหวัง ซึ่งเป็นหนึ่งในโลกที่แข็งแกร่งในพื้นที่แถบนี้ เพราะโลกเทียนหวังถูกปกครองโดยตระกูลหวัง โดยตระกูลหวังนี้มีเซียนปฐพีขั้นกลางสองคนและเซียนปฐพีขั้นต้นเจ็ดคน และเซียนแท้ไม่ต่ำกว่ายี่สิบคน
ซึ่งตระกูลหวังได้ส่งเซียนปฐพีมาหนึ่งคนและเซียนแท้อีกห้าคนด้วยกัน นับว่าเป็นการส่งกองกำลังมาเยอะมาก เพราะเซียนแท้ที่พวกเขาพามาก็อย่างต่ำก็เซียนแท้ขั้นปลาย
หลังจากที่เซียนปฐพีของตระกูลหวังมาถึงได้ไม่นาน เซียนปฐพีคนอื่ๆนก็ปรากฏตัวขึ้นจนครบทุกคน
เซียนปฐพีขั้นกลางสี่คนมาจากกองกำลังที่แตกต่างกัน
เซียนปฐพีขั้นกลาง หยุนฉี จากตระกูลหยุนแห่งโลกเทียนหยุน
เซียนปฐพีขั้นกลาง เหรินปี้เจา จากวิหารดาบทมิฬแห่งโลกเทียนเฟิง
เซียนปฐพีขั้นกลาง จูฉิน จากสำนักร้อยวิญญาณแห่งโลกเทียนเกา
เซียนปฐพีขั้นกลาง เมิ่งซ่งอี จากตระกูลเมิ่งแห่งโลกเทียนเมิ่ง
โดยกองกำลังทั้งสี่ที่ส่งเซียนปฐพีขั้นกลางมา พวกเขานับว่าแข็งแกร่งอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นกองกำลังทั้งสี่ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกแทบนี้ของเส้นทางจิวหยางเลยก็ได้ เพราะพวกเขามียอดฝีมือเซียนปฐพีขั้นปลายเป็นผู้ดูแล
เพียงแต่พื้นที่แถบนี้เป็นเพียงแค่พื้นที่เล็กๆเท่านั้น เพราะกองกำลังเซียนที่แข็งแกร่งอันดับต้นๆของเส้นทางจิวหยางส่วนมากจะมีเซียนทองคำเป็นผู้ดูแล
เพราะฉะนั้นพื้นที่ที่มีเพียงแค่เซียนปฐพีคือผู้แข็งแกร่งจึงกลายเป็นพื้นที่เล็กๆเท่านั้น
เวลานี้เซียนปฐพีทั้งสี่คนกำลังประจันหน้ากันพร้อมกับพูดคุยถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับหลังจากแย่งชิงสมบัติเหล่านั้นมาได้
ส่วนเซียนปฐพีอีกสิบสามคนก็แย่งชิงผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆด้วยเช่กัน เพราะอย่างน้อยๆกองกำลังของพวกเขาก็นับว่าอยู่แถวหน้าของพื้นที่แถบนี้ทั้งหมด
เพียงไม่นานพวกเขาก็ได้ข้อสรุปที่เซียนปฐพีทั้งสี่คนตกลงกัน ซึ่งก็คือใครดีใครได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งและโชคของตัวเองเท่านั้น
เพียงแต่ในขณะที่เซียนปฐพีทั้งสี่กำลังจะแยกย้ายกันไป
จู่ๆก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ อื้มข้าคิดว่าน่าสนใจเหมือนกันนะใครดีใครได้ ”
ทันใดนั้นเซียนปฐพีทั้งหมดก็แสดงสีหน้าตกใจและรีบหันไปมองทิศทางของเสียงนั้นทันที
และพวกเขาก็พบว่าเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสูง ใบหน้ามีหนวดเคราเล็กน้อย แถมยังสวมชุดที่มีสัญลักษณ์ที่พวกเขาไม่รู้จักอยู่
“ เจ้าเป็นใคร? ” เซียนปฐพีขั้นกลาง จูฉินถามด้วยน้ำเสียงจริงจังพร้อมกับหยิบอาวุธออกมาพร้อมต่อสู้
ซึ่งเซียนปฐพีทั้งหมดก็หยิบอาวุธออกมาพร้อมต่อสูุ้เช่นกัน พวกเขาไม่รู้ว่าคนๆนี้มาดีหรือร้าย แต่ที่แน่ๆการที่สามารถลอบเข้ามาตรงนี้ได้เห็นได้ชัดว่าไม่ธรรมดาและถ้าหากชายคนนี้ต้องการสังหารใครสักคนก็สามารถทำได้อีกด้วย เพราะแบบนี้ยิ่งทำให้เซียนปฐพีทั้งหมดรู้สึกหวาดกลัวต่อชายตรงหน้าเป็นอย่างมาก
มู่หลิวลูบคางเบาๆและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ ข้ามีนามว่ามู่หลิวและข้ามาที่นี้ก็เพื่อ…ปล้นพวกเจ้าน่ะ ”
ทันใดนั้นเซียนปฐพีขั้นกลางหยุนฉีวาดดาบใส่มู่หลิวทันที
เซียนปฐพีคนอื่นๆยืนมองมู่หลิวถูกหยุนฉีสังหาร แต่ทว่าทุกๆคนก็ต้องประหลาดใจเพราะพวกเขาเห็นว่ามู่หลิวสามารถใช้นิ้วหยุดดาบของหยุนฉีได้อย่างง่ายดาย
ดวงตาของหยุนฉีเบิกกว้างด้วยความตกใจเพราะการโจมตีเมื่อครู่แม้ว่าจะไม่ใช่พลังทั้งหมดแต่ก็สามารถทำให้เซียนปฐพีขั้นต้นได้รับบาดเจ็บสาหัสได้ทันที
“ เจ้าสารเลวนี้อย่างน้อยๆก็ต้องอยู่ในระดับเซียนปฐพีขั้นกลาง ช่วยข้าสังหารมัน ” หยุนฉีตะโกนขึ้น
เซียนปฐพีขั้นกลางอีกสามคนก็ลงมือพร้อมกัน
เหรินปี้เจาวาดดาบใส่มู่หลิวทันทีพร้อมกันนั้นดาบของเขาก็มีออร่าสีดำดูน่ากลัว
จูฉินแทงกระบี่ในมือเข้าหน้าอกของมู่หลิว โดยกระบี่ของเขามีกระแสไฟฟ้าปะทุออกมาตลอดเวลา
เมิ่งซ่งอีชกหมัดใส่หลังของมู่หลิวด้วยความเร็ว หมัดของเขามีออร่าสีทองเปร่งประกายดูน่าเกรงขาม
มู่หลิวเพียงยิ้มจางๆและโบกมือเบาๆ
ทันใดนั้นเซียนปฐพีขั้นกลางทั้งสี่คนก็ถูกพลังของมู่หลิวซัดจนกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง
พริบตาเดียวเซียนปฐพีขั้นกลางทั้งสี่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสและหมดสภาพในการต่อสู้ทันที
ฉากนี้ทำให้เซียนปฐพีขั้นต้นสิบสามคนและเซียนแท้ที่อยู่รอบๆถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
พวกเขารู้ดีถึงความแข็งแกร่งของเซียนปฐพีขั้นกลางเป็นอย่างดี เพียงคนเดียวก็สามารถสยบเซียนปฐพีขั้นต้นได้สี่ถึงห้าคนพร้อมกัน แต่ตอนนี้ยอดฝีมือระดับนั้นถูกใครก็ไม่รู้ทำให้หมดสภาพในชั่วลมหายใจเดียว
“ แหม่ๆไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นก็ได้ ” มู่หลิวหัวเราะเบาๆก่อนที่สายตาของเขาจะกวาดไปมองเซียนปฐพีขั้นต้นที่อยู่รอบๆและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ พวกเจ้าจะยอมให้ข้าปล้นดีๆหรือจะเจ็บตัวแบบนี้? ”
เซียนปฐพีขั้นต้นมองหน้ากันและรีบแยกย้ายกันหนีทันที พวกเขารู้ว่ามู่หลิวมีเพียงคนเดียวย่อมไม่สามารถติดตามพวกเขาทั้งสิบสามคนได้ มีเพียงแค่คนที่โชคร้ายเท่านั้นที่จะถูก
แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะหนีไปไหน จู่ๆร่างกายของพวกเขาก็เหมือนกับมีอะไรบางอย่างจับเอาไว้
เซียนปฐพีขั้นต้นทั้งสิบสามคนหันไปมองก็พบว่าไหล่ของพวกเขาถูกจับโดยใครบางคนที่สวมชุดเหมือนกับมู่หลิวที่ซัดเซียนปฐพีขั้นกลางจนได้รับบาดเจ็บแบบนั้น
ในขณะที่ยอดฝีมือเซียนปฐพีขั้นต้นทั้งหลายกำลังจะใช้พลังในการสะบัดตัวเองให้หลุดจากการถูกจับ พวกเขาก็พบว่าร่างกายของพวกเขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ราวกับว่าร่างกายของเขาได้กลายเป็นอัมพาตไปแล้ว
เวลานี้เซียนปฐพีขั้นต้นทั้งสิบสามต่างก็รู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมากเพราะพวกเขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน
[ ช่วงนี้อาจจะลงหนึ่งหรือสองตอนสลับกันบ้าง ต้องขออภัยนักอ่านทุกท่านด้วย เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพของนักแต่ง ]