ตอนที่ 329 อุบายชั่ว
การเดินทางมายังโอเอซิสแห่งที่สามนั้นสะดวกที่สุดเทียบกับสองการเดินทางก่อนหน้า ทั้งสองไม่พบปัญหาใด ๆ สามารถมาถึงได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น แม้จะเป็นการเดินทางที่สะดวกสบายถึงเพียงนั้นนิทานกลับไม่ได้สบายใจเลยแม้แต่น้อย
เขาสงบนิ่งกว่าปกติมาก ตัวคีตาเองก็ไม่ร่าเริงอีกต่อไป ขนหางของมันตั้งฟู หูของมันสั่นไหวไปมา ตัวนิทานเองก็มีสีหน้านิ่งเงียบหากสองมือกลับสั่นน้อย ๆ
พวกเขากำลังกลัว สัญชาตญาณของพวกเขาบอกว่าพื้นที่นี้อันตราย เป็นความรู้สึกราวกับมนุษย์ที่กำลังจะเดินเข้าไปในถ้ำมืด เป็นความหวาดกลัวอันก่อกำเนิดมาตั้งแต่ที่ทั้งสองลืมตา
ทั้งสองจับจ้องโอเอซิสแห่งที่สามเบื้องหน้า โอเอซิสแห่งนี้ใหญ่ที่สุดเท่าที่นิทานพบมา เพียงขนาดก็ไม่ต่างอะไรไปจากป่าแห่งหนึ่ง ใหญ่โตเกือบจะเทียบเท่ากับนครธำมรงค์เสียด้วยซ้ำ สามารถนำเมืองศิลาลัยทั้งเมืองมายัดไว้ได้ถึงสามเมือง
ภายในโอเอซิสนั้นคือเสียงคำรามของสัตว์อสูรหลากหลายชนิด วิหคหลายประเภทบินวนอยู่บนท้องฟ้า พืชพรรณหลากหลายแตกแขนงจนเต็มพื้นที่ พลังจิตวิญญาณในที่นี้หนาแน่นจนน่าเป็นกังวล
เพียงกะคร่าว ๆ นิทานก็มั่นใจได้ว่าภายในโอเอซิสแห่งนี้ต้องมีระดับอริยะอยู่ไม่ต่ำกว่า 3ตัว ที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือหนึ่งในสัตว์อสูรเหล่านั้นกลับมีความสามารถน่ารำคาญที่บิดเบี้ยวพลังจิตวิญญาณในพื้นที่อีกครั้ง การซ้อนทับระหว่างทรายในอากาศและพลังของมันส่งผลให้พลังอาณาเขตลดระดับลงเหลือเพียงไม่ถึงกิโลเมตร
โอเอซิสแห่งนี้น่าหวาดหวั่นที่สุดอย่างแท้จริง แต่มันกลับเทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกหวาดกลัวที่ทั้งสองกำลังเผชิญ โอเอซิสแห่งนี้ไม่ใช่ต้นเหตุของความไม่สบายใจ แต่เป็นสิ่งอื่นที่อยู่ไกลออกไป ในทิศตะวันตก ไกลแสนไกลออกไป ไกลเกินกว่าที่ทั้งสองจะมองเห็นแม้จะไร้สิ่งใดบดบัง ราวกับอยู่ไกลเสียยิ่งกว่าเส้นขอบฟ้า
ณ จุดนั้นคือพื้นที่หวงห้ามสูงสุดของเผ่าพันธุ์ทรงปัญญาทั้งมวล พื้นที่ที่สัตว์อสูรนับร้อยล้านตัวอพยพหนีไปยามพ่ายแพ้ในสงคราม พื้นที่ที่สัตว์อสูรระดับอริยะเป็นได้เพียงชนชั้นล่างสุด พื้นที่ที่ผู้แสวงวิถีอาจไม่รอดชีวิตกลับออกมา
หุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยว ขณะนี้ทั้งสองอยู่ห่างจากหุบเหวไปกว่าพันกิโลเมตร แต่ความหวาดกลัวตามสัญชาตญาณกลับถูกปลุกเร้าอย่างรุนแรง นิทานกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ
นี่ยังห่างอีกเกือบพันกิโลเลยนะ นิทานกัดฟันแน่น นับจากแผนที่แล้วเขายังเดินทางมาได้เพียง 1ใน 5 ของทะเลทรายฝังอัญมณีเท่านั้น ระยะระหว่างเขาและหมู่บ้านศิลาลัยยังใกล้กว่าหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยวเสียอีก
เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดยิ่งเข้ามาในทะเลทรายลึกเท่าใดสัตว์อสูรที่อ่อนแอก็ยิ่งน้อยลงไปเท่านั้น พวกมันต่างหวาดกลัวหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยว คีตาตัวสั่นสะท้านน้อย ๆ มันต้องหยุดพักครู่หนึ่ง
นิทาน... ยิ้มกลายเป็นน่ารักไปเลย… มันส่งเสียงมาทางจิต สิ่งที่คีตากลัวนั้นไม่ใช่สัตว์อสูรแข็งแกร่งในหุบเหว หากแต่เป็นสิ่งอื่น และตัวนิทานเองก็เช่นกัน ก่อนเดินทางมาเขานั้นได้รับคำย้ำเตือนที่จริงจังจากผู้พันลาลันตาว่าไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามเข้าใกล้หุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยวเด็ดขาด
ตัวนิทานเองไม่เคยมีความคิดอยากเข้าไปหาเรื่องตายจากฝูงสัตว์อสูรระดับอริยะอยู่แล้ว แต่การที่เธอตักเตือนเช่นนั้นทำให้เขาเกิดสงสัยถึงเรื่องของหุบเหวขึ้นมา จึงได้เอ่ยถามผู้พันเกี่ยวกับหุบเหวนั้น
แท้จริงแล้วสิ่งที่อันตรายที่สุดในหุบเหวนั้นหาใช่สัตว์อสูร หากแต่เป็นเผ่าพันธุ์หนึ่ง เผ่าพันธุ์ที่ไม่เคยย่างกรายออกมานอกหุบเหว
เผ่าพันธุ์ที่มีความสามารถในการค้นพบตัวตนเทียบชั้นได้กับเผ่าพันธุ์ทรงปัญญา หากแต่กลับเต็มไปด้วยความชั่วร้ายราวกับถือกำเนิดขึ้นจากด้านมืดในจิตใจของสิ่งมีชีวิต ราวกับยามที่องค์เทพปั้นแต่งพวกเขา ท่านกำลังเคียดแค้นชิงชังสิ่งมีชีวิตทั้งมวล
ตำนานได้กล่าวไว้ว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นคือตัวตนที่ก่อร่างขึ้นมาจากตะกอนของมหานทียามโลกสิ้นสูญ เมื่อมหานทีเหล่านั้นก่อร่างสร้างชีวิตขึ้นมา มหานทีก็ได้เหลือตะกอนสกปรกโสมมเอาไว้ ตะกอนที่กลั่นความชั่วร้ายของชีวิตทั้งมวลทิ้งไป
ผู้บิดเบี้ยว สิ่งมีชีวิตที่ครอบครองหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยว
ทั้งสองไม่แม้แต่จะเข้าใจว่าเหตุใดตนจึงรู้สึกกลัวขนาดนี้ทั้งที่อยู่ห่างกันกว่าพันกิโลเมตร ระยะห่างเท่านั้นถึงเป็นผู้แสวงวิถีก็ต้องใช้เวลาสักพักจึงจะข้ามผ่านได้เว้นเสียแต่จะเป็นผู้ขีดเขียนชะตาที่มีคำแห่งพลังสายมิติหรือมีสมบัติพิเศษ
พวกเขารู้เพียงว่าพวกเขาจะไม่มีวันเฉียดเข้าใกล้ที่แห่งนั้น ยิ่งเมื่อได้มาสัมผัสกับความรู้สึกด้วยตนเองเขายังคิดว่าคำเตือนและคำกล่าวของหุบเหวแห่งผู้บิดเบี้ยวนั้นน้อยกว่าความเป็นจริงด้วยซ้ำไป
ความกลัวคืออารมณ์จากบรรพกาลที่ยากจะควบคุม มันสามารถทำให้คนผู้หนึ่งเปลี่ยนแปลง ทำให้คนผู้หนึ่งเสียสติ หรือแม้กระทั่งทำให้เขากระทำสิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่าตนสามารถกระทำ
ความกลัวไม่ได้เผยตัวตนแท้จริงของสิ่งมีชีวิต หากแต่บีบบังคับให้สิ่งมีชีวิตย้อนกลับไปสู่สัญชาตญาณพื้นฐาน สัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอด ทั้งสองคุ้นเคยกับความกลัวดี
ความกลัวที่ทั้งสองเคยเผชิญอาจเรียกได้ว่าโหดร้ายเสียยิ่งกว่าความรู้สึกกลัวตายเฉกเช่นปัจจุบัน ความสูญเสียและความสิ้นหวังที่ผ่านมาได้หล่อหลอมให้พวกเขารองรับความกลัวได้ดีกว่าคนทั่วไป เพียงไม่นานทั้งคู่จึงเริ่มตั้งสติได้อีกครั้ง เสียงหายใจออกยาวเหยียดดังออกจากหนึ่งคนหนึ่งม้าอย่างพร้อมเพรียง
หวังว่าที่นี่จะมีต้นหอมแสนลี้นะ อยากไปพักอาบน้ำอาบท่าจะแย่แล้ว เนอะ
คีตาเองก็อยากหาขนมอร่อย ๆ กิน!
ห้วงความหวาดกลัวไม่ได้หายไป หากมันถูกปิดฝังลงไปอย่างรวดเร็วด้วยสติและจิตใจที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า การเดินทางครั้งนี้หากจบลงเช่นนี้ก็คงน่าเบื่อแย่
การเดินทางเข้ามานั้นง่ายดายกว่าครั้งไหน เพียงต้องเผชิญความกลัวระดับหนึ่งเท่านั้น แต่การเข้าไปสืบในโอเอซิสกลับกลายเป็นเรื่องที่ยากอย่างคาดไม่ถึง ขนาดของโอเอซิสทำให้นิทานไม่สามารถมองตรวจตราเช่นโอเอซิสแรก ยังมีจำนวนของสัตว์อสูรทำให้เขาไม่อาจใช้วิธีเช่นเดียวกันกับโอเอซิสที่สอง
การต้องต่อสู้กับสัตว์อสูรระดับอริยะพร้อมกันสามตัวไม่ใช่เรื่องที่เขามั่นใจนัก อาจจะทำได้หากคำแห่งพลังของพวกมันไม่ได้ชนะทางเขาจนเกินไป แต่โดยภาพรวมแล้วเขาคิดว่าโอกาสนั้นน้อยกว่าครึ่ง
แม้แต่ซอเด็ตเองก็ไม่สามารถรับมือกับระดับอริยะพร้อมกัน 3ตัวได้ ทำได้เพียงยื้อสถานการณ์ไม่ให้พ่ายแพ้เท่านั้น แม้แต่ผู้เรียนรู้ 5คำในตำนานก็มีสิ่งที่ไม่อาจกระทำ
บุกเข้าไปตรง ๆ ก็ไม่ได้ คอยหาจากข้างนอกก็กินเวลาเกิน จะให้ลอบเข้าไปก็เสี่ยงเกินไปอีก นิทานเกาหัวพลางเค้นสมองคิด เขาพลันฉุกคิดได้อย่างหนึ่ง
ความคิดน่าสนใจที่นอกจากจะทำให้ทั้งสองได้ตรวจสอบพื้นที่แล้วยังทำให้ทั้งสองได้มีโอกาสแก้แค้นคู่แสบของพวกเขาในทะเลทรายแห่งนี้อีกด้วย เขาทำท่าจะหันไปอธิบายความคิดกับคีตาแต่ดันชะงักไปครู่หนึ่ง เขามองคีตาที่สายตาจับจ้องไปทางโอเอซิส พยายามปรับเสียงของตนให้เรียบนิ่งที่สุด ก่อนจะส่งผ่านเข้าไปในดวงจิต
นายมีวิธีอะไรมั้ย?
คีตาหันหน้ามามองนิทานอย่างงง ๆ ไม่ใช่ว่าเมื่อครู่มันสัมผัสได้ว่านิทานคิดอะไรออกหรอกหรือ หากมันคิดอยู่เพียงครู่หนึ่งก็เข้าใจ มันเผยรอยยิ้มร่า ตอบด้วยเสียงหัวเราะ
มีอยู่ แต่น่าจะไม่ได้ผลเท่าไหร่! คำตอบของคีตาทำให้นิทานใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย หากเขาก็ยังไม่กล้าเสนอความคิดของตนแต่อย่างไร เลียบเคียงถามต่อว่าความคิดนั้นเป็นเช่นไร บางทีเขาอาจช่วยพัฒนามันได้
วิ่ง! วิ่งป่าราบ! คีตาตอบ
วิ่งหาไว ๆ เลย! เจอพวกเก่ง ๆ ก็หนีโล้ด!
นิทานเลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ ก่อนจะทุบมือเปาะ วิธีของคีตานั้นง่ายอย่างที่มันว่า ด้วยความเร็วของทั้งสองคงมีสัตว์อสูรเพียงไม่กี่ประเภทที่จะไล่ตามพวกเขาทัน ยิ่งเป็นในป่าที่พวกเขาสามารถใช้จุดอับซ่อนตัวได้เรื่อย ๆ
ก็ดีนี่นา ถ้าเจอพวกที่จับขังได้ฉันกับนายก็แยกกันไป แล้วค่อยให้นายไล่ตามมาหา นิทานพลันเกิดความสงสัย แผนของคีตาถือว่าน่าสนใจและปฏิบัติจริงได้ค่อนข้างดี สัตว์อสูรพวกนี้ส่วนมากหากเหยื่อหนีเร็วเกินมันย่อมไม่คิดติดตามไปจนสุดหล้าฟ้าเขียวแน่
ไม่ได้! สมมติเจอต้นหอม ๆ จริงแล้วจะเข้าไปเก็บเหนียว ๆ ยังไงอะ! คีตาส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว นิทานลืมไปเสียสนิทว่าหากต้นหอมแสนลี้อยู่ที่นี่จริง ๆ พวกเขาจำต้องเข้าไปเก็บยางสนด้วย และวิธีที่ได้รับมาก็ค่อนข้างกินเวลาและสมาธิ พวกเขาไม่มีทางทำได้เลยหากกำลังหลบหนีสัตว์อสูรระดับอริยะอยู่
นิทานพลันฉุกคิดอีกความคิดหนึ่งขึ้นมา ลากให้เข้าไปสู้กันเองได้มั้ย พวกนั้นน่าจะหวงอาณาเขตตัวเองพอดูนะ
ถึงป่าจะกว้างแต่อยู่กันตั้ง 4ตัวเลยนะ น่าจะเป็นเพื่อนกันแหละ! คำตอบของคีตาปัดตกความคิดของนิทานไปอีกครั้ง ยิ่งคิดยิ่งเข้าเค้า ถึงแม้ป่าจะกว้างแต่อาณาเขตของสัตว์อสูรระดับอริยะย่อมไม่ใช่เล็ก ๆ มีโอกาสค่อนข้างสูงที่พวกนั้นจะอยู่ร่วมกัน ไม่ล่วงล้ำพื้นที่ของฝ่ายอื่น
ในกรณีเช่นนั้น หากมีคนนอกที่ไหนไม่รู้วิ่งพล่านไปทั้งป่า เข้าออกอาณาเขตนู้นนี้ พวกมันจะต้องรุมจัดการเขาแทนที่จะตีกันเองมากกว่าจะหาเรื่องสู้กันอยู่แล้ว
ได้ยินดังนั้นนิทานก็ฉีกยิ้มกว้าง ในเมื่อคีตาไม่มีความคิดอื่นอีก เช่นนั้นก็ถึงเวลาที่เขาจะได้บอกเล่าวิธีของตนบ้าง คีตาที่เห็นสีหน้าของนิทานก็ส่ายหางไปมาอย่างตื่นเต้น
นายจำจิ้งจอกพวกนั้นได้มั้ย ที่ปากแยก ๆ น่ะ
จำได้! พวกน่าเกลียดดีแต่รุม! คีตาแสดงสีหน้าเหยเกทันทีที่นิทานกล่าวถึงฝูงจิ้งจอกปาก 8แฉกน่ารังเกียจพวกนั้น
นายจำได้มั้ยว่ามันวิ่งไปทางไหนหลังจากหนีจากพายุ นิทานถามต่อ เขาถูสองมือของตนไปมาพลางหัวเราะอย่างชั่วร้าย
เหมือนจะ…เอ๊ะ! คีตาที่คิดตามพลันเข้าใจได้ในทันทีว่านิทานกำลังคิดสิ่งใด มันเริ่มยิงฟันขาว ๆ ของม้าออกมาอย่างชั่วร้าย สองขาหน้าตะกุยผืนดินอย่างตื่นเต้น
นายว่าถ้ามันได้เห็นหน้าพวกเราอีกสักรอบ เข้าไปกวนมันอีกสักหน่อย จัดการอีกสักสองสามตัว พวกมันจะโมโหมั้ย?
ไม่เหลือ!
โมโหพอจะบุกเข้าไปในโอเอซิสนั่นด้วยมั้ย
ก็ไม่แน่?
งั้นถ้านายช่วยเรียกพวกสัตว์อสูรนั้นออกมาข้างนอก พร้อมกับที่ฉันผลักพวกนั้นเข้าไปใกล้ ๆ ล่ะ?
ทั้งสองมองหน้ากันอย่างชั่วร้าย หันไปยังทิศทางที่ทั้งสองจำได้ว่าจิ้งจอกนับร้อยตัวนั้นวิ่งมา จิ้งจอกพวกนั้นก่อปัญหาให้เขาสองครั้งสองคราแล้ว แถมยังทำตัวน่าหมั่นไส้ส่งเสียงหัวเราะคิกคักตลอดเวลาอีก
จำนวนจะไม่มีผลกับอริยะจริงรึเปล่า เดียวได้รู้กัน ไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใดเพิ่ม ทั้งสองตกลงปลงใจกับอุบายชั่วนี้ทันที