เซียนเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 29 ผ่าสหัสวรรษสยบมาร

    บทที่29 ผ่าสหัสวรรษสยบมาร

     

        หลังจากปรากฏการณ์นัยน์ตาสวรรค์ผ่านพ้นไปแล้วหนึ่งปีความโกลาหลในแผ่นดินใหญ่ได้เริ่มทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆค่ายพรรคหรือสำนักใหญ่ทั้งเก้าในแผ่นดินใหญ่แม้ต่อหน้าจะแสดงท่าทีไม่มีอันใดที่ข้องเกี่ยวต่อกันแต่แท้จริงกลับเกิดการต่อสู้เข่นฆ่ากันอย่างลับๆซึ่งต้นเหตุทั้งหมดเป็นเพราะชิ้นส่วนคัมภีร์วิถีฟ้านั่นเองเช่นนี้เป็นว่าชาวบ้านตาดำๆ ที่มิรู้เรื่องราวต่างต้องรับวิบากกรรมเหล่านี้ไปด้วยจึงสอดคล้องกับคำกล่าวที่ว่า เซียนสัประยุทธ์ มนุษย์วิบัติ  แม้เหตุการณ์อันวุ่นวายเกิดขึ้นกลับไม่มีใครยื่นมือเข้าระงับเรื่องราวเหล่านี้ แม้แต่เหล่าเจ็ดบัญญัติฟ้าผู้คุมกฎแห่งปฐพียังมีท่าทีเพิกเฉยทำตัวดั่งพญาอินทรีที่คอยจับจ้องเหล่าพยัคฆ์ที่เบื้องล่างกัดกันเพื่อรอเวลากอบโกยผลประโยชน์เท่านั้น 

        วันนี้เป็นวันครบรอบหนึ่งปีหลังเหตุการณ์ในตาสวรรค์ปรากฏและเป็นเวลากว่าสองปีที่ยอดยุทธ์รุ่นเยาว์สองผู้แห่งแคว้นเว่ยหายตัวไปเรื่องราวของพวกมันจวบจนรัชสมัยหลงซานที่สิบเอ็ดนี้ก็ได้เลือนหายไปจากความทรงจำของทุกคนไปจริงๆมีเพียงแค่บุคคลบางกลุ่มเท่านั้นที่ตลอดสองปีนี้ยังคอยสืบหาร่องรอยและเรื่องลับลมคมในนี้อยู่จนกระทั่งพวกมันสามารถค้นพบความจริงที่ว่าสาเหตุเรื่องทั้งหมดเกิดจากฝีมือของอารามเทพซีเซี่ยด้วยเหตุนี้ระหว่างตำหนักเทพสรรพวุธและอารามเทพซีเซี่ยจึงได้เพาะบ่มเป็นความแค้นที่มิอาจอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกันได้แต่แท้จริงเรื่องราวเหล่านี้อาจใช้เป็นข้ออ้างในการต่อสู้แย่งชิงชิ้นส่วนคัมภีร์วิถีฟ้าก็เป็นได้

        ที่หอฝึกยุทธ์อันสูงชะรูด ตำหนักเทพสรรพวุธมีสตรีผู้งามสคราญปานบุบผาผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังจากใช้เวลาเกือบสองปีตามหาบุรุษผู้หนึ่ง และตลอดสองปีที่ได้ฝึกปรือพลังฝีมือรวมทั้งได้โอสถวิเศษที่ปรุงขึ้นมาจากส่วนผสมในหีบหยกที่ได้มาจากบึงมรณะร้อยลี้ก็ทำให้นางมีพลังญาณที่รุดหน้าจนฝ่าด่านถึงระดับกิจญาณ ขั้นที่สี่ (สู่แรกเริ่ม)บัดนี้เมื่อเรื่องราวการหายตัวไปของบุรุษผู้นั้นกระจ่างแจ้งความเครียดแค้นของนางก็ลุกโหมขึ้นดังไฟผลาญ เพียงแต่ว่าตอนนี้นางยังมิอาจจะปลดปล่อยมันออกไปได้เพราะนางยังไม่มีพลังเพียงพอที่จะทำเช่นนั้น

        “เฟยหลง ซักวันข้าจะทวงความยุติธรรมคืนให้แก่เจ้า”

     

        เสียงจั๊กจั่นเรไรร่ำร้องบรรเลงท่วงทำนองแห่งธรรมชาติช่วยปลุกให้บุรุษหนุ่มสองผู้ฟื้นตื่นขึ้นมาจากการหลับไหลเมื่อนัยน์ตาที่เปิดออกและตอบรับต่อภาพภายนอกที่ปรากฏเข้ามาทำให้พวกมันอดอุทานขึ้นมาโดยพร้อมเพียงมิได้

        “เขาเถาหมิงซาน”

        “ที่นี่ที่ไหน”

        หลงเหอพลันหันขวับไปทางเฟยหลง ก่อนกล่าวถามขึ้น

        “นายว่าอะไรนะ ที่นี่คือเขาเถาหมิงซานอะไรนั่นจริงๆเหรอ”

        “มิผิด ที่แห่งนี่คือยอดเขาเถาหมิงซาน เพียงแต่…”

        “เพียงแต่อะไร”

        เฟยหลงพลันชี้มือไปยังตำแหน่งของแอ่งน้ำที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลก่อนกล่าวว่า

       “ถ้ำปริศนาที่อยู่ตรงนั้น มันหายไป”

        ในที่สุดเฟยหลงก็สามารถกลับสู่อดีตกาลได้อีกครั้งแต่ทว่าการกลับมาของมันพลันนำผู้ที่อยู่ในอนาคตอันไกลโพ้นกลับมาด้วยโดยมิทราบว่านี่คือสวรรค์ลิขิต หรือเป็นความโชคร้ายของหลงเหอกันแน่

        “จำได้ว่าเราสองคนสู้กับเหล่าขบวนพวกค้าอาวุธที่เทือกเขาหิมาลัย ก่อนที่จะ…..แต่ก็เอาเถอะถือว่าเราพานายกลับบ้านได้ตามที่พูดแล้ว”

        “แล้วเจ้าเล่า มิคิดถึงบ้านเมืองที่นั่นหรือ”

        “เราเคยบอกนายแล้ว เราไม่มีบ้านไม่มีคนที่รออยู่เป็นได้เพียงสุนัขคาบข่าวให้ทางการเท่านั้นดังนั้นการที่ได้มาโผล่ที่นี่ก็เจ๋งดีเหมือนกัน เราจะได้เห็นโลกแห่งเซียนของแท้ที่ไม่ใช่อ่านจากในนิยายทั่วไป อ้อ แล้วเรา เอ้ย แล้วข้าต่อแต่นี้ไปก็จะหัดพูดภาษาแบบเจ้าด้วยฮ่าฮ่าฮ่า”

        “ก็ตามที่เจ้าเห็นสมควรส่วนชุดอันแปลกประหลาดที่เจ้าสวมใส่อยู่แล้วข้าจะช่วยหาชุดใหม่ให้เจ้าผัดเปลี่ยนภายหลัง”

        “ดี เฮ้เฟยหลง นั่นนาย…. นั่นเจ้าจะไปไหน”

        “ข้าต้องรีบกลับไปชนเผ่าอุยฮูที่นั่นมีคนรอคอยความหวังจากข้าอยู่”

     

        เฟยหลงและหลงเหอมุ่งหน้าเดินทางลงสู่ด้านหลังของเขาเถาหมิงซานทั้งสองเดินทางตั้งแต่ราตรีจวบจนกระทั่งบ่ายคล้อยค่อยบรรลุถึงกำแพงเมืองชนเผ่าอุยฮูซึ่งเปรียบเสมือนบ้านของเฟยหลงทว่าทันทีที่เฟยหลงกำลังจะมุ่งหน้าไปที่ประตูทางเข้าชนเผ่า ชายหนุ่มกลับเหลือบเห็นด้านบนกำแพงโดยรอบที่ปักไว้ด้วยธงผืนสีดำโบกสบัดที่ตรงกลางของผืนธงมีรูปสัญลักษณ์เป็นหัวกระโหลกขาวโพลนเหล่านี้เป็นที่บ่งบอกว่านั่นคือธงทิวของชนเผ่ามารทมิฬเช่นนี้เฟยหลงต้องสะท้านขึ้นคราหนึ่ง ก่อนคนจะกล่าวขึ้น 

        “มีบางอย่างมิถูกต้อง หลงเหอ เจ้าซ่อนตัวรออยู่ที่นี่ก่อน”

        “โอเค เอ้ย… ย่อมได้”

     

        เฟยหลงเก็บซ่อนงำประกายก่อนกระโดดใช้สภาวะตัวเบาวิ่งไต่บนกำแพงขึ้นไปที่กำแพงเมืองตำแหน่งที่เฟยหลงปรากฏกาย มีคนเฝ้าสังเกตการณ์ทั้งสิ้นสิบกว่าคนเมื่อพวกมันเห็นผู้บุกรุกเข้ามาเพียงหนึ่งจึงต่างกำชับอาวุธในมือโฮ่ร้องพุ่งเข้าใส่ เฟยหลงเมื่อทราบแน่ชัดแล้วว่าคนเหล่านี้หาได้ใช่ชาวชนเผ่าอุยฮูแต่เป็นคนของชนเผ่ามารทมิฬ ชายหนุ่มจึงชักกระบี่สีดำมะเมื่อมที่ด้านหลังหมุนตัวตวัดกระบี่ฟาดฟันออกไปด้วยกระบวนกระบี่ที่ต่อเนื่องรวดเร็วทั้งสภาวะการจู่โจมก็โหดเหี้ยมไร้ปราณีส่งให้คนนับสิบต่างทอดร่างไร้ชีวิตลงอยู่ตรงกำแพงแห่งนี้เหลือไว้เพียงชายผู้หนึ่งที่กำลังนั่งสั่นงันงกด้วยความหวาดหวั่นภายใต้คมกระบี่ของเฟยหลง

        “บอกมา พวกเจ้าเข้ามาที่นี่ได้ด้อย่างไรแล้วชนเผ่าอุยฮูไปไหน”

        “พะพวกชนเผ่าอุยฮูถะถูกพะพวกเราและคะคนจากวะวังมังกรฟ้า กะกำจัดและขะขับไล่ไปหมดสิ้นแล้ว”

        ฉับ เปลี้ยะ เสียงกระบี่เชือดผ่านคอหอย โลหิดสดๆทะลักไหลพร่าพรมลงยังพื้นกำแพง บัดนี้บุรุษที่ยืนอยู่ท่ามกลางกองศพของชนเผ่ามารทมิฬกำลังมีนัยน์ตาที่แดงก่ำเส้นเลือดปูดโปนด้วยโทสะ พร้อมทั้งได้ตะโกนก้องออกมา

        “ชนเผ่ามารทมิฬ วังมังกรฟ้า อารามเทพซีเซี่ยพวกเจ้าทุกคนต้องชดใช้”

     

        เสียงตะโกนก้องด้วยโทสะของเฟยหลงทำให้เหล่าคนจากชนเผ่ามารทมิฬต่างแตกตื่นก่อนพากันยกขบวนมายังทิศทางที่ชายหนุ่มยืนอยู่เฟยหลงก็มิรอให้พวกมันยกขบวนมาถึงชายหนุ่มพลันกระโดดเหินตัวลงจากกำแพงชนเผ่าก่อนตวัดกระบี่สีดำมะเมื่อมในมือเข้าฟาดฟันเหล่าคนจากเผ่ามารทมิฬหนึ่งกระบี่แลกมาด้วยหนึ่งชีวิต กระบวนบุบผากระบี่รวดเร็วรุนแรงทั้งระดับพลังญาณที่สูงส่งกว่าคนหลังเขาของมันส่งผลให้นักรบชนเผ่าธรรมดาย่อมมิอาจเป็นคู่มือของมันอ๊ากกก เสียงเข่นฆ่าดุเดือดเลือดพล่านดังขึ้นเรื่อยๆไม่มีผู้ใดที่ชนเผ่าแห่งนี้จะสามารถหยุดยั้งชายหนุ่มผู้บ้าคลั่งลงได้

     

        เหล่าคนจากชนเผ่ามารทมิฬเกือบทั้งหมดบัดนี้ต่างเข้ามาปิดล้อมเฟยหลงไว้เป็นจุดเดียวกำลังคนหลายระลอกที่พุ่งเข้ามาบ้างถือดาบบ้างถือหอกยาวเข้าประชิดมิให้ศัตรูได้หายใจหายคอแต่เฟยหลงคล้ายมิรู้จักเหน็ดเหนื่อยเพราะทุกกระบี่ที่วาดออกมีสภาวะรุนแรงเพิ่มพูนและต่อเนื่อง

     

        เสียงอึกทึกวุ่นวายภายในประตูเมืองชนเผ่าสร้างความลุ่มร้อนใจแก่หลงเหออยู่มิน้อยชายหนุ่มชะโงกดูจากภายนอกอยู่เนิ่นนานแต่ยังไม่พบเจอเฟยหลงออกมาเสียทีคนจึงตัดสินใจว่าจะติดตามเข้าไป แต่ชั่วขณะที่มันกำลังจะก้าวขาออกที่ด้านหลังของมันพลันมีเสียงตะโกนขึ้น

        “เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงทำตัวลับๆ ล่อๆ ณ ที่แห่งนี้”

        หลงเหอหันขวับกลับไปที่ต้นเสียงพบว่ามีคนสวมชุดดำจำนวนสี่คนยืนอยู่ในมือของพวกมันต่างถือหอกแหลมกริบมันวาวชี้มาทางร่างของชายหนุ่มหลงเหอไม่ทราบว่าผู้มาเป็นฝ่ายมิตร หรือศัตรูเช่นนั้นมือที่กำชับวัตถุทรงกระบอกยาวครึ่งวาที่ด้านหลังจึงค่อยๆคลายลง แต่ทว่าทันทีที่มันจะกล่าวตอบคำถามคนเหล่านั้นไปเสียงต่อสู้ภายในกำแพงชนเผ่าพลันดังสนั่นขึ้นประกอบกับเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดส่งผลให้คนชุดดำทั้งสี่ต่างตาลุกวาวก่อนพุ่งร่างเข้าหาหลงเหอด้านหลงเหอก็ไม่มีทางเลือก วิชาหมัดมวยของชายหนุ่มเพียงสู้ตัวต่อตัวได้เท่านั้นหากจะให้รับมือถึงสี่ย่อมมิอาจกระทำได้แล้วเช่นนั้นมันจึงเลือกที่จะหยิบอาวุธประหลาดด้านหลังและทันทีที่มือขวาของมันวาดไปด้านหลังกลับบังเอิญสัมผัสถูกวัตถุสิ่งหนึ่งที่ถุงกางเกง คนก็คิดอุบายขึ้นมาได้ก่อนหยิบของสิ่งนั้นออกมาที่แท้ของสิ่งนั้นก็คือมือถือนั่นเองคนชุดดำสี่คนพุ่งร่างเข้ามาและห่างจากตัวของหลงเหอไปไม่ไกลชายหนุ่มจึงยกมือถือในมือขึ้น แสงสว่างวาบคราหนึ่งส่งผลให้คนทั้งสี่ต้องหยุดยั้งสภาวะการจู่โจมเมื่อพวกมันพบว่าไม่มีใดเกิดขึ้นก็พุ่งร่างเข้าหาหลงเหอต่อทันทีทว่าเมื่อร่างพวกมันห่างจากหลงเหอเพียงไม่กี่ชุ่นคนกลับพลันชะงักงันเมื่อพบว่าร่างของพวกมันเองทั้งสี่ต่างปรากฏขึ้นในวัตถุสี่เหลี่ยมในมือของหลงเหอ 

        “นั่นมันอะไร”

        “พวกข้าไปอยู่ในนั้นได้อย่างไร”

        “เจ้าทำอะไรกับพวกข้า”

        หลงเหอพลันหัวเราะกึกก้อง ก่อนกล่าวว่า

        “ฮ่าฮ่าฮ่าข้าได้ทำการกักขังวิญญาณของพวกเจ้าไว้หมดแล้ว”

        เหล่าคนชุดดำทั้งสี่หน้าซีดเผือกลงทันทีก่อนจะกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ

        “เจ้าว่าอะไร”

        “เรื่องจริงหรือนี่”

        “แต่พวกเราก็เข้าไปอยู่ในวัตถุประหลาดนั้นจริงๆ มันย่อมมิได้โป้ปด”

        หลงเหอสบโอกาสที่คนเหล่านี้กำลังหวาดกลัวจึงกล่าวขึ้น

        “ถูกต้องนี่คืออาวุธวิเศษที่ใช้กักขังวิญญาณหากพวกเจ้ายังมิอยากทิ้งร่างอันไร้วิญญาณของพวกเจ้าไว้ที่นี่ ก็จงรีบไสหัวไปซะ”

        เหล่าคนชุดดำทั้งสี่เมื่อได้ยินคำกล่าวของหลงเหอคนดั่งได้รับพรจากสวรรค์ พวกมันย่อมมิอยากตายเช่นนั้นพวกมันย่อมมิกล้าลองดีกับอาวุธประหลาดนี้จึงตัดสินใจวิ่งหลบหนีเข้าสู่ภายในกำแพงชนเผ่าไป

     

        บุบผารังสีกระบี่สีทองเจิดจรัสแต่งแต้มบนทองนภานับสิบดอก รังสีกระบี่นับสิบเล่มบินฉวัดเฉวียนอย่างบ้าคลั่ง โลหิตสดกระเซ็นซ่านอาบธรณีอันเป็นผืนแผ่นดินเกิดของชนเผ่าอุยฮูเสียงเข่นฆ่าขับขานกับเสียงร้องโหยหวนเสริมประสานดั่งท่วงทำนองแห่งโลกันต์บัดนี้ทั่วร่างของเฟยหลงมีโลหิตเปอะเปื้อนย้อมอาบจนแทบมิหลงเหลือสภาพเดิมแต่โลหิตเหล่านี้หาได้เป็นโลหิตของมันไม่ โลหิตเหล่านี้กลับเป็นของนักรบชนเผ่ามารทมิฬที่ทอดร่างอยู่บนพื้นนับร้อยกว่าศพนั่นเอง

       “หยุดมันให้ได้”

       “ไม่ได้ มันแข็งแกร่งเกินกว่าที่พวกเราจะรับมือไหว”

       “นี่มันพญามัจจุราชหรือไง ทำไมถึงโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้”

        ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายของเหล่านักรบชนเผ่ามารทมิฬทั่วท้องนภายามนี้กลับถูกความมืดค่อยๆ เลื่อนปกคลุม ท่ามกลางความมืดที่แผ่กระจายบรรยากาศโดยรอบพลันเย็นยะเยือกน่าหวาดหวั่นบรรยากาศอันน่าขนหัวลุกเริ่มลุกลามจู่โจมเข้าสู่จิตใจคนด้วยสภาวะของพลังธรรมชาติที่แปรเปลี่ยนไปเช่นนี้ ส่งให้เฟยหลงต้องชะงักค้างก่อนดึงรั้งรังสีกระบี่ทั้งหมดกลับมาป้องกันรอบร่างกายทันทีที่ชายหนุ่มดึงรั้งพลังกลับคลื่นพลังสีดำสนิทสายหนึ่งพุ่งฝ่าอากาศปะทะเข้ากับรังสีกระบี่ของเฟยหลงอย่างถนัดถนี่จนรังสีกระบี่ของมันแตกสลายไปหมดสิ้นทั้งนี้คลื่นพลังสีดำดังกล่าวยังพุ่งจู่โจมเข้าสู่ร่างของชายหนุ่มส่งผลให้คนต้องสะท้านขึ้นทั่วสรรพางกายค์ ใบหน้าขาวซีด พร้อมกับโลหิตอุ่นๆเริ่มทะลักขึ้นสู่ลำคอก่อนพ่นเป็นฟูฝอยออกมา

        “พลังญาณของมันกลับสูงส่งยิ่ง”

        เฮฮฮฮฮเมื่อเฟยหลงโดนกำราบจนมิอาจจะก้าวไปเบื้องหน้าต่อได้ทำให้เสียงเฮสนั่นของเหล่านักรบชนเผ่ามารทมิฬดังกึกก้องขึ้นในเสียงเฮสนั่นปรากฏบุคคลลึกลับผู้หนึ่งขึ้น มันสวมชุดคลุมสีดำปกปิดทั่วทั้งร่างเคลื่อนกายเข้าหาเฟยหลงทุกย่างก้าวของมันแฝงมาด้วยความเย็นยะเยือกน่าสะพรึงกลัวที่เพิ่มขึ้นเมื่อนักรบชนเผ่ามารทมิฬทุกผู้เห็นมันปรากฏกายต่างพากันคุกเข่าลง และส่งเสียงขึ้นอย่างพร้อมเพียง

        “คำนับท่านราชันย์มาร”

        บุคคลที่ถูกเรียกว่าราชันย์มารเดินมุ่งหน้าเข้าหาเฟยหลงมันส่งสายตาเย็นเยียบจับจ้องมองชายหนุ่ม ก่อนกล่าวว่า

        “เจ้าก็เหมือนกับอาจารย์ของเจ้าหากปล่อยไว้ให้เติบใหญ่เต็มที่ ย่อมเป็นสิ่งที่อันตรายต่อข้าแต่ทว่าเจ้าก็นับเป็นผู้ที่มีลักษณะที่หายากยิ่งในโลกแห่งนี้หากเจ้าเลือกเดินตามรอยข้า ซักวันเจ้าจะขึ้นเป็นหนึ่งในปฐพีข้าจะทำให้เจ้าเป็นเซียนอันเยี่ยมยุทธไร้ผู้ต้าน เจ้าว่าดีหรือไม่……เช่นนั้นในวันนี้เจ้าจึงมีเพียงทางเลือกสองทางเท่านั้น คือ เลือกเส้นทางเดิมที่จะนำไปสู่ความตายหรือ เลือกเส้นทางใหม่ที่จะนำไปสู่ความรุ่งโรจน์ เจ้าจงเลือกมันซะ”

        “อันมนุษย์เมื่อเลือกแล้วย่อมต้องยอมรับสิ่งที่เลือกนั้นหากเปลี่ยนแปรกลับกลายไปตามอำนาจชักนำ นี่มินับว่าเป็นคนอันประเสริฐและนั่นมิใช่เส้นทางของคนอย่างข้า”

        “นี่คือคำตอบ”

        “เป็นยิ่งกว่าคำตอบ”

        “ดี ถือว่าเจ้าได้เลือกเส้นทางแล้ว….. น่าเสียดายน่าเสียดาย”

        ทันทีที่บุคคลที่ถูกเรียกว่าราชันย์มารกล่าวจบมันก็ยกฝ่ามือขึ้นก่อนจะวางที่หน้าผากของเฟยหลงเฟยหลงเองก็พยายามเค้นพลังญาณเพื่อต่อต้านอย่างเต็มที่ แต่พลังของบุคคลที่อยู่เบื้องหน้านี้กลับห่างชั้นกันเกินไปห่างเสียจนมิอาจสัมผัสถึงเช่นนั้นร่างของคนจึงถูกตรึงไว้มิอาจขยับเขยื้อนหลบหนีได้

        “ตาย”

    ………………

        ตูมมมมมมมมมเสียงดังกึกก้องสะท้อนสะท้านไปทั่วอาณาบริเวณเสียงระเบิดกึกก้องหยุดยั้งสภาวะของราชันย์มารแห่งเผ่ามารทมิฬไว้ก่อนที่มันจะลงมือสังหารเฟยหลงท่ามกลางเสียงดังอันรุนแรงและเขม่าดินคละคลุ้งนี้ บริเวณช่องกำแพงที่แตกสลายออกพลันปรากฏร่างของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งขึ้น บุรุษผู้นี้ดูแล้วรูปร่างสูงใหญ่ที่มือขวาของมันกำชับวัตถุรูปทรงกระบอกยาวกว่าครึ่งว่าวางพาดไหล่ยืนตะหง่านอยู่มันเดินเข้ามาอย่างมิช้ามิเร็ว และชี้วัตถุรูปทรงกระบอกมาทางราชันย์มารก่อนกล่าวขึ้น

        “พวกเจ้ารู้ไหมข้าพึ่งนึกชื่ออันประเสริฐให้แก่อาวุธชิ้นนี้ขึ้นมาได้ และข้าได้ตั้งชื่อให้มันว่า อาร์พีจีผ่าสหัสวรรษสยบมาร เอาไปกินนนนนนน”

        วี้ดดดดดดด ตูมมมมมมมม 

    …………………

    …………………

    …………………

    …………………

    โปรดติดตามตอนต่อไป

     

    นิยายแนะนำ