เมื่อถึงยามสาม ทองก็ยังไม่เห็นวี่แววของคนใหญ่คนโตที่ดูเหมือนจะเป็คนใหญ่โต ที่แมงดาเฝ้าซ่องผู้นั้นบอกแม้แต่คนเดียว
ทองนั่งหาวตาปรือ ท่าทางจะหลับมิหลับแหล่ หญิงคณิกาอายุ ราวสิบห้าปี ซึ่งเคยคุยกับทองบ้างเป็ครั้งคราว ก็อดถามอย่างเป็ห่วงมิได้
“เ้าหมูน้อย ดึกดื่นป่านนี้ แล้วเหตุใดเ้ายังไม่กับบ้าน เ้ารู้หรือไม่ การที่เ้ากลับบ้านดึกเช่นนี้ บิดามารดาเ้าจะเป็ห่วงเอา..”
ด้วยสภาพร่างกายที่อ้วนจ้ำม่ำของทอง และยังเป็เด็กอยู่ หญิงคณิกาบางส่วนจึงเรียกทอง ว่า หมูน้อย ด้วยความเอ็นดู
“ข้ากำลังรอคนใหญ่ คนโต ที่ท่านพี่ไกร บอกมาอยู่ขอรับ ท่านพี่ไกรกล่าวว่า หากข้ารออยู่ตรงนี้ อาจพบเห็นคนใหญ่คนโตเช่นที่พี่ไกรกล่าวไว้ หากข้ารออยู่ที่นี่และลงไปปรนนิบัติ พวกเขาอาจให้เบี้ยสองถึงสามร้อยเบี้ยก็ได้”
ทองกล่าวอย่างตาเป็ประกาย ค่าแรงเสิร์ฟอาหารในหอโคมแดงแห่งนี้ สำหรับเด็กอย่างมัน หนึ่งชั่วยามได้ยี่สิบเบี้ย หากวันใดโชคดี มีลูกค้าใจดี มันอาจจะได้ถึงห้าสิบเบี้ยต่อคืน
หญิงคณิกานางนั้น ได้ยินสิ่งที่ทองบอกมา ก็ส่ายหัวอย่างสงสาร ‘ท่าทางเ้าหมูน้อย จะโดนเ้าบ้าไกรแกล้งเอาสินะ’
นางยิ้มอย่างอ่อนโยน “เ้าหมูน้อย เ้าโดนเ้าไกรหรอกเอาแล้วล่ะ ข้าทำงานอยู่ที่นี่ วันนี้ยังไม่ได้ยินข่าวเื่คนใหญ่คนโตจากแม่เล้า ที่เ้าได้ฟังเ้าไกรบอกมาเลย เ้าก็หน้าจะทราบดีนี่ ว่าหากเป็เช่นที่เ้าไกรมันว่า ข้าคงไม่มาอยู่คุยกับเ้าหรอก ป่านนี้ข้าคงเตรียมตัวต้อนรับคนใหญ่คนโตผู้นั้นเสียตั้งนานแล้ว เพราะฉะนั้นเ้ากลับบ้านเสียเถอะเดี๋ยวข้าไปส่งเอง”
เมื่อกล่าวจบก็ทำท่าทางจะจูงมือทองเดินออกไป
ทองได้ยินนางกล่าวเช่นนั้นก็ ชักมือกลับอย่างทันควัน ตวาดอย่างไม่พอใจ “ไม่จริงท่านหลอกข้า ข้าไม่เชื่อว่าพี่ไกรจะโกหกข้า ข้าให้เขาไปตั้งห้าสิบเบี้ยนะ ข้าว่าหากข้ารออีกสักหน่อย พวกเขาจะต้องมาแน่ ข้า... เพียงต้องรออีกสักหน่อย”
เมื่อได้ยินทองกล่าวว่ามันได้ให้เงินกับไกรไปด้วย นาวพลันถลึงตากว้างด้วยความโกรธเกรี้ยว “มันหลอกเอาเงินของเ้าไปด้วยงั้นรึ มา มากลับข้า ข้าจะไปทวงเงินให้เ้ากับมันเอง เ้าบัดซบนั่นมันหลอกเอาเงินแม้กระทั่งเด็กตัวน้อยด้วย ช่างน่าไม่อายจริงๆ”
ว่าแล้วนางก็ฉุดกระชากทองไปด้วยความรุนแรง ไม่สนใจแรงต้านอันน้อยนิดของมันแม้แต่นิดเดียว
“ข้าไม่ไปข้าจะรอคนใหญ่คนโตที่นี่”
เมื่อมาถึงโต๊ะที่ไกรนั่งอยู่ หญิงสาวก็วาดมือกวาดของบนโต๊ะให้กระจะดกระจายอย่างไม่มีปี่มีขุ่ย ไกรกับเพื่อนสนิทสองสามคนของมัน ที่ต่างยิ้มสังสรรค์อย่างมีความสุข ก็แข็งค้างขึ้น ก่อนตระโกนเสียงดังอย่างโกรธเกรี้ยว
“ทำอะไรของเ้าน่ะ!! เกสร มีล้มโต๊ะของข้าเช่นนี้ด้วยเหตุอันใด ข้ามิเคยกระทำการสิ่งใดให้เ้าขุ่นเคืองเลยนะ?”
เกสรเชิดอกะโกลับ “ทำไม จริงอยู่ ที่เ้าไม่เคยทำให้ข้าขุ่นเคือง แต่ข้าก็ไม่ได้บอกสักหน่อยว่า ข้าจะขุ่นเคืองแทนผู้อื่นมิได้”
“ขุ่นเคืองแทนผู้อื่น?” ไกรทวนคำตอบของเกสรอย่างงงงวย
เมื่ออารมณ์ที่ครุกรุ่นสงบลงแล้ว สายตาที่คับแคบของไกรก็กว้างขวางขึ้นอย่างมา จึงเห็นเ้าเด็กน้อยที่กลั้นน้ำตาที่กำลังปริ่มออกมา ด้วยอาการเ็ปที่ข้อมือ จึงเข้าใจเื่ทั้งหมดอย่างทันควัน
ไกลทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้ “เื่อันใดรึ ผู้อื่นตัวข้าก็ไม่ได้ทำให้ผู้ใดขุ่นเคือง?”
“เ้า!”
เกสรสะอึก นางไม่นึกเลยว่าเ้าไกรจะเป็ผู้หน้าหนาอย่างนี้ แต่เมื่อนางนึกได้นางก็ไม่รอช้าผลักทองออกมายืนด้านหน้าทันทีพร้อมเถียงกลับ
“เ้าหน่ะ ไปหลอกเงินเ้าหมูน้อยมาสินะ เ้าหน่ะหลอกเงินมันมาห้าสิบเบี้ยสินะ แล้วเ้าจะยังมีข้อแก้ตัวอะไรอีก”
“ข้อแก้ตัว เหตุใดข้าต้องมีข้อแก้ตัวด้วย ข้าบอกเ้าไว้เลยนะเกสร หากเ้าจะพูดอะไรซี้ซั้ว แล้วล่ะก็ หลักฐานล่ะ ไปเอาหลักฐานมาสิ ถ้าหากไม่มีหลักฐานแล้วล่ะก็ ก็ออกไปซะ เ้ากำลังทำให้ข้าหมดอารมณ์”
เมื่อกล่าวจบแล้ว ไกรจึงโบกมือปัดอย่างลำคาน พร้อมทำท่าเดินจากไป
เมื่อทองได้ยินเช่นนั้น คราแรกมันก็ยังไม่เชื่อว่าตนเองโดนหลอก แต่เมื่อเห็นท่าที่ของไกรก็ทำให้มัน รู้แล้วว่าตนเองโดนหลอก มันผละกายออกไปจากฝ่าของเกสร ก่อนวิ่งไปขวางไกรไว้
“พี่ไกรท่านหลอกข้าหรือ ข้าไปทำอะไรให้ท่านกันแน่ ใยต้องหลอกเอาเงินจากเด็กน้อยอย่างข้าด้วย เอาเงินคืนมา ข้าจะกลับบ้านแล้ว” ทองพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้น
ต่อให้เห็นเช่นนั้น ไกรก็ยังไม่มีทีท่า เห็นอกเห็นใจแม้แต่นิดเดียว เผยสีหน้าเย้ยหยันออกมา
“ถ้าเ้าอยากกลับบ้านก็กลับไปสิ ถ้าก็ไม่ได้ขวางทางเ้าสักหน่อย หลีกไป”
เมื่อกล่าวจบไกรก็เดินสวนทอง พลางผลักมันให้ล้มออกไปด้านข้าง ทองเมื่อถูกผลักจนล้ม ความคับแค้นที่มีในอก และความเ็ปที่มีในจิตใจ ก็พรั่งพรูออกมาเป็หยดน้ำผ่านทางสายตา
แง งง งงง*!!!*
เสียงร้องไห้ของเด็กน้อย ดังก้องไปทั่วทั้งหอนางโลม นักเที่ยวและบรรดานางโลมต่างก็หันมามองเป็ตาเดียว และแฝงด้วยความไม่พอใจ
“เสียงเด็กที่ไหนมาร้องไห้โหวกเหวกโวยวายแถวนี้”
“ใช่ ใครมันให้เด็กเข้ามาในหอนางโลมกัน รีบไล่มันออกไปเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นข้าจะไม่มาที่นี่อีก”
ผู้คนต่างพากันโห่ร้องอย่างไม่พอใจเป็อย่างมาก แม่เล้าที่กำลังอยู่ในห้องพิเศษ ก็พ่นน้ำชาที่กำลังดื่มอยู่อย่างตกอกใ แขกปริศนาขมวดคิ้ว กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้ม “เกิดในขึ้น ทำไมผู้คนถึงก่อเหตุโวยวายเช่นนี้”
แม่เล้าหน้าซีดเผือดตัวสั่นงันงก “ประเดี๋ยวข้าน้อยจะไปดูให้เ้าค่ะ”
เมื่อกล่าวจบ แม่เล้าพลางเดินเร็วออกไปอย่างสุดตัว “เกิดอะไรขึ้นกันรึเ้าคะ? นายท่านทั้งหลาย”
แม่เล้าะโลงมาทางระเบียงพลางเดินลงมาจากบันไดจากชั้นสามซึ่งเป็ชั้นไว้สำหรับรับรองแขกพิเศษ และบรรดาเศรษฐีจากตระกูลผู้มั่งคั่ง
“โอ้แม่เล้า ในที่สุดเ้าก็ออกมา เ้าลองไปดูสิว่ามีเด็กมาร้องดังหนวกหูในหอโคมแดงได้เยี่ยงไร”
ลูกค้าท่านนี้คือบัณฑิตผู้หนึ่ง ที่มีท่าทางรอบรู้อย่างมาก บัณฑิตผู้นี้มาศึกษาการร่ายรำและโคลงกลอน เพราะในสถานที่แห่งนี้ หากไม่มีเื่เกี่ยวกับคาวโลกีย์ล่ะก็ไม่ต่างจากหอความรู้ที่เป็แหล่งรวมบัณฑิตจากทุกสารทิศ ซึ่งลูกค้าประเภทนี้จะอยู่เพียงชั้นหนึ่งเท่านั้น
เมื่อแม่เล้าหันไปตามเสียงเรียก ก็เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย “อ้าวบัณฑิตขาวนี่เอง” แม่เล้าร้องทักอย่างยิ้มแย้ม “ข้าน้อยเองก็ไม่ทราบเช่นกันมีเื่อันใดเกิดขึ้น ประเดี๋ยวข้าน้อยจะสืบสาวราวเื่ แก้ไข้ข้อข้องใจให้ท่านเอง”
เมื่อกล่าวจบก็หันไปถามข้ารับใช้ด้วยสีหน้าบึ้งตึง “ตอบข้ามาว่าเกิดเื่อันใดขึ้น เหตุใดจึงมีเสียงเด็กร้องในหอของข้าได้”
ข้ารับใช้มีสีหน้าไม่สู้ดี “ข้าน้อยทราบเื่มาว่า ท่านไกรก่อเื่รังแกเด็กน้อยที่ท่านพ่อครัวจ้างมาเสิร์ฟอาหารเมื่อเดือนที่แล้วขอรับ”
“เด็กเสิร์ฟอาหารของพ่อครัวรึ อายุกี่ขวบปี เหตุใดจึงร้องไห้โหวกเหวกเช่นนี้”
“หกขวบปีขอรับ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แม่เล้าจึงตะหวาดอย่างเกรี้ยวกราด “เหลวไหล*!! เ้าให้เด็กน้อยที่ต่ำกว่าสิบขวบปีเข้ามาทำงานในสถานที่เช่นนี้ได้อย่างไร หรือต่อให้มาเสิร์ฟอาหารก็ต้องกลับบ้านไปหลังจากพ้นยามหนึ่ง นี่มันยามสามแล้ว เหตุใด เด็กนั่นมันยังอยู่ที่นี่อีก ทำไม่เ้าไม่ไล่มันกลับบ้านไปซะ”*
ข้ารับใช้กล่าวเสียงสั่น “ข้าน้อยไม่ทราบ”
“ไม่ทราบ? บัดซบ ข้าจ้างเ้ามาคุมซ่อง คอยดูแลลูกค้า แต่แค่เื่เด็กน้อยมันยังอยู่ในหอได้ยังไง เ้ายังไม่ทราบ ถ้าหากภายภาคหน้ามีโจรเข้ามาหลบซ่อนอยู่ในหอของข้า เ้ายังจะตอบว่าเจ่าไม่ทราบอีกรึไม่ เ้าลองตอบข้าหน่อยสิว่าข้ายังต้องเลี้ยงเ้าไม่เสียข้าวสุกอีกรึไม่” เมื่อกล่าวจบแม่เล้าจึงบันดาลโทสะ ตบหน้าข้ารับใช้ฉาดใหญ่
“อภัยให้ข้าน้อยด้วย”ข้ารับใช้โขกหัวลงกับพื้นด้วยความตื่นกลัว
แม่เล้าเห็นเช่นนั้นใจจริงก็ยังไม่ได้หายโกรธเกรี้ยว แต่จิตใจก็เย็นลงบ้างแล้ว“เอาล่ะเ้ารีบนำทางข้าไปได้แล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นข้ารับใช้ก็ดีใจ ลุกขึ้นมาทำท่าทางเชิญแม่เล้าไปทางที่ไกรและทองอยู่เมื่อถึงยามสาม ทองก็ยังไม่เห็นวี่แววของคนใหญ่คนโตที่ดูเหมือนจะเป็คนใหญ่โต ที่แมงดาเฝ้าซ่องผู้นั้นบอกแม้แต่คนเดียว
ทองนั่งหาวตาปรือ ท่าทางจะหลับมิหลับแหล่ หญิงคณิกาอายุ ราวสิบห้าปี ซึ่งเคยคุยกับทองบ้างเป็ครั้งคราว ก็อดถามอย่างเป็ห่วงมิได้
“เ้าหมูน้อย ดึกดื่นป่านนี้ แล้วเหตุใดเ้ายังไม่กับบ้าน เ้ารู้หรือไม่ การที่เ้ากลับบ้านดึกเช่นนี้ บิดามารดาเ้าจะเป็ห่วงเอา..”
ด้วยสภาพร่างกายที่อ้วนจ้ำม่ำของทอง และยังเป็เด็กอยู่ หญิงคณิกาบางส่วนจึงเรียกทอง ว่า หมูน้อย ด้วยความเอ็นดู
“ข้ากำลังรอคนใหญ่ คนโต ที่ท่านพี่ไกร บอกมาอยู่ขอรับ ท่านพี่ไกรกล่าวว่า หากข้ารออยู่ตรงนี้ อาจพบเห็นคนใหญ่คนโตเช่นที่พี่ไกรกล่าวไว้ หากข้ารออยู่ที่นี่และลงไปปรนนิบัติ พวกเขาอาจให้เบี้ยสองถึงสามร้อยเบี้ยก็ได้”
ทองกล่าวอย่างตาเป็ประกาย ค่าแรงเสิร์ฟอาหารในหอโคมแดงแห่งนี้ สำหรับเด็กอย่างมัน หนึ่งชั่วยามได้ยี่สิบเบี้ย หากวันใดโชคดี มีลูกค้าใจดี มันอาจจะได้ถึงห้าสิบเบี้ยต่อคืน
หญิงคณิกานางนั้น ได้ยินสิ่งที่ทองบอกมา ก็ส่ายหัวอย่างสงสาร ‘ท่าทางเ้าหมูน้อย จะโดนเ้าบ้าไกรแกล้งเอาสินะ’
นางยิ้มอย่างอ่อนโยน “เ้าหมูน้อย เ้าโดนเ้าไกรหรอกเอาแล้วล่ะ ข้าทำงานอยู่ที่นี่ วันนี้ยังไม่ได้ยินข่าวเื่คนใหญ่คนโตจากแม่เล้า ที่เ้าได้ฟังเ้าไกรบอกมาเลย เ้าก็หน้าจะทราบดีนี่ ว่าหากเป็เช่นที่เ้าไกรมันว่า ข้าคงไม่มาอยู่คุยกับเ้าหรอก ป่านนี้ข้าคงเตรียมตัวต้อนรับคนใหญ่คนโตผู้นั้นเสียตั้งนานแล้ว เพราะฉะนั้นเ้ากลับบ้านเสียเถอะเดี๋ยวข้าไปส่งเอง”
เมื่อกล่าวจบก็ทำท่าทางจะจูงมือทองเดินออกไป
ทองได้ยินนางกล่าวเช่นนั้นก็ ชักมือกลับอย่างทันควัน ตวาดอย่างไม่พอใจ “ไม่จริงท่านหลอกข้า ข้าไม่เชื่อว่าพี่ไกรจะโกหกข้า ข้าให้เขาไปตั้งห้าสิบเบี้ยนะ ข้าว่าหากข้ารออีกสักหน่อย พวกเขาจะต้องมาแน่ ข้า... เพียงต้องรออีกสักหน่อย”
เมื่อได้ยินทองกล่าวว่ามันได้ให้เงินกับไกรไปด้วย นาวพลันถลึงตากว้างด้วยความโกรธเกรี้ยว “มันหลอกเอาเงินของเ้าไปด้วยงั้นรึ มา มากลับข้า ข้าจะไปทวงเงินให้เ้ากับมันเอง เ้าบัดซบนั่นมันหลอกเอาเงินแม้กระทั่งเด็กตัวน้อยด้วย ช่างน่าไม่อายจริงๆ”
ว่าแล้วนางก็ฉุดกระชากทองไปด้วยความรุนแรง ไม่สนใจแรงต้านอันน้อยนิดของมันแม้แต่นิดเดียว
“ข้าไม่ไปข้าจะรอคนใหญ่คนโตที่นี่”
เมื่อมาถึงโต๊ะที่ไกรนั่งอยู่ หญิงสาวก็วาดมือกวาดของบนโต๊ะให้กระจะดกระจายอย่างไม่มีปี่มีขุ่ย ไกรกับเพื่อนสนิทสองสามคนของมัน ที่ต่างยิ้มสังสรรค์อย่างมีความสุข ก็แข็งค้างขึ้น ก่อนตระโกนเสียงดังอย่างโกรธเกรี้ยว
“ทำอะไรของเ้าน่ะ!! เกสร มีล้มโต๊ะของข้าเช่นนี้ด้วยเหตุอันใด ข้ามิเคยกระทำการสิ่งใดให้เ้าขุ่นเคืองเลยนะ?”
เกสรเชิดอกะโกลับ “ทำไม จริงอยู่ ที่เ้าไม่เคยทำให้ข้าขุ่นเคือง แต่ข้าก็ไม่ได้บอกสักหน่อยว่า ข้าจะขุ่นเคืองแทนผู้อื่นมิได้”
“ขุ่นเคืองแทนผู้อื่น?” ไกรทวนคำตอบของเกสรอย่างงงงวย
เมื่ออารมณ์ที่ครุกรุ่นสงบลงแล้ว สายตาที่คับแคบของไกรก็กว้างขวางขึ้นอย่างมา จึงเห็นเ้าเด็กน้อยที่กลั้นน้ำตาที่กำลังปริ่มออกมา ด้วยอาการเ็ปที่ข้อมือ จึงเข้าใจเื่ทั้งหมดอย่างทันควัน
ไกลทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้ “เื่อันใดรึ ผู้อื่นตัวข้าก็ไม่ได้ทำให้ผู้ใดขุ่นเคือง?”
“เ้า!”
เกสรสะอึก นางไม่นึกเลยว่าเ้าไกรจะเป็ผู้หน้าหนาอย่างนี้ แต่เมื่อนางนึกได้นางก็ไม่รอช้าผลักทองออกมายืนด้านหน้าทันทีพร้อมเถียงกลับ
“เ้าหน่ะ ไปหลอกเงินเ้าหมูน้อยมาสินะ เ้าหน่ะหลอกเงินมันมาห้าสิบเบี้ยสินะ แล้วเ้าจะยังมีข้อแก้ตัวอะไรอีก”
“ข้อแก้ตัว เหตุใดข้าต้องมีข้อแก้ตัวด้วย ข้าบอกเ้าไว้เลยนะเกสร หากเ้าจะพูดอะไรซี้ซั้ว แล้วล่ะก็ หลักฐานล่ะ ไปเอาหลักฐานมาสิ ถ้าหากไม่มีหลักฐานแล้วล่ะก็ ก็ออกไปซะ เ้ากำลังทำให้ข้าหมดอารมณ์”
เมื่อกล่าวจบแล้ว ไกรจึงโบกมือปัดอย่างลำคาน พร้อมทำท่าเดินจากไป
เมื่อทองได้ยินเช่นนั้น คราแรกมันก็ยังไม่เชื่อว่าตนเองโดนหลอก แต่เมื่อเห็นท่าที่ของไกรก็ทำให้มัน รู้แล้วว่าตนเองโดนหลอก มันผละกายออกไปจากฝ่าของเกสร ก่อนวิ่งไปขวางไกรไว้
“พี่ไกรท่านหลอกข้าหรือ ข้าไปทำอะไรให้ท่านกันแน่ ใยต้องหลอกเอาเงินจากเด็กน้อยอย่างข้าด้วย เอาเงินคืนมา ข้าจะกลับบ้านแล้ว” ทองพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้น
ต่อให้เห็นเช่นนั้น ไกรก็ยังไม่มีทีท่า เห็นอกเห็นใจแม้แต่นิดเดียว เผยสีหน้าเย้ยหยันออกมา
“ถ้าเ้าอยากกลับบ้านก็กลับไปสิ ถ้าก็ไม่ได้ขวางทางเ้าสักหน่อย หลีกไป”
เมื่อกล่าวจบไกรก็เดินสวนทอง พลางผลักมันให้ล้มออกไปด้านข้าง ทองเมื่อถูกผลักจนล้ม ความคับแค้นที่มีในอก และความเ็ปที่มีในจิตใจ ก็พรั่งพรูออกมาเป็หยดน้ำผ่านทางสายตา
แง งง งงง*!!!*
เสียงร้องไห้ของเด็กน้อย ดังก้องไปทั่วทั้งหอนางโลม นักเที่ยวและบรรดานางโลมต่างก็หันมามองเป็ตาเดียว และแฝงด้วยความไม่พอใจ
“เสียงเด็กที่ไหนมาร้องไห้โหวกเหวกโวยวายแถวนี้”
“ใช่ ใครมันให้เด็กเข้ามาในหอนางโลมกัน รีบไล่มันออกไปเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นข้าจะไม่มาที่นี่อีก”
ผู้คนต่างพากันโห่ร้องอย่างไม่พอใจเป็อย่างมาก แม่เล้าที่กำลังอยู่ในห้องพิเศษ ก็พ่นน้ำชาที่กำลังดื่มอยู่อย่างตกอกใ แขกปริศนาขมวดคิ้ว กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้ม “เกิดในขึ้น ทำไมผู้คนถึงก่อเหตุโวยวายเช่นนี้”
แม่เล้าหน้าซีดเผือดตัวสั่นงันงก “ประเดี๋ยวข้าน้อยจะไปดูให้เ้าค่ะ”
เมื่อกล่าวจบ แม่เล้าพลางเดินเร็วออกไปอย่างสุดตัว “เกิดอะไรขึ้นกันรึเ้าคะ? นายท่านทั้งหลาย”
แม่เล้าะโลงมาทางระเบียงพลางเดินลงมาจากบันไดจากชั้นสามซึ่งเป็ชั้นไว้สำหรับรับรองแขกพิเศษ และบรรดาเศรษฐีจากตระกูลผู้มั่งคั่ง
“โอ้แม่เล้า ในที่สุดเ้าก็ออกมา เ้าลองไปดูสิว่ามีเด็กมาร้องดังหนวกหูในหอโคมแดงได้เยี่ยงไร”
ลูกค้าท่านนี้คือบัณฑิตผู้หนึ่ง ที่มีท่าทางรอบรู้อย่างมาก บัณฑิตผู้นี้มาศึกษาการร่ายรำและโคลงกลอน เพราะในสถานที่แห่งนี้ หากไม่มีเื่เกี่ยวกับคาวโลกีย์ล่ะก็ไม่ต่างจากหอความรู้ที่เป็แหล่งรวมบัณฑิตจากทุกสารทิศ ซึ่งลูกค้าประเภทนี้จะอยู่เพียงชั้นหนึ่งเท่านั้น
เมื่อแม่เล้าหันไปตามเสียงเรียก ก็เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย “อ้าวบัณฑิตขาวนี่เอง” แม่เล้าร้องทักอย่างยิ้มแย้ม “ข้าน้อยเองก็ไม่ทราบเช่นกันมีเื่อันใดเกิดขึ้น ประเดี๋ยวข้าน้อยจะสืบสาวราวเื่ แก้ไข้ข้อข้องใจให้ท่านเอง”
เมื่อกล่าวจบก็หันไปถามข้ารับใช้ด้วยสีหน้าบึ้งตึง “ตอบข้ามาว่าเกิดเื่อันใดขึ้น เหตุใดจึงมีเสียงเด็กร้องในหอของข้าได้”
ข้ารับใช้มีสีหน้าไม่สู้ดี “ข้าน้อยทราบเื่มาว่า ท่านไกรก่อเื่รังแกเด็กน้อยที่ท่านพ่อครัวจ้างมาเสิร์ฟอาหารเมื่อเดือนที่แล้วขอรับ”
“เด็กเสิร์ฟอาหารของพ่อครัวรึ อายุกี่ขวบปี เหตุใดจึงร้องไห้โหวกเหวกเช่นนี้”
“หกขวบปีขอรับ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แม่เล้าจึงตะหวาดอย่างเกรี้ยวกราด “เหลวไหล*!! เ้าให้เด็กน้อยที่ต่ำกว่าสิบขวบปีเข้ามาทำงานในสถานที่เช่นนี้ได้อย่างไร หรือต่อให้มาเสิร์ฟอาหารก็ต้องกลับบ้านไปหลังจากพ้นยามหนึ่ง นี่มันยามสามแล้ว เหตุใด เด็กนั่นมันยังอยู่ที่นี่อีก ทำไม่เ้าไม่ไล่มันกลับบ้านไปซะ”*
ข้ารับใช้กล่าวเสียงสั่น “ข้าน้อยไม่ทราบ”
“ไม่ทราบ? บัดซบ ข้าจ้างเ้ามาคุมซ่อง คอยดูแลลูกค้า แต่แค่เื่เด็กน้อยมันยังอยู่ในหอได้ยังไง เ้ายังไม่ทราบ ถ้าหากภายภาคหน้ามีโจรเข้ามาหลบซ่อนอยู่ในหอของข้า เ้ายังจะตอบว่าเจ่าไม่ทราบอีกรึไม่ เ้าลองตอบข้าหน่อยสิว่าข้ายังต้องเลี้ยงเ้าไม่เสียข้าวสุกอีกรึไม่” เมื่อกล่าวจบแม่เล้าจึงบันดาลโทสะ ตบหน้าข้ารับใช้ฉาดใหญ่
“อภัยให้ข้าน้อยด้วย”ข้ารับใช้โขกหัวลงกับพื้นด้วยความตื่นกลัว
แม่เล้าเห็นเช่นนั้นใจจริงก็ยังไม่ได้หายโกรธเกรี้ยว แต่จิตใจก็เย็นลงบ้างแล้ว“เอาล่ะเ้ารีบนำทางข้าไปได้แล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นข้ารับใช้ก็ดีใจ ลุกขึ้นมาทำท่าทางเชิญแม่เล้าไปทางที่ไกรและทองอยู่