.
.
.
ไม่ช้าเฉียวเฟิงและเหล่าเด็กน้อยก็มาถึง
เมื่อทั้งสามมาถึงเฉียวเฟิงย่อมเยือกเย็น สำหรับมันแล้วบรรยายกาศในสถานที่แห่งนี้ช่างคุ้นเคย
หากแต่สำหรับเหล่าเด็กน้อยบรรยากาศโดยรอบสำนักสยบมังกรแห่งนี้ช่างดูน่ากลัวไม่น้อย สถานที่แห่งนี้มันคือซากตำหนักอย่างแท้จริง มันขาดการดูแล พุพังเกินกว่าจะซ่อมแซมใดๆ ได้ ส่วนใดที่เป็นไม้ผุพังจนแทบไม่เหลืออะไรที่ดูมีคุณค่า
ประตูหิน เสาศิลาหลายส่วนแตกหัก สะท้อนภาพประวัติศาสตร์ในอดีต มีเพียงสถานที่รอบนอกเล็กๆ เท่านั้น ที่ดูเหมือนจะมีการปรับปรุงและสร้างขึ้นมาใหม่ อาจจะเป็นสถานที่ที่ตระกูลการค้าสร้างเอาไว้ หวังเปลี่ยนสำนักสยบมังกรแห่งนี้ เป็นสถานที่พัก หากแต่ด้วยปัญหาดวงวิญญาณและผีสาง สุดท้ายก็ไม่ได้มีการเข้ามาดูแลและปรับปรุงสถานที่แห่งนี้
เด็กน้อยสองคนเดินตามไม่ห่างเฉียวเฟิง พานลี่เกาะแขนหลีกังอย่างสั่นกลัว ในที่สุดทั้งสามก็เข้ามาถึงด้านใน
ทั้งสามเห็นประตูที่ทำด้วยหินอันตระการ สิ่งนี้มันยังดูสวยงาม ยิ่งใหญ่และยังอยู่ในสภาพดี เทพนักรบยืนอยู่บนหลังมังกร ตัดเศียร จับหอก มันดูดุดันยิ่ง
เฉียวเฟิงและโดยเฉพาะเด็กน้อยต่างประทับใจในรูปสลักนี้ ที่แสดงถึงทักษะแห่งงานฝีมือด้านการแกะสลักหินระดับสูง
เฉียวเฟิงตอนนี้เอาหินไฟออกมา มันให้แสงและส่องสว่าง ก่อนที่ในไม่ช้าเฉียวเฟิงจะเดินนำสองเด็กน้อยเข้าไป
ตอนนี้พานลี่เริ่มมีกังวลแล้ว การเดินเกาะแค่หลีกังไม่ทำให้นางสบายใจ สุดท้ายจึงเร่งฝีเท้าเดินตามเฉียวเฟิง ก่อนที่จะทำนัยน์ตาน่าสงสารก่อนจะเกาะชายเสื้อเฉียวเฟิงเอาไว้แน่นมือ ส่วนด้านหลังให้หลีกังเดินถือหินไฟให้รักษาระยะมิให้ห่างตัวนางจนเกินไป หากนางรู้สึกตกใจคร่าวใด นางมักกอดเฉียวเฟิงแน่นโดยไม่รู้สึกตัว
เฉียวเฟิงทำเพียงยิ้มบางเบาเมตตาต่อเด็กน้อยของตัวเอง
เมื่อเข้ามาถึงด้านในส่วนลึก อันเป็นห้องโถงกว้างขนาดใหญ่ที่ยังคงประวัติศาสตร์ และเรื่องราวในอดีตที่เคยยิ่งใหญ่แห่งสำนักสยบมังกรบางส่วนเอาไว้ เก้าอี้ที่ทำจากศิลาที่หนักอึ้งวางอยู่รายรอบมากมาย ด้านหลังมีเก้าอี้ต่างมีแผ่นหินขนาดใหญ่ที่มีอักษรสลักอยู่ หากแต่ตัวอักษรต่างๆ ถูกทำลายทิ้งไปแล้ว คาดว่าเพราะอักษรสลักเหล่านี้คงเขียนข้อมูลเกี่ยวกับประวัติหรือเคล็ดวิชาบางส่วนของสำนักสยบมังกรเอาไว้ เมื่อเป็นเช่นนั้นสิ่งเหล่านี้จึงถูกทำลายทิ้ง
เฉียงเฟิงไม่ได้สนใจพวกมันเท่าไรนัก ไม่ช้าเฉียวเฟิงก็หันเหสายตามองไปที่กำแพงที่ไม่ได้ดูเป็นจุดที่น่าสนใจอะไรนัก มันดูสามัญยิ่ง หากแต่เมื่อเฉียวเฟิงเดินไปถึงที่ตรงนั้น จากนั้นก็กดบนแผ่นหินสลักที่ดูไม่ได้เป็นจุดทำสัญลักษณ์หรือดูมีความพิเศษใดๆ โดยไม่ว่าผู้ใดหากดูด้วยตาเปล่าก็แทบจะดูไม่ออกว่าแผ่นหินนี้คือกลไกของประตูลับ
ทำให้เชื่อได้ว่าผู้สร้างกลไกที่ซ่อนประตูลับไว้ที่กำแพงหินที่ดูสามัญนี้ได้ ตัวเขานั้นต้องเป็นสุดยอดช่างฝีมือและเครื่องกลระดับสูงแห่งแผ่นดินในยุคสมัยนั้นอย่างแน่นอน เพราะงานก่อสร้างแบบนี้มิใช่คนทั่วไปจะทำได้ ถึงขนาดที่ผ่านไปหลายร้อยปีมิมีใครค้นพบกลไกนี้ได้เลย
หลังจากกดแผ่นหินลงไปโดยใช้แรงอย่างหนักมือ ไม่นานนัก ประตูลับในห้องโถงก็เปิดออก ครือ ครือ… เสียงเคลื่อนตัวของแผ่นหินและกลไกดังสนั่น
เด็กน้อยสองคนถึงกับตื่นตกใจในทันที "ศิษย์พี่นี้มันคืออะไรรึ เหตุใดผนักถ้ำมันจึง…" ภาพของแผ่นหินขนาดยักษ์กำลังเคลื่อนตัว หมุนทำเหลี่ยมมุมอย่างอัศจรรย์ ภาพแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นได้ง่ายๆ เลย
เฉียวเฟิงยิ้มให้เด็กน้อยพานลี่ที่ช่างถามและเกาะแขนมันไม่ห่าง ก่อนจะพูดกับนางด้วยน้ำเสียงเอ็นดู
"ก็ที่ๆ ต่อจากนี้พวกเจ้าจะใช้ฝึกวรยุทธ์ยังไงละ"
พานลี่และหลีกังได้ยินดังนั้นดวงตาก็ส่องสว่างวาบครู่หนึ่ง ก่อนที่อีกในไม่กี่อึดใจต่อมา พานลี่ได้แต่ตัวสั่นนางไม่ชอบสถานที่แห่งนี้เลย
เฉียวเฟิงเรียกเด็กน้อยทั้งสองเข้ามาด้านในพร้อมกับตัวมัน เมื่อเด็กน้อยทั้งสองเดินเข้ามาแล้ว เฉียวเฟิงก็ปิดประตูพร้อมพาเด็กน้อยทั้งสองเดินสำรวจสถานที่ภายในอย่างช้าๆ โดยตัวเฉียวเฟิงก็แสร้งทำคล้ายกับว่าพึ่งเคยมา ณ ที่แห่งนี้ครั้งแรกจริงๆ
เมื่อเดินสำรวจไปเรื่อยๆ ผ่านห้องเล็กห้องน้อยที่มีเหล่าเคล็ดวิชาระดับต่ำจำนวนมากสลักอยู่ สองเด็กน้อยทั้งประหลาดใจและดีใจราวกับว่าเห็นยอดสมบัติ
หากแต่พอลองอ่านดูไปครู่หนึ่งก็พบว่าวิชาเหล่านี้หาได้มีค่าอะไร สู้เคล็ดวิชาที่พี่ใหญ่เฉียวเฟิงของทั้งสองสั่งสอนก็ไม่ได้ สุดท้ายจากความตื่นเต้น ก็เป็นความเบื่อหน่ายและเฉยช้า ไม่คิดเลยว่าอดีตสำนักที่ยิ่งใหญ่ เหตุใดจึงมีแต่เคล็ดวิชาที่ไม่เอาไหนเช่นนี้
ทำอย่างไรได้ สองเด็กน้อยฝึกแต่ยอดเคล็ดวิชาที่เฉียวเฟิงคัดสรรมาจนเคยตัว พอเจอวิชาระดับสามัญก็คล้ายคนกินแต่อาหารเลิศรส จะให้กลับมากินอาหารบ้านๆ ก็ยากจะทำใจ
ในที่สุดทั้งสามก็มาถึงห้องที่อยู่ลึกที่สุดและมีขนาดใหญ่โตเป็นพิเศษ ในห้องนี้เฉียวเฟิงเดินสำรวจเพียงครู่ ไม่ช้าสายตาก็มองกวาดหากลไกลับอีกครั้ง รอบนี้มันอยู่ที่เพดานสูงเป็นก้อนหินก้อนหนึ่งที่ดูสามัญเช่นเคย หากไม่ใช่ผู้ชำนาญกลไกหรือเป็นผู้ที่รู้ที่ตั้งของมันอยู่แล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมองออกว่านี่เป็นกลไกห้องลับอีกเช่นกัน
เด็กน้อยทั้งสองเห็นเฉียวเฟิงทำเช่นนี้อีกครั้งต่างสงสัยสิ่งที่เฉียวเฟิงกระทำจนตอนนี้อดที่จะถามไม่ได้แล้ว
เฉียวเฟิงไม่มากความ มันมีตัวตนอุปโลกน์ไว้รับสมอ้างสิ่งที่เหนือความเข้าใจต่างๆ เอาไว้เรียบร้อยแล้ว เป็นอีกครั้งที่นามของท่านจ้าวหมื่นเทวะต้องรับภาระเรื่องเหล่านี้
สำหรับเฉียวเฟิงแล้วสำหรับเหล่าเด็กน้อยไม่ว่ามันจะทำสิ่งใดที่แปลกประหลาดหรือดูอัศจรรย์เกินไปในสายตาของเหล่าเด็กน้อย เฉียวเฟิงก็จะใช้ชื่อของท่านจ้าวหมื่นเทวะมากลบเกลื่อนความสงสัยของเหล่าเด็กน้อยเสมอ เพราะเมื่ออ้างชื่อท่านจ้าวหมื่นเทวะสิ่งประหลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็ดูคล้ายจะไม่มีเรื่องน่าสงสัยใดๆ ทันที
เมื่อเฉียวเฟิงทำสองเด็กน้อยสิ้นสงสัย ต่อมาทั้งสามก็เห็นทางเข้าไปในห้องลับ มันเป็นทางเดินลงบันไดที่ดูราวกับไร้จุดจบ
หากแต่การเดินลงบันไดในครั้งนี้เฉียวเฟิงก็ไม่ได้เดินอย่างช้าๆ อีก หากแต่รีบวิ่งด้วยเคล็ดวิชาตัวเบา นั่นก็เพราะว่าตัวมันรู้ว่าทางลับแห่งนี้ยาวเกือบ 24 ลี้ หากค่อยๆ เดินสำรวจทั้งวันก็คงจะไม่เป็นอันทำอะไร เด็กทั้งสองวิ่งตามเฉียวเฟิงไม่ห่างโดยเฉพาะพานลี่นางตั้งใจ จะไม่ยอมห่างศิษย์พี่เกิน 2 ช่วงตัวเด็ดขาดแม้จะต้องใช้พลังปราณหมดตัวก็ตาม
เมื่อวิ่งมาถึงด้านล่างด้วยวิชาตัวเบา เด็กทั้งสองเหนื่อยหอบเล็กน้อย ก่อนจะตกใจเมื่อเห็นบึงวิญญาณ สีมรกตของมันส่องสว่างสวยงามในความมืดมิดอย่างน่าลุ่มหลง หากแต่ในขณะที่ทั้งสองมองจ้องบึงวิญญาณอย่างหลงใหล เฉียวเฟิงก็ตะโกนเสียงก้องในท้องถ้ำทันที
"!!!ตั้งสมาธิ พร้อมรีบใช้เคล็ดวิชารักษาวิญญาณที่ข้าเคยสอนพวกเจ้าในอดีตเร็ว"