เซียนกระบี่จ้าวแห่งเทพยุทธ์

    ตอนที่ 42 ความเปลี่ยนแปลง

    เมื่อเทียนอี้กล่าวคำสาบานต่อสวรรค์ชั้นฟ้าเช่นนี้แล้ว นั้นทำให้มังกรขาวพึงพอใจอย่างมาก ก่อนจะวางเทียนอี้ลงบนพื้นอีกครั้งก่อนจะพูดกับเทียนอี้อีกเป็นครั้งสุดท้าย
    "ถ้าเช่นนั้นข้าจะมอบร่างกายและดวงจิตของข้าให้กับเจ้า และข้าจะแบ่งดวงจิตออกเป็น 2 ส่วน ส่วนใหญ่จะหลอมรวมเข้ากับดวงจิตของเจ้าและมังกรทมิฬ อีกส่วนหนึ่งจะผูกติดอยู่กับแหวนมิติของเจ้า เพื่อคอยช่วยเหลือเจ้าในยามจำเป็น" พูดเสร็จก็มีแสงสีขาวดวงหนึ่งพุ่งเข้ามาที่แหวนมิติบนนิ้วของเทียนอี้
    ก่อนที่แหวนมิติธรรมดาๆวงหนึ่งจะหายไป และกลายเป็นรอยสักที่ปรากฏอยู่บริเวณหลังมือขวาของเทียนอี้ รอยสักนี้เป็นรูปมังกรสีขาวขนาดเล็กขดตัวอยู่รอบๆลูกแก้ว ก่อนที่ร่างกายของมังกรขาวจะกลายเป็นลำแสงพุ่งเข้าไปในรอยสัก ตอนนี้กลางอากาศเหลือเพียง กลุ่มก้อนดวงจิตส่วนสุดท้ายของมังกรขาวที่กำลังลอยอยู่...
    "ตอนนี้เจ้าจะมีมิติพิเศษอยู่บนมือขวาของเจ้าแล้ว มิติแห่งนี้จะแบ่งเป็นสองส่วน .ส่วนแรกเจ้าสามารถเก็บสิ่งมีชีวิตลงไปได้และด้านในมีพื้นที่ดังโลกเล็กๆใบหนึ่ง และอีกหนึ่งส่วนมีพื้นที่ไม่จำกัดเจ้าสามารถเก็บของได้มากมายโดยมิติภายในนี้จะถูกหยุดเวลาไว้ทำให้สิ่งของด้านในไม่ศูนย์สลายหรือเสียคุณสมบัติไปแม้แต่น้อย" เทียนอี้ฟังแล้วก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมากกับมิติส่วนตัวนี้ช่างสะดวกกว่าแหวนมิติหลายเท่า
    "ส่วนร่างกายของข้านั้นเจ้าสามารถนำไปปรุงยา หรือทำอาวุธชุดเกราะได้ตามแต่ที่เจ้าต้องการได้เลย และดวงจิตส่วนนี้จะหลอมรวมเข้ากับดวงจิตของเจ้า และจากนั้นตัวตนของข้าก็จะหายไปตลอดกาล ข้าฝากที่เหลือกับเจ้าด้วยน่ะเด็กน้อย" พูดเสร็จดวงจิตของมังกรขาวก็พุ่งใส่หน้าผากของเทียนอี้ทันทีพร้อมกับสติที่หายไปของเทียนอี้.......
    ที่ต้องแบ่งดวงจิตรออกเป็นสองส่วนเช่นนี้นั้นเป็นเพราะมังกรขาวยังคงมีชีวิตอยู่ พลังของมันจึงมีมากกว่าของมังกรทมิฬ และมากเกินไปที่เทียนอี้ในตอนนี้จะทนรับไหว จึงต้องแบ่งออกเป็นสองส่วนเพื่อความเหมาะสม และปลอดภัยต่อเทียนอี้ที่สุดในตอนนี้
    ขณะที่เทียนอี้หมดสติอยู่นั้น ในห่วงวิญาณของเทียนอี้จากที่เคยเป็นสีทองสวยงามมีเพียงจิตกระบี่ และจิตมังกรทมิฬอยู่นั้นตอนนี้ห้วงวิญญาณของเทียนอี้ได้แปรสภาพอีกครั้งหนึ่ง เมื่อมีจิตของมังกรขาวเพื่มขึ้นมาอีกหนึ่งดวงทำให้ห้วงจิตแตกออก และก่อตัวขึ้นมาใหม่อีครั้งอย่างช้าๆ
    ห้วงวิญญาณที่ก่อตัวขึ้นมาใหม่นี้ เมื่อจิตมังกรขาวและจิตมังกรทมิฬอยู่ร่วมกันจึงเกิดการต่อต้านขึ้น ทำให้ตอนนี้ห้วงจิตของเทียนอี้นั้นราวกับจะระเบิดออกจากกัน แต่ในตอนนี้นั้นเองได้มีพลังลึกลับสายหนึ่งได้พุ่งออกมาจากร่างของเทียนอี้ ก่อนจะเข้าไปสยบดวงจิตมังการทั้งสองที่กำลังต่อต้านกันอยู่
    ซึ่งพลังนี้ก็คือพลังดังเดิมของเทียนอี้เป็นความลับสูงสุดของร่างกายนี้ และมีเพียงเทียนอี้เพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีเป็นคุณสมบัติพิเศษเพียงหนึ่งเดียวนี้ในครอบครอง พลังนั้นได้บังคับให้ทั้งสองดวงจิตค่อยๆ หมุนวนตามกระแสของพลังลึกลับนั้นช้าๆ
    ก่อนที่จะเริ่มมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเลื่อยๆ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าได ตอนนี้ดวงจิตของมังกรทั้งสองในที่สุดก็ได้ก่อเป็นตราประทับมังกรขึ้นในห่วงวิญญาณ ดวงจิตทั้งสองรวมเป็นหนึ่งอย่างสมบูรณ์และเริ่มที่จะให้กำเนิดพลังวิญญาณอันบริสุทธิ์ออกมาตลอดเวลาerror loadedห้วงวิญญาณมังกรหยิน-หยาง ของหลงเทียนอี้
    ตราประทับนี้หลอมรวมเข้ากับห้วงวิญญาณของเทียนอี้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีความผิดปกติ หรือขัดแย้งซึ่งกันและกันออกมาแม้แต่น้อย ราวกับว่าสิ่งนี้กำเนิดขึ้นมาเช่นนี้ตั้งแต่แรกแล้วอย่างไรอย่างนั้น ช่างน่าอัศจรรย์อย่างแท้จริง
    จากที่ห่วงวิญญาณที่เคยเป็นสีทองสวยงาม ตอนนี้กลายเป็นห้วงวิญญาณมังกรหยิน-หยางไปแล้ว ทำให้ดูเก่าแก่โบราณและทรงพลังมากยิ่งขึ้น และในห่วงวิญญาณหยิน-หยางตอนนี้ตรงกลางก็ยังคงมีจิตกระบี่ลอยอยู่เช่นเดิม
    เพียงแต่ว่าจิตรกระบี่ในตอนนี้ดูแข็งแกร่งและมีขนาดใหญ่ขึ้นมาก มีพลังอำนาจในการสะกดข่มอย่างมหาศาล และคมกริบราวกับมันสามารถฟันเพื่อแยกท้องฟ้าและพื้นปฐพีออกจากกันได้อย่างไรอย่างนั้น และยังได้รับพลังแสงแห่งการชำระล้างมาจากมังกรขาวอีกด้วย
    ด้วยห้วงวิญาณมังกรหยิน-หยางนี้ทำให้พลังจิต และพลังวิญญาณของเทียนอี้นั้นมีมากมายมหาศาล และยังมีช่วยให้เทียนอี้สามารถควบคุมพลังได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และจากเดิมที่มีเพียงเปลวเพลิงหยิน ตอนนี้ยังได้รับเปลวเพลิงหยางมาด้วยเช่นกัน
    ตอนนี้ด้วยพลังจิตวิญญาณของเทียนอี้ ถ้าต่อสู้กับผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันเขาสามารถใช้เพียงความคิดเดียวส่งจิตกระบี่ออกไปสังหารได้ในทันที. โดยไม่ต้องขยับตัวเลยแม้แต่น้อย การพัฒนายังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เป็นไปอย่างเชื่องช้า
    ร่างกายของเทียนอี้ที่หมดสติอยู่นั้นได้ถูกห่อหุ้มอยู่ในดักแด้สีขาวสลับดำ หนึ่งวันผ่าานไป หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป หนึ่งเดือนผ่านไป และในที่สุดหลังจากหนึ่งเดือนเศษๆผ่านไป ดักแด้แสงสีดำสลับขาวก็ได้ปริแตกออก ปรากฏร่างของชายหนุ่มรูปงามออกมาจากดักแด้
    ชายหนึ่งสูงราวๆ 175 เซนติเมตรหน้าตาหล่อเหลาตรงกลางหน้าผากตอนนี้ปรากฏสัญลักษณ์รูปเปลวไฟขนาดเล็กจิ้วสีขาวตัดกับสีดำ ยิ่งทำให้ใบหน้าของเทียนอี้ตอนนี้ดูมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้นไปอีกตอนนี้ระดับพลังของเทียนอี้ยังคงอยู่เท่าเดิม แต่ทั้งประสาทสัมผัส และความคิดของเทียนอี้ตอนนี้นั้นพัฒนามาจนเกินกว่าคำว่าศักยภาพของมนุษย์แล้ว
    และตอนนี้เทียนอี้ยังสามารถควบคุมพลังปราณไว้ที่ด้านหลังสร้างเป็นปีกสีขาว และสีดำสองคู่เพื่อใช้ในการบินได้อีกด้วย และด้วยปีกสองคู่นี้ทำให้ความเร็วในการบินนั้นมากกว่าผู้ที่อยู่ในขอบเขตจักรพรรดิขั้นต้นเสียอีกทั้งบังสามารถพัฒนาความเร็วตามการเติบโตของเจ้าของได้
    การมีตัวตนอยู่เทียนอี้ในตอนนี้นั้นนับว่าเกินกว่าขอบเขตความรู้ความเข้าใจ และสามัญสำนึกของผู้ที่อยู่บนโลกใบนี้ไปมากแล้วเป็นตัวตนที่ผิดมนุษย์และแหกกฏสสวรรค์ยิ่งนัก เมื่อเทียนอี้ลืมตาตื่นขึ้นดวงตาก็ส่องแสงอันศักดิ์สิทธิ์ออกมาจากตาทั้ง 2 ข้าง
    เทียนอี้ตอนนี้ในตันเถียนก็มีตราประทับหยินหยาง ส่วนห้วงวิญญาณก็กลายเป็นห้วงวิญญาณหยิน-หยางเช่นกัน เกรงว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้นจะไม่มีการการคงอยู่ของตัวตนเช่นเทียนอี้มาก่อน และเกรงว่าในอนาคตคงจะไม่มีถือกำเนิดขึ้นมาอีกเช่นกัน เป็นหนึ่งเดียวที่ไม่มีสองอย่างแท้จริง
    หลังจากเทียนอี้ได้สติคืนมาก็รับรู้ได้ถึงสัมผัสต่างๆ ร่วนทรงพลังยิ่งขึ้นอีกหลายเท่าตัวเขาต้องใช้เวลาอยู่พักใหญ่ๆในการปรับตัวให้คุ้นชินกับสัมผัสเหล่านั้น หลังจากที่ปรับตัวจนสามารถควบคุมกับสัมผัสเหล่านั้นได้แล้วเทียนอี้จึงเริ่มสำรวจร่างกายของตนเองอีกครั้ง
    เทียนอี้พบขั้นพลังของตนอยู่ในขอบเขตปฐพีขั้นที่ 5 เพิ่มขึ้นมาเพียงขั้นเดียวเท่านั้น .แต่ถึงจะเพิ่มมาเพียงขั้นเดียวแต่ตอนนี้เทียนอี้รู้สึกถึงพลังที่มีมากขึ้นกว่าเดิมมาก ลมปราณต่างพรุ่งพร่านไปทั่วร่างกายราวกับว่ามันกำลังตื่นเต้นดีใจ
    และที่สำคัญที่สุดตันเถียนที่เดิมมีตราประทับหยิน-หยางลอยประกบอยู่ด้านบน แต่ตอนนี้มันได้เปลี่ยนไปแล้ว กลายเป็นว่าตราประทับหยิน-หยางได้หลอมรวมเข้ากับจุดตันเถียนจนกลายเป็นจุดตันเถียนที่มีที่มีรูปลักษณ์เป็นตราประทับหยินหยางไปในที่สุด
    ราวกับว่าจุดตันเถียน หยิน-หยาง นี้คือโลกใบหนึ่งที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาและถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับร่างของเทียนอี้อยู่แล้ว เพราะมันไร้ซึ่งความขัดแย้งซึ่งกันและกัน เหมือนดังมันเกิดมาเพื่อเกื้อหนุนกันและกันตั้งแต่แรกมากกว่าส่วนของกำแพงของขอบเขตยังคงอยู่เช่นเดิม แต่ดูเหมือนว่าการข้ามขอบเขตพลังจะยากขึ้นมากเช่นกัน
    เพราะตันเถียนที่เปลี่ยนไปรวมทั้งขนาดที่กว้างขึ้นทำให้ต้องใช้ทั้งเวลาและทรัพยากรมากยิ่งขึ้นในการเติมเต็มตันเถียนด้วยพลังในตอนนี้ และดูเหมือนว่าความทนทานของกำแพงของแต่ล่ะขอบเขตจะเพิ่มขึ้นเช่นกันอาจจะทำให้ยากแก่การทะลวงระดับขั้นพลังมากขึ้นกว่าเดิม
    ภายในถ้ำตอนนี้เต็มไปด้วยพิษที่ไหลทะลักเข้ามาเพราะเมื่อมังกรขาวหายไป ทำให้กำแพงแสงที่กั้นพิษไว้หายไปเช่นกันพิษทั้งหลายจึงไหลทะลักไปทั่วทุกพื้นที่ทันที แต่มันก็ไม่ส่งผลอะไรต่อเทียนอี้อยู่แล้ว เทียนอี้จึงไม่มีอาการตกใจอะไรก่อนจะนั่งบ่มเพาะอยู่ภายในถ้ำที่เต็มไปด้วยพิษอีกครั้งเพื่อปรับพลังให้มั่นคงก่อนที่จะกลับขึ้นไปยังโลกภายนอกอีกครั้ง

    บรรยายจะมึนๆหน่อย????????

    ตอนหน้าจะมันส์แล้ว????????

    คล้ายกับเรื่องเซียนกระบี่จ้าวแห่งเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน