เกิดใหม่เป็นคุณชายขี้เมาสุดเจ๋ง (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 47 เป่ยมู่หาน

            เซี่ยลี่หยางใช้เวลาห้าวันจึงได้มาถึงเมืองหลวง ความจริงแล้วหากพวกเขาเดินทางด้วยความเร็วปกติและไม่ได้แวะพักที่ไหน จากวั่งโจวมาถึงเมืองหลวงจะใช้เวลาเพียงสองวันเท่านั้น แต่พวกเขาไม่รีบ เพราะพวกเขาอยากเที่ยวชมทิวทัศน์ระหว่างทางไปเรื่อยๆ อย่างไรก็รู้แล้วว่าท่านพ่อตาอาศัยอยู่ในจวนอ๋อง เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

            อีกทั้งก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะชมทิวทัศน์อย่างไร้จุดประสงค์ เพราะพวกเขายังคอยสังเกตไปด้วยว่าที่ใดมีจุดพักม้า ที่ใดมีโรงเตี๊ยม หรือหมู่บ้านแห่งใดประกอบอาชีพหรือมีของขึ้นชื่ออะไรบ้าง ในเมื่อพวกเขามีมิติวิเศษอยู่กับตัว ทุกพื้นที่ย่อมหมายถึงโอกาสที่พวกเขาจะขยับขยายกิจการมาได้

            ตลอดเส้นทางหลังจากผ่านการคิดคำนวณ สองสามีภรรยาจึงตกลงกันว่าจะต้องเร่งเปิดจุดรับส่งสินค้าขึ้นเป็นอย่างแรก และจุดรับส่งสินค้านั้นจะต้องทำอย่างครบวงจร นอกจากจะเป็นสถานที่สำหรับรับช่วงและส่งต่อสินค้าไปยังจุดอื่นแล้ว ยังต้องมีห้องพัก โรงน้ำชา โรงสุรา ร้านอาหาร โรงพักม้า และร้านขายของชำเล็กๆ ไว้คอยบริการให้คนเดินทาง หรือแม้แต่ชาวบ้านที่อยู่ห่างไกลก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้าเมือง ประหยัดทั้งเวลาและค่าผ่านประตูเมือง เพราะสินค้าในร้านขายของชำจะครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น

            “จากที่ดูคร่าวๆ ระหว่างเสียนโจวมาวั่งโจว เราสามารถเปิดศูนย์รับส่งสินค้าของเราได้หนึ่งจุด และจากวั่งโจวมาเมืองหลวง เราเปิดศูนย์รับส่งสินค้าได้ถึงสามจุด แต่เรายังต้องดูพื้นที่ว่างบริเวณใกล้เคียงไว้ด้วย เพื่อปลูกผักและเลี้ยงสัตว์เอาไว้ขายเป็นอาหารสด เพราะอาหารที่จะส่งมาจากโรงงานที่เสียนโจว จะเป็นอาหารแห้งและอาหารแปรรูปเท่านั้น” เซี่ยลี่หยางพูดพร้อมกับจดข้อมูลลงในสมุดบันทึก “เจ้าว่าเราควรเพิ่มเติมส่วนใดอีกหรือไม่ ข้าอยากทำจุดรับส่งสินค้าของเราให้กลายเป็นคอมมูนิตี้มอลล์”

            “เช่นนั้นก็ยังเหลือร้านเครื่องเขียน ร้านขายผ้า และร้านขายยาสามัญประจำบ้าน” หลี่เหิงเยว่ยิ้มเมื่อนึกถึงน้องสาวสามี “ซิ่งเอ๋อทำหน้าที่เภสัชกรประจำที่อบอุ่นการแพทย์ได้ดีมาก นางรักษาคนป่วยไม่เป็นและดูแลคนป่วยได้ไม่ดีเท่าอู๋ท่งกับฮุ่ยชิว แต่ความรู้เรื่องยาสมุนไพรและยาแผนปัจจุบัน นางกลับเรียนรู้ได้เร็วมาก ข้าคิดว่าเราเลือกคนที่พอจะมีแววมาสอนวิชาเภสัชกรรมให้พวกเขาสักหน่อย จากนั้นก็ให้พวกเขามาประจำที่ร้ายขายยาในคอมมูนิตี้มอลล์ของเรา แต่ถ้าเจอผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เราค่อยแนะนำให้พวกเขาไปรักษาตัวที่โรงหมอต่อไป” หลี่เหิงเยว่เสนอ

            “เจ้าไม่อยากขยายสาขาของอบอุ่นการแพทย์มาบ้างหรือ?”

            “อยากสิ แต่แพทย์ประจำโรงหมอยังเป็นข้อจำกัด ขนาดท่านหมอฉีกับท่านหมออันที่มีทักษะการแพทย์ดีเยี่ยม พวกเขายังเป็นได้แค่ลูกมือของข้าเมื่อมีเคสผ่าตัด” หลี่เหิงเยว่ถอนหายใจ

            “ไม่เห็นจะยากอะไรนี่ เราไม่จำเป็นต้องขยายสาขาอบอุ่นการแพทย์มาก็ได้ เราแค่เปลี่ยนขนาดจากโรงหมอเล็กๆ มาสร้างเป็นโรงพยาบาลขึ้นมาแทน เสียนโจวของเราเป็นทำเลที่ดีมาก จากเมืองหลวงใช้เวลาเดินทางไปเสียนโจวแค่สามวัน หากเร่งเดินทางหน่อยก็ไม่น่าจะเกินสองวัน ส่วนวั่งโจว ลุ่ยโจว และอวิ๋นโจว ก็ใช้เวลาเดินทางแค่ไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น แต่นี่หมายถึงการเดินทางโดยรถม้าแบบดั้งเดิม

            เจ้าอย่าลืมว่าล้อรถม้าในยุคนี้ทำมาจากไม้และเหล็ก หากเราเปลี่ยนเป็นล้อยางเหมือนรถยนต์ การเดินทางก็จะทำได้เร็วขึ้น เจ้าลองดูข้างนอกนั่นสิ” เซี่ยลี่หยางเปิดม่านรถม้าให้กว้างขึ้น 

            หลี่เหิงเยว่ยื่นหน้าออกไปมองข้างนอกก็เห็นยานพาหนะที่คุ้นเคย “จักรยาน! ว้าว...ตรงโน่นยังมีรถสามล้อลากด้วย”

            “ที่นี่คงมีคนแบบเราเดินทางมาก่อนแล้ว น่าสนใจจริงๆ”

            “เจ้าหมายถึงคนที่ทะลุมิติมาแบบเราน่ะหรือ?”

            “ใช่สิ และข้าเดาว่าคนคนนั้นคงเกิดก่อนเรานานมากทีเดียว เพราะดูจากจักรยานยังเป็นแบบล้อหน้าใหญ่ล้อหลังเล็ก และตะแกรงหน้ารถยังเป็นไม้สานอยู่เลย ส่วนล้อยางนั้นคุณภาพยังไม่ดีเท่าไหร่”

            “ถ้าเราซื้อล้อรถม้าในยุคของเรามาใช้มันก็คงจะไม่แปลกใช่ไหม เพราะจักรยานกับรถสามล้อลากที่พวกเขาใช้อยู่ก็เป็นล้อยางเหมือนกัน” หลี่เหิงเยว่ยิ้มอย่างดีใจ “ดีจริง ถ้าเราทำรถม้าให้วิ่งได้สะดวกรวดเร็วและไม่กระทบกระเทือนมาก การส่งต่อผู้ป่วยไปที่โรงพยาบาลของเราก็จะไม่มีปัญหา”

            “ท้ายที่สุดแล้วเจ้าก็ตัดใจจากอาชีพหมอไม่ได้อยู่ดี แต่ข้าคิดว่าอาชีพนี้เหมาะกับเจ้าที่สุดแล้ว” เซี่ยลี่หยางลูบผมภรรยา

            “นั่นสินะ ไปๆ มาๆ ข้าก็สลัดอาชีพหมอไม่พ้น”

            เซี่ยลี่หยางมองออกไปด้านนอก “อีกไม่นานเราก็จะถึงประตูเมืองแล้ว เจ้าอยากไปที่จวนอ๋องเลยหรือว่าอยากจะอยู่สำรวจเมืองหลวงก่อน”

            “เราเสียเวลาเดินทางมาหลายวันแล้ว เพราะฉะนั้นเราควรไปที่จวนอ๋องก่อน หลายวันมานี้คงเป็นความรู้สึกของร่างเดิมที่ดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ สงสัยว่านางคงอยากจะเจอท่านพ่อเต็มที่แล้ว” หลี่เหิงเยว่มองหน้าสามี “แล้วเจ้าไม่ดีใจที่จะได้เจอท่านพ่อของเจ้าหรือ? ในจดหมายของไป๋หลินบอกไว้ว่าท่านพ่อสามีก็อาจจะอยู่ที่นั่นด้วย”

            “ร่างเดิมตายไปอย่างไร้ห่วง จิตวิญญาณของข้ากับร่างนี้จึงเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ความรู้สึกในตอนนี้จึงเป็นความรู้สึกของข้าเอง แน่นอน...ข้าย่อมดีใจที่จะได้พบเขา”

            “ครอบครัวเราในยุคนี้ต่างก็เป็นครอบครัวที่ดี ไม่เหมือนกับชีวิตที่แล้วที่ทั้งครอบครัวต่างก็ชิงดีชิงเด่นและอยู่กันอย่างไม่มีความสุข” หลี่เหิงเยว่จับมือสามี “เราไปหาท่านพ่อของเรากันเถอะ”

     

            ก๊อก ก๊อก

            เสียงเคาะรถม้าดังขึ้น

            “มีอะไรขอรับท่านลุง” เซี่ยลี่หยางตะโกนถามฮ่าวเจิ้งคุน

            “ที่ประตูเข้าเมืองมีการตรวจตราอย่างเข้มงวด พวกเจ้าคงต้องลงจากรถม้าเพื่อมารอการตรวจพร้อมกัน”

            เซี่ยลี่หยางกับหลี่เหิงเยว่เดินลงมาจากรถม้าทันที เพราะในเมืองหลวงเป็นศูนย์รวมของผู้มีอำนาจมากมาย ไม่แน่ว่าคนที่เดินกระทบไหล่พวกเขาอยู่ตอนนี้อาจจะเป็นคนจากตระกูลใหญ่ใดก็ได้ พวกเขายังไม่อยากเจอปัญหาจึงเลือกที่จะทำตามกฎเกณฑ์

            “ค่าผ่านประตูคนละสองเหวิน รถม้าหนึ่งคันห้าเหวิน พวกเจ้ามีทั้งหมดสี่คน คิดเป็นเงินสิบสามเหวิน” เจ้าหน้าที่รับเงินมาพร้อมกับหลักฐานแสดงตัว “พวกเจ้ามาจากเสียนโจวหรือ?”

            “พวกเรามาจากเสียนโจวขอรับ” เซี่ยลี่หยางตอบ

            “พวกเจ้ามาทำอะไรที่เมืองหลวง”

            “มาเยี่ยมญาติขอรับ”

            “พวกเจ้าไปรออยู่ด้านโน้น รอให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นรถม้าเสร็จแล้วพวกเจ้าค่อยเข้าเมืองได้”

            “ขอรับ” เซี่ยลี่หยางและคณะปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย

            ขณะที่เซี่ยลี่หยางกับหลี่เหิงเยว่ยืนรออยู่ใต้ต้นไม้ ฮ่าวเจิ้งคุณกับฮ่าวลิ่วก็เดินไปผูกมิตรกับผู้คนที่อยู่โดยรอบจึงได้รู้ว่าการตรวจคนเข้าออกอย่างเข้มงวดในวันนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะตั้งแต่ที่เมืองหลวงมีร้านขายจักรยานและมีรถสามล้อลากไว้บริการ แคว้นข้างเคียงก็เข้ามาติดต่อการค้าเป็นจำนวนมาก หลักๆ เลยก็คือการมาติดต่อขอซื้อจักรยานกับรถสามล้อลาก ยังมีของประดิษฐ์แปลกประหลาดอีกหลายอย่างที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาทรายและกล้องส่องทางไกล ล้วนได้รับความสนใจทั้งนั้น

            แต่เพราะมีพ่อค้าจากแคว้นข้างเคียงเข้ามามาก ทางการจึงต้องเข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษ เพราะไม่แน่ว่าอาจจะมีสายลับแฝงตัวปะปนมากับกลุ่มพ่อค้าเพื่อเข้ามาสอดแนมหรือเข้ามาก่อความไม่สงบก็เป็นได้ เมืองหลวงแห่งนี้เป็นที่พำนักของโอรสสวรรค์และเชื้อพระวงศ์ ความปลอดภัยจึงไม่อาจละเลย

            ขณะที่เซี่ยลี่หยางกับหลี่เหิงเยว่กำลังจะขึ้นไปบนรถม้า กลับมีบุรุษคนหนึ่งถูกทหารควบม้าไล่ล่ามาแต่ไกล เซี่ยลี่หยางดึงภรรยาเข้ามากอดและล้มตัวกลิ้งไปบนพื้นจึงหลบดาบที่ชายคนนั้นฟันลงมาได้ อาศัยจังหวะที่ชายคนนั้นเงื้อดาบขึ้นมาอีกครั้ง เซี่ยลี่หยางก็ซัดกริชออกไป ชายคนนั้นมีปฏิกิริยาที่ดีเช่นกันจึงเบี่ยงตัวหลบแต่กริชก็ยังบาดไปที่ต้นขาของเขาได้อยู่ดี

            ชายคนนั้นตั้งใจจะมาชิงรถม้าเพราะรถม้าของเซี่ยลี่หยางจอดอยู่ใกล้ประตูเมืองมากที่สุด แต่ไม่คิดว่าเจ้าของรถม้าจะมีวรยุทธ์ ทั้งวรยุทธ์ยังอยู่ในขั้นดีอีกด้วย เมื่อเห็นว่าตนเองไม่อาจหนีออกไปได้ ชายคนนั้นจึงปลิดชีพตัวเอง 

            “พวกเจ้าไม่ได้รับบาดเจ็บใช่หรือไม่” ชายสวมเครื่องแบบทางการควบม้ามาหยุดตรงหน้าเซี่ยลี่หยางและหลี่เหิงเยว่ ทันทีที่เขามองเห็นใบหน้าของหลี่เหิงเยว่ชัดๆ หัวใจของเขาก็กระตุกขึ้นในทันที “ข้าคือรองหัวหน้าองครักษ์พิทักษ์เมืองหลวง นามของข้าคือ ‘เป่ยมู่หาน’ ไม่ทราบว่าแม่นางมีนามว่าอะไร เราอยากเชิญเจ้าไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับคนร้ายสักหน่อย”

            “ข้าชื่อเซี่ยลี่หยาง ภรรยาของข้าชื่อหลี่เหิงเยว่ ท่านรองหัวหน้าองครักษ์ต้องการให้เราไปให้ข้อมูลที่ใดโปรดแจ้งมา เราจะตามไปทันทีขอรับ” เซี่ยลี่หยางเป็นผู้ตอบคำถามพร้อมกับดึงให้ภรรยาไปยืนอยู่ด้านหลัง

            เป่ยมู่หานได้ยินคำแนะนำก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย แม่นางน้อยถึงกับมีสามีแล้ว แต่แล้วอย่างไร ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยแย่งชิงสตรีจากบุรุษอื่นมาก่อน ด้วยใบหน้า ชาติตระกูล และอำนาจของเขา มีหรือสตรีจะไม่หวั่นไหว

            “เราสงสัยว่าชายผู้นี้เป็นสายลับของแคว้นหลู หากแม่นางมีข้อมูล โปรดตามเราไปที่หน่วยพิทักษ์เมืองหลวงด้วย”

            “ข้ากับภรรยายืนอยู่เฉยๆ ผู้ชายคนนั้นก็กระโจนเข้ามาพร้อมกับฟันดาบลงมาใส่พวกเรา ยังดีที่เราหลบได้ทันจึงไม่ได้รับบาดเจ็บ นอกเหนือจากนี้เราก็ไม่รู้อะไรแล้ว เพราะพอเราหลบได้ ผู้ชายนั้นก็ปลิดชีพตัวเองไปอย่างที่ท่านเห็น ข้าบอกท่านได้เท่านี้ แม้ท่านจะให้เราตามไปที่หน่วยพิทักษ์เมืองหลวง เราก็ไม่มีข้อมูลใดจะบอกแก่ท่านอีกแล้วขอรับ” เซี่ยลี่หยางบอกกลายๆ ว่าพวกเขาไม่มีอะไรจะพูดอีก และชายคนนั้นก็ตายไปแล้ว

            เป่ยมู่หานจะไม่รู้ความหมายนั้นได้อย่างไร แต่ก็เอาเถอะ มีผู้คนยืนอยู่มากมาย หากเขายังดันทุรังจะให้นางตามกลับไปที่หน่วยพิทักษ์เมืองหลวง เขาอาจจะถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจข่มขู่ประชาชน อีกทั้งแม่นางคนสวยอาจจะไม่ประทับใจในตัวเขาก็เป็นได้

            วันนี้เขาจะปล่อยนางไปก่อน อย่างไรนางก็อยู่ในเมืองหลวง อาศัยเขาควบม้าออกลาดตระเวนบ่อยๆ เขาก็จะมีโอกาสได้เจอกับนางอีกครั้ง ถึงตอนนั้นเขาค่อยหว่านเสน่ห์และยกเอาผลประโยชน์มาหลอกล่อก็ได้ เพราะดูจากการแต่งกายแล้ว สามีของนางคงเป็นเพียงคุณชายจากครอบครัวพ่อค้าต่ำต้อย จะมาเทียบกับเขาที่มีท่านปู่เป็นแม่ทัพและมีท่านพ่อเป็นหัวหน้าองครักษ์พิทักษ์เมืองหลวงได้อย่างไร


            หมายเหตุ ตั้งแต่บทนี้เป็นต้นไป ขอเปลี่ยนชื่อ ‘ฮ่าวเจิ้งคุณ’ เป็น ‘ฮ่าวเจิ้งคุน’ นะคะ

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่เป็นคุณชายขี้เมาสุดเจ๋ง (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน