Age of war

    ตอนที่ 97 กระสอบทรายสีดำ

    ***ผู้กล้าสีแดงขาว [เปอร์ไซด์]

    “มันมาแล้ว! ”

    คนที่กรีดเสียงเตือนคือคุณสเลบค่ะ

    หางสีดำที่ยาวและใหญ่หนากำลังถูกเหวี่ยงใส่พวกเราจากทางด้านบน

    พวกเราทั้งห้าคนต่างหลบการโจมตีนั้นด้วยการพุ่งตัวหลบออกข้าง

    หางที่หนากว่าสิบเมตร และยาวร่วมร้อยเมตรได้สร้างหลุมลึกเป็นเส้นทางยาวบนแผ่นดินโลก

    น่ากลัวงะ

    "ช่วยถ่วงเวลาให้สักสิบนาที เดียวฉันจะจัดการเองดอง! "

    เอสเทอกางปีกของเธอออกกว้างพร้อมกับหนังสือในมือทั้งสองเล่มที่เริ่มเปล่งประกายแสง

    "จัดให้ค่ะ~"

    ถึงไม่รู้ว่าเอสเทอทำอะไรได้บ้าง แต่สัญชาตญาณของฉันกรีดร้องว่าเชื่อใจเธอได้

    ฉันบินทะยานพร้อมกับหันหัวไหลพุ่งเข้าชนส่วนที่ดูเหมือนจะเป็นหน้าท้องของคุณสัตว์ยักษ์

    เอ๊ะ? เดียวสิ? สัมผัสแบบนี้มัน…

    “นุ่มจัง~”

    นึกว่าจะมีแรงปะทะรอคอยอยู่เสียอีก แต่นี่มันนุ่มนิ่มผิดคาดมากเลยค่ะ!

    ร่างที่เล็กจิ๋วของฉันกำลังจมลึกลงไปในพุงตุ้ยนุ้ยของคุณสัตว์ยักษ์ค่ะ

    รู้สึกดีจัง~

    ว่าแล้วขอมุดพุงซักครู่ก่อนซัดให้กระเด็นก็แล้วกันค่ะ

    อุ้นอุ่นเจ้าค่ะ~

    ว่าแล้วก็รู้สึกง่วงจัง…

    "Zzzz~"



    ***ว่าที่ผู้กล้าเผ่ายักษาในอนาคต (?) [บานา]

    แย่ละสิ เปอร์ไซด์ตัวน้อยพุ่งจมหายไปในพุงของเจ้าอสูรแห่งการกลืนกินไปแล้ว

    จมหายไปแบบติดหนึบอยู่ที่พุงสีดำของมันไปเลย

    ว่าแต่อสูรในตำนานมีอยู่จริง ๆ ด้วย

    ตำนานของเผ่าข้านั้น ว่ากันว่าคนที่สามารถควบคุมมันได้มีเพียงแค่ผู้กล้ายักษาในตำนานเท่านั้น

    แต่ข้าไม่สนตำแหน่งแบบนั้นหรอก

    หากมัวแต่หากทางควบคุมมันจนสหายของข้าต้องเสียชีวิต แล้วข้าจะกลายเป็นผู้กล้าไปเพื่ออะไร?

    "ข้ามาช่วยแล้ว ย๊ากกก! "

    ข้าจับสิ่งที่เจ้าสเลบเรียกว่า [ดาบ] ขึ้นสูงแล้ววิ่งเข้าไปหามัน

    ดาบที่ยาวเพียงหนึ่งเมตรครึ่งสีดำเล่มนี้ สำหรับข้าที่ร่างกายใหญ่โตแล้ว มันไม่ต่างอะไรไปจากมีดพร้าเลย

    แต่ข้ารู้สึกได้ถึงความคมที่น่าเหลือเชื่อของมัน

    ข้ารู้สึกว่ามีคลื่นพลังบางอย่างกำลังไหลออกจากมือสู่ดาบเล่มนี้

    รู้สึกว่าพลังงานที่อยู่ภายในร่างกำลังถูกสูบออกไป

    รู้สึกได้ว่าไขมันทั่วร่างกายกำลังถูกเผาผลาญอย่างบ้าคลั่ง เลือดเองก็สูบฉีดอย่างรวดเร็ว

    ใบดาบถูกโอบอุ้มด้วยสีฟ้า

    "ฮะ! "

    ข้าวาดดาบจากบนลงล่างเต็มแรงไปที่พุงของมัน

    เกล็ดที่หุ้มผิวหลุดกระเด็นออกมาพร้อมกับเกิดแผลถลอกราวหนึ่งเมตร

    แต่ทว่าเปอร์ไซด์ยังคงติดอยู่ที่พุงพร้อมกับเสียงหายที่ทรมานดัง "ฟี้~ ฟี้~"

    "..."

    นั่น… คงไม่ใช่เสียงกรนหรอกมั้ง?

    ไม่หรอก ไม่ใช่แน่ ๆ เธอคงกำลังทรมานเพราะหายใจลำบากมากกว่า

    รอก่อนนะแม่หนูน้อย เดียวลุงบานาคนนี้จะรีบช่วยเจ้าออกมาเอง!



    ***ผู้กล้าสมองกล้าม [เอรีส]

    เจ้ามังกรสีดำเริ่มกางปีกออกพร้อมส่งเสียงคำรามลั่น

    ปากเปิดกว้างและมีแสงสว่างเจิดจ้า

    เป้าหมายของมันคือเปอร์ไซด์กับบานาที่ปีนขึ้นไปยืนอยู่แถวพุงของมัน

    ศัตรูตัวใหญ่แบบนี้ไม่ว่าชกไปตรงไหนคงไม่มีทางสะกิดผิวของมันได้

    ฉันต้องเบนความสนใจมาที่ฉันเพื่อช่วยพวกเขาทั้งสองคน

    "บินไปเลย! "

    ชุดเกราะฮีโร่ตัวนี้มีปีกคู่ที่สร้างเลียนแบบอวัยวะของเผ่าภูติเอาไว้

    สรุปคือมันสามารถบินและใช้เวทมนตร์ได้เหมือนพวกภูติ

    ปัญหาเดียวคือฉันไม่รู้วิธีใช้งานมัน

    "แต่ตอนนี้จะมาอ้างแบบนี้ไม่ได้ ถ้าไม่เข้าใจก็ใช้พลังกล้ามนี่ละบินเลย! "

    เนื่องจากยังบินไม่เป็น ฉันเลยใช้วิธีกระโดดเข้าใส่

    บีบพลังกล้ามเนื้อของชุดฮีโร่ให้ถึงขีดสุด แล้วถีบตัวเองบินขึ้นท้องฟ้า

    ขอแค่มีกล้ามเนื้อมากพอ เจ้าก็จักสามารถบินบนท้องฟ้าได้!

    ฉันใช้พลังกล้ามเนื้อขาถีบพื้นดินจนเกิดเป็นควันสีเทาพวยพุ่งแผ่ขยายออกทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง

    ร่างของฉันพุ่งทะยานประดุจกระสุนปืนใหญ่ไปที่ใต้ปากอันใหญ่โตของมัน

    เข่าที่ยื่นนำออกไปทำมุมหกสิบองศากับร่างกาย ได้เสยไปที่ใต้คางของมันเต็มแรง

    *ปี้! *

    เจ้ามังกรดำส่งเสียงร้องชวนสังเวชออกมาให้ได้ยิน

    ดูเหมือนว่าเพราะแรงกระแทกจากการเข่าลอยเมื่อกี้จะทำให้มันกัดลิ้นตัวเอง

    ลมหายใจมังกรที่ทำให้ทุกสิ่งเป็นเถ้าถ่านได้ถูกพ่นขึ้นท้องฟ้ากว้าง เพราะเข่าลอยของฉันที่ไปเสยคางมัน

    เมฆและผืนนภาถูกแยกออกเป็นสองส่วน จากพลังของลมหายสีขาวที่กำลังพุ่งเป็นเสาแสงทอดตัวยาวขึ้นสูง

    ถ้าโดนเข้าไปพวกเราคงไม่เหลือแม้แต่ซาก

    ในเวลานั้นเองที่บานาช่วยเปอร์ไซด์ออกมาได้สำเร็จ

    เขาใช่มือซ้ายที่ว่างอยู่จับหัวไหลที่เล็กจ้อยของเธอ แล้วกระชากออกมาจากพุงกะทิของมังกรดำ

    ส่วนเจ้ามังกรตัวนั้นกำลังจับจ้องมาที่ร่างของฉันซึ่งกำลังใช้มือเกาะห้อยคาอยู่ใต้คางของมัน

    เอาละ จะทำยังไงต่อไปดีละทีนี้



    ***ผู้กล้าทมิฬ [สเลบ]

    "ได้จังหวะดีแล้ว"

    สัตว์ประหลาดมีปีกสีดำกำลังเพ่งความสนใจไปที่มนุษย์เอรีส

    เป็นโอกาสดีที่ผมจะโจมตีมัน

    "ลำแสงพลังงานคงไม่กระเทือนเกล็ดมันได้"

    เกล็ดที่หุ้มร่างกายของมันหนามาก

    ดังนั้นต้องเล็งในส่วนที่ไม่มีเกล็ดหนาหุ้มเอาไว้

    นั่นคือดวงตากับ---

    "รากฟันอย่างงั้นหรือ? "

    ปากที่กว้างถึงสามเมตรนั้นมีเขี้ยวจำนวนมากโผล่ปรากฏให้เห็น

    แต่ระดับของฟันผุของมันนั้นไม่ธรรมดาเลย

    น่ากลัวว่าเพียงแค่เอาดาบในมือไปแยงตรงระหว่างรากฟัน มันคงกรีดร้องสลบแน่นอน

    "ดีละ"

    เมื่อได้เป้าหมายแล้วกระผมก็ออกตัววิ่ง

    เก็บดาบสีดำทั้งสองเล่มแล้วใช้แขนกับขารวมกันหกข้างวิ่งไต่ขึ้นไปจากหางของมัน

    เจ้าสัตว์ร้ายที่แผดเสียงเจ็บปวดจากการโจมตีของเอรีสเมื่อกี้กางปีกออกกว้าง ก่อนจะกระพือเพื่อบินขึ้นท้องฟ้า

    ลมบ้าหมู่ที่รุนแรงพัดกระจายไปบนทุ่งหญ้าจนเห็นเป็นวงคลื่นสีเขียวที่งดงาม

    ผมเหลือบสายตาไปมองบานากับเอรีสที่เกาะตัวสัตว์ร้ายขึ้นมาด้วยกัน

    เจ้าสัตว์ร้ายยักษ์พยายามบินกายกรรมเพื่อสลัดพวกเราให้ร่วงลงมา

    แต่ไม่มีใครในหมู่พวกเราที่ร่วงหล่น

    ผมปีนป่ายไล่จากหางขึ้นสู่ช่วงของลำตัวอย่างรวดเร็ว

    ดาบสีดำถูกชักขึ้นมาถือในมือทั้งสองพร้อมกับชี้ขึ้นไปตรงที่ปากของสัตว์ร้าย

    เอรีสกับบานาเข้าใจถึงเป้าหมายของผมได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเอยปากบอก

    พวกเขาทั้งสองคนชักดาบที่ผมมอบไปให้ขึ้นมาพร้อมกัน

    บานาจากทางซ้าย เอรีสจากทางขวา และตัวผมจากตรงกลาง

    พวกเราทั้งสามไต่ขึ้นจากลำตัวสู่ช่วงปากของมันโดยผ่ากระแสลมแรงที่ปะทะร่างกาย

    "เปอร์ไซด์ ช่วยเปิดปากมันที! "

    "ได้ค่า~"

    หนูน้อยเผ่าปีศาจปีกที่ถูกช่วยออกมาจากพุงกะทิบินถลาใส่ใบหน้าของสัตว์ร้าย

    เธอใช้กรงเล็บที่แหลมคมเกี่ยวจมูกของมัน แล้วกระพือปีกสร้างระเบิดลมพายุจนง้างปากของมันให้เปิดกว้างออกมา

    "ตอนนี้ละ! "

    พลังงานภายในร่างถูกอาวุธทั้งสองเล่มดูดออกไป

    ดาบสีดำทั้งสองเล่มในมือส่องประกายแสงสีฟ้า ก่อนจะแทงลงไปในรากของฟันเขี้ยว

    บานากับเอรีสเองก็แทงลงไปที่รากฟันจากทางซ้ายและขวาแบบไม่ยั้งมือเช่นกัน

    *$##&$$#&#&! *

    สัตว์ร้ายยักษ์คำรามออกมาไม่เป็นภาษาพร้อมกับหยาดน้ำตา

    ถูกแทงเข้ารากฟันผุในส่วนที่เส้นประสาทอยู่ใกล้สมองแบบนี้ คงทำให้มันปวดทรมานน่าดู

    "กำลังร่วง"

    ร่างของสัตว์ร้ายเริ่มร่วงลงสู่พื้นดิน

    พวกเราทั้งสี่คนต่างกระโดดถอยหนีออกมาจากร่างสัตว์ร้ายยักษ์ในระยะความสูงที่คาดว่าน่าจะปลอดภัย

    เพราะหากอยู่ตรงนี้คงโดนลูกหลงไปด้วย

    การโจมตีสุดท้ายของปีศาจแสงตัวน้อยกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว



    ***ผู้กล้าหนอนหนังสือ [เอสเทอ]

    พวกเขาทำหน้าที่แนวหน้าได้ยอดเยี่ยมมากดอง

    และตามที่สัญญาเอาไว้ ฉันผู้นี้จะเป็นคนโจมตีปิดฉากให้ดูเองดอง

    หนังสือความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีการสร้างโลกได้ถูกเปิดกางออกทั้งสองเล่ม

    ข้อมูลและโครงสร้างโมเลกุลเริ่มถูกคำนวณขึ้นมาภายในสมอง

    ปีกทั้งสองข้างเรื่องแสงส่องประกาย

    เพ่งสมาธิ แล้วควบคุมธรรมชาติทุกสรรพสิ่ง

    แปรเปลี่ยนโครงสร้าง เคลื่อนย้ายมวลสาร พลักประจุโปรตอนกับอิเล็กตรอน และเคลื่อนย้ายนิวตรอน

    แล้วบีบอัดทุกสรรพสิ่งเข้าสู่จุด ๆ เดียว

    มวลสารที่อัดแน่นนั้นเริ่มดูดทุกสิ่งเข้าหากันเองในสภาพที่ไม่เสถียร

    ดูดทุกอย่างแม้แต่แสงสว่างจนทำให้มองเห็นท้องฟ้ากลายเป็นยามราตรี

    ทุกสิ่งมืดมิดพร่ามัวไร้ซึ่งแสงสว่าง

    *โกรว!? *

    เจ้ามังกรร้ายตื่นตระหนกและเริ่มพยายามบินหนี

    แต่ปีกที่กลืนกินกระทั้งท้องฟ้าของมันกลับไม่สามารถพามันหนีออกไปได้

    ประกายสายฟ้าเริ่มปริระเบิดขึ้นโดยรอบมวลสารทรงกลมนั้น

    พลังที่อัดแน่นและไร้ซึ่งความเสถียรกำลังจะปริแตกแล้วดอง

    ฉันไม่อาจควบคุมมันได้อีกต่อไป…ดอง~

    "จงปริแตก ดอง~"

    ดังนั้นฉันจึงปล่อยให้มันระเบิดออกอย่างอิสระ

    พลังทำลายล้างระดับก่อกำเนิดจักรวาลได้ถือกำเนิดขึ้นบนพื้นโลก

    ระเบิดนั้นกินวงกว้างถึงหนึ่งร้อยเมตรรอบตัวมังกรทมิฬ

    แสงสว่างเจิดจ้าไปทั่ว เหล่าทหารของทุกเผ่าที่อยู่ในสนามรบต่างร่วมเป็นสักขีพยานต่อพลังทำลายล้างที่เหนือสามัญสำนึกนี้

    แล้วแสงสว่างที่เจิดจ้าก็หยุดลง

    คลื่นลมที่พัดโกรกได้หยุดลง หมู่เมฆและท้องฟ้ากลับสู่สภาวะปกติ

    และที่เหลืออยู่ตรงหน้ามีเพียงซากของมังกรทมิฬที่ไหม้เกรียมเท่านั้น

    เล่นเอาหมดพลังเลยดอง

    ฉันที่หมดซึ่งเรียวแรงกำลังทิ้งตัวดิ่งสู่ผืนโลก

    แบบนี้ฉันคงตายแน่ดอง

    "เอสเทอ! "

    แต่ทว่ามีเผ่ามนุษย์คนหนึ่งกระโดดเข้ามารับตัวฉันเอาไว้ทัน

    เธอคือเอรีสที่สวมชุดแสนอุบาทว์สีเขียว

    "ปลอดภัยนะ"

    เอรีสเริ่มลูบหัวแล้วกอดฉันแน่นพร้อมกับร้องไห้ออกมา

    "หน้าอก...มันเบียดหน้า...ดอง…"

    แต่หน้าอกที่ชวนริษยานี้มันช่างน่ารำคาญใจนักดอง

    พูดแล้วก็ยังจะเบียดเข้ามาอีกนะดอง…

    แต่พอเห็นน้ำตากับมือที่ลูบหัวฉันอย่างอ่อนโยนแล้ว… ช่วยไม่ได้แฮะ

    "ยอมคืนดีด้วยก็ได้ดอง…"

    ฉันเลยพึมพำกับตัวเองออกไปเช่นนั้น



    ***กระสอบทรายสีดำ [มังกรทมิฬ]

    เจ็บวุ้ย

    ไอตัวเล็กห้าคนนี้น่ากลัวเป็นบ้า

    ไม่เคยเจอสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวแบบนี้มาก่อนในชีวิตเลย

    แถมการโจมตีสุดท้ายนั้นคืออะไร? เกือบทำข้าตายไปทีเลยนะเฟ้ย

    โชคดีที่พวกมันคิดว่าข้าตายไปแล้ว

    ดังนั้นตอนนี้ขอแกล้งตายก่อน

    นอนนิ่งแกล้งตายแบบนี้…

    เดียวพอพวกมันเผลอตัวค่อยลุกขึ้นมาย่างสด---

    "เตียงนอนนุ่ม ๆ ค่ะ~"

    ในตอนนั้นเองที่มีนกน้อยสีแดงขาวบินมาร่อนลงบนพุงกะทิของข้า

    "ขอนอนสักครู่นะคะ~"

    ล้มตัวนอนเสียงั้น!?

    ไปนอนที่อื่นไป ชิ้ว!

    แต่ว่า… หึ หึ หึ นี่คือโอกาสดีในการขย้ำมันเลยนี่หว่า

    แค่ข้าพลิกตัวก็สามารถทับยัยนี่ให้แบนได้

    "ฮืม? รู้สึกว่ามีคนกำลังจ้องหาเรื่องอยู่ค่ะ"

    เฮ้ย… อะไรจะความรู้สึกไวขนาดนี้ฟะ

    "... ได้ยินเสียงหัวใจเต้น? ทุกคนค่ะ~ คุณกิ้งกือยักษ์ยังไม่ตายค่ะ"

    ชิบหาย!

    แบบนี้ต้องหนี! ถึงจะเสียเกียรติที่ต้องหันหลังหนีเจ้าเปี๊ยกพวกนี้ แต่ชีวิตข้าสำคัญกว่าฟะ

    ว่าแล้วข้าก็รีบกางปีกบินเปิดตูดแนบไปในทันที

    "อ๊า~ ที่นอนของหนู…"

    พร้อมกับมีเสียงร้องไห้ของสาวน้อยคนหนึ่งที่ดังไล่หลังตามมาเช่นนั้น

    คล้ายกับเรื่องAge of war ที่คุณอ่าน