ตอนที่ 78 หมาป่าสีชาดปรากฏตัว
‘บะ บะ บรู๊ว~’
เสียงหอนของหมาป่า ได้ดังมาจากทิศฝั่งตรงข้ามกับพวกเขา ซึ่งในทันทีที่เหล่านักผจญภัยได้ยินถึงเสียงหอนนี้ พวกเขาก็ต่างพากันสะดุ้งสะเทือน พลางหันไปมองยังต้นตอของเสียงหอนอันเย็นยะเยือกที่ได้ยิน
“เสียงนั้น? ต้องเป็นของอสูรหมาป่าสีชาดอย่างแน่นอน!”
“ฟังจากเสียงของมันแล้ว...ดูท่ามันจะต้องแข็งแกร่งมากแน่ๆ เพราะแค่เสียงหอนของมันก็เล่นเอาตัวฉัน ขนลุกขึ้นมาเลย”
กลุ่มนักผจญภัยมีบางส่วนเริ่มหวาดกลัว ต่อการออกล่าในครั้งนี้...แต่ก็มีอีกหลายส่วนที่ดูจะตื่นเต้นกับการค้นพบร่องรอยของอสูรหมาป่าสีชาดนี้เสียที
พวกเขาต่างก็เสียเวลาไปมาก จากการออกสำรวจถึงร่องรอยของมันอยู่หลายวัน
แต่ทว่า...วันนี้คือวันโชคดีของพวกเขา ที่จู่ๆ สัตว์อสูรหมาป่าที่อันตธารหายไปอย่างไร้ร่องรอย มันกลับโผล่ตัวออกมาให้เห็น ตัวเป็นๆ โดยไม่จำเป็นต้องตามหากันเสียให้ยากอีกต่อไป
“ท่านคาห์น นั้นเสียงของอสูรหมาป่า พวกเรารีบติดตามไปกันเถอะ!” หัวหน้าหน่วยส่งสัญญาณลับออกไปให้กับกลุ่มเจ้าหน้าที่ ใต้บังคับบัญชาของตัวเอง ก่อนที่ไม่นานนักกลุ่มเจ้าหน้าที่ ที่แยกย้ายกระจายตัวกันไปตามจุดต่างๆ
จะทยอยกลับมาร่วมกลุ่ม เฉกเช่นเดียวกับกลุ่มของคาห์นที่บัดนี้ได้กลับมารวมตัวกันที่คาห์นกันหมดแล้ว “ปูพรมค้นหา ด้วยรูปแบบปีกนกอินทรี!” ชายวัยกลางคนสั่งการออกไป ด้วยยุทธวิธีทางการทหาร
โดยทางด้านกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่นำโดย หัวหน้าหน่วย ก็พลันตอบรับคำสั่งนี้ของคาห์น ด้วยการแปรสภาพกลุ่มให้กลายเป็นหน้ากระดานตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ทางด้านกลุ่มนักผจญภัยของคาห์น แม้จะรับรู้ถึงคำสั่งของคาห์นเป็นอย่างดี ว่าอีกฝ่ายนั้นต้องการอะไร หรือให้ทำสิ่งใด
แต่เพราะด้วยพื้นเพของกลุ่มนักผจญภัยเหล่านี้ ไม่ได้เคยเป็นทหารมาก่อน จึงทำให้กว่าขบวนของพวกเขาจะพร้อมเคลื่อนตัว ก็ดูจะเสียเวลาไปมากทีเดียว
อย่างไรก็ตาม แม้กลุ่มของคาห์นจะเสียเวลาในการแปรขบวนไปบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่าภายใต้การบังคับบัญชาของคาห์นที่มีประสบการณ์สูง กลุ่มของคาห์นดูจะเป็นกลุ่มที่มีระบบระเบียบมากที่สุด อีกทั้งยังเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ได้ติดตามเสียงเห่าหอนของอสูรหมาป่า มาจนถึงอีกฟากฝั่ง ก่อนกลุ่มอื่นๆ
‘บะ บะ บรู๊ว~’
เสียงเห่าหอนได้ดังขึ้นอีกครา หากแต่คราวนี้เสียงเห่าหอนของอสูรหมาป่า ดูจะห่างออกไปจากพวกเขาเพียงไม่กี่ร้อยเมตร
กลุ่มของคาห์นต่างพยักหน้าให้แก่กันและกัน ประหนึ่งรับรู้ว่าทุกคนกำลังจะทำอะไร...เพียงชั่วพริบตาเดียว ฝีเท้าของนักผจญภัยและเจ้าหน้าที่ก็เร่งทะยานเร็วขึ้น พวกเขากระโจนไปยังทิศทางข้างหน้า ด้วยความเร็วสูงสุด
ดูแล้วช่างเหมือนกับนกอินทรี ที่กำลังออกล่าเหยื่อของมันยังไงยังงั้น
“ท่านคาห์น เวลาเอาจริงเอาจัง ก็ดูต่างออกไปเหมือนกันนะเนี่ย?!” คำพูดนี้เป็นคำพูดที่ออกมาจากปากของไลท์
“เชฟไลท์อย่าได้ประมาทตาเฒ่าคนนี้จนเกินไปนะครับ เห็นแบบนี้ท่านคาห์นเองก็เคยเป็นถึงร้อยตรีที่เคยนำกองทัพของอาณาจักรลูนาเทียเข้าต่อสู้แนวหน้ากับจักรวรรดิมังกรทมิฬ จนอีกฝ่ายต้องล่าถอยหนีตายมาหลายต่อหลายครั้งเชียวนะครับ” โทมัสและจิม นั้นเคยนำกองทัพจากพันธมิตรแดนเหนือ เข้ามาสมทบช่วยเหลือกองทัพอาณาจักรลูนาเทีย ในฐานะพันธมิตร
และได้มีโอกาสพบเจอและทำความรู้จักกับ คาห์น อยู่บ้างในอดีต...จึงไม่แปลกที่ทั้งสองจะบอกเล่าเรื่องราวของคาห์นเพื่อเตือนไลท์ว่าอย่าประมาท ชายวัยกลางคน ที่ถึงแม้ว่าจะแก่และอายุมากแล้ว แต่เสือเฒ่าก็ยังคงเป็นเสืออยู่วันยังค่ำ
“อืมฉันเข้าใจแล้ว ถ้าแบบนั้นเอาแบบนี้เป็นไง” พูดจบไลท์ก็จัดการยกร่างแยกของเจ้าโปริ่งที่นุ่มฟู มาคลอบศีรษะของเขาเอาไว้ พร้อมกับทำแบบเดียวกันกับ โทมัส จิม เอลล่าและแอล
“เจ้าโปริ่ง ขอภาพมุมมองกลุ่มของคาห์นให้ฉันหน่อย” หลังจากสวมเจ้าโปริ่งลงมาคลอบศีรษะของทุกคน ทันใดนั้นเจ้าโปริ่งร่างแยกก็ได้ใช้พลังถ่ายทอดเนตนัยน์ตาให้กับพวกเขาทุกคน
ทุกคนล้วนเห็นภาพกลุ่มของคาห์นที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามา ด้วยภาพเดียวกัน ก่อนที่ในตอนนั้นเอง ทางด้านกลุ่มของคาห์นก็ได้พบเจอเข้ากับ สัตว์อสูรหมาป่าสีชาด หรือเจ้าโปริ่ง ร่างต้นที่ไลท์ได้ออกคำสั่งให้มัน เห่าหอน ตามแผนที่เขาได้วางเอาไว้
ใช่แล้ว...เจ้าของเสียงเห่าหอนนั้นเป็นเจ้าโปริ่ง ที่ได้แปลงกายเป็นอสูรหมาป่าสีชาด ตามข่าวลือที่เล่าผ่านๆ กันมา
เพียงแต่เจ้าโปริ่งในวันนี้ กับวันก่อนๆ ที่ยังเป็นเพียงแค่สัตว์อสูรที่ไม่มีเจ้านาย มันแตกต่างกันออกไป
อสูรหมาป่าสีชาดของเจ้าโปริ่งที่ถูกเลี้ยงดูด้วยอาหารชั้นเลิศของไลท์ ล้วนทำให้มันมีความสุขเป็นที่สุด พอร่างกายมีความสุขในทุกวัน อะไรหลายอย่างก็พลอยได้รับผลดีตามไปด้วย ร่างกายของมันแข็งแกร่งขึ้น
พลังเวทของมันเองก็ก้าวหน้าขึ้นไปมา...มากเสียจนทำให้ร่างกายของมันใหญ่เทียบเท่ากับตึก 2-3ชั้น เลยทีเดียว
อย่างไรก็ตามไลท์ ไม่ได้หวังพึ่งหรือปล่อยให้เจ้าโปริ่งของตัวเอง ต้องเผชิญหน้ากับนักผจญภัยเป็นร้อยๆ คนอยู่แล้ว
แผนการในครั้งนี้ก็เพื่อ สลักความกลัวและความแข็งแกร่งของอสูรสีชาดให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคนก็เท่านั้น ไลท์ไม่ได้ตั้งใจให้มีการกระทบกระทั่งหรือการต่อสู้ที่ถึงกับเลือดเนื้ออะไรกันอยู่แล้ว
เขาคือเชฟทำอาหาร...เขาไม่ใช่นักรบ อีกทั้งยังไม่มีพลังเวท สมรภูมิเดียวของเขาคือห้องครัว
อาวุธของเขาคือมีด ตะหลิว กระทะและเครื่องครัวต่างๆ ส่วนศัตรูที่เขาจะต้องเอาชนะก็มีเพียงสิ่งเดียว นั้นก็คือเอาชนะความหิวของลูกค้า ด้วยรสชาติอาหารที่แสนอร่อย
ฉะนั้นถ้าจะหวังว่าจะได้เห็น การต่อสู้อันดุเดือดเลือดพล่านจากตัวเขา...บอกได้คำเดียวว่าไลท์ไม่มีทางทำได้
ทว่า แม้ตัวของไลท์จะทำสิ่งนี้ไม่ได้...แต่ก็ไม่ใช่ว่าการต่อสู้ด้วยพลังเวท ตระการตา จะไม่มีอยู่จริงๆ เสียหน่อย
อย่าลืมสิว่าคนรอบๆ ข้างของเขาในตอนนี้เป็นใคร? เจ้าชายโทมัส องครักษ์จิม องค์หญิงเอลล่าและองค์ชายน้อยแอล ที่ทั้ง 4 คน ต่างก็มีพลังเวทระดับสูงและสูงมากพอที่จะขู่ขวัญ นักผจญภัยนับร้อยนี้ได้ ด้วยลำพังแค่ 4 คนกับอีก 1 ตัว
“ทุกคนทำตามแผนได้และก็อย่าลืมระวังตัวกันด้วย อย่าให้ตัวเองหรือใครต้องบาดเจ็บเด็ดขาด!” ไลท์เน้นย้ำถึงความปลอดภัยกับทุกคน
แม้แผนการของเขาจะเป็นการโชว์ เพื่อแสดงพลังของสัตว์อสูรหมาป่าตามลือให้ทุกคนเห็น แต่ทว่าเขาก็กลัวว่าจะเกิดอันตราย
เพราะขนาดในโลกของเขาที่มีทีม สตั๊นท์แมน (ตัวแสดงแทนในฉากบู๊) ที่ทำหน้าที่เสี่ยงตายเป็นอาชีพ ก็ยังมีหลายๆ คน ต้องประสบอุบัติเหตุจากการถ่ายทำอยู่ไม่น้อย
หรือแม้กระทั่ง ฉากแอคชั่นในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ระดับโลก ก็ยังมีผิดคิวให้เห็นกันเป็นประจำ ไฉนเลยที่การโชว์ครั้งนี้ ที่ไม่มีการนัดแนะใดๆ จากฝ่ายของคาห์น ที่อนุมานเอาว่ากลุ่มของคาห์นคือผู้ชมในการแสดงครั้งนี้...จะไม่บาดเจ็บ
“พวกเราจะระวังครับ/ค่ะ เชฟไลท์สั่งการพวกเรามาได้เลย” ทั้ง 4 มองมาที่ไลท์ด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น เพียงแต่ที่มันทำให้มันดูตลกไปเสียหน่อย ก็ตรงที่ทุกคนยังสวมเจ้าโปริ่งเอาไว้ที่ศีรษะกันอยู่เลยนั่นเอง
โทมัส จิม เอลล่าและแอล ต่างกระจายตัวกันออกไปตามทิศทางต่างๆ ที่ได้กำหนดเอาไว้ โดยมีไลท์คอยช่วยบอกตำแหน่งให้แม่นยำอีกครั้ง ผ่านเจ้าโปริ่งที่เป็นสื่อกลาง
“โทมัสนายลงมือก่อนเป็นคนแรก ก่อนจะปล่อยพลังเวทออกมาอย่าลืมให้สัญญาณเจ้าโปริ่ง แสดงท่าทางก่อนด้วยละ”
‘ศรอัคคี…เจ้าโปริ่งเอาเลย!’ สิ้นเสียงสั่งการของโทมัส ทางด้านเจ้าโปริ่งที่จำแลงกายเป็นอสูรหมาป่า คอยรับหน้ากับกลุ่มนักผจญภัยที่นำโดยคาห์นและหัวหน้าหน่วยจากกิลด์สมาคม ก็พลันกระทืบอุ้งเท้า พร้อมกับอ้าปากกว้าง แสดงท่าทางปล่อยพลังออกมา
ฟู่~!
ศรอัคคี ถูกยิงออกมาจากปากของอสูรหมาป่าสีชาด ร่างจำแลงของเจ้าโปริ่งที่แสร้งเล่นละครว่ากำลังเดือดดาลและกำลังบันดาลโทสะ เข้าใส่กลุ่มนักผจญภัยที่ติดตามมันมา ศรอัคคีจำนวนนับ หลายร้อยดอก ได้ลอยพาดผ่านหมู่เมฆ จนแทบจะบดบังแสงอาทิตย์ที่สาดส่องพื้นล่างจนมืดบอด เงาคลื่นสีดำเบื้องล่างที่ถูกบดบังโดยศรอัคคีจากโทมัส
นั่นคือกลุ่มของคาห์นที่ตอนนี้ ต่างตกตะลึงกับการโจมตีของอสูรหมาป่า ที่สามารถยิงศรอัคคีออกมาได้ โดยถึงแม้ว่าพลังเวทศรอัคคี จะเป็นพลังเวทที่นักเวทระดับ 1 ดาวขั้นสูงจะสามารถทำได้
แต่ทว่า จำนวนลูกศรเพลิงกว่าหนึ่งร้อยดอก ที่สามารถบดบังแสงจากดวงอาทิตย์ได้ขนาดนี้...มันไม่มีทางที่นักเวทระดับ 1-2 ดาวจะสามารถทำมันได้เลย
หากแต่ว่า...อย่างที่บอกไปว่า การโจมตีในครั้งนี้เป็นเพียงแค่การแสดงโชว์เท่านั้น ไม่ได้มีความตั้งใจที่หมายปองชีวิตของใคร
ดังนั้นลูกศรอัคคีที่ยิงเข้าใส่กลุ่มของคาห์น โทมัสตั้งใจเอาไว้แล้วว่า มันไม่โดนกลุ่มของนักผจญภัยอย่างแน่นอน เพียงแค่ทิศทางมันอาจจะน่ากลัวในตอนแรกก็เท่านั้น ซึ่งก็เป็นดั่งที่โทมัสตั้งใจเอาไว้
ลูกศรอัคคีนับร้อยดอกของเขา ได้พุ่งผ่านกลุ่มของคาห์นไป อย่างน่าเสียดาย...ศรเพลิงตกลงที่ด้านหลังของแนวกลุ่ม
ปรากฏเป็นกำแพงไฟ ปิดทางกลุ่มของนักผจญภัยและกลุ่มของคาห์นที่ได้รับเกียรติให้เป็นผู้ชมการแสดงนี้จนขาดสะบั่น
“ทุกคนระวังตัวด้วย อสูรหมาป่าตัวนี้มีพลังเวทขั้นสูง!” คาห์นและหัวหน้าหน่วย รีบแจ้งเตือนถึงความอันตรายให้กับนักผจญภัยคนอื่นที่ติดตามมาจากเบื้องหลัง
เนื่องด้วยประสบการณ์ในสนามรบอันโชกโชน เพียงแค่คาห์นสัมผัสได้ถึงพลังเวทและจิตสังหารที่เข้ากดดันพวกเขา
คาห์นและหัวหน้าหน่วยก็รับรู้ในทันที่ว่า สัตว์อสูรหมาป่าสีชาดตัวนี้ นั้นอันตราย!
และมันก็ยิ่งตอกย้ำความมั่นใจมากขึ้นไปอีก เมื่อเห็นว่า สัตว์อสูรสีชาดกำลังใช้ ‘คลื่นถล่มพสุธา’ ซัดผ่านลงมาในตอนที่มันยกขาสองข้างหน้ากระทืบพื้น...เสียงดังโครม
โดยพลังเวทนี้เกิดจาก องครักษ์อย่างจิม เป็นคนปลดปล่อยพลังนี้ออกมานั่นเอง
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy
ตารางการลงนิยายเวลา 18.00 หยุดทุกวันพุธครับ