บทที่ 10เปิดโปงสายตาสนใจใคร่รู้ของผู้คนในงานเลี้ยง ทำให้หัวใจของอู๋ฟางเซียนสั่นระรัว แต่หญิงสาวยังคงไม่แสดงอาการอื่นใด ริมฝีปากบางยังคงแย้มยิ้มอ่อนหวาน ดวงตากระจ่างดั่งดอกไม้งามยามต้องฝน ชูช่อตั้งตรงไม่หวาดหวั่น ท่าทีเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจของตนเองอย่างยิ่งยวด สร้างความลังเลใจให้ผู้พบเห็น ผู้มาร่วมงานเลี้ยงต่างสองจิตสองใจไม่รู้ควรเชื่อคำพูดของผู้ใดดีแม้คำพูดของหลินเหมยกุ้ยจะสามารถยืนยันความจริงในเรื่องของอู๋ฟางซินได้ แต่เรื่องของอู๋ฟางเซียนรุนแรงกว่านั้น นอกจากคำยืนยันจำเป็นต้องมีหลักฐานชี้ชัดอีกด้วยตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ทุกคนในชิงเต๋อต่างรู้ดีว่า คุณหนูใหญ่ตระกูลหลินเป็นเพียงเศษสวะไร้ค่า แม้ยามนี้พวกเขาจะเห็นทุกอย่างด้วยตาของตนเอง ได้ยินทุกคำกับหู แต่ไม่มีผู้ใดยอมเชื่อว่าหลินเหมยกุ้ยปะทุพรสวรรค์อันหาได้ยากยิ่งพวกเขาส่วนใหญ่ต่างปักใจเชื่อว่า เรื่องทั้งหมดเป็นงิ้วลวงตาที่ประมุขหลินและคุณชายใหญ่ตระกูลจ้าวร่วมมือกันสร้างขึ้นมา เพื่อผลักดันให้เด็กสาวผู้สูงศักดิ์กลายเป็นที่จับตามองอีกครั้ง“อู๋ฟางเซียน เจ้ามีสิ่งใดจะแก้ตัวหรือไม่”“ข้าไม่ได้ทำอันใดผิด ข้าไม่จำเป็นต้องแก้ตัวเจ้าค่ะ”คำเรียกขานด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง ทำให้อู๋ฟางเซียนใจกระตุกวูบ แต่นางยังคงมีสีหน้านิ่งเฉย ยืนยันคำเดิมไม่เปลี่ยนแปลง หากนางไม่พูด ผู้ใดจะกล้าง้างปากนางกันเล่า“เรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้ายังจะปากแข็งอีกหรือ”น้ำเสียงของหลินอี้หยางเยือกเย็น ใจหนึ่งปลาบปลื้มที่บุตรสาวปะทุพลัง อีกใจหนึ่งโศกศัลย์จนยากทานไหว ดวงใจของเขาถูกสตรีข้างกายทำร้าย จนสิ้นใจตายภายใต้จมูกของตนเอง ความเจ็บปวดที่ได้รับ ทำให้ชายหนุ่มไม่สามารถระงับโทสะได้ พลังปราณมากมายแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ ราวกับควบคุมเอาไว้ไม่อยู่พลังปราณรุนแรงปกคลุมรอบงานฉลอง ทำให้แขกที่มาร่วมงานกระสับกระส่าย หายใจไม่สะดวก พวกเขารู้สึกราวกับว่า รอบกายเกิดกำแพงโปร่งใสกดทับลงมายามนี้ผู้มาร่วมงานฉลองต่างคิดเหมือนกันว่า พวกเขาไม่น่าตอบรับคำเชิญของตระกูลหลินในวันนี้เลย เหตุใดงานเลี้ยงเพื่อแสดงความยินดีที่คุณหนูตระกูลใหญ่ หายป่วย ถึงกลายเป็นงานตีแผ่ความชั่วร้ายของหญิงงามไปเสียได้“การจะกล่าวโทษผู้ใดต้องมีหลักฐาน ท่านไม่อาจตีตราความผิดให้ข้า เพียงเพราะคำพูดเลื่อนลอยที่ไม่อาจพิสูจน์ได้นะเจ้าคะ”อู๋ฟางเซียนยังคงยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองด้วยน้ำเสียงหนักแน่น นางเป็นคนลงมือทำเรื่องพวกนั้นแล้วอย่างไร พวกเขาจะทำอันใดนางได้ ในเมื่อหลักฐานทุกชิ้นที่โยงมาถึงตัวนาง ไม่ว่าจะเป็นตั๋วสั่งยาหรือกระทั่งผู้ใช้โอสถที่ จัดสมุนไพรให้ ล้วนถูกนางกำจัดไปจนหมดสิ้นแล้ว ส่วนอู๋ฟางซินเป็นน้องสาวที่ซื่อสัตย์ภักดี ไม่มีทางซัดทอดหรือบอกเล่าเรื่องนี้ให้ผู้ใดฟังอย่างเด็ดขาด“กุ้ยเอ๋อเปิดเผยความลับของน้องสาวเจ้าได้ นี่ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันพรสวรรค์ของนางอีกหรือ”มือใหญ่ตบโต๊ะเต็มแรง จนได้ยินเสียงเนื้อไม้แตกลั่นอยู่ด้านใน หลินอี้หยางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า อู๋ฟางเซียนจะเป็นสตรีหน้าทน กล้าปฏิเสธความผิดของตน ได้หน้าตาเฉยเช่นนี้“เรื่องของน้องสาวกับเรื่องของข้า มันคนละเรื่องกันมิใช่หรือ ท่านประมุข จะนำทุกเรื่องมากล่าวโทษร่วมกันไม่ได้นะเจ้าคะ เรื่องของฟางซินอาจเป็นเพียง ความบังเอิญหรือมีคนตั้งใจสืบเรื่องของนางมาเปิดเผย วิธีการเช่นนี้ไม่สามารถยืนยันพรสวรรค์ของคุณหนูใหญ่ได้หรอกเจ้าค่ะ”อู๋ฟางเซียนยกยิ้ม ดวงตางดงามกวาดมองไปที่คุณชายใหญ่ตระกูลจ้าวและนางเมียบ่าว ก่อนลากเสียงยาวท้ายประโยคอย่างได้ใจ นางมั่นใจว่าเรื่องนี้ต้องมี เบื้องลึกเบื้องหลังอย่างแน่นอน นางเด็กไร้ประโยชน์ไม่มีทางปะทุพรสวรรค์ได้อย่างเด็ดขาด ผู้ที่ต้องการให้หลินเหมยกุ้ยโดดเด่นและคิดกำจัดนางมีเพียงสองคนนี้เท่านั้น“เจ้าอย่าได้ใส่ความผู้อื่น ไม่มีผู้ใดตรวจสอบเจ้าและน้องสาวของเจ้าทั้งนั้น หรือถ้าคิดจะตรวจสอบจริง หากพวกเจ้าไม่มีความผิดก็ไม่จำเป็นต้องกลัวไม่ใช่หรือ”หลินอี้หยางตำหนิ ดวงตาแข็งกร้าวจ้องหญิงสาวไม่กระพริบ“ข้าไม่ได้ใส่ความผู้ใด ผู้ที่ถูกใส่ความในยามนี้มิใช่ข้าหรอกหรือเจ้าคะ”“เจ้าหมายความว่าอย่างไรกัน”คำพูดแฝงความนัยของอู๋ฟางเซียนสร้างความงุนงงให้หลินอี้หยางไม่น้อย“พวกท่านพิสูจน์ไม่ได้ว่าพรสวรรค์ของกุ้ยเอ๋อเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เรื่องราวเลวร้ายที่บอกว่าข้าเป็นผู้ลงมือทำก็ไม่มีหลักฐาน คำพูดเลื่อนลอย บีบบังคับให้ข้ายอมรับ เช่นนี้ไม่เรียกว่าใส่ความผู้อื่นโดยไร้มูลความจริงหรือเจ้าคะ”อู๋ฟางเซียนฉีกยิ้มกว้างอย่างถือดี เมื่อผู้มาร่วมงานฉลองต่างเห็นด้วย กับคำพูดของตนเอง“ถูกต้อง เจ้าพูดถูกต้องยิ่งนัก บีบบังคับกล่าวโทษโดยไร้หลักฐาน ไม่ต่างจากการใส่ความผู้อื่น”หลินอี้หยางกัดฟันเน้นทุกคำพูด ราวกับกำลังระงับโทสะเอาไว้ เขาคิดไม่ถึงเลยว่า สตรีที่ดีแต่ออดอ้อนขอความรักจากตนเอง แท้จริงแล้วจะเป็นน้ำนิ่งไหลลึก ยากคาดเดาจิตใจได้ถึงเพียงนี้ นางทำเรื่องเลวร้ายมากมาย แต่ไม่รู้สึกละอายแก่ใจเลยแม้แต่น้อย“หากต้องการให้เรื่องนี้กระจ่าง บิดาต้องพึ่งพรสวรรค์ของกุ้ยเอ๋อแล้ว”หลินอี้หยางหันไปบอกบุตรสาว เขารอคอยคำตอบของนางอย่างใจจดใจจ่อ เมื่อความจริงปรากฏออกมา สตรีที่ทำร้ายคนของเขาจะต้องทรมานอย่างแสนสาหัส เขาจะทำให้อู๋ฟางเซียนรู้ว่า อยู่ไม่สู้ตายเป็นเช่นไร“บะ.บิดา..หากกุ้ยเอ๋อบอกทุกอย่างออกไป จะไม่เป็นอันใดหรือเจ้าคะ”หลินเหมยกุ้ยแสร้งทำเสียงตื่นตระหนก นางยังคงเล่นงิ้วบทเด็กน้อย เจ้าน้ำตาของตนเองต่อไป เพื่อไม่ให้ทุกคนแคลงใจสงสัยในพรสวรรค์ที่ไม่มีจริง“กุ้ยเอ๋อไม่ต้องกังวลใจ เจ้าเห็นสิ่งใดก็บอกกล่าวออกมาให้ทุกคนรับรู้เถิด เจ้าพูดความจริงเปิดเผยความชั่ว ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวโทษเจ้าหรอก หากมันผู้ใดหาญกล้าทำร้ายเจ้า ต่อให้บิดาต้องใช้ตระกูลหลินมาเป็นเครื่องเดิมพัน บิดาต้องกำจัดมันให้ได้”ความรักอันล้นเปี่ยมที่บิดามอบให้ สร้างความซาบซึ้งใจแก่หลินเหมยกุ้ย ยิ่งนัก เหตุใดชีวิตในครั้งก่อน นางไม่เคยตระหนักถึงความจริงข้อนี้เลยสักนิด นางมัวแต่หลงเพ้อฝันถึงความรักจอมปลอมไร้ค่าที่ไม่อาจคว้ามาครอบครองเพื่อรักษาความรักอันล้ำค่าของผู้คนแสนดีเหล่านี้เอาไว้ นางไม่มีวันปล่อยศัตรูหน้าไหนให้มีชีวิตหลุดรอดไปอย่างเด็ดขาด หลินเหมยกุ้ยแสร้งหลับตาลง ทำราวกับกำลังค้นหาภาพเหตุการณ์ในห้วงความคิดของตนเอง“ภาพที่ข้าเห็นเลือนรางไม่ชัดเจนนัก ทุกอย่าง ขาด ๆ หาย ๆ ไม่ปะติปะต่อ”หลินเหมยกุ้ยเอ่ยช้า ๆ ราวกับภาพที่นางเห็นทยอยออกมาทีละเล็กทีละน้อย เด็กสาวไม่ได้ปะทุพรสวรรค์เป็นผู้ใช้จิตวิญญาณ ชีวิตในครั้งก่อนของนางถูกกำหนดให้เป็นผู้ไร้พรสวรรค์โดยกำเนิด ตลอดชีวิตในครั้งนั้น นางทำได้เพียงส่งเสียงกรีดร้อง อ้อนวอนขอความเป็นธรรม แต่นางไม่เคยได้รับมันกลับมาเลยสักครั้ง ต่างกับนางเอกผู้นั้นอย่างกับฟ้ากับเหวโชคชะตากำหนดให้นางเอกเป็นผู้ไร้พรสวรรค์เช่นเดียวกัน แต่ทุกครั้ง กลับหยิบยื่นโอกาสให้นางอยู่เสมอ จนท้ายที่สุดนางเอกคว้าทุกอย่างเอาไว้ในอุ้งมือ กลายเป็นหญิงงามมีความสามารถเกินผู้ใด ได้ทุกสิ่งที่ปรารถนา เป็นที่ต้องตาของ ผู้พบเห็น แต่หลินเหมยกุ้ยกลับเป็นเพียงสตรีน่ารังเกียจ ไร้คนรัก ไร้คนเห็นใจ ถูกช่วงชิงลมหายใจสุดท้ายไปอย่างเลือดเย็นแต่ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป โอกาสที่หลินเหมยกุ้ยไม่เคยได้รับในครั้งก่อน นางจะคว้ามันมาเป็นของตนเองให้หมด ดังนั้นชื่อของผู้ใช้จิตวิญญาณ ล่วงรู้อดีต ปัจจุบันและอนาคต นางขอรับมันไว้ด้วยความเต็มใจ“บิดา กุ้ยเอ๋อเห็นทุกอย่างแล้ว”เสียงที่โพล่งดังออกมาเรียกความสนใจของทุกสายตา ให้หันไปมองที่นางเป็นจุดเดียว“เจ้าเห็นอันใดหรือ”หลินอี้หยางลุกขึ้นโน้มตัวมาด้านหน้า ดวงตาแวววาวราวสมใจ“ข้าเห็นฮูหยินรองเก็บตั๋วยาไว้ในกล่องใบหนึ่ง ซ่อนอยู่ในช่องลับใต้ตั่งนุ่มในห้องของนางเจ้าค่ะ”เมื่อได้ยินสิ่งที่หลินเหมยกุ้ยพูดออกมา อู๋ฟางเซียนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปาก ไม่รู้ว่านางเด็กไร้ค่ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร หญิงสาวเคยเก็บหลักฐานไว้ในกล่องใบนั้นจริง แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นผ่านมา 12 ปีแล้ว เหตุใดนางต้องเก็บหลักฐานมากมายเอาไว้มัดคอตนเองด้วยเล่า นางจัดการเช็ดล้างทุกอย่าง ไม่มีทางสาวมาถึง ตัวนางได้อย่างเด็ดขาด ยามนี้กล่องใบนั้นมีเพียงเครื่องประดับที่นางสะสมเอาไว้เท่านั้นท่าทางกระหยิ่มยิ้มของอู๋ฟางเซียนอยู่ในสายตาของหลินอี้หยางตลอดเวลา แต่ประมุขหนุ่มยังเชื่อมั่นว่าพรสวรรค์ของบุตรสาวเป็นจริง“พวกเจ้าไปหยิบกล่องที่คุณหนูใหญ่พูดถึงออกมา”หลินอี้หยางสั่ง แต่หลินเหมยกุ้ยเอ่ยขัดออกมาเสียก่อน“กุ้ยเอ๋อเกรงว่าบ่าวรับใช้คนอื่นจะหาที่ซ่อนไม่พบ บิดาให้สาวใช้คนสนิทของฮูหยินรองไปหยิบเถิด นางย่อมรู้ว่ากล่องที่ข้าพูดถึงคือใบไหน ท่านแค่ส่งคนไปเฝ้าระวังไม่ให้นางหยิบหลักฐานออกมาทำลายทิ้งก็พอ”“พี่เขย ข้าไปเอามาให้ท่านเอง”จ้าวหลิงเหอเอ่ยปากอาสา สีหน้าได้ใจของอู๋ฟางเซียนช่างยั่วโทสะชายหนุ่มยิ่งนัก ถ้าหลักฐานการกระทำผิดของนางปรากฏออกมา เขาอยากเห็นเหลือเกินว่านางจะทำสีหน้าเช่นไร คุณชายใหญ่เร่งสาวใช้ให้เดินนำหน้า หายไปไม่นานพวกเขากลับมาพร้อมกล่องใบหนึ่งกล่องทรงกระบอกขนาดไม่ใหญ่นัก ทำจากไม้เนื้อแข็งสีเข้มตัดกับฝาด้านบนที่ทำจากไม้เนื้ออ่อน มีรอยป้ายน้ำหมึกเป็นลวดลายสะเปะสะปะแปลกตา มองไม่ออกเลยว่าเป็นภาพสิ่งใดหลินอี้หยางหมุนเปิดฝาออก เพื่อตรวจสอบหลักฐานด้านใน แต่กลับติดแง่ไม้ เปิดไม่ได้เสียที“กล่องใบนี้เป็นกล่องกลไกเจ้าค่ะ มีเพียงฮูหยินรองผู้เดียวเท่านั้นที่รู้วิธีเปิด”หลินเหมยกุ้ยจงใจให้ทุกคนได้ยินคำพูดของตนเอง นางต้องการยืนยันว่า กล่องใบนี้และสิ่งของด้านใน ไม่มีทางถูกผู้ใดนำไปใส่ไว้หรือหยิบออกไประหว่างทางอย่างแน่นอน“กล่องกลไกหรือ”หลินอี้หยางเลิกคิ้วสูง เขามองกล่องทรงกระบอกด้วยความสนใจ เขาส่งให้ทุกคนลองเปิดโดยทั่วกัน เมื่อไม่มีผู้ใดเปิดได้ เขาจึงยื่นให้อู๋ฟางเซียนเป็นคนสุดท้าย นางหมุนฝาด้านบนให้ลวดลายประหลาด เรียงต่อกันเป็นวงกลม เมื่อเกิดเสียงดังคลิ๊ก สลักที่ขัดอยู่ด้านในถูกปลดออก ทำให้ฝาด้านบนถูกเปิดออกอย่างง่ายดายบิดาของอู๋ฟางเซียนได้กล่องกลไกมาจากปรมาจารย์ที่ศึกษาด้านกลพิสดาร ผู้หนึ่ง ท่านมอบให้นางก่อนออกเรือน นางชื่นชอบมันมาก ยามมีของสำคัญหรือความลับที่ไม่อยากให้ผู้ใดล่วงรู้ นางจะนำของเหล่านั้นมาเก็บซ่อนเอาไว้ในนี้ นางมั่นใจว่านอกจากนางและบิดาไม่มีผู้ใดรู้วิธีเปิดมันอีกแล้วหลินอี้หยางให้บ่าวรับใช้หยิบกล่องกลไกกลับคืนมา ชายหนุ่มทยอยหยิบเครื่องประดับล้ำค่าออกมาทีละชิ้น เขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะมีบางอย่างซุกซ่อนอยู่ภายใน สิ่งใดก็ได้ที่จะทำให้ใบหน้าถือดีของอู๋ฟางเซียนจางหายไป สิ่งใดก็ได้ที่จะทำให้นางยอมจำนน ต่อความผิดร้ายแรงที่ตนเองทำขึ้นแต่โดยดี
นิยายเล่มนี้จบเล่ม 1 แล้ว มีขายใน Meb,readawrite และเด็กดี ฝากติดตามด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ