บทที่ 32 คุณหนูเจ็ดช่วยไปตรวจร่างกายก่อนแต่งงานได้ไหม?
ทันทีที่เขาเปิดผ้าขจัดสิ่งกีดขวางออกไป ดวงตาของทุกคนรอบตัวพลันขับประกายและเบิกกว้างในทันที
เพราะใต้ผ้าสีแดงที่มีฝาครอบใสกันไว้อีกชั้น คือทองคำซึ่งถูกขึ้นรูปเป็นทรงน้ำเต้าอย่างวิจิตรงดงาม มีสีเหลือง สีส้ม และสีทองผสานส่องระยิบระยับ
โม่เชียนและเสี่ยวเฮยทานอาหารเสร็จแล้ว จึงหันมาดูการแสดงอยู่เงียบ ๆ นั่งนิ่งไม่เคลื่อนไหวเลย
แต่เมื่อเห็นน้ำเต้าทองคำนี้ โม่เชียนกลับไม่สามารถอยู่เฉย ๆ ได้อีกต่อไป
หญิงสาวพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วดั่งรถไฟ ไม่มีใครเห็นแม้แต่เงาของเธอด้วยซ้ำ รู้ตัวอีกที หญิงสาวก็มาอยู่ตรงหน้าเฉียวเหอและจ้องมองตรงไปยังทองคำก้อนใหญ่ในฝาครอบโปร่งใสแล้ว
โม่เชียนคำนวณน้ำหนักของทองคำตรงหน้าด้วยการเหลือบมองเพียงครั้งเดียว ก่อนจะสรุปได้ว่ามันหนักถึง 4,999 กรัม เป็นทองคำบริสุทธิ์ของแท้!
เธอควบคุมตัวเองไม่ได้ เผลอเอื้อมมือออกไปเพราความอยากสัมผัสน้ำเต้าทองคำบริสุทธิ์นี้
แต่ก่อนที่มือเล็กจะได้แตะลงบนกล่อง หญิงสาวกลับได้ยินเสียง
กู้เซียงเวยตะโกนออกมาเสียก่อน
“อย่าแตะต้องมันเชียวนะ! นี่มันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเธอสักหน่อย ใครอนุญาตให้แตะมันกัน! ”
เธอยืนอยู่ที่ด้านข้าง มองไปยังโม่เชียนด้วยความดูถูก ดวงตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
พวกคนบ้านนอก... ยังไง ๆ ก็เป็นได้แค่คนบ้านนอก
ผู้หญิงคนนี้นี่ก็เหลือเกิน ทำตัวอย่างกับไม่เคยเห็นโลกภายนอกมาก่อน
ทว่าในขณะนั้นเอง เฉียวเหอกลับพูดขึ้นมา
น้ำเสียงของเขามีความสดใสเจือปนอยู่ในนั้น ชายหนุ่มมองไปที่โม่เชียนแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า
“มันเป็นของคุณ คุณสามารถสัมผัสมันได้ตามใจชอบเลย”
เมื่อกู้เซียงเวยได้ยินประโยคดังกล่าว เธอก็หันขวับไปมองเฉียวเหอในทันที รู้สึกคล้ายตนเองได้สูญเสียศักดิ์ศรีไปจนหมดสิ้น ใบหน้าเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ มือกำชายชุดเดรสด้วยความโกรธ เล็บของเธอค่อย ๆ ทิ่มเข้าไปในผ้าเนื้อบาง ๆ
เมื่อโม่เชียนเห็นว่าเฉียวเหอกำลังพูดคุยอยู่กับเธอ หญิงสาวจึงชี้หน้าตนเองจนแทบทิ่มเข้าไปในจมูกด้วยความประหลาดใจ
“ของฉันเหรอ? ”
“ใช่แล้ว เป็นของคุณ” เฉียวเหอพยักหน้า จากนั้นค่อยกวาดตามองสิ่งของที่ตัวเองนำมาที่นี่ “ทุกอย่างนี้... มันเป็นของคุณหมดเลย”
โม่เชียนตกตะลึง เพราะตั้งแต่จำความได้ ไม่เคยมีใครให้ของขวัญแก่เธอมากมายเท่านี้มาก่อน
เธอมองเฉียวเหอด้วยความสับสน “ทำไมถึงให้ฉันล่ะ? ”
“เป็นของขวัญแสดงความขอบคุณที่คุณช่วยชีวิตผมไว้น่ะ”
เฉียวเหอพูดอย่างสบาย ๆ
จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้มีเหตุผลซับซ้อนอะไรนัก
เขาเพียงแค่มีเงินมากเกินไป แต่ไม่มีปลายทางสำหรับระบายทรัพย์ไว้ให้ใช้จ่าย และมันก็มีคนเพียงไม่กี่รายที่เฉียวเหอชื่นชอบ ซึ่งโม่เชียนจัดเป็นหนึ่งในนั้น
ซ้ำเขายังเคยพบเจอคนมาก็มาก และในบรรดามนุษย์จำนวนนับไม่ถ้วนพวกนั้น ล้วนมีจุดประสงค์ซ่อนเร้นแอบแฝงไว้เสมอ แต่ผู้หญิงโง่ ๆ คนนี้กลับดูน่าเอ็นดูเป็นพิเศษ
และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเธอสามารถช่วยเหลือครอบครัวของเขาได้ ดังนั้นจะยังรีรออะไรอยู่อีกล่ะ?
อีกอย่างคือเฉียวเหอไม่ใช่คนที่ใครก็ตามจะสามารถลูบคมได้
แต่ตระกูลกู้กล้าบีบบังคับให้เขายกเลิกการหมั้นอย่างโจ่งแจ้ง ดังนั้นจะปล่อยให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายและราบรื่นต่อไปได้อย่างไร
นั่นไม่ถือว่าสอดคล้องกับหลักปรัชญาการใช้ชีวิตของเฉียวเหอที่ว่า ‘ถ้าอยากให้ฉันตายนัก งั้นเรามาตายไปด้วยกันซะสิ’ เลย
โม่เชียนเอ่ยถามเพื่อยืนยันครั้งแล้วครั้งเล่าว่าทั้งหมดนี้เป็นของเธอใช่ไหม จากนั้นเธอจึงค่อยรับทองคำจากมือของเฉียวเหอไปอย่างมีความสุข กระโดดขึ้น ๆ ลง ๆ เพื่อแสดงของเหล่านี้ให้เสี่ยวเฮยเห็น
ราวกับเด็กที่เพิ่งได้ขนม
เฉียวเหอมองเธอนิ่ง ๆ และด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาจนถึงขั้นนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้คนหรือเทพยดาจากไหนล้วนต้องอิจฉาริษยาทั้งนั้น
เมื่อกู้เซียงเวยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เห็นรอยยิ้มอันหล่อเหลาของเขา หน้าอกของเธอก็กระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโกรธอย่างรุนแรง
เมื่อไหร่กัน
เธอถูกมองข้ามถึงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
เพราะนับจากสมัยที่เธอยังเป็นเด็กหญิง กู้เซียงเวยจัดเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดเสมอ
ของสิ่งใดที่คนอื่นไม่มี มันจะมีเพียงเธอเท่านั้นที่ได้ครอบครองมัน
การที่คนอื่นได้มีโอกาสครอบครองในสิ่งที่เธอไม่มี มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!
เฉียวเหอคงจงใจทำเช่นนี้แน่!
เขาคงแค่อยากให้เธอไม่มีความสุข ทั้งหมดเพื่อแก้แค้นเธอที่พยายามทำลายสัญญาหมั้นหมายทิ้ง!
รอยขาดในชุดที่ถูกกู้เซี่ยวเว่ยใช้นิ้วเจาะเข้าไปเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนเสื้อผ้าระดับไฮเอนด์ที่พี่ชายมอบให้ก็ไม่เป็นที่น่าพอใจในสายตาของเธออีกต่อไป
ทางกู้ไป๋เหยี่ย พอเขาเห็นว่าน้องสาวของตนเองถูกมองข้ามในชนิดที่สามารถเรียกได้ว่าหักหน้า เขาจึงลุกขึ้นยืนด้วยความเอาเรื่อง
“นายน้อยรองเฉียว นี่มันหมายความว่ายังไง? น้องสาวของฉันเป็นคู่หมั้นของคุณ แต่คุณกลับนำของขวัญมามอบให้แก่คนอื่นต่อหน้าเธอ คุณอยากตายนักใช่ไหม? ”
หมัดของกู้ไป๋เหยี่ยพร้อมที่จะซัดออกไป ดวงตาเองก็จับจ้องไปที่ใบหน้าของเฉียวเหอ ซึ่งดูกวนประสาทเหมือนวอนอยากโดนทุบตี
นายน้อยรองแห่งตระกูลเฉียวเหลือบมองมาทางเขาอย่างเมินเฉยพร้อมล้อเลียน
“คุณก็รู้นี่ว่าโม่เชียนเป็นคนช่วยชีวิตของผมไว้ แถมเป็นฝ่ายคุณด้วยซ้ำที่เกือบพรากชีวิตของผมไป นี่ผมต้องรีบเอาของขวัญมามอบให้น้องสาวคุณเพื่อขอบคุณที่คุณพยายามฆ่าผมเหรอไง? ”
คำพูดของเขาทำให้กู้ไป๋เหยี่ยพูดอะไรไม่ออก
เพราะเขาหาเหตุผลอื่นใดมาเถียงไม่ได้เลยจริง ๆ
แต่นี่มันก็ยังไม่สามารถลบล้างเรื่องที่ทำไมเฉียวเหอจึงขัดขวางไม่ให้กู้เซียงเวยมีความสุขออกไปได้
เขาจึงตะโกนอีกครั้ง “ก็ตอนนั้นสถานการณ์มันไม่ปกติ แต่ไม่ว่ายังไง ถ้าคุณเป็นลูกผู้ชายตัวจริง คุณก็ไม่ควรทำดีกับผู้หญิงคนอื่นต่อหน้าน้องสาวของฉัน! ไม่อย่างนั้นก็ควรยกเลิกการหมั้นมันไปให้จบ ๆ ให้เร็วที่สุด และก็ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันอีก! ”
จู่ ๆ โม่เชียนที่กำลังนั่งชมการแสดงอยู่ ๆ เฉย ๆ พลันถามขึ้น
“ถ้าการหมั้นหมายถูกยกเลิก จะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กในท้องของเธอล่ะ? ”
โม่เชียนที่เอาหน้าแนบไปกับน้ำเต้าทองคำเงยหน้าขึ้นมองเฉียวเหอ ก่อนย้ายสายตาไปทางกู้เซียงเวย “เด็กในท้องของคุณไม่ใช่ลูกของเขาเหรอ? ”
หลังจากพูดอย่างนั้น เธอก็ยังคงถามและตอบคำถามของตัวเองต่อไปอีก “แต่ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะก่อนหน้านี้สภาพของเขาออกจะร่อแร่ขนาดนั้น”
เฉียวเหอได้แต่ยืนนิ่งเงียบ “...”
สาวน้อยคนนี้กำลังช่วยเหลือเขาจริงรึเปล่า? ทำไมถึงรู้สึกเหมือนเธอกำลังฉีกหน้าเขามากกว่า?
จู่ ๆ ดันรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาเสียอย่างนั้น
อย่างไรก็ตาม หากสิ่งที่สาวน้อยคนนี้พูดเป็นเรื่องจริงล่ะก็...
อืม… เป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ
เฉียวเหอหันกลับมาอย่างช้า ๆ เลิกคิ้วให้กู้เซียงเวย
“คุณหนูเจ็ด มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงเหรอ? ”
เมื่อกู้เซียงเวยต้องเผชิญหน้ากับดวงตาที่มีความนัยแอบแฝงของเฉียวเหอ หัวใจของเธอพลันเต้นรัวจนเกือบจะกระดอนหลุดออกมาจากปาก
แขนของเธอสั่นอย่างรุนแรง ก่อนชี้ไปที่โม่เชียนพลางพูดตะกุกตะกักว่า “เธอกำลังแพร่ข่าวลือมั่วซั่ว! อย่าไปฟังคำพูดไร้สาระของเธอนะ! ”
“โอ้? ถ้าอย่างนั้นคุณหนูเจ็ดช่วยไปตรวจสุขภาพร่างกายก่อนแต่งงานกับผมสักหน่อยได้ไหม? ” เฉียวเหอเสนอแนะ
“ฉันไม่ไป! ”
กู้เซียงเวยปฏิเสธโดยไม่ลังเล
แต่เมื่อตระหนักขึ้นมาได้ว่าตัวเองปฏิเสธข้อเสนอเร็วเกินไป หญิงสาวจึงรีบละล้ำละลักแก้ตัว
“คะ ใคร ใครจะไปเชื่อคำโกหกของผู้หญิงคนนี้กัน! ”