ม่านฟ้าดูเอกสารของชาญชัยเสร็จก็ตามด้วยเอกสารของวิรุณ เวลาผ่านไปจนถึงตอนค่ำ งานเธอถึงจะเสร็จ เธอหายไปหนึ่งสัปดาห์จึงมีเอกสารรอให้จัดการเป็นกอง
ตาพวงนำอาหารมาให้เธอ
“อร่อยจัง ข้าวคลุกกะปินี้ใครทำเหรอคะ?”
“คุณสมยศทำน่ะหนูม่าน เหนื่อยไหมลูก?”
“แค่เมื่อยค่ะตาพวง นั่งจนรากจะงอกออกจากก้นหนูแล้ว”
ตาพวงต่างพากันหัวเราะ “ดูการพูดการจาเข้า ก้นเกิ้นอะไรกัน เดี๋ยวท่านพระยามาได้ยินเข้าแล้วเราจะโดนเขกหัวอีกนะ เดี๋ยวจะหาว่าตาพวงไม่เตือน”
“อย่าเคร่งกับหนูนักเลยค่ะ แล้วเจ้าสุดหล่อล่ะคะ?”
“ดูละครหลังข่าวกับคุณสมยศอยู่ ตาเองก็จะกลับห้องไปดูเช่นกัน”
“เจ้าสุดหล่อนับวันยิ่งทำตัวเหมือนคน ตาไปพักผ่อนเถอะค่ะ หนูจะกินข้าวให้เสร็จแล้วเข้านอนเลยค่ะ”
ตาพวงลูบหัวเธออย่างอ่อนโยนแล้วกลับไปที่ห้องนอนตัวเอง ม่านฟ้านั่งกินข้าวแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง เวลาผ่านไปแล้วสามเดือนแต่ละวันได้เกิดเรื่องราวต่างๆมากมาย แม้ชีวิตเก่าของเธอจะหรูหรามีเงินไม่ขัดสนในช่วงท้ายก่อนสิ้นชีวิต แต่เธอก็ไม่ได้สัมผัสถึงความสุขเหมือนอย่างที่เธอเป็นม่านฟ้าในตอนนี้ เพราะการเป็นเด็กทำให้เธอรู้สึกหวั่นไหวไปอย่างนั้นรึเปล่านะ
แม้จะพูดกับตัวเองเสมอว่าเธออยู่คนเดียวได้ ไม่จำเป็นต้องผูกสัมพันธ์กับใครให้ลึกซึ้ง ในชาติก่อนพ่อแม่ของเธอทิ้งเธอไว้ข้างถนนเพราะเธอไม่ใช่คนที่ต้องการในชีวิตของพวกเขา เธอได้สืบจนรู้ว่าพ่อแม่เป็นใคร เธอไปแอบดูจนถึงบ้านของพวกเขา พวกเขามีความสุขได้ แถมลืมไปเลยด้วยซ้ำว่าพวกเขาเองก็เคยมีเธอเป็นลูกอีกคนและไม่คิดจะตามหาเธอ แต่กลับใช้ชีวิตอย่างปกติ
ตัวเธอในตอนนั้นกำลังคาดหวังอะไรบางอย่าง แต่เธอก็เลือกที่จะไม่เข้าไปหาหรือถามถึงความรักของความเป็นพ่อแม่ ไม่แสดงตัว เลือกที่จะอยู่เหมือนเดิมต่างคนต่างอยู่ แต่ตอนนี้เธอหวั่นไหวมาก ตัวเธอในตอนนี้สัมผัสถึงความรู้สึกของความรักได้ ไม่ว่าจะพ่อแม่ที่ตายไปแล้ว ครอบครัวลุงผิน พระยาเดชาดำรงศักดิ์ สมยศและตาพวง ทุกคนล้วนความหวังดีกับเธอ ยินดีที่เธอมีชีวิตอยู่ และความรู้สึกนั้นมันทำให้เธอรู้สึกเป็นที่ต้องการ เธอรู้สึกหวงแหนความสุขนี้เหลือเกิน บางทีเธอต้องขอบคุณพระเจ้าแห่งมิติที่ทำให้เธอรู้สึกถึงความสุขที่เธอควรจะได้
เธอสมควรที่จะมีความสุข
ม่านฟ้าเคี้ยวและยิ้มทั้งน้ำตาด้วยใจที่เป็นสุข “อื้ม! ข้าวคลุกกะปิสุดยอดเลย”
วันต่อมา
ม่านฟ้ามาช่วยทุกคนสอยทุเรียนแต่เช้า น้าพายโทรมาบอกว่าจะเอาไปส่งออกนอกประเทศ แบบเร่งด่วน เพราะมีคนชั้นสูงอยากลองชิมกันราชาผลไม้ชนิดนี้
เหล่าคนงานพูดคุยเสียงดังแต่ก็ไม่หยุดมือ เหล่าแม่ครัวส่งน้ำและส่งของกินมาตลอดไม่ขาดสาย จนผ่านไปบ่ายสาม เธอนอนลงบนพื้นหญ้าอย่างหมดแรง
“เสร็จสักที อยากกินหมูปิ้งจังเลยนะ”
เหล่าคนงานหัวเราะให้กับท่าทางของม่านฟ้า
ป้าแจ่มหัวหน้าแม่ครัวถาม “วันนี้เรากินปิ้งย่างที่สวนกันดีไหมคะ?”
ม่านฟ้าชูนิ้วโป้งให้ป่าแจ่ม ความคิดดี “ไปหมักหมูเลยค่ะป้าแจ่ม เอาน้ำจิ้มแจ่วนะคะ”
แก้ววิ่งตะโกนเรียกเธอ “คุณหนูครับ คุณมะเฟืองกับคุณมะไฟมาหาคุณหนู”
“ไปเอาเสื่อมาปูไป ฉันขี้เกียจลุก”
จากนั้นแก้ววิ่งหอบเสื่อมาปูบนพื้นหญ้าพร้อมเอาขนมและน้ำมาตั้งไว้ จากนั้นก็ไปพัก
เหล่าคนงานย้ายไปตรงอื่นเพราะสวนม่านฟ้าไม้ได้ขายทุเรียนอย่างเดียว เธอแค่ช่วยเฉพาะตอนน้าพายเร่งงานมาเท่านั้น
มะไฟกับมะเฟืองทักทาย
มะไฟพูด “พึ่งจะหายดีก็ทำงานหนักซะแล้ว”
มะเฟืองพูด “นั่นสิ ฉันว่าเธอหัดอยู่นิ่งๆบ้างก็ได้นะม่าน”
“ฉันหายแล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก”
มะเฟืองนึกได้ว่าม่านฟ้ามีน้ำวิเศษอยู่ “เธอดื่มน้ำนั่นเข้าไปสินะ”
มะไฟไม่รู้เรื่อง “อะไรเหรอ? น้ำอะไรเหรอ?”
มะเฟืองกระซิบข้างหูน้องชายฝาแฝด “อ้อ! เจ๋งเลยนี่นา ฉันอยากลองดื่มบ้าง”
ม่านฟ้าหยิบออกมาให้มะไฟหนึ่งขวด มะไฟก็หยิบไปดื่มจนหมดขวด
“หายปวดเมื่อยเลย บาดแผลของเธอหายเพราะนี่ใช่ไหม?”
“ใช่ ฉันให้ตาพวงดื่มไปแล้วโรคภัยของแกก็จางลง ส่วนท่านตากับลุงสมยศ ฉันได้แอบผสมกับน้ำดื่มและอาหาร”
มะไฟพูด “ฉันกินผักและผลไม้ที่สวนเธอแล้วก็รู้สึกว่าแข็งแรงกว่ากินผักผลไม้ทั่วไปในตลาด”
มะเฟืองพูด “ฉันก็คิดอย่างนั้นนะ นอกจากอร่อยและสุขภาพดีขี้นแล้ว พี่แพรเอาผลไม้ของเธอไปทำขนมด้วย มันอร่อยกว่าเดิมตั้งหลายเท่าแหน่ะ!”
“แล้วทำไมถึงเข้าเรื่องเค้กได้ล่ะ?”
มะเฟืองเมินคำพูดของเพื่อน “ผักผลไม้จากในที่แห่งนั้นของเธอ ทันพิเศษมากเกินไป ฉันว่าอาจจะมีคนสังเกตเห็นถึงเรื่องนี้ก็ได้นะ”
“ก็จริง แต่แล้วจะทำไมล่ะ? ยังไงพวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี” ม่านฟ้ายักไหล่
มะเฟืองหน้ามุ่ย เธออุตส่าห์เป็นห่วงแต่เจ้าตัวดันทำตัวไม่แยแส
“ช่างเถอะ ม่าน ฉันจะมาคุยเรื่องขายของที่งานวัด”
ม่านฟ้าถาม “งานวัดจัดกี่วันล่ะ?”
มะไฟตอบ “สองอาทิตย์เลยล่ะ ช่วงสิ้นเดือนนี้พอดีเลย”
ม่านฟ้าขมวดคิ้ว “หลายวันเหมือนกันนะ”
“พ่อฉันบอกว่าปีนี้ อยากให้คนครื้นเครงมากขึ้น เศรษฐกิจของจังหวัดเราดีขึ้นเรื่อยๆ งานวัดถือเป็นศูนย์รวมแสดงสินค้าของจังหวัดเราเลยนะ”
“โอ้! แบบนี้ต้องเอาหมูแดดเดียวไปขายด้วย เพราะหมูแดดเดียวของฉันถือว่าดังมากในจังหวัด”
มะไฟกอดอกแล้วพยักหน้า “ตามนั้นเลยสาวน้อย∼”
“ฉันอายุเท่าเธอนะ มะไฟแก่แดด”
“หา! เธอไม่มีสิทธิ์มาว่าฉันนะม่านฟ้า เธอยิ่งกว่าเสียอีก”
มะเฟืองห้ามปราม “เลิกเถียงกันเถิดน่า เข้าเรื่องได้แล้วมะไฟ ลีลาอยู่นั่นแหละ”
มะไฟกระแอม “พ่อของฉันบอกว่า เธอจะเอาของในมิติออกมาทำขนมเครป อย่างนี้ทางฉันสองคนจะลงทุนอะไรล่ะ”
ม่านฟ้าคิด “กระทะทำเครปกับเตาแก๊สไง ฉันไม่รู้ว่าจะทันไหมถ้าสั่งทำ แต่ถ้าพวกเธอลงทุนตรงนี้ พวกเธอก็สามารถทำเครปไปขายต่อได้นะ”
“สูตรนี้มันของเธอนะ”
“ฉันรวยมาก กะอีแค่เครป มันไม่ได้ทำให้ฉันรวยขึ้นกว่าที่เป็นอยู่หรอก”
มะเฟืองกับมะไฟ “…” นิสัยเสียๆโผล่มาอีกแล้ว
“แล้วเธอจะทำขายทำไมให้เหนื่อยห๊ะ!” มะไฟพูดอย่างมีน้ำโห
“แหม… มันก็ต้องเข้าร่วมเทศกาลกับคนอื่นบ้าง อีกอย่างมันก็น่าสนุกด้วย”
มะเฟืองพูด “ได้ ไม่มีปัญหา เรื่องกระทะและเตาแก๊สฉันจัดการเอง เดี๋ยวจะไปติดต่อพวกคนจีนในตัวจังหวัดให้ตีกระทะ เธอวาดมาสิว่าจะเอาแบบไหน”
มะเฟืองเตรียมกระดาษกับดินสอมาแล้ว
ม่านฟ้าก็วาดเตาเครปแบบใช้แก๊ส ตัวเตาทำจากสแตนเลส หน้าเตาทำจากเหล็กขาว หน้าตามีลักษณะกลมขนาด 14 นิ้ว
มะเฟืองกับมะไฟมองอย่างสนใจ
“ที่จริงซื้อในระบบได้นะ มันเป็นเตาไฟฟ้าน่ะ”
มะไฟถาม “แพงไหม?”
“ก็แพงนะ แต่ว่ามันอาจจะสะดุดตาหน่อย”
“งั้นก็อย่าเลย” มะไฟส่ายหัว เขาไม่อยากให้ม่านฟ้าลำบาก
ม่านฟ้ายิ้ม มะไฟเป็นคนรักเพื่อนจริงๆ อะไรที่เห็นว่าทำให้เพื่อนลำบาก ก็ตัดสินใจเด็ดขาดเลยว่าเขาไม่จะไม่ทำหรือเลือกให้เพื่อนไม่สบายใจ
“ทำมาสี่เตานะ ฉันว่าคนต้องซื้อเยอะมากแน่ๆ ฉันจะไปบ้านพวกเธอแล้วสอนวิธีทำให้ จริงสิ...ต้องมีซองใส่เครปด้วย กระดาษต้องแข็งหน่อยเพื่อใส่เครป ลูกค้าก็จะสามารถเดินไปและกินไปด้วยได้”
มะไฟตบหน้าอก “หน้าที่ฉันเอง ฉันมีเพื่อนสนิทที่ทำเกี่ยบกับโรงกระดาษ วาดแบบมาเลย”
โห…มีไฟขึ้นมาเลยนะ
ม่านฟ้าวาดซองใส่เครปแล้วออกแบบให้มีลวดลายน่ารัก หมีสีน้ำตาลใส่เสื้อสีเหลือง ในเสื้อเขียนชื่อมะเฟืองกับมะไฟ แล้วก็มีสายรุ้งข้างบนพร้อมชื่อร้าน
“ชื่อร้านของเราล่ะ?” ม่านฟ้าถาม
“หมีสองตัวนี้ทำไมมีแค่พวกเราล่ะ แล้วเธอล่ะ?”
“ฉันก็คือสายรุ้งไง สวยงดงามจับต้องได้ยาก ฮ่าๆ”
มะเฟืองกับมะไฟเพลียจิต เพื่อนพวกเขาหลงตัวเองหนักมาก!
“ชื่อร้านว่า ม่านฟ้าไปเลยสิ ถึงยังไงคนเริ่มงานก็คือเธอนะ”
“เอาจริงเหรอ?”
มะไฟเสนอความคิดที่พึ่งนึกได้
“เอาจริงสิ ในนี้มีชื่อเราสองคนแล้ว สายรุ้งเป็นเธอ ก็เขียนว่าร้านม่านฟ้าสีรุ้งสิ”
ม่านฟ้าตบไหล่เพื่อน “ความคิดดี เฉียบมาก!”
มะไฟหันไปถามมะเฟือง “ยายนี่ชมฉันว่าฉลาดใช่ไหม?”
“จ๊ะๆ” มะเฟืองตอบน้องชาย
ช่วงนี้น้องชายเธอระแวงบ่อยเพราะพวกเธอสองคนชอบเล่นสร้างคำใหม่
แหม…เวลานินทาแล้วมันสนุกปากกว่านี่นา
พระยาเดชาดำรงศักดิ์เห็นหลานสาวไม่กลับมาที่บ้านสักที ตนจึงเดินไปถามคนงาน ต่อมาเขาได้รู้ว่าม่านฟ้ากำลังคุยกับเพื่อนของเธอที่เป็นฝาแฝดอยู่ที่สวนทุเรียน
“แล้วทำไมต้องเป็นที่สวนทุเรียน มาคุยที่บ้านดีๆไม่ได้รึ?” พระยาเดชาดำรงศักดิ์บ่น
เขาไปเรียกเด็กทั้งสามให้เข้าไปในบ้านได้แล้ว ทั้งสามจึงเคลื่อนขบวนเข้ามาในบ้าน สมยศสนใจกระดาษในมือของเด็กแฝดทั้งสอง ทั้งสองยื่นให้ดูพร้อมอธิบาย
สมยศพูด “ดูน่าสนใจดีนะ มันต้องเป็นขนมที่อร่อยแน่ๆ”
“ลุงสมยศว่าเราจะขายดีไหมครับ?”
“ดีสิ ขนมนี้ไม่มีขายที่ไหนนี่ ถ้าใส่ไส้ละบาท ถือว่าไม่แพงเลย”
“ว่าแต่มีไส้อะไรบ้างล่ะ?”
ม่านฟ้าตอบ “พวกแยมผลไม้ต่างๆ ไส้กรอก แฮม และหมูฝอยค่า นี่เท่าที่คิดได้”
สมยศพยักหน้า “วันงานผมจะไปอุดหนุนกับนายท่านใหญ่นะขอรับคุณหนู”
“ขอบคุณค่ะ”
พระยาเดชาดำรงศักดิ์พูด “ทำไมไม่มาเตรียมของที่บ้านนี้ล่ะ ไปบ้านผู้ใหญ่ผินจะรบกวนเขาเปล่าๆ”
มะไฟพูด “ไม่ดีกว่าครับ คุณแม่เองก็จะช่วยด้วย ที่บ้านเรามีที่กว้างพอครับ”
“หนูไปนอนบ้านพวกเขานะคะ” ม่านฟ้าบอก
พระยาเดชาดำรงศักดิ์ไม่เห็นด้วย “กลับมานอนนี่”
ม่านฟ้าย่นจมูกใส่
สมยศออกมาพูด “เอาเป็นว่ากระผมจะขับรถไปรับส่งคุณหนูดีไหมขอรับ?”
ม่านฟ้าถอนหายใจ คนติดหลานเอ้ย! “ก็ได้ค่ะ”