ซากปรักหักพังของตระกูลอู๋ในตอนนี้ถูกความเงียบกลืนกิน มีเพียงเสียงสายลมพัดผ่าน เศษไม้และพื้นดินที่แตกร้าว และเถ้าถ่านที่ยังอุ่นหลงเหลืออยู่ในอากาศ
ฉึ้ง!
คมดาบสีเงินในมือของซุยอี้ฟันลงบนก้อนดินที่อู๋เวินสร้างไว้เพื่อป้องกันประตูมิติ ดาบผ่าเข้าไปภายในอย่างลึกและแม่นยำ จนดินแยกออกเป็นสองส่วน
แต่เมื่อมันเปิดออก ข้างในกลับว่างเปล่า ไม่มีเงาของเย่หลิน ไม่มีผู้ใดเหลืออยู่เลย
ซุยอี้ยืนนิ่ง ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย นางเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ประตูมิตินั้นถูกส่งไปที่ใด น้องสาม”
ซุยซาน องค์หญิงลำดับที่สามขยับตัวเล็กน้อยก่อนตอบ
“พี่ใหญ่ มันน่าจะเชื่อมไปยังโลกเบื้องบน แต่ปลายทาง...น่าจะเป็นป่าแห่งความสิ้นหวัง”
ซุยอี้หรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนถามต่อ
“น้องสอง...เจ้าเห็นอะไรไหม?”
ซุยเอ๋อร์ องค์หญิงลำดับที่ 2 หลับตาลงทันที พลังจิตของนางค่อยๆ แผ่กระจายไปในอากาศเหมือนเส้นไหมที่ไร้ตัวตน หลังจากเวลาผ่านไปไม่นาน นางก็ลืมตาขึ้นช้าๆ
“เขาจะไม่ตาย” นางพูดเบาๆ แต่ชัดเจน “และจะกลับมา...แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม”
ซุยอี้พยักหน้าเบาๆ พลางทอดสายตามองไปยังท้องฟ้าเหนือหัว
“เช่นนั้นก็ดี...”
นางหันกลับมาอีกครั้ง
“น้องสาม เจ้าเอาหญิงสาวทั้งสิบสองคนที่จับมาไว้ที่ใด?”
“ข้าส่งพวกนางขึ้นไปยังโลกเบื้องบนเรียบร้อยแล้ว” ซุยซานตอบอย่างไม่ลังเล “แต่มีสองคนที่หนีไปได้...ท่านพี่จะให้ทำอย่างไร?”
ซุยอี้นิ่งไปสักครู่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ
“ไม่ต้องสนใจ...พวกนางก็แค่มดตัวเล็ก กองกำลังเบื้องหลังของพวกนางก็ไม่ต่างกัน อย่าเสียเวลา เราจะส่งหน่วยลอบสังหารไปตามเก็บภายหลัง”
น้ำเสียงของซุยอี้จริงจังขึ้นเล็กน้อย “ที่สำคัญในตอนนี้ เราต้องเตรียมการให้พร้อมสำหรับการเกิดใหม่ของอู๋จ้าว และค่อยส่งคนไปตามล่าตัวเจ้าเด็กเปลวเพลิงสีดำนั่น”
ทันใดนั้น เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา เป็นองค์หญิงลำดับที่ 6 หญิงสาวผมแดงเพลิง ดวงตาของนางเต็มไปด้วยอารมณ์แห่งความโกรธ
“หึ ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้ผู้ชายจอมดื้อด้านนั่น เราคงไม่ต้องลำบากขนาดนี้!”
เมื่อพูดจบนางก็ยกเท้าขึ้นเพื่อที่จะเหยียบซ้ำไปบนร่างไร้วิญญาณของอู๋เวิน
แต่ก่อนที่เท้าจะสัมผัสกับศพนั้น พลังอำนาจบางอย่างก็กดทับลงบนร่างของนางทันที จนร่างทั้งร่างหยุดชะงัก แข็งค้างอยู่กลางอากาศ
ซุยอี้ หันมาจ้องนางทันที ดวงตาของนางเต็มไปด้วยแรงกดดันที่ไม่อาจขัดขืนได้
ซุยอี้พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
“ข้ารู้ว่าเจ้าโกรธ...ข้าเข้าใจดี ข้าเองก็โกรธ...แต่หากเจ้าคิดจะเหยียบย่ำศพของเขา...ข้าจะโกรธมากกว่านั้น”
เสียงนางเรียบๆ ไม่มีการตะโกน ไม่มีการกระแทกเสียง แต่กลับกดทับบรรยากาศจนทุกคนไม่กล้าแม้แต่จะคิดที่จะเคลื่อนไหวใดๆ
“ถึงแม้เขาจะเป็นศัตรู แต่ข้าก็ยอมรับว่าเขา...นั้นแข็งแกร่ง”
ซุยเอ๋อร์พยักหน้าเบาๆ ขณะมองศพของอู๋เวินที่ยังคงอยู่ในท่าเดิมแต่ไร้ซึ่งชีวิตและวิญญาณ รอยเลือดที่แห้งติดบนใบหน้า และรอยยิ้มสุดท้ายที่ยังไม่จางหาย
ซุยอี้เงียบไปพักหนึ่ง ดวงตาของนางมองไปยังผืนฟ้าเบื้องบนที่เริ่มกลับมาสงบอีกครั้ง ทว่าความเงียบสงบนั้นดูจะไม่ใช่สัญญาณของความปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย นางเอ่ยขึ้นเบาๆ ด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“งั้น...ทุกคน เตรียมตัวเดินทางกลับโลกเบื้องบนกันเถอะ”
“รับทราบ พี่ใหญ่!”
เสียงตอบรับจากน้องสาวอีกหกคนดังขึ้นพร้อมเพรียงโดยไม่ลังเล ไม่มีใครตั้งคำถาม ไม่มีการโต้เถียง ทุกคนต่างให้ความเคารพต่อซุยอี้เป็นอย่างมาก
น้องสาวคนที่หก แม้จะเพิ่งถูกตวาดไปไม่นาน กลับไม่มีวี่แววของความขุ่นเคือง มีเพียงแววตาที่แสดงถึงความเข้าใจ...นางเข้าใจพี่สาว และเข้าใจในความตึงเครียดของผลที่กำลังจะตามมาจากการต่อสู้ที่เพิ่งจบลงไป
ซุยฉีที่กำลังยืดตัวบิดขี้เกียจพลางหาวอ้าปากกว้าง พร้อมเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเหนื่อยๆ
“ในที่สุด...ข้าก็จะได้กลับไปนอนพักเสียทีแล้วก็ตื่นขึ้นมากินซาลาเปาร้อนๆ โลกเบื้องล่างที่ติดห้าอันดับแรกนี่มันเหนื่อยเป็นบ้า ต่างกับพวกโลกเบื้องล่างอื่นๆ เยอะเลยจริงๆ นะ”
“ก็พวกเราดันมาเจอคนจากโลกเบื้องบนตั้งเยอะน่ะสิ” ซุยซานเสริมพร้อมเสียงขำ “ข้าเองก็อยากกลับไปอาบน้ำ แล้วก็ไปเล่นกับสาวงามทั้งสิบสองคนที่จับมาด้วยแล้วสิ เจ้าสนใจไหมล่ะ...น้องเจ็ด?”
ซุยฉีรีบถอยห่างออกไปจากซุยซานทันที ใบหน้าของนางซีดเผือด ร่างกายขนลุกซู่ “ไม่ดีกว่าพี่สาม...ข้ายังเด็กเกินไปที่เข้าไปยุ่งเรื่องแบบ...”
ตูมมมมม!!
ยังไม่ทันที่เสียงพูดของนางจะจบ ลำแสงสีขาวทองเหลืองพุ่งทะลุลงมาจากฟากฟ้า เสียงฟ้าคำรามดังกระแทกลงกลางพื้นดิน พลังทำลายล้างปริศนาระเบิดเข้าใส่ร่างของซุยฉีโดยตรง นางยังไม่ทันได้แม้แต่จะกรีดร้อง...ร่างของนางก็สลายหายไปต่อหน้าต่อตาทุกคน
ไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของเนื้อหนัง ไม่มีแม้แต่หยดเลือดสักหยดที่ทำให้นางฟื้นฟูได้ ภาพเบื้องหน้าสร้างความตกใจให้พี่สาวคนที่เหลือของพวกนางมากเนื่องจากสายเลือดมารโลหิตที่ขึ้นชื่อเรื่องการฟื้นฟู ก็ไม่สามารถช่วยนาง...จากการหายไปจากโลกในพริบตารวมถึงวิญญาณของนางด้วยเช่นกัน
“ซุยฉี?!”
เสียงร้องเรียกของซุยซานดังขึ้น อากาศรอบตัวเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจของตนเอง หัวใจของทุกคนเต้นถี่แรงด้วยสัญชาตญาณที่กำลังกรีดร้องว่า...ความตายอยู่ใกล้กว่าที่คิด
ซุยเอ๋อร์ผู้มีญาณสัมผัสไวที่สุด นางรู้สึกขนลุกไปทั่วทั้งร่าง นางไม่พูดพล่าม รีบใช้พลังสร้างเกราะคริสตัลโปร่งแสงขึ้นมาห่อหุ้มร่างกายทันที แสงของคริสตัลส่องประกายงดงาม...แต่ทว่า
เพ้ง!
มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
คริสตัลถูกผ่าครึ่ง ราวกับของเล่นไม้ไผ่ถูกมีดตัด ร่างของซุยเอ๋อร์และวิญญาณของนางถูกแยกออกในเสี้ยววินาที เลือดสดพุ่งกระเซ็นติดตามคริสตัลนั้น และทุกคนที่อยู่ที่นี่ไม่มีแม้แต่คนเห็นต้นตอของการโจมตี
ทันใดนั้น เหล่าหญิงสาวที่เหลือที่ไม่ได้ทันตั้งตัว หัวของพวกนางก็ค่อยๆ ร่วงหล่นลงทีละคน ทีละคน เนื่องจากโดนบางอย่างตัดออกอย่างรวดเร็ว
มีเพียงซุยอี้ที่หลบทันในวินาทีสุดท้าย ร่างของนางหมุนตัวฉีกจากแรงลม แต่ก็ต้องแลกด้วยหูหนึ่งข้าง และนิ้วสองนิ้วครึ่งที่ปลิวหายไปกับอากาศ
เลือดของนางไหลออกมาไม่หยุด ร่างของนางกำลังล้มลงกลางพื้นดินอย่างตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่เข้าใจ และทันใดนั้นเอง...บนท้องฟ้าอันไร้เสียง ท่ามกลางความมืดและเมฆหมอกจางๆ ดาบแห่งแสงจำนวนนับไม่ถ้วนเริ่มก่อตัว
แสงของมันไม่ร้อน ไม่แผดเผา แต่มันเย็นยะเยือก...เหมือนความตายที่ตกลงมาอย่างเงียบงัน
ฉึก!!
ซุยอี้ที่กำลังล้มลงเพื่อหลบการโจมตีบางอย่างอยู่ ก็ยังไม่ทันที่ร่างกายของนางจะได้แตะถึงพื้น ดาบแห่งแสงเล่มหนึ่งก็พุ่งทะลุกะโหลกนางด้วยความเงียบเฉียบ ก่อนจะสะบัดขึ้นลงอย่างแผ่วเบา ทันใดนั้นร่างของซุยอี้ก็ถูกแยกออกเป็นสองส่วน เลือดสีแดงสดไหลทะลักเป็นทางขณะร่างของนางร่วงสู่พื้น
“ท่านพี่...!”
เสียงสุดท้ายของซุยซานดังขึ้นถึงแม้หัวและตัวของนางจะขาดออกจากกันแล้วก็ตาม เสียงของนางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและเศร้าสลด แต่ก็จบลงในทันทีที่ดาบอีกเล่มปักลงกลางศีรษะของนาง
หญิงสาวคนที่ 6 เป็นคนสุดท้ายที่ยังไม่ตาย แต่ก็ไม่นานก่อนที่ดาบแห่งแสงจะพุ่งทะลุหัวของนางในแนวเฉียง
หญิงสาวทั้ง 7 คนเสียชีวิตในเวลาไม่ถึงเสี้ยววินาที
ไม่มีใครเหลือ มีเพียงเลือด และความเงียบ
พวกนางทั้งเจ็ดเสียชีวิตในทันทีโดยที่ไม่แม้แต่จะมีโอกาสเข้าใจว่า...ใคร หรือ อะไร เป็นคนลงมือฆ่าพวกนาง
และเพียงไม่กี่ลมหายใจถัดมา...เสาแห่งแสงจำนวน 7 ต้นก็พุ่งทะลุลงจากฟากฟ้าอย่างเงียบเชียบ กระแทกใส่ร่างของหญิงสาวแต่ละคนที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น
เสาแห่งแสงนั้นไม่ได้สร้างแรงระเบิด ไม่ได้ฉีกทำลายอย่างรุนแรง มันแค่ ลบเลือนพวกนางและวิญญาณของพวกนางออกไปจากโลกนี้ช้าๆ ทีละคน...จนแม้แต่เถ้าถ่านก็ไม่เหลือ
กลางเสียงฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาเบาๆ เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้น มันแหบแห้งและสูงมากเหมือนไม่ใช่เสียงของมนุษย์ เสียงนั้นสั่งการด้วยความเย็นชาที่ไม่เจืออารมณ์ใดทั้งสิ้น
“ระบบ...ปิดกั้นพื้นที่ซะ”
[รับทราบ]
เสียงตอบกลับจากระบบดังขึ้นในอากาศรอบบริเวณก่อนที่ม่านพลังงานสีขาวโปร่งจะปกคลุมพื้นที่ทั้งหมดทันที ไม่ให้สิ่งใดรอดเข้าออกแม้แต่ละอองอากาศ
ภายในม่านพลังนั้น...ชายผู้หนึ่งในชุดคลุมดำสนิทยาวลากพื้น เดินอย่างเชื่องช้าเข้าไปยังบริเวณที่ศพของอู๋เวินที่นอนแน่นิ่งอยู่
หน้ากากที่เขาสวมไว้มีรูปยิ้มกว้างจนดูหลอกหลอน เขาก้มลงมองร่างของอู๋เวินที่ถูกผ่าเป็นออกเป็นสองส่วน
“ทำไมถึงไม่สร้างลูกบอลดินขึ้นมาคุมตัวเจ้ากับเย่หลินเอาไว้ละ…”
ชายผู้ที่สวมหน้ากากรูปยิ้มกระซิบเบาๆ ก่อนจะหยิบขวดยาสีม่วงดำจากแหวนมิติออกมาพร้อมเทตัวยาเหนียวข้นลงบนร่างของอู๋เวินอย่างช้าๆ
ทันใดนั้นเอง ร่างที่แยกเป็นสองของอู๋เวินเริ่มสั่นไหว กระดูก ผิวหนัง กล้ามเนื้อ ค่อยๆ ต่อเชื่อมกันราวกับบางสิ่งกำลังเขียนเขาใหม่ พลังวิญญาณจำนวนมหาศาลไหลทะลักเข้าร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง หน้าอกที่แหว่งเป็นรูเริ่มปิดสนิท ช่องท้องที่ถูกแทงทะลุกลับค่อยๆ สมานตัว และพลังที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากตัวเขาในตอนนี้มันดูแข็งแกร่งยิ่งกว่าในตอนที่เขายังมีชีวิตเสียอีก
ชายสวมหน้ากากไม่ได้พูดอะไรอีก เขาเปิดรูปแบบเคลื่อนย้ายทันที วงแหวนแสงใต้ร่างของอู๋เวินเริ่มส่องประกาย
อู๋เวินที่ลืมตาขึ้นด้วยความมึนงง...ก็พูดขึ้นด้วยเสียงแหบแห้งและเต็มไปด้วยความสงสัย
“เจ้าคนใช้แสง…. ทำไม... เจ้าถึงช่วยข้า...?”
ชายที่สวมหน้ากากรูปยิ้มเอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะตอบเบาๆ
“ใจสั่งมา”
คำตอบนั้นไร้ซึ่งเหตุผล ไร้ซึ่งคำอธิบายใดๆ ที่มนุษย์พึงเข้าใจได้ แต่ก่อนที่ทั้ง 2 คนจะจากกัน หานหมิงก็พูดขึ้น
“เจ้าจำข้าได้งั้นเหรอ? ข้าทั้งปิดหน้าหน้า ใส่ชุดคลุมดำปิดทุกส่วนของร่างกาย และยังดัดแปลงเสียงอีก”
อู๋เวินหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้น
“ถ้าใครได้เห็นเจ้าในวันนั้น… เชื่อเถอะ… ว่ามันทั้งน่ากลัวและน่าประทับใจจนลืมไม่ลงเลยละ”
และในวินาทีนั้น ร่างของอู๋เวินก็หายเข้าไปในแสงวาร์ปในพริบตา ส่วนชายผู้สวมหน้ากากยิ้ม...ก็ค่อยๆ สลายกลายเป็นเส้นแสงเล็กๆ จางๆ ก่อนจะหายไปจากโลกนี้เช่นกัน
…
ขณะเดียวกัน ที่ราชวงศ์หยินหยาง แคว้นบ้านเกิดของเล่ยเฉิน ศิษย์คนแรกของหานหมิง
จางฟู่และหนิงซินพึ่งวาร์ปหนีจากนรกบนดินมาได้อย่างหวุดหวิด ทั้งสองคนหวังว่าจะได้เห็นบ้านเกิด ความอบอุ่น...ผู้คนที่คุ้นเคย
แต่ภาพที่เห็นตรงหน้า คือซากเมืองที่ถูกเผาทำลาย
บ้านเมืองพังราบเป็นหน้ากลอง ซากศพจำนวนมากกระจายเกลื่อน กลิ่นคาวเลือดหนาแน่นจนแม้แต่ลมหายใจก็รู้สึกขมขื่น ราวกับความตายเกาะติดทุกลมหายใจ
สายฝนตกหนักจากฟากฟ้า ทว่าไม่สามารถชะล้างคราบโลหิตเหล่านั้นได้เลย
ท่ามกลางภาพความพินาศที่เกินรับไหว...
ร่างของผู้คนในเมืองกว่าเจ็ดสิบคนกำลังก้มหัวแนบพื้นด้วยความเคารพสุดชีวิต ให้กับชายผู้หนึ่งที่ยืนอยู่กลางลานกว้าง
เขามีดวงตาสีทองขาวส่องประกายท่ามกลางความมืดคลุ้มของยามค่ำ
ไม่ต้องมีใครแนะนำชื่อ ไม่ต้องมีใครเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆ เพียงแค่เห็นแววตานั้น...ก็รู้แล้วว่าเขาไม่ใช่สิ่งที่พวกนางเคยรู้จักในโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว
****************** จบ SS1 ******************