ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 5 บทที่ 150 งานประมูลครั้งใหญ่ (3)

            ในที่สุด แขกทุกคนในงานก็ถอนหายใจเฮือกยาวอย่างโล่งอก

            จากนั้น สายตาทุกคู่ก็หันกลับไปมองสวีหยางอี้ที่อยู่บนเวทีอีกครั้ง

            “เด็กคนนี้... ไม่ธรรมดา” พระมหาอาจารย์ชิงจ้านนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่และแล้วก็เอ่ยปากพูดเป็นครั้งแรก “ภายใต้พลังเวทระดับจินตัน แต่กลับไม่ยอมคุกเข่ายิ่งไปกว่านั้น ยิ่งไม่เสียอาการแม้แต่น้อย... หากผ่านวันนี้ไปได้ภายภาคหน้าจะต้องกลายเป็นสุดยอดอาวุธมหาประลัยอย่างแน่นอน”

            “เผชิญหน้ากับคำถามไล่ต้อนของจินตันเจินเหรินเขากลับเลือกวิธีรับมือด้วยระเบิดพลีชีพเนี่ยนะ? กะใช้ผลึกพลังปีศาจเป็นระเบิดงั้นเหรอ?”ผู้ฝึกตนชั้นผู้น้อยข้างๆ ผู้ฝึกตนรุ่นพี่คนหนึ่งรู้สึกวูบวาบขึ้นมาหากเปลี่ยนเป็นตัวเขา เกรงว่าคงคุกเข่าก้มหัวแตะพื้นตั้งแต่วินาทีแรกแล้ว

            “ในเมื่อเป็นเช่นนี้สหายกู่ซ่งคิดว่าควรดำเนินงานประมูลคืนนี้ไปในทิศทางไหน?” เสียงเบาๆดังลอยออกมาจากศาลาสีทอง

            สวีหยางอี้กลัดกระดุมชุดสูทอย่างเงียบๆไม่มีใครสังเกตเห็นฝ่ามือชุ่มเหงื่อของเขา

            ขณะนี้ ไม่มีเสียงใดๆ ดังออกมาจากศาลาสีดำอีกต่อไป

            สายตาของเขามองไปยังศาลาสีทองอย่างลุ่มลึก เนื้อเสียงแบบนี้เขาเคยได้ยินมาก่อน

            ฝู่หยุนเจินเหริน

            “สหายตัวน้อยคนนี้เป็นหัวหน้ากองกำลังในสังกัดของฉันแน่นอนว่างานประมูลครั้งนี้ต้องเป็นไปอย่างยุติธรรม”เสียงเรียบนิ่งของกู่ซงเจินเหรินตอบกลับ “สหายเทียนฉายในฐานะศาลผู้ฝึกตนที่เน้นย้ำเรื่องความถูกต้องยุติธรรมมาแต่ไหนแต่ไรคงไม่อาจทนมองบุคคลระดับจินตันเจินเหรินลงมือกับผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ต่อหน้าต่อตาได้เสียกระมัง?”

            นิ่งเงียบคล้ายลังเล ผ่านไปอีกครู่หนึ่งจึงได้ยินเสียงเอื่อยเฉื่อยตอบรับ“ใช่”

            “ไม่ใช่สิ...” เบื้องล่างผู้ฝึกตนขั้นจู้จีระดับสมบูรณ์คนหนึ่งหรี่ตาครุ่นคิด“ทำไมกู่ซงเจินเหรินจึงออกหน้ารับมือด้วยตัวเอง? ไม่กลัวผิดใจกับเจินเหรินไร้นามท่านนี้เหรอและดูเหมือนบีบให้เทียนฉายเจินเหรินแสดงทีท่าคล้อยตามอย่างอ้อมๆ อีก”

            “มีเพียงคำตอบเดียว...” เชียนเริ่นอยู่ที่งานนี้ด้วยเช่นกัน เขากำหมัดแน่น“เจ้าหนูคนนี้... มันเจรจากับกู่ซงเจินเหรินไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว!”

            “เขาอยู่ในสังกัดองค์กรของอวี้หลินเว่ยกู่ซงเจินเหรินคือหัวหน้าใหญ่ของเขาโดยตรง! คืนวันนี้ตราสารม้วนหยกปรากฏขึ้น...บังเกิดปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ เงาสรรพสัตว์หยุดเคลื่อนไหวคล้ายถูกตรึงไว้กู่ซงเจินเหรินมาที่สาขาย่อยและส่งตราสารม้วนหยกให้เจ้าหนูนี่ด้วยตัวเองการมาเยือนด้วยตัวเองแบบนี้ถือเป็นการแสดงท่าทีต่อเจ้านี่อย่างเป็นที่ประจักษ์แล้ว!”

            “ท่านกู่ซงเจินเหริน... ปกป้องเจ้าหนูสวะนี่!มันยื่นข้อเสนอแบบไหนให้ท่านอาวุโสกันแน่!”

            ท่าทีของกู่ซงเจินเหรินอาจยังไม่หนักแน่นชัดเจนแต่ท่าทีของเทียนฉายเจินเหริน แม้เพียงเล็กน้อยก็ชัดแน่เป็นที่ประจักษ์!

            “เช่นนั้น...” น้ำเสียงของกู่ซงเจินเหรินดังขึ้นอีกครั้ง“เริ่มงานกันเถิด... ในเมื่อเจินเหรินอย่างฉันอยู่ที่นี่ฉันไม่มีทางปล่อยใครรังแกคนในสังกัดอวี้หลินเว่ยอย่างแน่นอน”

            เสียงหึในลำคอหลายเนื้อเสียงดังออกมาจากศาลาหลายหลังมีจินตันเจินเหรินบางคนไม่ค่อยพอใจเท่าไร นี่กำลังยกระดับกองกำลังทัณฑ์สวรรค์ที่มีหัวหน้าสวีที่เป็นผู้ติดต่อกับปรมาจารย์โอสถเพียงคนเดียวขึ้นเป็นกองกำลังใต้บังคับบัญชาของตัวเองโดยตรงอยู่หรือกระไร?ลูกน้องใต้บังคับบัญชาของกู่ซงเจินเหรินตลอดสามร้อยกว่าปียังมีไม่พออีกเหรอ?อยู่ๆ ตอนนี้กลับมาแสดงท่าทีต่อผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่คนหนึ่งซะงั้น?ซ้ำยังท่าทีหนักแน่นเสียด้วย

            “สหายผู้เยาว์...” ท่ามกลางศาลาสีทองดวงตากึ่งปิดกึ่งเปิดของฝู่หยุนเจินเหรินคล้ายยิ่งแสงเย็นเฉียบออกมา

            “วาสนาใหญ่โตปานนี้ นายคงแบกรับไม่ไหว... เพราะมันยิ่งใหญ่เกินไป...ยิ่งใหญ่เสียจนเจินเหรินอย่างฉันใจสั่นไม่หยุดดังนั้น...นายจึงใช้กลอุบายลากสหายกู่ซงหนุนหลัง ทว่านายจะต้องก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลาอีกนานแค่ไหน?”

            ฝู่หยุนเจินเหรินส่งสายตามองสวีหยางอี้อีกครั้งแต่ครั้งนี้เจือแววชื่นชมรำไร

            “แต่ว่า นายก็ต้องตายอยู่ดี” ผ่านไปพักใหญ่ ฝู่หยุนเจินเหรินคิดอย่างสลด“ฉันเชื่อว่า... ปรมาจารย์โอสถก็คือนาย...นี่เป็นพลังแห่งวาสนาที่อาวุธจุติราชันย์มอบให้นาย... เจินเหรินอย่างฉันรอได้...สิบปี ยี่สิบปี... นายจะมีชีวิตอยู่รอดได้นานเหมือนฉันหรือไม่?”

            “นิสัยละเอียดรอบครอบและระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลาของนายกอปรกับอาวุธจุติราชันย์ที่นายครอบครอง สามารถทำให้นายบรรลุขั้นจินตันได้อย่างแน่นอนแต่น่าเสียดาย สุดท้ายนายต้องตายด้วยมือฉันอยู่ดี...”

            ทั้งหมดนี้ ฝู่หยุนเจินเหรินได้แต่พึมพำขึ้นในใจ

            “ครับ” สวีหยางอี้โน้มตัวคำนับเพื่อตอบรับกู่ซงเจินเหรินท่าทางของเขาดูเหมือนเมื่อครู่ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นแม้แต่น้อยจากนั้นก็แตะนิ้วไปที่แหวนมิติเก็บของ ทว่าวินาทีที่นิ้วสัมผัสแหวนดวงตาของผู้ฝึกตนจากตระกูลหมิงเกร็งกระตุกขึ้นถ้วนหน้า

            เป็นแหวนที่คุ้นเคยจริงๆ ...

            โดยเฉพาะลวดลายอสรพิษด้านบน...

            จากนั้นโหลหยกหนึ่งใบพลันปรากฏขึ้นในมือสวีหยางอี้คลื่นความร้อนระอุเหนืออื่นใดเอ่อทะลักออกมาจากปากโหลจนมองเห็นด้วยตาเปล่า

            “โอสถหลอมจิต” เขาไม่พูดอธิบายยืดเยื้อ “ใช้สำหรับทะลวงตบะระดับย่อยเพิ่มประสิทธิภาพการทำลายทัณฑ์อุปสรรคให้ผู้ฝึกตนได้ 20% ราคาประมูลเริ่มต้นอยู่ที่สิบก้อนหินวิญญาณระดับกลาง”

            ไม่มีใครเอ่ยปากพูด สายตาทุกคนมองไปที่ศาลากลางอากาศทั้งสิบสองหลังในเมื่อจินตันเจินเหรินยังไม่ปริปากพูด พวกเขาจะกล้าเอ่ยปากแย่งได้อย่างไร

            “สหายทุกท่าน” ไม่มีใครคาดฝัน ทันใดนั้นเสียงของเทียนฉายเจินเหรินก็ดังขึ้นมาเป็นเสียงแรก “ฉันไม่ขอร่วมประมูลห้าเม็ดแรก”

            ไม่มีใครคิดสงสัยว่าทำไม

            ครั้นประโยคเรียบนิ่งของเทียนฉายเจินเหรินสิ้นสุดลงบรรยากาศเบื้องล่างก็ครึกครื้นแตกตื่นขึ้นมาทันที!

            ดวงตาทุกคนแดงเรื่อขึ้นมาในบัดดล พวกเขารู้ดี หลังจากประโยคนี้สิ้นสุดลงศึกการแย่งชิงโอสถวิเศษห้าเม็ดแรกอันดุเดือดได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!

            บรรยากาศผาถล่มเมฆทลายสะท้านฟ้าสะเทือนดินไม่บังเกิดขึ้นเหมือนที่หลายคนจินตนาการแต่ในความเป็นจริงกลับเงียบสงัดลงอย่างน่าพิศวง เหลือเพียงเสียงลมหายใจหนักหน่วงดังระงม

            ไม่รู้ผ่านไปนานเพียงใด ในที่สุดเสียงพร่าแหบฝ่าความเงียบก็ดังออกมา“ตระกูลปีศาจผู้ฝึกตน ตระกูลเหยียน สามร้อยก้อนหินวิญญาณระดับกลาง!”

            ผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่งลุกพรวดอย่างตื่นเต้น ยกมือขวาขึ้นทันที“ตระกูลเหยียน เป็นตระกูลปีศาจผู้ฝึกตนอันดับหนึ่งแห่งมณฑลหนานเหอและเป็นตระกูลใหญ่ด้านพืชสมุนไพรวิเศษ พร้อมกันนี้ตระกูลขอมอบหุ่นเชิดกลไกอัจฉริยะให้กองกำลังทัณฑ์สวรรค์...”

            “ห้าร้อนก้อน” ยังไม่ทันสิ้นสุดเสียง ถัดจากที่นั่งของเขาไปข้างหน้าสามแถวผู้หญิงคนหนึ่งยืนขึ้น ขยับแว่นเล็กน้อยเปล่งพูดเสียงขรึม“ห้าร้อยก้อนหินวิญญาณระดับกลาง! พร้อมกันนี้องค์กรหยุนเหมิงพร้อมจ่ายห้าหมื่นก้อนหินวิญญาณระดับกลางเพื่อขอร่วมงานกับปรมาจารย์โอสถเป็นระยะเวลาหนึ่งปี!”

            “ห้าหมื่นก้อนหินวิญญาณระดับกลาง?” ผู้ฝึกตนจมูกเหยี่ยวจากตระกูลเหยียนคนหนึ่งหัวเราะแค่นเสียง“เท่าที่ฉันได้ยินมาเมื่อปีที่แล้วสมุนไพรวิเศษที่ผลิตจากองค์กรหยุนเหมิงไม่ได้มาตรฐาน จึงถูกตีกลับเป็นเหตุให้ชื่อเสียงเสื่อมเสีย ส่งผลให้หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ผู้ฝึกตนลดลงต่อเนื่องมากกว่าสองเดือน...ดูเหมือนห้าหมื่นก้อนนี้ คงเข้าเนื้อแล้วสินะ”

            “เหอะๆ ก็เหมือนกันแหละหุ่นเชิดกลไกอัจฉริยะที่ผลิตจากตระกูลเหยียนเมื่อปีที่แล้วเคลมว่าคุณภาพระดับ Bแต่ความจริงอยู่แค่ระดับ C++ ...สุดท้ายก็ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพระดับB จริงๆ ...อีกอย่างดูเหมือนธุรกิจในเครือของตระกูลที่มณฑลหนานเหอจะถูกตระกูลโจวซื้อกิจการไปเกือบหมดแล้วไม่ทราบเงินสดที่หอบเอามาประมูลโอสถวิเศษเพียงหนึ่งเดียวในรอบสองร้อยปีนี้มาจากไหน?”ผู้หญิงตอกกลับอย่างไม่น้อยหน้า“คงไม่ได้ขายกิจการผู้ฝึกตนสองสามแห่งที่เดิมทีก็ไม่สร้างกำไรทิ้งใช่ไหม? แล้วต้องการใช้โอสถวิเศษนี้กู้กิจการกลับคืนมาสินะ?”

            “แก...” ผู้ฝึกตนจมูกเหยี่ยวหน้าแดงก่ำจากคามโมโหถูกอีกฝ่ายตอกกลับจี้จุดให้เข้าแล้ว ซึ่งเมื่อปีที่แล้วผลประกอบการของตระกูลตัวเองก็แย่กว่าองค์กรหยุนเหมิงจริงๆ และตระกูลโจวก็ขยับขึ้นมาแทนตระกูลแถวหน้าแห่งมณฑลหนานเหอสามอันดับแรกแทนที่ตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว...ตระกูลเหยียนต้องการประมูลโอสถวิเศษนี้เพื่อกู้กิจการของตัวเองกลับมาและลุกผงาดขึ้นอีกครั้งมีเพียงโอกาสนี้เท่านั้น ดังนั้นพวกเขาจึงยอมสละหินวิญญาณระดับกลางหลายหมื่นก้อนเพื่อการนี้ทั้งที่เข้าเนื้อตัวเองแบบสุดๆ!

            เพิ่งเปิดประมูลได้ไม่นานก็หักหน้ากันเสียแล้ว!

            อีกฝ่ายหักหน้ามา ฝั่งนี้ก็ต้องหักหน้ากลับสิ!  มีธุรกิจผู้ฝึกตนของตระกูลไหนบ้างที่ไม่มีชื่อเสียงเสื่อมเสีย? มีตระกูลผู้ฝึกตนอีกมากมายที่ล้มละลายและไม่อาจค้ำจุนค่าใช้จ่ายในการฝึกตนของตระกูลตัวเองได้

            ตอนนี้คือช่วงการขุดคุ้ยข่าวเสื่อมเสียมาโจมตีกันและกัน!ใครมีข่าวเสื่อมเสียน้อยที่สุดและมีเงินหนาที่สุด อาจเป็นผู้อยู่รอดเป็นคนสุดท้าย!

            “ฉันมีข้อความอยากฝากไปถึงปรมาจารย์โอสถ”เสียงสดใสเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา ผู้เฒ่าคนหนึ่งถือไม้เท้ายืนขึ้นกลางฝูงชน“ศาสตร์หลอมโอสถปรากฏขึ้นบนโลกอีกครั้ง นับเป็นเรื่องใหญ่สะเทือนยุคสมัยแห่งอารยธรรมการฝึกตนหากท่านปรมาจารย์โอสถผู้นั้นต้องการ ก็ขอให้จงเลือกตระกูลมั่งคงและมีศักยภาพมากพอขอสหายสวีนำสารประโยคนี้ส่งไปถึงท่านผู้นั้นด้วย”

            เมื่อพูดจบ เขาก็โค้งคำนับให้สวีหยางอี้

            สวีหยางอี้ตะลึงเล็กน้อย เพราะดูเผินๆผู้เฒ่าแก่หงำเหงือกคนนี้มีสภาพเหมือนคนใกล้ตายแต่พลังกดดันวิญญาณขั้นจู้จีไม่อาจโกหกใครได้! คนอย่างอีกฝ่ายอยู่อีกหลายสิบปีได้อย่างไม่เป็นปัญหา!

            นี่สินะถึงเรียกว่า... เงินทองสามารถล่อลวงได้แม้แต่กระทั่งภูตผีปีศาจ

            “ตระกูลกานแห่งมณฑลหลงซู่เป็นตระกูลเชี่ยวชาญเวทเสริมสายโจมตีมาหลายยุคหลายสมัย และยังเป็นตระกูลอันดับหนึ่งแห่งมณฑลหลงซู่...”ผู้เฒ่าคนหนึ่งพูดยังไม่ทันจบ ผู้ฝึกตนจากตระกูลเหยินก็พูดแทรกขึ้นเสียงเย้ยหยัน“เวทเสริมงั้นเหรอ? ตระกูลกานทำธุรกิจยันต์อาคมมาหลายร้อยปีไฉนอยู่ๆ ตอนนี้กลับก้าวเท้าเข้าหาศาสตร์หลอมโอสถ”

            โชคดีที่หนังหน้าผู้เฒ่าคนนี้หนากว่ากำแพงเมืองจีน เขาเพียงคลี่ยิ้ม“แต่อย่างน้อยตระกูลกานก็ไม่เคยบริหารกิจการล้มเหลว หลายร้อยปีที่สืบทอดกันมาจากร้านค้าเล็กๆ กลายเป็นธุรกิจระดับแถวหน้าของประเทศ อย่าหาว่าคนแก่อย่างฉันพูดโอ้อวดแต่หินวิญญาณของตระกูลกานก็มากพอที่จะเลี้ยงดูผู้ฝึกตนทั้งมณฑลได้สิบปีขึ้นไปอย่างไม่เป็นปัญหาแล้วกันสหายสวี ขอแค่สหายนำสารนี้ส่งต่อถึงปรมาจารย์โอสถตระกูลกานของพวกเราพร้อมจ่ายสามร้อยก้อนหินวิญญาณระดับกลาง! และขอเพียงปรมาจารย์โอสถพยักหน้าตระกูลกานก็ยังมีสินน้ำใจตอบแทนให้อย่างล้นหลาม!”

            “ไม่ว่าสหายสวีหยางอี้จะเป็นตัวแทน หรือผู้ส่งสาร ในสายตาของตระกูลกานแล้วสหายสวีคือแขกผู้ทรงเกรียรติตลอดกาล!”

            ไม่นึกว่าตระกูลร่ำรวยระดับแถวหน้าจะแบ่งชั้นชั้นวรรณะกันด้วย

            ที่นี่ ตอนนี้ งานประมูลแห่งนี้กลายเป็นศึกอวดสถานะทางการเงินไปแล้ว...โลกผู้ฝึกตน ใช่ว่ามีผู้ฝึกตนระดับตบะสูงๆ เพียงอย่างเดียวไม่พอ ตระกูลนั้นๆต้องมีเงินหนาด้วย

            “หนึ่งพันก้อนหินวิญญาณระดับกลาง!และอีกแปดหมื่นแปดพันแปดสิบแปดก้อนหินวิญญาณระดับกลางสำหรับร่วมงานกับปรมาจารย์โอสถ!”ขณะกำลังแหกหน้ากันอย่างดุเดือด เสียงๆ หนึ่งก็ดังขึ้นแทรกกลางคัน 

            สวีหยางอี้ประสานมือคลี่ยิ้มไม่เอ่ยตอบ

            เขารู้ดี นี่เป็นแค่ช่วงเริ่มต้น เพราะนักล่าตัวจริงย่อมไม่ใจร้อนและไม่โผล่ออกมาเร็วขนาดนี้

            ศาสตร์หลอมโอสถปราก​ฏขึ้นมาบนโลกอีกครั้ง... ย่อมเป็นเรื่องปกติที่ตระกูลระดับสูงจะตื่นเต้นทั้งหมดนี้สวีหยางอี้คาดการณ์ไว้เรียบร้อยแล้ว!

            หลายตระกูลที่สีหน้ายิ้มแย้มเป็นปกติก่อนหน้านี้งานประมูลเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน ก็เริ่มตะโกนเพิ่มราคากันแล้ว ไม่เพียงเท่านั้นยังแฉตัวเลขของตระกูลคู่แข่งอีก!

            พวกเขามีโอกาสแค่ห้าเม็ดแรกเท่านั้น และเมื่อถึงคราวของห้าเม็ดสุดท้ายก็เป็นเวลาเชือดเฉือนของเหล่าจินตันเจินเหรินแล้ว

            “สามพันก้อน” แล้วอยู่ๆ น้ำเสียงเนิบนาบเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทุกคนนิ่งค้างลงชั่วขณะ

            ใครกัน!

            อย่าเล่นกันแบบนี้สิ!

            หินวิญญาณระดับกลางมันแพงนะ! คิดว่าที่พวกเราตะโกนพันสองพันก้อน ภายในใจไร้ความรู้สึกอะไรรึไง?อยู่ๆ เปิดราคาเป็นสามเท่าตัวแบบนี้พวกฉันจะไปต่อยังไง?!

            แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา เพราะพวกเขาเข้าใจดี การที่คนๆนั้นเปิดราคาขึ้นแบบนี้ เขาคนนั้นเอาจริงๆ !

            วิธีการประมูลสุดคลาสสิค เปิดราคาด้วยราคาสูงลิบ เพื่อตัดกำลังคู่แข่งแต่ว่า...

            สามพันก้อน ก็ไม่ต่างจากตัวเลขที่พวกเขาประเมินไว้ในใจเท่าไรนักหรอก!

     

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน