ในที่สุด แขกทุกคนในงานก็ถอนหายใจเฮือกยาวอย่างโล่งอก
จากนั้น สายตาทุกคู่ก็หันกลับไปมองสวีหยางอี้ที่อยู่บนเวทีอีกครั้ง
“เด็กคนนี้... ไม่ธรรมดา” พระมหาอาจารย์ชิงจ้านนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่และแล้วก็เอ่ยปากพูดเป็นครั้งแรก “ภายใต้พลังเวทระดับจินตัน แต่กลับไม่ยอมคุกเข่ายิ่งไปกว่านั้น ยิ่งไม่เสียอาการแม้แต่น้อย... หากผ่านวันนี้ไปได้ภายภาคหน้าจะต้องกลายเป็นสุดยอดอาวุธมหาประลัยอย่างแน่นอน”
“เผชิญหน้ากับคำถามไล่ต้อนของจินตันเจินเหรินเขากลับเลือกวิธีรับมือด้วยระเบิดพลีชีพเนี่ยนะ? กะใช้ผลึกพลังปีศาจเป็นระเบิดงั้นเหรอ?”ผู้ฝึกตนชั้นผู้น้อยข้างๆ ผู้ฝึกตนรุ่นพี่คนหนึ่งรู้สึกวูบวาบขึ้นมาหากเปลี่ยนเป็นตัวเขา เกรงว่าคงคุกเข่าก้มหัวแตะพื้นตั้งแต่วินาทีแรกแล้ว
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้สหายกู่ซ่งคิดว่าควรดำเนินงานประมูลคืนนี้ไปในทิศทางไหน?” เสียงเบาๆดังลอยออกมาจากศาลาสีทอง
สวีหยางอี้กลัดกระดุมชุดสูทอย่างเงียบๆไม่มีใครสังเกตเห็นฝ่ามือชุ่มเหงื่อของเขา
ขณะนี้ ไม่มีเสียงใดๆ ดังออกมาจากศาลาสีดำอีกต่อไป
สายตาของเขามองไปยังศาลาสีทองอย่างลุ่มลึก เนื้อเสียงแบบนี้เขาเคยได้ยินมาก่อน
ฝู่หยุนเจินเหริน
“สหายตัวน้อยคนนี้เป็นหัวหน้ากองกำลังในสังกัดของฉันแน่นอนว่างานประมูลครั้งนี้ต้องเป็นไปอย่างยุติธรรม”เสียงเรียบนิ่งของกู่ซงเจินเหรินตอบกลับ “สหายเทียนฉายในฐานะศาลผู้ฝึกตนที่เน้นย้ำเรื่องความถูกต้องยุติธรรมมาแต่ไหนแต่ไรคงไม่อาจทนมองบุคคลระดับจินตันเจินเหรินลงมือกับผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ต่อหน้าต่อตาได้เสียกระมัง?”
นิ่งเงียบคล้ายลังเล ผ่านไปอีกครู่หนึ่งจึงได้ยินเสียงเอื่อยเฉื่อยตอบรับ“ใช่”
“ไม่ใช่สิ...” เบื้องล่างผู้ฝึกตนขั้นจู้จีระดับสมบูรณ์คนหนึ่งหรี่ตาครุ่นคิด“ทำไมกู่ซงเจินเหรินจึงออกหน้ารับมือด้วยตัวเอง? ไม่กลัวผิดใจกับเจินเหรินไร้นามท่านนี้เหรอและดูเหมือนบีบให้เทียนฉายเจินเหรินแสดงทีท่าคล้อยตามอย่างอ้อมๆ อีก”
“มีเพียงคำตอบเดียว...” เชียนเริ่นอยู่ที่งานนี้ด้วยเช่นกัน เขากำหมัดแน่น“เจ้าหนูคนนี้... มันเจรจากับกู่ซงเจินเหรินไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว!”
“เขาอยู่ในสังกัดองค์กรของอวี้หลินเว่ยกู่ซงเจินเหรินคือหัวหน้าใหญ่ของเขาโดยตรง! คืนวันนี้ตราสารม้วนหยกปรากฏขึ้น...บังเกิดปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ เงาสรรพสัตว์หยุดเคลื่อนไหวคล้ายถูกตรึงไว้กู่ซงเจินเหรินมาที่สาขาย่อยและส่งตราสารม้วนหยกให้เจ้าหนูนี่ด้วยตัวเองการมาเยือนด้วยตัวเองแบบนี้ถือเป็นการแสดงท่าทีต่อเจ้านี่อย่างเป็นที่ประจักษ์แล้ว!”
“ท่านกู่ซงเจินเหริน... ปกป้องเจ้าหนูสวะนี่!มันยื่นข้อเสนอแบบไหนให้ท่านอาวุโสกันแน่!”
ท่าทีของกู่ซงเจินเหรินอาจยังไม่หนักแน่นชัดเจนแต่ท่าทีของเทียนฉายเจินเหริน แม้เพียงเล็กน้อยก็ชัดแน่เป็นที่ประจักษ์!
“เช่นนั้น...” น้ำเสียงของกู่ซงเจินเหรินดังขึ้นอีกครั้ง“เริ่มงานกันเถิด... ในเมื่อเจินเหรินอย่างฉันอยู่ที่นี่ฉันไม่มีทางปล่อยใครรังแกคนในสังกัดอวี้หลินเว่ยอย่างแน่นอน”
เสียงหึในลำคอหลายเนื้อเสียงดังออกมาจากศาลาหลายหลังมีจินตันเจินเหรินบางคนไม่ค่อยพอใจเท่าไร นี่กำลังยกระดับกองกำลังทัณฑ์สวรรค์ที่มีหัวหน้าสวีที่เป็นผู้ติดต่อกับปรมาจารย์โอสถเพียงคนเดียวขึ้นเป็นกองกำลังใต้บังคับบัญชาของตัวเองโดยตรงอยู่หรือกระไร?ลูกน้องใต้บังคับบัญชาของกู่ซงเจินเหรินตลอดสามร้อยกว่าปียังมีไม่พออีกเหรอ?อยู่ๆ ตอนนี้กลับมาแสดงท่าทีต่อผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่คนหนึ่งซะงั้น?ซ้ำยังท่าทีหนักแน่นเสียด้วย
“สหายผู้เยาว์...” ท่ามกลางศาลาสีทองดวงตากึ่งปิดกึ่งเปิดของฝู่หยุนเจินเหรินคล้ายยิ่งแสงเย็นเฉียบออกมา
“วาสนาใหญ่โตปานนี้ นายคงแบกรับไม่ไหว... เพราะมันยิ่งใหญ่เกินไป...ยิ่งใหญ่เสียจนเจินเหรินอย่างฉันใจสั่นไม่หยุดดังนั้น...นายจึงใช้กลอุบายลากสหายกู่ซงหนุนหลัง ทว่านายจะต้องก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลาอีกนานแค่ไหน?”
ฝู่หยุนเจินเหรินส่งสายตามองสวีหยางอี้อีกครั้งแต่ครั้งนี้เจือแววชื่นชมรำไร
“แต่ว่า นายก็ต้องตายอยู่ดี” ผ่านไปพักใหญ่ ฝู่หยุนเจินเหรินคิดอย่างสลด“ฉันเชื่อว่า... ปรมาจารย์โอสถก็คือนาย...นี่เป็นพลังแห่งวาสนาที่อาวุธจุติราชันย์มอบให้นาย... เจินเหรินอย่างฉันรอได้...สิบปี ยี่สิบปี... นายจะมีชีวิตอยู่รอดได้นานเหมือนฉันหรือไม่?”
“นิสัยละเอียดรอบครอบและระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลาของนายกอปรกับอาวุธจุติราชันย์ที่นายครอบครอง สามารถทำให้นายบรรลุขั้นจินตันได้อย่างแน่นอนแต่น่าเสียดาย สุดท้ายนายต้องตายด้วยมือฉันอยู่ดี...”
ทั้งหมดนี้ ฝู่หยุนเจินเหรินได้แต่พึมพำขึ้นในใจ
“ครับ” สวีหยางอี้โน้มตัวคำนับเพื่อตอบรับกู่ซงเจินเหรินท่าทางของเขาดูเหมือนเมื่อครู่ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นแม้แต่น้อยจากนั้นก็แตะนิ้วไปที่แหวนมิติเก็บของ ทว่าวินาทีที่นิ้วสัมผัสแหวนดวงตาของผู้ฝึกตนจากตระกูลหมิงเกร็งกระตุกขึ้นถ้วนหน้า
เป็นแหวนที่คุ้นเคยจริงๆ ...
โดยเฉพาะลวดลายอสรพิษด้านบน...
จากนั้นโหลหยกหนึ่งใบพลันปรากฏขึ้นในมือสวีหยางอี้คลื่นความร้อนระอุเหนืออื่นใดเอ่อทะลักออกมาจากปากโหลจนมองเห็นด้วยตาเปล่า
“โอสถหลอมจิต” เขาไม่พูดอธิบายยืดเยื้อ “ใช้สำหรับทะลวงตบะระดับย่อยเพิ่มประสิทธิภาพการทำลายทัณฑ์อุปสรรคให้ผู้ฝึกตนได้ 20% ราคาประมูลเริ่มต้นอยู่ที่สิบก้อนหินวิญญาณระดับกลาง”
ไม่มีใครเอ่ยปากพูด สายตาทุกคนมองไปที่ศาลากลางอากาศทั้งสิบสองหลังในเมื่อจินตันเจินเหรินยังไม่ปริปากพูด พวกเขาจะกล้าเอ่ยปากแย่งได้อย่างไร
“สหายทุกท่าน” ไม่มีใครคาดฝัน ทันใดนั้นเสียงของเทียนฉายเจินเหรินก็ดังขึ้นมาเป็นเสียงแรก “ฉันไม่ขอร่วมประมูลห้าเม็ดแรก”
ไม่มีใครคิดสงสัยว่าทำไม
ครั้นประโยคเรียบนิ่งของเทียนฉายเจินเหรินสิ้นสุดลงบรรยากาศเบื้องล่างก็ครึกครื้นแตกตื่นขึ้นมาทันที!
ดวงตาทุกคนแดงเรื่อขึ้นมาในบัดดล พวกเขารู้ดี หลังจากประโยคนี้สิ้นสุดลงศึกการแย่งชิงโอสถวิเศษห้าเม็ดแรกอันดุเดือดได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!
บรรยากาศผาถล่มเมฆทลายสะท้านฟ้าสะเทือนดินไม่บังเกิดขึ้นเหมือนที่หลายคนจินตนาการแต่ในความเป็นจริงกลับเงียบสงัดลงอย่างน่าพิศวง เหลือเพียงเสียงลมหายใจหนักหน่วงดังระงม
ไม่รู้ผ่านไปนานเพียงใด ในที่สุดเสียงพร่าแหบฝ่าความเงียบก็ดังออกมา“ตระกูลปีศาจผู้ฝึกตน ตระกูลเหยียน สามร้อยก้อนหินวิญญาณระดับกลาง!”
ผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่งลุกพรวดอย่างตื่นเต้น ยกมือขวาขึ้นทันที“ตระกูลเหยียน เป็นตระกูลปีศาจผู้ฝึกตนอันดับหนึ่งแห่งมณฑลหนานเหอและเป็นตระกูลใหญ่ด้านพืชสมุนไพรวิเศษ พร้อมกันนี้ตระกูลขอมอบหุ่นเชิดกลไกอัจฉริยะให้กองกำลังทัณฑ์สวรรค์...”
“ห้าร้อนก้อน” ยังไม่ทันสิ้นสุดเสียง ถัดจากที่นั่งของเขาไปข้างหน้าสามแถวผู้หญิงคนหนึ่งยืนขึ้น ขยับแว่นเล็กน้อยเปล่งพูดเสียงขรึม“ห้าร้อยก้อนหินวิญญาณระดับกลาง! พร้อมกันนี้องค์กรหยุนเหมิงพร้อมจ่ายห้าหมื่นก้อนหินวิญญาณระดับกลางเพื่อขอร่วมงานกับปรมาจารย์โอสถเป็นระยะเวลาหนึ่งปี!”
“ห้าหมื่นก้อนหินวิญญาณระดับกลาง?” ผู้ฝึกตนจมูกเหยี่ยวจากตระกูลเหยียนคนหนึ่งหัวเราะแค่นเสียง“เท่าที่ฉันได้ยินมาเมื่อปีที่แล้วสมุนไพรวิเศษที่ผลิตจากองค์กรหยุนเหมิงไม่ได้มาตรฐาน จึงถูกตีกลับเป็นเหตุให้ชื่อเสียงเสื่อมเสีย ส่งผลให้หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ผู้ฝึกตนลดลงต่อเนื่องมากกว่าสองเดือน...ดูเหมือนห้าหมื่นก้อนนี้ คงเข้าเนื้อแล้วสินะ”
“เหอะๆ ก็เหมือนกันแหละหุ่นเชิดกลไกอัจฉริยะที่ผลิตจากตระกูลเหยียนเมื่อปีที่แล้วเคลมว่าคุณภาพระดับ Bแต่ความจริงอยู่แค่ระดับ C++ ...สุดท้ายก็ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพระดับB จริงๆ ...อีกอย่างดูเหมือนธุรกิจในเครือของตระกูลที่มณฑลหนานเหอจะถูกตระกูลโจวซื้อกิจการไปเกือบหมดแล้วไม่ทราบเงินสดที่หอบเอามาประมูลโอสถวิเศษเพียงหนึ่งเดียวในรอบสองร้อยปีนี้มาจากไหน?”ผู้หญิงตอกกลับอย่างไม่น้อยหน้า“คงไม่ได้ขายกิจการผู้ฝึกตนสองสามแห่งที่เดิมทีก็ไม่สร้างกำไรทิ้งใช่ไหม? แล้วต้องการใช้โอสถวิเศษนี้กู้กิจการกลับคืนมาสินะ?”
“แก...” ผู้ฝึกตนจมูกเหยี่ยวหน้าแดงก่ำจากคามโมโหถูกอีกฝ่ายตอกกลับจี้จุดให้เข้าแล้ว ซึ่งเมื่อปีที่แล้วผลประกอบการของตระกูลตัวเองก็แย่กว่าองค์กรหยุนเหมิงจริงๆ และตระกูลโจวก็ขยับขึ้นมาแทนตระกูลแถวหน้าแห่งมณฑลหนานเหอสามอันดับแรกแทนที่ตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว...ตระกูลเหยียนต้องการประมูลโอสถวิเศษนี้เพื่อกู้กิจการของตัวเองกลับมาและลุกผงาดขึ้นอีกครั้งมีเพียงโอกาสนี้เท่านั้น ดังนั้นพวกเขาจึงยอมสละหินวิญญาณระดับกลางหลายหมื่นก้อนเพื่อการนี้ทั้งที่เข้าเนื้อตัวเองแบบสุดๆ!
เพิ่งเปิดประมูลได้ไม่นานก็หักหน้ากันเสียแล้ว!
อีกฝ่ายหักหน้ามา ฝั่งนี้ก็ต้องหักหน้ากลับสิ! มีธุรกิจผู้ฝึกตนของตระกูลไหนบ้างที่ไม่มีชื่อเสียงเสื่อมเสีย? มีตระกูลผู้ฝึกตนอีกมากมายที่ล้มละลายและไม่อาจค้ำจุนค่าใช้จ่ายในการฝึกตนของตระกูลตัวเองได้
ตอนนี้คือช่วงการขุดคุ้ยข่าวเสื่อมเสียมาโจมตีกันและกัน!ใครมีข่าวเสื่อมเสียน้อยที่สุดและมีเงินหนาที่สุด อาจเป็นผู้อยู่รอดเป็นคนสุดท้าย!
“ฉันมีข้อความอยากฝากไปถึงปรมาจารย์โอสถ”เสียงสดใสเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา ผู้เฒ่าคนหนึ่งถือไม้เท้ายืนขึ้นกลางฝูงชน“ศาสตร์หลอมโอสถปรากฏขึ้นบนโลกอีกครั้ง นับเป็นเรื่องใหญ่สะเทือนยุคสมัยแห่งอารยธรรมการฝึกตนหากท่านปรมาจารย์โอสถผู้นั้นต้องการ ก็ขอให้จงเลือกตระกูลมั่งคงและมีศักยภาพมากพอขอสหายสวีนำสารประโยคนี้ส่งไปถึงท่านผู้นั้นด้วย”
เมื่อพูดจบ เขาก็โค้งคำนับให้สวีหยางอี้
สวีหยางอี้ตะลึงเล็กน้อย เพราะดูเผินๆผู้เฒ่าแก่หงำเหงือกคนนี้มีสภาพเหมือนคนใกล้ตายแต่พลังกดดันวิญญาณขั้นจู้จีไม่อาจโกหกใครได้! คนอย่างอีกฝ่ายอยู่อีกหลายสิบปีได้อย่างไม่เป็นปัญหา!
นี่สินะถึงเรียกว่า... เงินทองสามารถล่อลวงได้แม้แต่กระทั่งภูตผีปีศาจ
“ตระกูลกานแห่งมณฑลหลงซู่เป็นตระกูลเชี่ยวชาญเวทเสริมสายโจมตีมาหลายยุคหลายสมัย และยังเป็นตระกูลอันดับหนึ่งแห่งมณฑลหลงซู่...”ผู้เฒ่าคนหนึ่งพูดยังไม่ทันจบ ผู้ฝึกตนจากตระกูลเหยินก็พูดแทรกขึ้นเสียงเย้ยหยัน“เวทเสริมงั้นเหรอ? ตระกูลกานทำธุรกิจยันต์อาคมมาหลายร้อยปีไฉนอยู่ๆ ตอนนี้กลับก้าวเท้าเข้าหาศาสตร์หลอมโอสถ”
โชคดีที่หนังหน้าผู้เฒ่าคนนี้หนากว่ากำแพงเมืองจีน เขาเพียงคลี่ยิ้ม“แต่อย่างน้อยตระกูลกานก็ไม่เคยบริหารกิจการล้มเหลว หลายร้อยปีที่สืบทอดกันมาจากร้านค้าเล็กๆ กลายเป็นธุรกิจระดับแถวหน้าของประเทศ อย่าหาว่าคนแก่อย่างฉันพูดโอ้อวดแต่หินวิญญาณของตระกูลกานก็มากพอที่จะเลี้ยงดูผู้ฝึกตนทั้งมณฑลได้สิบปีขึ้นไปอย่างไม่เป็นปัญหาแล้วกันสหายสวี ขอแค่สหายนำสารนี้ส่งต่อถึงปรมาจารย์โอสถตระกูลกานของพวกเราพร้อมจ่ายสามร้อยก้อนหินวิญญาณระดับกลาง! และขอเพียงปรมาจารย์โอสถพยักหน้าตระกูลกานก็ยังมีสินน้ำใจตอบแทนให้อย่างล้นหลาม!”
“ไม่ว่าสหายสวีหยางอี้จะเป็นตัวแทน หรือผู้ส่งสาร ในสายตาของตระกูลกานแล้วสหายสวีคือแขกผู้ทรงเกรียรติตลอดกาล!”
ไม่นึกว่าตระกูลร่ำรวยระดับแถวหน้าจะแบ่งชั้นชั้นวรรณะกันด้วย
ที่นี่ ตอนนี้ งานประมูลแห่งนี้กลายเป็นศึกอวดสถานะทางการเงินไปแล้ว...โลกผู้ฝึกตน ใช่ว่ามีผู้ฝึกตนระดับตบะสูงๆ เพียงอย่างเดียวไม่พอ ตระกูลนั้นๆต้องมีเงินหนาด้วย
“หนึ่งพันก้อนหินวิญญาณระดับกลาง!และอีกแปดหมื่นแปดพันแปดสิบแปดก้อนหินวิญญาณระดับกลางสำหรับร่วมงานกับปรมาจารย์โอสถ!”ขณะกำลังแหกหน้ากันอย่างดุเดือด เสียงๆ หนึ่งก็ดังขึ้นแทรกกลางคัน
สวีหยางอี้ประสานมือคลี่ยิ้มไม่เอ่ยตอบ
เขารู้ดี นี่เป็นแค่ช่วงเริ่มต้น เพราะนักล่าตัวจริงย่อมไม่ใจร้อนและไม่โผล่ออกมาเร็วขนาดนี้
ศาสตร์หลอมโอสถปรากฏขึ้นมาบนโลกอีกครั้ง... ย่อมเป็นเรื่องปกติที่ตระกูลระดับสูงจะตื่นเต้นทั้งหมดนี้สวีหยางอี้คาดการณ์ไว้เรียบร้อยแล้ว!
หลายตระกูลที่สีหน้ายิ้มแย้มเป็นปกติก่อนหน้านี้งานประมูลเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน ก็เริ่มตะโกนเพิ่มราคากันแล้ว ไม่เพียงเท่านั้นยังแฉตัวเลขของตระกูลคู่แข่งอีก!
พวกเขามีโอกาสแค่ห้าเม็ดแรกเท่านั้น และเมื่อถึงคราวของห้าเม็ดสุดท้ายก็เป็นเวลาเชือดเฉือนของเหล่าจินตันเจินเหรินแล้ว
“สามพันก้อน” แล้วอยู่ๆ น้ำเสียงเนิบนาบเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทุกคนนิ่งค้างลงชั่วขณะ
ใครกัน!
อย่าเล่นกันแบบนี้สิ!
หินวิญญาณระดับกลางมันแพงนะ! คิดว่าที่พวกเราตะโกนพันสองพันก้อน ภายในใจไร้ความรู้สึกอะไรรึไง?อยู่ๆ เปิดราคาเป็นสามเท่าตัวแบบนี้พวกฉันจะไปต่อยังไง?!
แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา เพราะพวกเขาเข้าใจดี การที่คนๆนั้นเปิดราคาขึ้นแบบนี้ เขาคนนั้นเอาจริงๆ !
วิธีการประมูลสุดคลาสสิค เปิดราคาด้วยราคาสูงลิบ เพื่อตัดกำลังคู่แข่งแต่ว่า...
สามพันก้อน ก็ไม่ต่างจากตัวเลขที่พวกเขาประเมินไว้ในใจเท่าไรนักหรอก!