ณ โรงอาหารสำนักหงส์ฟ้าที่เขตศิษย์นอก
หลิวซิงกับเฉินเหม่ยเย่กำลังนั่งอยู่บนโต๊ะทานอาหารและพูดคุยกันอยู่ รอบๆต่างก็มีคนจ้องมองมาด้วยความอิจฉา
ส่วนในอีกมุมหนึ่งที่โรงอาหาร มีชายคนหนึ่งไปรายงานสิ่งที่เขาได้เห็นให้ลูกพี่ของเขาฟัง
“มันเป็ใคร” ชายหน้าตาขี้เหล่ร่างผอมสูง ทุบโต๊ะและะโออกมาด้วยความโกรธ ชายคนนี้มาจากตระกูลหลิว ชื่อ หลิวมู่เยี่ยน เขามีการบ่มเพาะอยู่ในขั้นกำเนิดลมปราณขั้นสี่ และเป็หัวโจกของเหล่าศิษย์สายนอก
“นั่นมันนั่งอยู่ตรงนั้น” ลูกน้องหลิวมู่เยี่ยนชี้บอก
หลิวมู่เยี่ยนมองไปก็ต้องแปลกใจ “นั่นมันคุ..” เขาชะงักคำพูดก่อนจะหัวเราะออกมา “ฮ่าๆ ข้าไม่นึกเลยว่าเขาจะเข้ามาในสำนักหงส์ฟ้านี้ได้ ช่างน่ายินดีเสียจริง” หลิวมู่เยี่ยนพูดพร้อมกับเผยรอยยิ้มแปลกๆออกมา
“ลูกพี่รู้จักมัน?”
“ใช่นั่นคือ เศษสวะมันเป็ตัวไร้ค่าของตระกูลหลิวมันคือคุณชายน้อย มันคือหลานของท่านผู้นำตระกูลข้าเอง ท่านประมุขคงส่งมันมาเรียนสำนักนี้คงคาดหวังให้มันปลุกพลังปราณขึ้นมาได้บ้างละมั้ง ฮ่าๆๆ ตอนข้าอยู่ในตระกูลคุณชายใหญ่และข้าก็มักจะคอยตบตีมันด้วยความรักและความเอ็นดูมันอยู่บ่อยๆ”มู่เหยียนกล่าวอย่างดูถูกและเยาะเย้ย
หลิวมู่เยี่ยนพูดคุยกับลูกน้องอีกสองคนด้วยอารมณ์เปี่ยมสุขและหัวเราะอย่างชั่วร้าย ลูกน้องของหลิวมู่เยี่ยนอยู่แค่เพียงกำเนิดลมปราณขั้นที่สอง พวกมันชอบประจบแจงเอาใจหลิวมู่เยี่ยน เพราะคอยหวังเกาะพึ่งบารมีของหลิวมู่เยี่ยนในเขตศิษย์นอกเพื่อความสบาย
“เ้านั่นมันบังอาจมาสนิทสนมกับแม่นางเฉินเหม่ยเย่ของลูกพี่แบบนี้ ลูกพี่จะจัดการกับมันอย่างไรดี?” ลูกน้องกล่าวชะเลียและหวังจุดประกายไฟขึ้นมาให้หลิวมู่เหยียนไปหาเื่มันคนนั้น
“ข้าจะเข้าไปทักทายมันสักเล็กน้อย พวกเ้าาตามข้ามา” หลิวมู่เยี่ยนเดินตรงไปยังโต๊ะที่หลิวซิงกับเฉินเหม่ยเย่กำลังนั่งคุยกันอยู่
หลิวมู่เยี่ยนเดินมาถึงโต๊ะของหลิวซิง “คุณชายข้าไม่นึกเลยว่าเ้าจะเข้ามาเรียนที่สำนักนี้นี่ช่างเป็เื่น่ายินดียิ่งนัก” หลิวมู่เยี่ยนเดินมาอยู่ทางด้านหลังหลิวซิงพร้อมเอามือวางบนไหล่ชายหนุ่ม
หลิวซิงได้ยินก็ขมวดคิ้วแปลกใจเล็กน้อย “คนๆนี้รู้จักข้า?”
เฉินเหม่ยเย่ที่นั่งอยู่ด้านตรงข้ามหลิวซิงที่โต๊ะก็ได้ยินและมองไปถามหลิวมู่เยี่ยน “หลิวมู่เยี่ยนเ้ารู้จักเขาด้วยหรือ?”
“โอ้ ๆๆ ข้าจะไม่รู้จักได้ยังไงกันแม่นาง เขาก็คือคุณชายรอง เป็หลานของท่านประมุขแห่งตระกูลหลิว” หลิวมู่เยี่ยนพูดพร้อมกับออกแรบบีบไหล่หลิวซิง
หลิวซิงก็พอจะเข้าใจถึงเจตนารมณ์ของคนๆนี้ขึ้นมาทันที ชายหนุ่มไม่ได้สะท้านะเืกับแรงบีบไหล่ของหลิวมู่เยี่ยนเลยสักนิด ร่างกายเขาได้รับการผัดเปลี่ยนใหม่จากพลังของโลหิตัทำให้กายหยายร่างเนื้อแข็งแกร่งดุจั
จากข่าวลือที่ผ่านมาเฉินเหม่ยเย่ก็รู้ว่า คุณชายรองของตระกูลหลิว เป็ผู้ที่ไม่มีพลังยุทธและเห็นท่าทางของหลิวมู่เยี่ยนที่ไม่เคารพต่อคุณชายของตระกูลก็เข้าใจในทันทีว่าเขา้าที่จะเข้ามาข่มหลิวซิง
“ข้าอยากจะพาคุณชายไปเดินเล่นชมสถานที่ในเขตของสำนักแห่งนี้สักหน่อยตามประสาคนในตระกูลเดียวกัน หวังว่าคงไม่เป็การรบกวนการสนทนาของแม่นาง?” หลิวมู่เหยี่ยนพูดด้วยรอยยิ้มเลสนัย มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่ไม่เข้าใจเจตนาของมัน
เห็นได้ชัดว่าหลิวมู่เหยียน้าทำลายจุดยืนของหลิวซิงในสำนักและ้ากดขี่ข่มเหง คุณชายหลิวตัวจริงที่ไปะโน้ำตายตอนที่ยังมีชีวิตอยู่คงจะลำบากอย่างมาก
“ข้าว่าคงไม่ได้เพราะว่าข้ากำลังจะพาคุณชายไปเข้าฟังบรรยายในชั้นเรียน” เฉินเหม่ยเย่พูดด้วยท่าทางขึงขัง
“แม่นางหลังจากข้าพาไปเดินเล่นแล้วข้าจะพาคุณชายสองไปส่งที่ห้องเรียนทีหลังเอง” หลิวมู่เหยี่ยนตัดสินใจที่จะไม่ปล่อยหลิวซิงไปง่ายๆ
หลิวซิงคิดในใจคนนี้ต้องเป็คนที่คอยแกล้งคุณชายหลิวมาก่อนแน่นอน ข้าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้มันเลิกตอแยข้าสักที หลิวซิงที่นั่งอยู่ปล่อยจิตออกไปสำรวจ หลิวมู่เยี่ยนกับลูกน้องอีกสองคน
เขายิ้มที่มุมปากทันทีซึ่งไม่มีใครเห็นแม้แต่น้อย ชายหนุ่มลุกขึ้นจากที่นั่ง “แม่นางเหม่ยเย่เชิญไปก่อนได้เลยเดี๋ยวข้าจะตามไปทีหลังเอง”
หลิวมู่เยี่ยนเห็นท่าทีของหลิวซิงดูไม่หวาดกลัวหรือตื่นตระหนกเลยและยังพูดอย่างสบายๆยังกับคนละคนจากเมื่อก่อน
แต่เมื่อได้ยินหลิวซิงพูดแบบนั้นก็เยาะเย้ยหลิวซิงในใจ จากนั้นก็เดินนำหลิวซิงไปพร้อมกับลูกน้องสองคนที่มองหลิวซิงอย่างดูถูก
พวกมันเดินประกบหลิวซิงจากด้านหลัง เฉินเหม่ยเย่เห็นดังนั้นสายตาของนางก็ฉายเเววความสงสารออกมา นางจึงตัดสินใจแอบคอยตามไปดูอยู่ห่างๆ
หลิวมู่เยี่ยนเดินนำหลิวซิงเข้ามาในเขตลานประลองภายในเขตนี้มีเวทีประลองอยู่หลายเวที มีศิษย์หลายคู่กำลังต่อสู้กันอยู่บนเวทีและก็มีผู้คนจำนวนหนึ่งที่เฝ้าดูสังเกตุวิธีการต่อสู้ พวกคอยเชียร์ และพวกเล่นเดิมพันคนที่สู้อยู่
ผู้คนที่ประลองกันอยู่ส่วนมากจะวางเดิมพันกันด้วยเงิน หินิญญา และแกนอสูร หรือสมบัติอื่นๆ การต่อสู้ในที่แห่งนี้ห้ามหมายเอาชีวิตยกเว้นแต่พวกเขาได้เซ็นเอกสารยินยอมรับความตายที่จะเกิดขึ้นจากอาจารย์เสียก่อน หากฝ่าฝืนกฏก็จะต้องได้รับโทษอย่างร้ายแรง
“คุณชายเราสองคนก็มาจากตระกูลเดียวกัน ให้ข้าได้มีโอกาสประมือกับคุณชายสักเล็กน้อยด้วย” หลิวมู่เยี่ยน จงใจพูดเสียงดัง
ผู้คนรอบๆต่างหันมามองหลิวมู่เยี่ยนที่กำลังพูดกับหลิวซิงอยู่ ต่างก็พูดคุยซุบซิบกัน
“อ๊ะนั่นหลิวมู่เยี่ยนจากตระกูลหลิว เมื่อกี้เขาพูดว่าคุณชายหรือ?”
“หรือว่าคนนั้นเป็นายน้อยหลิวในข่าวลือ ข้าได้ยินมาว่านายน้อยคนรองของตระกูลหลิวเป็ผู้ทีไม่มีพลังลมปราณ”
“ไม่หรอกข้าว่าเขาต้องมีพลังปราณอยู่บ้างไม่งั้นคงไม่มาอยู่ที่นี่”
“นั่นหลิวมู่เยีี่ยนอยู่ในขั้นที่สี่ พวกเขาจะประลองกัน?”
“ผลก็เห็นๆกันอยู่แล้วนั่นเขาทำไปเพื่อให้คุณชายได้อับอาย”
ผู้คนเริ่มหันมาสนใจหลิวมู่เยี่ยนมากขึ้นต่างก็ยังพูดบอกต่อๆกันไป
หลิวมู่เยี่ยนเดินขึ้นไปบนเวที หลิวซิงรู้ว่าคนๆนี้้าจะรังแกเขาต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้แน่
“เขาท้าประลองข้าต่อหน้าผู้คนมากมายข้าไม่มีทางปฏิเสธได้ ข้าเป็ถึงคุณชายของตระกูลหลิว หากข้าไม่ตอบรับคำท้าทายมันก็คงจะมาพูดจาถากถางและดูถูกสินะ ย่อมได้ หึหึ” หลิวซิงก็ได้ขึ้นไปบนเวทีด้วยเช่นกัน เขาไม่คิดจะปล่อยให้ใครมารังแกเขาง่ายๆและอีกอย่างสถานะของเขาคือหลานของประมุขหลิว “หึหึ มันคงคิดว่าข้าเป็เหมือนคุณชายหลิวคนก่อนที่เหมือนหมูในอวยสินะ”
หลิวมู่เยี่ยนยิ้มอย่างชั่วร้าย เขาดึงเอาหอกออกมาจากแหวนมิติทันทีนั่นผู้คนมากมายที่เห็นต่างก็พูดกัน
“หลิวมู่เยี่ยนคิดจะใช้อาวุธสู้กับนายน้อยหลิว?”
“โอ๊มันจบแล้ว แค่ใช้มือเปล่าข้าว่าเขาก็คงเอาชนะคุณชายหลิวได้อยู่แล้วไม่จำเป็ต้องใช้อาวุธด้วยซ้ำ”
“นี่มันรังแกกันชัดๆ ดูเหมือนหลิวมู่เยี่ยนผู้นี้้าแสดงศักยภาพต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้”
“คุณชายเอาอาวุธออกมาได้แล้ว” หลิวมู่เหยียนให้หลิวซิงเอาอาวุธออกมาสู้กับเขา
หลิวซิงยักไหล่และกล่าวอย่างเย่อหยิ่งบ้าง “ข้าพร้อมแล้ว มือและเท้าของข้านี่แหละอาวุธ”
“เ้าได้ยินมั้ย?”
“ข้าได้ยินเขาบอกจะไม่ใช้อาวุธ สู้ด้วยมือเท้าของเขา?”
“นี่มันหาที่ตายกันชัดๆ หลิวมู่เยี่ยนอยู่ชั้นที่สี่แถมใช้อาวุธ”
“ข้าทนดูไม่ไหวแล้ว”
เสียงพูดมากมายดังมาจากเหล่าศิษย์มุงจากข้างเวที
“ฮ่าๆๆ คุณชายหลิวช่างใจกว้างยิ่งนักถึงกับไม่ใช้อาวุธ ได้ หอกข้าหาได้มีตาไม่ โปรดระวังด้วย ฮ่าๆๆ" หลิวมู่เยี่ยนเห็นหลิวซิงกล้าพูดอย่างจองหองแบบนี้ทำให้มันคิดว่าหลิวซิงคงจะพยายามจะหาข้ออ้างว่าถ้าแพ้เพราะไม่ได้ใช้อาวุธ
แต่เื่นั้นไม่สำคัญเพราะเห็นท่าทีที่เปลี่ยนเป็จองหองอวดดีแบบนั้นทำให้มู่เหยียนรู้สึกโกรธขึ้นมาทันที
มู่เหยียนกำหอกในมือแน่นเขารู้สึกเหมือนกำลังจะได้บี้มดแมลงตัวนึง เขาใส่พลังปราณลงไปควบคุมหอกในมือ ขว้างหอกอออกไปหาหลิวซิงอย่างแรง
ฟิ๊วว
หลิวซิงเอนนตัวหลบ หอกจึงพุ่งผ่านไป
หลิวมู่เยี่ยน กวักมือ เรียกหอกกลับมา เขาพุ่งะโทะยานไปรับหอกบนอากาศ
พร้อมกับปล่อยพลังปราณระดับกำเนิดปราณขั้นสี่ออกมา แทงหอกไปในทิศทางของหลิวซิงที่อยู่พื้นเวที
“ร้อยหอกทะลวง” ปรากฏเป็ภาพติดตาของหอกนับร้อยกำลังกระหน่ำแทงมาที่หลิวซิง
โป๊ะ ๆๆ เสียงพื้นเวทีแตกเป็รูๆเศษฝุ่นคละคลุ้ง
หลิวมู่เยี่ยนที่อยู่บนอากาศและแทงหอกลงมา มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาเพราะว่าหอกที่แทงออกไปไม่ได้รู้สึกถึงแรงกระทบผิวคนเลยแม้แต่น้อย
ศิษย์ที่มุงดูอยู่ต่างส่ายหน้า
“มันจบแล้ว หวังว่าเขาคงไม่ตายนะ”
“นั่นเขา!” ศิษย์คนหนึ่งพูดขึ้นและชี้นิ้วไปข้างบน
“ไปอยู่ตรงนั้นได้ยังไง”
“ข้าเห็นเขาะโ แต่มันเร็วมากเห็นได้แวบเดียว ไม่ชัดเท่าไร”
พริบตาตอนที่หอกกำลังจ้วงแทงลงมา หลิวซิงหลบออกมาด้วยความรวดเร็วและะโขึ้นไปบนอากาศไปโผล่อยู่ข้างบนหลิวมู่เยี่ยน ทั้งหมดนี่ใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น
หลิวซิงมีเืัอยู่ในตัวเสริมสร้างพลังกายอย่างมหาศาลแรงะโกล้ามเนื้อขาอันทรงพลังทำให้เขาะโได้สูง
“ข้ากำลังกังวลเกี่ยวกับพลังระดับกำเนิดลมปราณขั้นที่หนึ่งของข้าพอดี ข้าก็ไม่เคยใช้ปราณออกมาสู้กับใครมาก่อน มีเหยื่อเสนอตัวมาให้ข้าได้ทดสอบพอดีเลย” หลิวซิงพึมพำกับตัวเองขณะนั้นเขามาโผล่กลางอากาศและอยู่ด้านหลังหลิวมู่เยี่ยน พร้อมปล่อยพลังปราณให้ไหลไปที่มือและแขน
ก่อนเข้าเมืองหลิวซิงได้อัดพวกโจรได้โดยไม่ได้ใช้พลังปราณใดๆแต่คราวนี้เขาตัดสินใจว่าจะลองดู
หลิวซิง ประกบกำมือสองข้างนิ้วกำผสานกันชูขึ้นเหนือหัวและใส่พลังลงไป เกิดเป็ออร่าสายฟ้าสีดำล้อมมือที่ผสานกันแน่นอยู่
หวดฟาดลงไปที่กลางหลังของหลิวมู่เยี่ยน
หลิวมู่เยี่ยนเหลียวหันหน้ามาด้านหลังมองด้วยความตกตะลึงและเกร็งพลังปราณไว้รอบตัวเพื่อตั้งรับการโจมตีจากหลิวซิง
ตู๊มมม กร๊อบ..
อ๊าาาก อั๊ก...พรวด
หลิวมู่เยี่ยนร้องออกมาด้วยความเ็ป พร้อมกระอักเืสดออกมาจากปาก
ตึ้งงง แกรกกๆๆ
ร่างของหลิวมู่เยี่ยนโดนสองแขนของหลิวซิงที่ประจุปราณหวดฟาดไปเต็มหลัง หลิวมู่เยี่ยนตกลงสู่พื้นอย่างแรงและนอนแน่นิ่งไป แต่ก็ยังคงหายใจอยู่เล็กน้อย พื้นเวทีโดยรอบเกิดเป็รอยร้าวเล็กๆ
ทั้งหมดนี่อาจใช้เวลาอธิบายยาวแต่เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ลมหายใจหลิวซิงก็ลงมาถึงพื้นพร้อมกับมองดูหลิวมู่เยี่ยนที่นอนหมดสภาพ
ศิษย์มุงทั้งหลายต่างมองกันด้วยอาการตะลึงงึงงัน พวกเขาแทบไม่อยากเชื่อสายตาของตัวพวกมันเอง พวกมันต่างพูดคุยกัน
“หลิวมู่เยี่ยนที่อยู่ขั้นที่สี่ พ่ายแพ้เพียงแค่กระบวนท่าเดียว มิหนำซ้ำคู่ต่อสู้ยังเป็ เพียงนายน้อยคนรองจากตระกูลหลิว”
“ในข่าวลือเขาไม่มีพลังยุทธใดๆและเป็ที่น่าอับอายของในตระกูลไม่ใช่เหรอ”
“ใครเป็คนปล่อยข่าวลือพวกนี้กัน?”
“ข้าเคยเห็นเขามาก่อนนะ เมื่อก่อนเขาอ่อนแอและโดนดูถูกจากคนในตระกูลจริงๆ”
ศิษย์มุงต่างพูดคุยกันต่อๆไปถึงเหตุการณ์ที่พวกมันได้เห็นในวันนี้
ลูกน้องของหลิวมู่เยี่ยนต่างก็เข้ามาหามหลิวมู่เยี่ยนที่นอนกองทับกองเืและหามมันออกไปยังตำหนักแพทย์ทันที
เฉินเหม่ยเย่ ที่อยู่ห่างออกไปก็ได้เห็นเหตุการ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกและก็มุ่งหน้าไปฟังอาจารย์บรรยายในชั้นเรียน
หลิวซิงก็เดินลงมาจากเวที ศิษย์บางคนมองหลิวซิงที่กำลังเดินลงจากเวทีด้วยแววตาที่ชื่นชมนับถือ
หลิวซิงเดินจากไปพร้อมกับครุ่นคิดบางอย่าง
“นี่ถ้าข้าใส่พลังทั้งหมดลงไปในการโจมตีนั้น? อ่า..ถ้าข้าไม่ยั้งพลังไว้ส่วนนึงมันคงจะตายแทนพิการเป็แน่ เกือบไปแล้วเชียว ถ้ามันตายคงจะเป็เื่ยุ่งแน่นอน พลังของสายเืัช่างทรงพลังยิ่งนัก”
หลังจากนั้นหลิวซิงก็เข้าไปฟังบรรยายในชั้นเรียนนั่งอยู่ข้างๆเฉินเหม่ยเย่ ระว่างฟังบรรยายเฉินเหม่ยเย่ก็จ้องมองดูเขาด้วยแววตาอันยากที่จะอธิบาย
“ข้าอยู่ระดับกำเนิดปราณซ์ชั้นห้า แต่ก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเช่นเ้าได้เลย”
หลิวซิงหันไปมองหน้านาง “เอ๋ เ้าตามมาดูข้าด้วย?” หลิวซิงทำหน้าแปลกใจ
“ใช่ทีแรกข้าก็ห่วงเ้าอยู่หน่อยๆ แต่เ้าก็ทำให้ข้าแปลกใจอย่างมาก ก็ข่าวลือของเ้าทุกคนในเมืองต่างก็รู้ว่าเ้าไม่มีพลังยุทธ ข้าััได้ว่าเ้ามีเพียงขั้นที่หนึ่ง ทำให้ข้าค่อนข้างแปลกใจเลยทีเดียวเมื่อเห็นเ้า สามารถล้ม หลิวมู่เยี่ยนคนนั้นเพียงแค่กระบวนท่าเดียว” เฉินเหม่ยเย่ไม่อาจเก็บความสงสัยไว้ได้
“ ฮ่ะ แฮ่ม.. เมื่อก่อนข้าไม่มีพลังยุทธหรือพลังลมปราณจริงๆ และข้าเพียงแต่ฝึกพลังกายเลยเท่านั้นทำให้ข้ารวดเร็วและแข็งแกร่งกว่าคนอื่นก็เป็ได้ ” หลิวซิงอธิบายให้เหม่ยเย่ฟังแบบกลบเกลื่อน
หลังจากฟังบรรยายในชั้นเรียนไปเรียบร้อยแล้วหลิวซิงก็สามารถเข้าใจวิธีบ่มเพาะพลังโดยการใช้ หินวิณญาณ และแกนอสูร ตก่บ่ายหลิวซิงก็ได้กลับไปที่ห้องพักของเขา เขาเอาหินิญญา 27 ก้อนออกมา หินิญญานี้เป็สมบัติที่คุณชายหลิวเก็บเอาไว้ในห้องของเขา
หลิวซิงก็ไม่รู้ว่าคุณชายหลิวตัวจริงอยู่ที่ไหน หรือเขาไปะโน้ำฆ่าตัวตายอย่างที่เขียนไว้ในไดอารี่จริงๆหรือไม่ แต่ตอนนี้คุณชายหลิวนั้นไม่อยู่แล้ว หลิวซิงไม่รอช้ารีบดูดซับพลังิญญาหินิญญาทันทีแทนที่จะเก็บไว้ให้ปลวกขึ้นให้เขาได้ดูดซับพลังมันไปเพื่อบ่มเพาะคงจะดีซะกว่า
ชายหนุ่มอยู่ในห้องนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงถือหินิญญาอยู่ในมือหนึ่งก้อน ข้างๆตัวมีหินิญญาวางอยู่อีก 26 ก้อน เขากำลังดูดซับพลังจากหินิญญา กระแสพลังบริสุทธิ์มากมายกระจายเข้าสู่ตันเถียนและค่อยๆเติมเต็มมันอย่างช้าๆหลิวซิงก็คอยแปรเปลี่ยนมันให้เสถียรมั่นคงและรวมกับทะเลลมปราณในร่างกายของเขา
เวลาผ่านไปจนถึงเช้าวันใหม่ เขาก็ได้ดูดซับไปทั้งหมด 27 ก้อน
หลิวซิงได้รับรู้ว่ากลุ่มก้อนพลังงานสีดำที่ได้รับมาจากเืัจากในจุดตันเถียนของเขานั้นได้มีพลังเพิ่มขึ้นซึ่งยัง้าดูดซับพลังเพิ่มขึ้นอีกกว่าครึ่งถึงจะทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับกำเนิดลมปราณขั้นสองได้
หากผู้ใดได้รับรู้ว่าเขา ใช้หินิญญา 27 ก้อนดูดซับพลังไปทั้งหมดเพียงผ่านไปวันเดียว และยังไม่เลื่อนระดับจากขั้นที่หนึ่งอีกรับรองว่ากระอักเืสลบไปอย่างแน่นอน
หลิวซิงมีเืัอยู่ในตัวเพิ่มพลังกายภาพมากกว่าคนทั่วไปและเส้นลมปราณแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปมาก เลยสามารถซึมซับพลังและดูดซับจากแหล่งพลังงานได้เป็อย่างดีและรวดเร็วเกินไป แต่การที่มีพลังพิเศษกว่าบุคคลทั่วไปก็ต้องใช้ทรัพยยากรในการบ่มเพาะพลังที่มากกว่าคนทั่วไปอีกด้วย เพราะห้วงทะเลลมปราณของเขามีขนาดใหญ่กว่าคนอื่นอย่างมาก
หินิญญาหนึ่งก้อนมีค่าเท่ากับ หนึ่งเหรียญทอง
100 เหรียญทองแดง = 1 เหรียญเงิน
100 เหรียญเงิน = 1 เหรียญทอง
สำนักหงส์ฟ้า แจกหินิญญาให้ศิษย์สายนอกคนละ ห้าก้อน ต่อเดือน / ห้าเหรียญทอง
ซึ่งคนที่เข้าสำนักนี้ได้ก็เท่ากับมีรายได้เลี้ยงครอบครัวให้สามารถกินดีอยู่ดีได้เลยทีเดียว
“โห... พลังจากสายเืของอาจารย์ช่างกินจุเกินไปแล้ว หินิญญาก็หมดแล้ว เดือนนึงได้จากสำนักแค่ห้าก้อน แล้วอีกกี่เดือนกันข้าถึงจะเลื่อนระดับได้” เขาอดไม่ได้ที่จะต้องบ่นออกมาเช่นนี้เพราะใช้ทรัพยากรหมดไปเป็จำนวนมาก
จากนั้นเขาเดินออกจากหอพักไปจนถึงบริเวณหน้าหอประชุม มีศิษย์อยู่มากมายกำลังยืนเลือกภารกิจที่แปะไว้อยู่บนกระดาน เขาเองก็ได้แทรกผ่านฝูงชนไปจนหยุดอยู่หน้ากระดานภารกิจ
“มันช่างมากมายเหลือเกิน” มีภารกิจมากมายที่แปะไว้ที่กระดานนี้ ภารกิจ อารักขาคุ้มครอง ขนส่ง หาวัตถุดิบปรุงยา ล่าสัตว์อสูร และงานรับจ้างอื่นๆอีกทั่วไป ค่าตอบแทนจากภารกิจโดยส่วนมากก็จะเป็เหรียญเงินเหรียญทองยาโอสถฟื้นฟูเพิ่มพลังและหินิญญา
หลังจากเลือกดูภารกิจอยู่นานหลิวซิงก็เลือกไม่ถูกจึงหลับตาหยิบสุ่มมาหนึ่งอันแล้วเดินออกมาจากฝูงชนและมองดูภารกิจที่หยิบมา
--------------------
l สังหาร l
l l
l อสูรโคแดง l
l l
l รางวัล l
l l
l 1 หินิญญา/ตัว l
l l
l ส่งที่ l
l l
l โรงเตี๊ยม มอมอ l
l--------------------
หลิวซิงนึกได้ว่าเคยอ่านหนังสือสัตว์อสูรของคุณชายสองภายในห้อง อสูรโคแดง อยู่ในระดับกำเนิดลมปราณขั้นที่ 3-4 เขาก็คิดว่ากำลังพอเหมาะกับตัวเขาเองเช่นกัน เพราะก่อนหน้านี้ที่เคยประมือกับหลิวมู่เยี่ยนที่อยู่ขั้นที่สี่แล้วเทียบระดับกับอสูรโคแดงนี้จึงคิดว่าไม่มีปัญหา
“นายน้อยหลิว” น้ำเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมา
หลิวซิงหันไปมองทางที่มาของเสียง "อ้าว แม่นางเหม่ยเย่"
"นายน้อยหลิวได้เลือกทักษะมาบ้างหรือยัง?"
"ยังเลย"
“เฮ้ แม่นางไม่ต้องเรียกข้านายน้อยก็ได้ เอางี้เป็อย่างไรเรียกข้าหลิวซิงก็พอ”
“ถ้าเ้าว่างั้นก็ได้ หลิวซิงศิษย์แต่ละคนสามารถเลือกทักษะที่มีในสำนักมาฝึกฝนได้นะ” เมื่อเห็นท่าทีของหลิวซิงเหม่ยเย่ก็รู้ว่าหลิวซิงยังไม่ได้รู้ถึงเื่นี้จึงได้อาสาพาไปเลือกทักษะมาให้ฝึก
เฉินเหม่ยเย่นางเลยพาหลิวซิงไปยังหอตำราทักษะและนางก็ได้จากไปเพื่อเข้าชั้นเรียน เมื่อหลิวซิงมาถึงผู้าุโหอตำราได้ให้เขาเข้าไปข้างในเพื่อเลือกทักษะ มีเวลาเพียงหนึ่งชั่วยาม(สองชั่วโมง)เพื่อเลือกตำราทักษะ สามารถเลือกได้เพียง หนึ่งทักษะเท่านั้นสำหรับศิษย์ภายนอก
ชายหนุ่มกวาดตามองไปยังชั้นตำราทักษะ มีเพียงแผ่นป้ายระดับทักษะ ชื่อ และสายของทักษะ มี จู่โจม ป้องกัน สนับสนุน ทักษะทั้งหมดมีั้แ่ระดับ 1-3 ความยากง่ายในการฝึกก็ตามระดับทักษะส่วนความรุนแรงยิ่งทักษะระดับสูงก็จะยิ่งแกร่งกว่าโอกาศฝึกสำเร็จก็จะยากตามไปด้วย ถ้าเลือกได้แล้วก็ให้นำแผ่นป้ายไปให้กับผู้าุโที่ดูแลอยู่ เพื่อป้องกันการคัดลอกและขโมย
“แบบนี้แล้วจะเลือกยังไงเนี่ยมีแต่ชื่อกับสายแล้วจะรู้ข้อดีข้อด้อยยังไง นี่มันแล้วแต่โชคเลยใช่มั้ย” หลิวซิงอดที่จะบ่นออกมาไม่ได้ และรีบกวาดตามองรายชื่อวิชาต่างๆชื่อวิชา
ทักษะระดับ3หงเพลิงเริงระบำ ทักษะระดับ2อัคคีผลาญฟ้า ทักษะระดับ2เพลงดาบทะลายพสุธา ฯลฯ ทักษะจู่โจม
ทักษะระดับ3กายาธรณี ทักษะระดับ3กายาเหล็ก ทักษะระดับ3แข็งดั่ง..ภูผา ฯลฯ ทักษะป้องกัน
ทักษะระดับ2เหยียบวายุ ทักษะระดับ1จิตพิสุทธิ์ ทักษะระดับ3หมื่นกำลังวังชา ฯลฯ ทักษะสนับสนุน มีทั้งวิชาตัวเบา รักษา และเสริมกำลัง"
“ทักษะตั้งมากมายมีเวลานิดเดียวให้เลือกแถมเลือกได้วิชาเดียว โอ่...”
หลังจากเลือกอยู่นานก็เลือกไม่ได้จิงใช้วิธีเดียวกับที่เลือกภารกิจ หลิวซิงก้มลงแขนไขว้กันมือซ้ายจับหูมือขวาจิ้มลงพื้น และหมุน สิบรอบ(ปั่นจิ้งหรีด)
จากนั้นหลับตาและก็เดินเซแบบไร้ทิศทางไปหยิบมาหนึ่งทักษะ และออกไปจากห้องเลือกทักษะ นำแผ่นป้ายไปให้ผู้าุโหอตำราโดยที่ไม่ได้ดูทักษะที่หยิบมาได้แม้แต่น้อย
จากนั้นผู้าุโก็ได้ไปหยิบตำราเล่มนึงมาและส่งให้หลิวซิง พร้อมกับกล่าวว่า “นี่คือทักษะระดับหนึ่ง ตัดวายุ ทักษะจู่โจม ข้อดีคือฝึกฝนง่ายข้อเสียก็คืออานุภาพด้อย เ้ามีเวลาฝึกเพียงหนึ่งเดือน พอครบกำหนดแล้วไม่ว่าจะฝึกสำเร็จหรือไม่ต้องนำเอามาคืน”
“ห๊ะ ทักษะระดับ หนึ่ง” หลิวซิงมีสีหน้าเหยเกเห็นได้ชัดว่าเขาไม่พอใจที่เป็เพียงแค่ทักษะระดับหนึ่ง
“ผู้าุโ ไม่ทราบว่าข้าสามารถเปลี่ยนเป็ทักษะอื่นได้หรือไม่”
“ไม่ได้ เลือกได้วิชาเดียวเลือกแล้วไม่รับเปลี่ยนแต่คืนได้”
ได้ยินดังนั้นหลิวซิงก็ไม่มีทางเลือก เขามายังบริเวณป่าหลังหอสตรีเพื่อฝึกวิชา ตัดวายุ หลังจากทำความเข้าใจในวิชาและฝึกฝนมาเป็เวลาสามวันสามคืน โดยไม่ได้หลับไม่ได้นอน เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงเข้าใจการฝึกวิชาพวกนี้เลยทั้งๆที่ไม่เคยฝึกอะไรแบบนี้มาก่อน เหมือนหัวสมองโล่งโปร่งไอคิวเพิ่มขึ้นยังไงยังงั้นสามารถทำความเข้าใจในรายระเอียดความซับซ้อนของวิชาได้อย่างง่ายๆ
ตอนนี้เวลาฟ้ามืดเงียบสงัด มีแต่แสงจากดวงจัทร์
ในป่าที่มืดๆมีแต่แสงดวงจันทร์สาดส่องเข้ามาเล็กน้อยนั้น แสงนั้นส่องกระสบกับมีดสีเงินมีดสั้นทำครัวส่อประกายวาบและประทุคลื่นสายฟ้าทมิฬออกมา
ฟู่ ซ ซ เสียงคลื่นลมและสายฟ้าตัดผ่านอากาศส่องแสงเจิดจ้าภายในป่า
ปรากฏเป็คลื่นแนวนอนยาวหนึ่งเมตรตัดผ่านออกไป
ต้นไม้หลายต้นทางด้านหน้าล้มลงทันที
มีรอยตัดที่ไหม้และเรียบเนียลอย่างมาก เป็ผลมาจากพลังลมปราณของหลิวซิงที่ผสานเข้ากับวิชาตัดวายุ ทำให้มีการผสมผสานของสายฟ้าเข้าไปด้วย อาณุภาพทำลายของมันจึงเพื่มขึ้นมากกว่าวิชาระดับหนึ่งไปเสียแล้ว
“นี่ข้าทำสำเร็จจนได้ ความรุนแรงเกินกว่าที่คิดไว้ซะอีก”
หลิวซิงใช้วิชาตัดวายุผ่าต้นไม้ที่ล้มหักลงเป็ท่อนๆเพื่อทำฟืน เขามุ่งหน้ามายังคลังเก็บของของโรงอาหารนำหม้อใบใหญ่ใหญ่ขนาดที่เอาวัวลงไปทั้งตัวได้ เสร็จแล้วก็มุ่งหน้ากลับไปยังที่ป่าหลังหอสตรีเขาก่อไฟ นำหม้อออกมา และไปหาแหล่งลำธารไกล้เอาน้ำใส่หม้อจนเต็ม
ชายหนุ่มเอาหม้อตั้งไฟแล้วก็แช่ตัวลงไปชำระล้างร่างกาย
“อ่าาา ส บ า ย สุดๆเลย แช่น้ำร้อนแบบนี้ คิดถึงเบียร์ขึ้นมาเลยให้ตายสิ!”
หลิวซิงนำบางอย่างออกมาจากแหวน เอาถาดไม้ออกมาลอยอยู่บนน้ำ วางจอกสุราและเทรินใส่ถ้วยดื่มอย่างสบายใจ
“มีสุรา แต่ขาดนารี สงสัยต้องหาวิธี หานารีมา” เฮ้อ..” เขาถอนหายใจมองที่ว่างภายในหม้อที่แช่อยู่และเหลือบสายตามองไปยังทิศที่ตั้งของหอสตรี ไม่อาจรู้เลยว่าเขากำลังคิดสิ่งใดกัน...
ปล .
เชฟทะลุมิติเย้ยยุทธภพนี่เป็ฉบับรีไรท์นะครับไม่เหมือนกับที่เคยเขียนไว้ก่อนหน้า70กว่าตอนแรกที่เคยเขียนไป สันดารลูกเล่นลูกไม้ความหื่นของเฮียหลิวจะมาจัดเต็ม 100!