เอี้ยนเฟยซาหมอบอยู่บนส่วนที่สูงที่สุดของสะพานเชื่อมสองแดน กำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวของทัพมารที่ตั้งค่ายใกล้กับสะพาน เขาทนอยู่บนนี้มาได้ครึ่งชั่วยามแล้ว ในที่สุดก็พบเห็นศัตรูเคลื่อยย้ายออกจากค่าย เมื่อศัตรูตั้งขบวนทัพเสร็จสิ้นก็ทำการตีกลองส่งสัญญาณเคลื่อนทัพ
ทัพม้าจำนวนสองพันเคลื่อนออกจากขบวน มุ่งหน้าไปยังด้านหลังของทัพเมืองผิงเหยาเพื่ออ้อมไปตีทัพหลังของหลิวหนิงเทียนที่กำลังรุกไล่ทัพม้าจากค่ายใหญ่ของพรรคมารจนระสับระส่าย หากสามารถจู่โจมศัตรูจากด้านหลังได้โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว จะทำให้ฝ่ายตนเองสามารรถพลิกสถานการณ์ได้ เมื่อทัพม้าล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ทหารราบที่เหลือก็ทำการเคลื่อนไปด้านหน้าตามไป
เอี้ยนเฟยซานับก้าวเดินของทหารราบจนครบสองร้อยก้าว ก็หยิบธนูอันใหญ่ยักษ์ขึ้นมา ยิงลูกธนูดอกหนึ่งที่ทาสีแดงกลับไปยังฝั่งแดนเทพ เพียงครู่เดียวเท่านั้น ทัพม้าจำนวนมากก็พุ่งออกมาจากดงไม้มุ่งตรงมายังสะพาน เป็นทัพม้าของชนเผ่าต้ายจู่ที่คล่องแคล่วว่องไว ทวนเบาถูกแขวนไว้ข้างลำตัวม้า ในมือของนักรบมีคันธนูที่ใช้บนหลังม้า ด้านหลังมีซองใส่ลูกธนูที่บรรจุลูกศรเต็มอัตรา ด้วยความเร็วของฝีเท้าม้า ใช่เวลาเพียงครู่เดียวเท่านั้นก็มาถึงอีกฝั่งของสะพาน และตรงไปยังเป้าหมายที่กำลังเดินทัพอย่างเชื่องช้าทันที
ทหารราบของพรรคมารล้วนได้ยินเสียงฝีเท้าม้าจากด้านหลัง เมื่อหันกลับมามองก็แทบจะละทิ้งอาวุธวิ่งหนี ทหารม้าหนึ่งพันสามร้อยคนพุ่งเข้าด้วยความรวดเร็ว นายทหารที่อยู่แถวหลังต้องตะโกนพลางผลักดันให้พวกมือหอกตั้งขบวนรับการโจมตี ด้วยความทุลักทุเลสุดท้ายก็สามารถตั้งแนวหอกสำหรับรับมือทัพม้าสำเร็จ ในสนามรบนอกจากทัพม้าด้วยกันแล้ว มีเพียงพลหอกเท่านั้นที่สามารถตั้งรับการโจมตีจากทหารม้าได้
ทัพม้าของชนเผ่าต้ายจู่ไม่ได้พุ่งเข้าใส่ทหารราบของศัตรู เมื่อเข้ามาใกล้ศัตรูในระยะหนึ่งร้อยก้าว กลับขี่ม้าแยกเป็นสองทางคล้ายคีมยักษ์อยู่ทางซ้ายขวาของศัตรู ทำการหนีบขนาบฝ่ายตรงข้ามอยู่ตรงกลาง เมื่อเข้าใกล้ในระยะแปดสิบก้าว ก็ทำการยิงธนูบนหลังม้าเข้าใส่มือหอกฝ่ายตรงข้าม เหล่ามือหอกที่กำลังอยู่ในอาการตื่นตระหนกล้วนเกิดความโกลาหล ถูกลูกธนูยิงทะลุร่างไปนับร้อยคน พวกมันจ้องมองดูลูกธนูที่พุ่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง บางคนยกโล่มาต้านทาน บางคนก็ทิ้งตัวก้มลงหลบลูกธนู กว่าทัพม้าธนูจะพุ่งผ่านไปจนหมดสิ้น ก็ทำให้เกิดการล้มตายและบาดเจ็บรวมเกือบสี่ร้อยคน กำแพงหอกที่แข็งแกร่งแทบพังทลายจนหมดสิ้น แต่ยังโชคดีที่ทหารม้าเหล่านั้นไม่วกกลับมาจู่โจมซ้ำเติม พวกมันพุ่งไปยังเบื้องหน้า ทิ้งไว้เพียงฝุ่นคลุ้งขโมงทางด้านหลังเท่านั้น
ผู้นำกองกำลังของพรรคมารขบวนนี้เป็นยมบาลสีชาดฉีจือฮึง เร่งสั่งการให้พวกพ้องจัดขบวนหอกทางด้านหน้าอย่างเร่งด่วน แม้ว่าทัพม้าเมื่อครู่จะพุ่งผ่านไปโดยไม่เหลียวหลังก็ตาม แต่ด้วยความว่องไวของฝีเท้าม้า หากวกกลับมาก็ใช้เวลาไม่นานนัก แต่น่าเสียดายที่พวกเขาคาดการณ์ผิดพลาดอีกครา เสียงฝีเท้าม้าที่หนักหน่วงดังขึ้นทางด้านหลัง แว่วเสียงกลองเตือนภัยดังขึ้นจากภายในค่ายเหล่านักรบที่เสียขวัญอยู่แล้วต้องแตกตื่นขึ้นมาอีกหน เหล่าผู้กล้าที่ยังไม่สูญความฮึกเหิมพากันไปอยู่ที่แนวหลัง จัดตั้งขบวนหอกขึ้นมาใหม่อย่างฉุกละหุก เพื่อต้านทานรับศัตรูให้ทันท่วงที ท่ามกลางฝุ่นที่ปกคลุมท้องฟ้า ปรากฏกองทัพม้าอันเกรียงไกรพุ่งทะยานเข้ามา นั่นเป็นทัพม้าเกราะหนักที่มีจำนวนนับพัน ทัพม้าเผ่าเซี่ยงจู่ออกศึกแล้ว เหล่านักรบบนหลังม้าชี้ปลายทวนหนักมายังเบื้องหน้า ในชั่วพริบตาเดียวปลายทวนก็สัมผัสกับเลือดเนื้อของมนุษย์ ด้วยแรงหนุนจากการวิ่งของม้าศึก ทวนหนักที่ทิ่มแทงใส่ศัตรูทำการดีดมือหอกที่ไม่ทันตั้งตัวลอยไปด้านหลัง บางร่างถูกแทงทะลุร้อยอยู่บนทวนไม่อาจดิ้นรนได้ ม้าศึกชั้นดีวิ่งทะยานเหยียบย่ำเหล่าทหารราบจนเลือดเนื้อเลอะเลือน เสียงร่ำร้องด้วยความเจ็บปวดดังระงมทั่วสนามรบ กลายเป็นการเข่นฆ่าอยู่ฝ่ายเดียว นักรบบนหลังม้ายิ่งเข่นฆ่ายิ่งบ้าเลือด แต่ละคนดวงตาแดงฉานด้วยความฮึกเหิม เมื่อควบม้าวิ่งเข่นฆ่าไปรอบหนึ่ง ก็จะทำการวกกลับมาสังหารศัตรูอีกรอบ และอีกรอบโดยไม่รู้จบสิ้น สิ่งที่ทหารของพรรคมารกระทำในตอนนี้หาใช่การต่อสู้ แต่เป็นการวิ่งหนีสุดชีวิต วิ่งโดยไม่สนใจทิศทาง ขอเพียงแค่หนีจากมัจจุราชบนม้าศึกให้ไกลที่สุดเป็นพอ
ทัพม้าของพรรคมารที่ล่วงหน้าไปก่อน เมื่อเห็นว่าแนวหลังถูกโจมตีก็เกิดความระส่ำระสาย ไม่ทราบว่าสมควรเดินหน้าหรือถอยหลังกลับไปช่วยพวกพ้องดี ทำให้ขบวนทัพเชื่องช้าลง ทันใดนั้นประตูเมืองผิงเหยาทางทิศเหนือและทิศตะวันตกก็เปิดออก ทัพม้าจากในเมืองก็เดินทัพออกมาจากประตูเมืองทั้งสองด้าน เมื่อรวมตัวกันได้แล้วก็พุ่งมาทางทัพม้าของพวกมารที่กำลังสับสนว้าวุ่นใจทันที
ผู้นำทัพม้าขบวนนี้เป็นหนึ่งในสี่ยมบาลทมิฬแส้โลหิตเถี่ยสื่อทง มันรีบออกคำสั่งให้บรรดานักรบของตนเองเร่งความเร็วเข้าปะทะกับข้าศึก มันมองออกว่าฝ่ายตนเองยังคงได้เปรียบที่ม้าวิ่งมาก่อนสักพักแล้ว สามารถเร่งความเร็วเข้าใส่คู่ต่อสู้ได้ทันที ผิดกับทัพฝ่ายตรงข้ามที่เพิ่งออกจากตัวเมือง ยังไม่สามารถเร่งความเร็วได้อย่างเต็มที่ แต่ยังไม่ทันที่จะออกคำสั่งให้กองทัพของตนเองเร่งฝีเท้าเข้าใส่ศัตรู มันก็ต้องตกใจกับเสียงฝีเท้าม้าที่ไล่หลังมา ทัพม้าของศัตรูที่โจมตีทัพเดินเท้าฝ่ายตนเองกำลังติดตามไล่หลังมาในระยะสามร้อยกว่าก้าวเท่านั้น กองทัพศัตรูกลุ่มนี้กลับละทิ้งเหยื่อไว้เบื้องหลัง แล้วมุ่งเป้ามาที่พวกมันแทน นั่นทำให้ต้องถูกกระหนาบทั้งหน้าหลัง แต่คนผู้นี้ผ่านศึกมามากมาย รีบตั้งสติแล้วสั่งการให้กองทัพของตนเองเดินหน้าต่อไปโดยไม่สนใจทัพที่ตามมา มันรู้ว่าทัพที่ไล่หลังมาเป็นทัพม้าชาญศึกอย่างแท้จริง ไม่ควรปะทะด้วยในเวลานี้ แต่กองกำลังที่ออกจากเมืองมายังดูสะเปะสะปะอยู่ ไม่คล้ายทัพม้าชาญศึกที่ผ่านการฝึกฝน สมควรตีฝ่าวงล้อมจากไปได้ง่ายกว่า
ทัพม้าของเมืองผิงเหยาปะทะกับทัพม้าพรรคมารอย่างดุเดือด ทั้งสองฝ่ายล้วนบาดเจ็บล้วนตายอย่างรวดเร็ว แต่สถานการณ์ของทัพมารดูจะดีกว่าเพราะส่วนกลางสามารถเจาะทะลวงตรงกลางของศัตรูได้ แส้โลหิตเถี่ยสื่อทงเมื่อพบเห็นว่าสามารถฝ่าวงล้อมออกไปได้แล้ว ก็สั่งการให้กองทัพติดตามมันไป กองกำลังสองในสามสามารถฝ่าวงล้อมไปได้อย่างปลอดภัย ส่วนที่เหลือหากไม่ล้มตายก็ถูกศัตรูพัวพันเอาไว้ คาดหวังให้พรรคพวกวกกลับมาช่วยเหลือ แต่น่าเสียดายที่พรรคพวกล้วนมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตก ไม่ได้หันหลังกลับช่วยเหลือพวกมันแต่อย่างใด มิหนำซ้ำทัพม้าที่ไล่หลังมาก็ทิ่มแทงทวนเบามาถึงแล้ว
แส้โลหิตเถี่ยสื่อทงนำทัพม้าที่เหลือมุ่งไปยังทิศตะวันตกของเมืองผิงเหยา ที่นั่นยังมีกองกำลังของพรรคมารอีกหนึ่งกองทัพ เขาคาดหวังให้ขบวนหอกอันเกรียงไกรที่มีอยู่หนึ่งพันห้าร้อยคนต้านรับทัพม้าของศัตรู ส่วนตนเองจะนำทัพม้าที่เหลือคอยประสานเสริม โอกาสพลิกสถานการณ์ได้ชัยอาจจะยังคงมี เมื่อพวกมันขี่ม้าขึ้นเนินเตี้ยแห่งหนึ่ง ก็พบเห็นกองทหารราบจำนวนสี่พันคนเคลื่อนขบวนมายังพวกเขาอย่างเป็นระเบียบ โดยมีขบวนหอกยาวนับพันนำหน้า
แส้โลหิตเถี่ยสื่อทงยินดียิ่งที่เห็นกองกำลังของทวนอำมหิตเหล่ากวนเชียงกำลังเคลื่อนตัวมาทางพวกเขา แม้ว่าทัพของสหายจะเป็นทหารราบทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็มีขบวนหอกที่สามารถรับมือกับทหารม้าได้ บางทีสถานการณ์อาจจะพลิกผันเปลี่ยนแปลงได้ด้วยกองกำลังนี้ จนบัดนี้มันยังไม่เข้าใจว่ามีกองทหารม้ามากมายจากไหนโผล่มาช่วยหลิวหนิงเทียน เขารีบให้คนสนิทเป่าเขาสัตว์ส่งสัญญาณออกไป ไม่นานฝ่ายโน้นก็เป่าเขาสัตว์ส่งกลับมา แต่ที่น่าแปลกใจก็คือมันเป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือ ยังไม่ทันที่มันจะปรึกษาหารือกับคนสนิท ก็ปรากฏทัพม้าขบวนหนึ่งพุ่งออกมาจากดงไม้ทางซ้าย พุ่งเข้าหาทหารราบที่เคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้า เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีทัพม้าอีกกองหนึ่งโผล่พ้นจากเนินต่ำทางขวา มุ่งหน้าไปยังกองกำลังของเหล่ากวนเชียงเช่นกัน
เถี่ยสื่อทงต้องสั่งหยุดทัพอย่างกะทันหัน มันไม่รู้ว่าควรเดินหน้าไปช่วยพวกเดียวกันหรือหลบหนีไปยังทิศทางที่ไม่มีคน จึงได้แต่นิ่งเงียบงันมองดูศัตรูทั้งสองทัพพุ่งเข้าหาพรรคพวก สุดท้ายท้ายมันก็ตัดสินใจได้ สั่งให้กองทัพของตนเองกลับหลังหันไปเผชิญกับศัตรูที่ไล่หลังมา เมื่อคิดถึงบทลงโทษที่ตนเองต้องได้รับหากละทิ้งพวกพ้องหนีเอาชีวิตรอดแล้ว มันก็ไม่เกรงกลัวความตายที่รออยู่เบื้องหน้าแต่อย่างใด มันขี่ม้าลัดเลาะพวกเดียวกันจนกระทั่งไปโผล่อยู่แถวหน้า ทำการชูทวนขึ้นฟ้าแล้วหัวร่อออกมาด้วยน้ำเสียงรันทดหดหู่ จากนั้นก็ควบม้านำหน้าพวกพ้องที่ติดตามมาอย่างห้าวหาญ เผชิญหน้ากับทัพม้าอันเกรียงไกรของทุ่งหญ้าโดยไม่หวั่นเกรง
...............................................................................
ในที่สุดกลองศึกก็สงบลง ชัยชนะเบ็ดเสร็จตกเป็นของกองกำลังผสมเมืองผิงเหยากับห้าชนเผ่าแห่งทุ่งหญ้า ทัพมารทั้งสามทัพถูกทำลายย่อยยับ บาดเจ็บล้มตายไปถึงแปดในสิบ แม่ทัพอย่างเถี่ยสื่อทง เหล่ากวนเชียง และฉีจือฮึง สมาชิกสี่ยมบาลทมิฬล้วนพลีชีพในสนามรบ ส่วนกระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ที่ยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บดีนำทัพใหญ่สู้ศึก ถูกหลิวหนิงเทียนจู่โจมใส่หนึ่งกระบี่ได้รับบาดเจ็บสาหัสกว่าเดิม แต่ได้รับการคุ้มกันจากเหล่านักสู้เดนตายหนีรอดไปได้ ฝ่ายกองกำลังเมืองผิงเหยาก็ประสบความเสียหายไม่น้อย ศิษย์สำนักกระบี่อมตะล้มตายเกือบสามพันคน เหล่าชาวยุทธ์ที่มาช่วยรบก็ล้มตายเกือบสองพันคน บาดเจ็บอีกนับพัน มีเพียงทหารม้าจากทุ่งหญ้าที่ล้มตายรวมกันแค่เจ็ดร้อยคน และหนึ่งในสามเป็นกองกำลังของเผ่าต้ายจู่ที่เผชิญกับการโต้ตอบอย่างสุดกำลังจากกองทัพของเถี่ยสื่อทง
เอี้ยนเฟยซาเดินเหยียบย่ำอยู่บนกองซากศพของศัตรู สายตามองดูกองกำลังจากทุ่งหญ้าที่กำลังชำระสนามรบ พวกมันยึดครองอาวุธ ชุดเกราะ และม้าศึกของศัตรู สิ่งของที่มีค่าทุกอย่างถูกเก็บกวาดจนหมดสิ้น แม้แต่เสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนโลหิต หากผลิตด้วยผ้าชั้นดีล้วนถูกถอดออกจากซากศพ เขาทำได้เพียงเดินจากไป เดินออกจากสถานที่อันน่าสะอิดสะเอียนแห่งนี้ เมื่อเดินมาถึงดงหญ้าแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มก็อาเจียนออกมาอย่างหนัก อาเจียนจนตัวขดตัวงอ พร้อมกับน้ำตาที่หลั่งไหลออกมา ชั่วชีวิตของเด็กกำพร้าคนหนึ่ง ไม่เคยคาดฝันว่าจะต้องยืนอยู่ท่ามกลางสนามรบเฉกเช่นวันนี้ ดาบในมือของเขาสังหารศัตรูไปมากกว่ายี่สิบคน เขายังจดจำใบหน้าที่หวาดกลัวของคนผู้หนึ่งที่กำลังจะถูกเขาสังหารได้ ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง แววตาอ้อนวอนร้องขอชีวิต ริมฝีปากสั่นระริกเกินจะควบคุม แต่ดาบในมือของตนเองก็ตัดคอของมันจนขาดสะบั้น
เอี้ยนเฟยซาได้ลิ้มลองรสชาติของสงครามเป็นครั้งแรก ความเจ็บปวดในวันนี้จะทำให้เขาเติบโตและเข้มแข็งกว่าเดิม