อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 70 การประลองสี่วิถี 2

            “ศิษย์พี่ฉวน…?!”

            มู่เชียนใจสั่นด้วยความเป็นห่วง แต่เมื่อมองอย่างพิเคราะห์ไปที่ร่างสูงบนเวทีแล้วก็พบอะไรบางอย่างที่น่ายินดีอย่างยิ่ง

            “เหตุใดศิษย์พี่ฉวนจึง….” โม่เจี้ยนเอ่ยด้วยท่าทางร้อนรน

            “วางใจเถอะ …..กับยอดยุทธ์ชั้นต้นที่เคยรับมือปราชญ์ยุทธ์ได้อย่างสูสี จะมีอะไรน่าเป็นห่วงอีกเล่า” 

            มู่เชียนเอ่ย ทำให้โม่เจี้ยนและคนอื่นๆที่กำลังเป็นห่วงพลันนึกขึ้นได้ สีหน้าจึงสบายใจขึ้น

            “อีกทั้งเวลานี้ระดับของเขาไม่ใช่ยอดยุทธ์ชั้นต้นอีกแล้ว !”

            “เฮ้อ…. ตำแหน่งศิษย์อันดับหนึ่งของข้าถูกแย่งไปจนได้” 

             อู่เฉินกังทอดถอนใจ ทว่าดวงตาของเขากลับมีความยินดีอย่างยิ่ง เกียรติยศของหมู่ตึกพฤกษาฝากไว้ในมือศิษย์น้องผู้นี้แล้ว

            “เหตุใดหมู่ตึกพฤกษามียอดฝีมือเช่นนี้ซ่อนอยู่ได้ นี่มันยอดยุทธ์ต้นปลายแถมยังอายุเพียง 21-22 เท่านั้น” หม่าเหยียนเอ่ยอย่างวิตก 

            “ต่งซื่อชาง รับคำท้าหรือไม่ ?”

            แม้องค์ชายใหญ่ถามความสมัครใจก่อน แต่หากต่งซื่อชางไม่ตกลงนั่นยอมหมายถึงเขาไม่คู่ควรต่อตำแหน่งผู้ชนะ แล้วเขาจะมีคำตอบอื่นได้อีกหรือ 

            ยามนี้มีสีหน้าของต่งซื่อชางเคร่งเครียดดุดัน ชายหนุ่มตรงหน้าเขานี้ดูแล้วอายุเพียง 21-22 ต้องมีพรสวรรค์เพียงใดจึงบรรลุยอดยุทธ์ขั้นปลายได้ในวัยเพียงเท่านี้ ?!

            จ้องมองผู้ท้าชิงอยู่ครู่หนึ่งเขาก็คิดขึ้นมาได้ว่า คนตรงหน้าอย่างไรก็คงเพิ่งจะเข้าสู่ระดับยอดยุทธ์ชั้นปลายได้ไม่กี่วันเท่านั้น จะเทียบกับเขาที่เข้าสู่ระดับนี้มาครึ่งปีได้อย่างไร คิดเช่นนี้บนใบหน้าของศิษย์อันดับหนึ่งแห่งตำหนักเซียนอัคคีก็กลับมามีรอยยิ้มสบายใจอีกครั้ง

            “ข้าไม่ปฏิเสธ”

            “เช่นนั้นก็…เริ่มการประลองได้ !”

            “แมกไม้สิบลี้ !”

            ฉวนสี่เป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน กิ่งไม้โผล่พุ่งขึ้นมาจากพื้นตรงเข้าเกาะเกี่ยวพันร่างของต่งซื่อชางเอาไว้อย่างรวดเร็ว ต่อเมื่อเห็นร่างคู่ต่อสู้ถูกกิ่งไม้พันธนาการจนท่วมตัวแล้วฉวนสี่ก็ไม่รอช้า กระบี่วารีปรากฏขึ้นมือเขาและในฟันเข้าใส่ร่างของต่งซื่อชางทันที จากตำแหน่งนี้อย่างไรก็หลบไม่พ้นแน่

            “เกราะพสุธา” 

            พื้นตรงหน้าต่งซื่อชางถูกยกขึ้นเกิดเป็นเกราะดินขวางการโจมตีของฉวนสี่ไว้ ฉวนสี่เปลี่ยนการโจมตีเป็นพลังหมัดที่เต็มไปด้วยปราณธาตุไม้ตรงเข้าทุบทำลายเกราะตรงหน้าจนแตกสลายแล้วคิดจะเข้าโจมตีต่อ ทว่าเมื่อเกราะดินสลายไปร่างที่ควรถูกพันธนาการกลับไม่ปรากฏอยู่อีกแล้ว เหลือเพียงแค่ซากไม้ไหม้เกรียมเบื้องหน้าเท่านั้น

            มองอะไรอยู่ เสียงดังมาจากด้านหลังพร้อมกับสายลมแหลมคมที่พุ่งเข้าใส่หลังของฉวนสี่ ชายหนุ่มราวกับรู้ตัวล่วงหน้า กระบี่วารีถูกยกขึ้นเพื่อต้านทานการโจมตีนั้นทันที พร้อมกับเท้าขวาของเขาที่เหยียดออกไปใส่ต่งซื่อชางหมายจะยันคู่ต่อสู้ให้ตกเวทีไป 

            ต่งซื่อชางรู้ตัวว่าหลงกลแล้วรีบพลิกตัวกลับแขนที่หุ้มด้วยเกราะดินดูแข็งแรงถูกยกขึ้นต้านทานเท้าของฉวนสี่เอาไว้ ส่วนแขนอีกข้างล้อคขาของฉวนสี่เอาไว้แล้วทุ่มอย่างแรง ขึ้นไปบนอากาศ ร่างของฉวนสี่ที่อยู่กลางอากาศในยามนี้ไม่อาจป้องกันตัวได้ ต่งซื่อชางจึงไม่คิดจะยื้อเวลาต่อไป

            “เพลิงสลาตัน” ต่งซื่อชางเอ่ย แล้วปล่อยพายุเพลิงที่มีลักษณะเป็นลมหมุนเข้าใส่ฉวนสี่ที่ลอยอยู่กลางอากาศทันที

            ฉวนสี่ไม่ได้มีท่าทางตื่นตระหนก เกราะวารีถูกสร้างขึ้นเบื้องหน้าเขาอย่างรวดเร็ว สะท้อนเพลิงที่พุ่งเข้ามานั้นจนพวยพุ่งออกไปรอบด้านจนเหล่าผู้ชมที่อยู่ใกล้ต้องถอยหนีเพื่อป้องกันอันตราย ท่ามกลางการปกป้องของเกราะวารี ร่างของชายหนุ่มร่อนลงบนลานประลองอีกครั้งอย่างนุ่มนวล มือของฉวนสี่แบออกแล้วหลับตาลง เริ่มรวบรวมปราณธาตุน้ำอย่างใจเย็นอยู่ภายในเกราะอันแข็งแกร่งนั้น

            ดาบที่ทำจากหินปรากฏขึ้นในมือของต่งซื่อชาง แล้วตรงเข้าฟาดฟันเกราะวารีทันที จะทำลายเกราะวารีนั้นไม่อาจใช้ปราณธาตุไฟได้ ทว่าด้วยระดับที่ใกล้เคียงกันจึงไม่อาจทำลายเกราะเบื้องหน้าลงได้ง่ายๆ ยิ่งเห็นฉวนสี่รวบรวมปราณธาตุน้ำอย่างใจเย็นก็ยิ่งทำให้ต่งซื่อชางทั้งโกรธและกังวล ดูเหมือนฉวนสี่กำลังจะใช้กระบวนท่าที่ต้องใช้สมาธิอย่างมาก หากรอให้เขาทำสำเร็จไม่รู้ว่าตนจะสามารถรับมือได้หรือไม่ ยิ่งคิดต่งซื่อชางก็ยิ่งร้อนใจ จึงลงมือรุนแรงมากขึ้นเรื่อย

            “ฮึ่มม… สลายไปซะ !!” ต่งซื่อชางฟันซ้ำที่เดิมย้ำๆจนสุดแรง ที่สุดจึงสามารถทำลายเกราะวารีของฉวนสี่ลงได้ ยามนี้ฉวนสี่ได้ลืมตาขึ้นแล้ว

            “บุปผาคลั่ง ….” 

            พายุที่เต็มไปด้วยกลีบบุปผาจำนวนมาก ดูสวยงามทว่าเมื่อสัมผัสกับผิวกลับกลายเป็นคมมีดคมกริบพุ่งเข้าใส่ร่างของต่งซื่อชางอย่างบ้าคลั่ง บาดแผลมากมายเกิดขึ้นบนร่างของเขา ทำให้เขาไม่อาจพุ่งมาด้านหน้าได้ดั่งใจ นี่คือกระบวนท่าที่สองของแมกไม้สิบลี้ 

            “ฮึ่มม…. ข้าจะเผาให้เกลี้ยงเลย เพลิงพสุธา…..”

            กระบวนท่านี้ร้ายกาจสมชื่อ เพลิงมหาศาลพวยพุ่งออกมาจากมือของต่งซื่อชางตรงเข้าต้านพายุบุปผาและเผาทำลายจนหมด ทว่าเขายังไม่หยุดมือ ยามนี้ด้วยความโกรธทำให้เขาตัดสินใจใช้เผาผลาญปราณอัคคีทั้งหมดของตนไปในกระบวนท่านี้ 

            “ไม้ตายของเจ้าไม่เหลือแล้วสินะ ดูซิว่าจะมีลูกไม้ใดอีก” ต่งซื่อชางคำรามอย่างย่ามใจ

            ฉวนสี่ยกยิ้มสวยงาม นี่เขาทำอะไรให้คนผู้นี้คิดว่าบุปผาคลั่งคือไม้ตายของเขาหรือ มือขวาของเขาที่รวบรวมปราณธาตุวารีไว้ตั้งแต่เมื่อครู่แบออกอย่างสงบ ต่งซื่อชางเห็นแล้วก็แตกตื่นอย่างมาก ที่เขารวบรวมพลังไม่ใช่เพื่อกระบวนท่าบุปผาคลั่งเมื่อครู่หรือ

            เพียงกระบวนท่าบุปผาคลั่งข้าไม่จำเป็นต้องรวบรวมพลังหรอก ฉวนสี่อธิบายให้ต่งซื่อชางฟังอย่างใจดี ทว่ากว่าเขาจะรู้ก็สายเสียแล้ว 

            “ศรอสนีบาต !” 

            ปราณธาตุน้ำในมือของจ้าวซงเปลี่ยนเป็นศรขนาดเล็กตรงเข้าโจมตีต่งซื่อชาง ที่พยายามกระโดดถอยไปด้านหลังทว่าไม่ทัน ร่างของเขาถูกศรพุ่งใส่อย่างจัง

            “อ้ากกก…​“

            ราวกับฟ้าผ่าร่าง ต่งซื่อชางทรุดตัวลงแล้วเริ่มกระตุกอย่างแรง สายฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่ทั่วตัวเขา  

            “เจ้าสำนัก…. นั่นมันเคล็ดวิชาศรอสนี เคล็ดวิชาธาตุน้ำที่ร้ายกาจที่สุดของหมู่ตึกพฤกษาของเรานี่” อาจารย์ซูเอ่ยอย่างตื่นเต้น

            “น่าจะใช่… เคยได้ยินอาจารย์เอ่ยถึงไม่คิดว่าจะได้เห็นของจริง” จางฟู่ถิงเอ่ยด้วยสีหน้ายินดี

            นี่คือกระบวนท่าศรอสนี อาศัยปราณธาตุน้ำสร้างกระแสไฟฟ้า เป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาที่มีพลังทำลายล้างสูงอย่างมาก วิชานี้วางอยู่ในหอตำราของหมู่ตึกมาหลายปีแล้ว ทว่ากลับไม่มีผู้ใดได้ครอบครองจนพวกเขาเกือบลืมไปแล้วว่าสำนักของพวกเขายังมีเคล็ดวิชาโจมตีที่ร้ายกาจเช่นนี้ ทั้งที่ผ่านมาเขาไม่เคยเห็นฉวนสี่ใช้มาก่อน ไม่คิดว่าถึงกับได้วิชานี้มาครอบครอง น่ายินดีจริงๆ 

            ผ่านไปครู่ใหญ่ร่างของต่งซื่อชางก็ยังไม่อาจขยับเขยื้อนได้ สายฟ้ายังคงวิ่งแล่นอยู่ทั่วร่างสร้างความเจ็บปวดจนเขาต้องเอ่ยยอมแพ้ จึงมีคนขึ้นมาช่วยในที่สุด องค์ชายใหญ่มองไปที่ฉวนสี่ด้วยดวงตาชื่นชมแล้วประกาศว่า

            “ผู้ท้าชิง ฉวนสี่เป็นฝ่ายชนะ …​ ได้เป็นตัวแทนเข้าร่วมการประลองห้าแคว้นต่อไป” 

            ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของเพื่อนร่วมสำนัก ฉวนสี่เดินเข้ามาหาพรรคพวกทั้งสี่ด้วยรอยยิ้มสุภาพเช่นเดิม

            “ศิษย์พี่ฉวน ยินดีด้วย” มู่เชียนเอ่ยแสดงความยินดีเป็นคนแรก

            “เพราะเจ้าขอบคุณมาก” ฉวนสี่เอ่ยอย่างซาบซึ้ง 

            เดิมทีคิดว่าคงต้องยอมใช้แหวนเพิ่มพลังวงนั้นเพื่อเอาชนะต่งซื่อชางให้ได้ แม้จะเสี่ยงต่อการถูกเปิดเผยฐานะ……แต่ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ 

             ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไร  เขาต้องเป็นตัวแทนไปร่วมงานที่แคว้นฉินให้ได้ !!

            โชคดีที่ได้โอสถรวมปราณของมู่เชียน ทำให้เขาสามารถเอาชนะได้โดยไม่ต้องใช้อาวุธเวทย์ระดับฟ้าชิ้นนั้น

            “เจ้าคือศิษย์สายในอันดับหนึ่งคนใหม่แล้ว” อู่เฉินกังเอ่ย 

            ศิษย์น้องคนนี้เขาจับตาดูมาตั้งแต่วันแรก คิดแล้วว่าสัญชาตญาณของเขาไม่ผิดพลาด เจ้านี่คืออัจฉริยะด้านปราณยุทธ์ตัวจริง

            “ทำได้ดีมาก” อาจารย์ซูตบไหล่พร้อมเอ่ยชื่นชม

            ท่ามกลางเสียงเยินยอและชื่นชม ฉวนสี่ได้แต่ลอบถอนหายใจ หากมิใช่ว่าเขาจำเป็นต้องไปแคว้นฉินให้ได้ ไหนเลยจะอยากแสดงฝีมือปานนี้ 

            “อ้อศิษย์พี่ เหตุใดข้าไม่เห็นท่านใช้เกา….”

            “ปึ้ก…!” หยางอี้ปินและเจ้าซงร่วมใจกันกระทืบเท้าโม่เจี้ยนพร้อมกัน 

            ‘อาวุธเวทย์ระดับฟ้าไหนเลยจะเอาออกมาใช้ได้เรื่อยเปื่อยเล่า ไม่กลัวถูกปล้นหรือไร ?’

            วันที่สองวิถีสัตว์อสูร เป็นการประลองแบบแข่งกันรวดเดียว ตัวแทนทั้งเจ็ดจากแต่ละสำนักต้องแย่งกับสยบฝูงสัตว์อสูรกว่าสามสิบตัว ผู้ใดสยบได้จำนวนมากกว่าจะได้ชัยไป 

            ตัวเก็งชนะเลิศได้แก่ก้วนฉู่เซิงจากหมู่ตึกพฤกษาผู้ชนะปีก่อน และเว่ยผู่สงจากตำหนักเซียนอัคคีอัจฉริยะด้านวิถีสัตว์อสูรจากตระกูลผู้พิทักษ์ ในที่สุดก้วนฉู่เซิงชนะเว่ยผู่ จากตระกูลผู้พิทักษ์อย่างฉิวเฉียด

            “สมแล้วที่เป็นอันดับหนึ่งของหมู่ตึกพฤกษา ข้ายอมรับว่ายามนี้ยังด้อยกว่าท่าน ทว่าปีหน้าจะไม่เหมือนเดิมแน่” เว่ยผู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจ 

            การพัฒนาของเขาดีขึ้นมาก ปีก่อนเขาควบคุมได้เพียง 8 ตัว ตอนที่ก้วนฉู่เซิงได้ 12 ตัว ทว่าปีนี้เขาได้ถึง 10 ตัวแล้ว เขามั่นใจว่าปีหน้าเขาต้องได้ชัยแน่นอน นอกจากนั้นเขายังอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น ดังนั้นหากจะพูดถึงพรสวรรค์ยังไม่แน่ว่าเขาด้อยกว่าก้วนฉู่เซิง 

            ก้วนฉู่เซิงมองเว่ยผู่ที่กำลังท้าทายเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย

            “ปีหน้าเจ้าคงแพ้อีกนั่นล่ะ !”

            “หมายความว่าอย่างไร ?!” เว่ยผู่ชักสีหน้าทันที มาถึงขั้นนี้ก้วนฉู่เซิงยังคงเย่อหยิ่งคิดว่าตนเองเก่งกว่าเขาอีกหรือ ? 

            “ก็…. อันดับหนึ่งของหมู่ตึกพฤกษาไม่ใช่ข้าอีกแล้ว” 

             ก้วนฉู่เซิงหันมองโม่เจี้ยนที่ยังยืนยิ้มกว้างให้มู่เชียนอยู่ตรงนั้นด้วยดวงตาแฝงรอยยิ้ม เด็กสองคนนั่นต่างหากล่ะ คืออนาคตของสำนัก…..

            วันที่สามวิถีปราณโอสถ ในวันนี้องค์รัชทายาทลู่เหวินหลางปรากฏตัวขึ้นอย่างแปลกประหลาด องค์รัชทายาทหนานจงเยว่รีบเดินขึ้นลานประลองมาคุยด้วย 

            “รัชทายาทลู่ เหตุใดวันนี้เสด็จมาได้เล่า กระหม่อมไม่ทราบจึงมิได้มารอรับ” หนานจงเยว่รีบเอ่ยประจบประแจง

            “ข้าเพียงแค่เสี่ยงโชค …เผื่อจะได้เห็นอะไรสนุกๆเท่านั้น” ลู่เหวินหลางเท้าคางเอ่ยแล้วมองไปบนเวทีประลอง

            วิถีปราณโอสถนั้นคือการแข่งขันด้านการเยียวยา ทว่าด้วยคุณธรรมของผู้เยียวยาจึงไม่ควรทำร้ายสัตว์เพียงเพื่อการแข่งขัน พวกเขาเพียงแข่งกันส่งปราณโอสถเข้าไปในกิ่งไม้เปล่าเปล่าเปลือยกิ่งหนึ่ง เช่นเดียวกับการทดสอบตอนทดสอบเข้าสำนัก 

            ผลการประลองจะถูก แบ่งตามระดับขั้นไล่ตั้งแต่ กำเนิดราก กำเนิดกิ่ง กำเนิดใบ กำเนิดดอก กำเนิดผล หากได้ระดับเดียวกันก็ให้ดูว่าจำนวนราก กิ่ง ใบ ดอก ผล เหล่านั้นของผู้ใดมีจำนวนมากกว่า แต่สำหรับตัวเก็งชนะเลิศนั้น หมู่ตึกพฤกษาสามารถได้ชัยชนะมาโดยตลอด วิถีนี้เป็นพวกเขาเชี่ยวชาญที่สุดแล้ว

            

            กำเนิดราก ทุกสำนักล้วนผ่านไปได้

            กำเนิดกิ่ง ทุกสำนักล้วนผ่านไปได้

            กำเนิดใบ หมู่ตึกพฤกษา ตำหนักเซียนอัคคี สำนักรองตะวันออก สำนักรองทิศใต้ สามารถทำได้ ที่เหลือตกรอบ

            กำเนิดดอก หมู่ตึกพฤกษาและตำหนักเซียนอัคคีเท่านั้นที่สามารถทำได้ ทว่าตำหนักเซียนอัคคีทำได้เพียงดอกตูมเท่านั้น เทียบกับดอกที่บานสะพรั่งกว่าสิบดอกของอิงอู่หลานแตกต่างกันมาก

            กำเนิดผล อิงอู่หลานทำได้ถึงสามผลด้วยกัน

            “ผลการประลอง …. อิงอู่หลานจากหมู่ตึกพฤกษาชนะ” 

            สิ้นเสียงขององค์ชายใหญ่ ใบหน้างดงามเย็นชากวาดตาแวบหนึ่งมาทางแท่นประทับ แล้วก็ก้าวลงจากลานประลองไปทันที….

            “คนงาม ความสามารถก็โดดเด่น น่าสนใจไม่น้อย” ลู่เหวินหลางมองตามร่างงดงามของอิงอู่หลานอย่างชื่นชม ……

            “ได้รับการชื่นชมจากรัชทายาทลู่ก็นับเป็นบุญของนางแล้ว หลังการประลองอาจลองเจรจาดู ข้าจะสนับสนุนอย่างเต็มที่” 

            หนานจงเยว่เอ่ยอย่างเป็นธรรมชาติ   อย่างไรทุกปีแคว้นลู่มักจะขอตัวอัจฉริยะไปสักคนสองคนเสมออยู่แล้ว ปีนี้หญิงงามอาจจะเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของลู่เหวินหลางก็ได้

            “อืม…ข้ายังอยากดูอีกหน่อย” ลู่เหวินหลางยิ้มมุมปาก ….. แม้จะน่าสนใจแต่น่าเสียดายที่ไม่ใช่เป้าหมายของเขา

            “อ้อ…​สตรีที่โดดเด่นเพียงนี้หากมิใช่นางก็มีเพียงน้องสาวของข้า หนานจื่อฉง เท่านั้น” หนานจงเยว่ยังคงเอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงราวกับรู้ทันเสียเต็มประดา

            

            ‘น่ารังเกียจสิ้นดี !’ องค์ชายใหญ่ที่ได้ยินพวกเขาคุยกันทุกคำลอบกำหมัดแน่น ….. 

            พวกเขาเห็นสตรีของแคว้นต้าหนานเป็นผักปลาหรือจึงคิดเลือกสุ่มเลือกเอาง่ายๆ คนหนึ่งนั้นคือฉงเอ๋อน้องสาวร่วมมารดาของเขา ส่วนอีกคนหนึ่งก็เป็น…. หึ… ไม่ว่าใครก็เขาก็ไม่ยินดีมอบให้บุรุษไร้ยางอายเช่นนี้ !!

    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน